570903_พุทธชีวศิลป์(๑๑)วนบ..doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570903_ พุทธชีวศิลป์(๑๑) วนบ. เรื่อง อาหารอย่างพิศดาร พ่อครู… วันที่ 3 กันยายน พศ. 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก เราได้เอาพระไตร ปิฎก เล่ม 16 มาไล่เรียง อธิบายไปได้หลายบทแล้ว ธรรมะพระพุทธเจ้าปฏิสัมพัทธ์ ร้อยเรียงถึงกันหมด สำหรับผู้ที่เข้าใจ ถึงสภาวะที่เกี่ยวเนื่องกัน รู้จักตัวเชื่อมต่อก็เชื่อมได้ทั้งหมด วันนี้มีผู้อยากให้อาตมาอธิบายถึงเรื่อง อาหาร 4 คุณพิมพ์เพชรรุ้ง อยากจะให้อธิบายเรื่องอาหารสูตร ที่จะเกี่ยวกับสุขภาพทั้งจิตและกาย ใน วิปัสสีสูตร ท่านยกมาหรือสูตรต่อๆมา ก็จะเน้นที่ โยนิโสมนสิการ เกิดในจิต และรวมตัวสังเคราะห์ มนสิการเสร็จแล้ว ก็จะออกมาเป็นจิตสังขาร ถ้าผู้ใดปฏิบัติดี ถูกต้อง จัดการกับจิตได้ มนสิการเป็น ถูกต้อง ผู้นั้นแหละคือ ผู้ปฏิบัติธรรมที่สามารถกำจัดกิเลสได้หมด เมื่อผู้ใดมนสิการเป็น ลงท้ายจะเป็นวจีสังขาร เราได้เรียน สังกัปปะ 7 มาแล้ว จะเรียกว่าทำฌาน ทำสมาธิ ใช่ทั้งนั้น การทำ ฌาน ทำ สมาธิ คือทำ สังกัปปะ 7 นี่แหละ ระบุชัดว่า วจีสังขาร เป็นบัญญัติที่ไม่เป็นภาษาคำพูดก็ได้ แต่คือ องค์รวมของการสำเร็จในการทำใจ จัดการใจเรา ถ้า ผู้อวิชชา ก็จัดการกันเองสังขารปรุง แต่ปุ๊ปๆเลย วจีสังขารที่คุณต้องการมันไม่เป็นหรอก แต่ก็เป็น วจีสังขารที่อยู่นอกการจัดการ กิเลสมันจัดการ แล้วคุณไม่รู้หรอก ว่ากิเลสมันจัดการหมด แล้วออกมาโดยคุณก็มีสามัญสำนึกบ้าง อะไรน่าอาย ก็บังคับกั้นๆไว้บ้าง หรือห้ามไม่ไหวก็ออกมา หรือไม่อยากห้ามเลย อยากให้ออกมาเป็น วาจา และกายกรรมเลย ก็มาจาก จิตเป็นประธาน พระพุทธเจ้าสรุปว่า เครื่องอาศัยคือ อาหาร เกิดจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ได้ศึกษามา ต้นตอ ท่านเรียกว่า วิญญาณ อยู่ในข้อที่ 4 ของอาหาร 4 อาหารคือ คำข้าวเป็นแค่ข้อ 1 ของ อาหาร 4 นอกนั้นก็เป็น ผัสสาหาร ม
อ่านต่อ
โนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เราต้องเรียนรู้และจัดการ มนสิการเป็น เรามีหลักวิธี ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
กวฬิงการาหาร พระพุทธเจ้าตรัสว่า 1 . กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้ รู้กิเลสเบญจกาม ) 2 . ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้ เกิดเวทนา ) 3 . มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจ ที่เจตนา มุ่งกับตัณหา ) 4 . วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ คือ กำหนดรู้จัก แยกแยะนาม-รูป แล้วกำจัดเฉพาะอาสวะให้จบสิ้น) (ปุตตมังสสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 241 - 244 ) สำคัญมากเราต้องเรียนรู้อาหารทั้ง 4 นี่แหละ ท่านขึ้นต้นด้วยกามตัณหา เพราะสมกาม สมใคร่ ก็เป็น กามตัณหา ไม่สมอยากก็เป็นทุกเวทนา หรืออิ่มเซ็งแล้ว ก็กลางๆ เราต้องใช้ วิภวตัณหา ที่เขาเข้าใจกันผิดมานานแล้ว เรื่องวิภวตัณหา เขาว่าจะไปอยากอะไรไม่ได้เลย มันเป็นกิเลสหมด เรียนลัดให้จิตว่างๆเปล่าๆไป ไม่ได้จัดการเหตุแห่งทุกข์ ไม่เป็นอ า ริ ย สัจ 4 เป็นสมาธิหลับตา เจโตสมถะ หลายสำนักก็ฝึกให้ใช้สติ ฝึกไป รู้เลาๆคร่าวๆ ว่าอาการอย่างนี้คือ โกรธ คือ โลภ ก็สังวรระวังอย่างแสดงออก ซึ่งโทสะนั้นรู้ง่าย ในกายวิญญัติ แต่ที่จริงราคะหรือโลภะ ก็รู้ง่าย แต่คนเผิน ไม่อยากเอาใจใส่ เพราะจิตลึกๆชอบด้วยกัน ก็เลยไม่เอาใจใส่ แต่ถ้าโกรธนั้นไม่ชอบ ก็เลยสะดุดง่าย ใน วิญญาณาหาร ท่านกำหนดตัวปลาย คล้ายอาริยสัจ 4 ให้รู้จัก นาม_รูป ของจิต ผู้เรียนรู้ จัดการเรื่องอาหาร ให้สมบูรณ์แบบ คุณจะ รู้อาหารที่เป็นสาระ แม้อาหารที่เข้าไปเลี้ยงกายขันธ์ ก็จะกินที่มีสาระ คนที่กินด้วยถูกหลอกด้วยกาม ในกวลิงการาหาร ท่านให้ เรียนรู้กามคุณ 5 เช่นรูปอย่างนี้ ตรงกับที่เรายึดติด รสอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ แต่เสียงนั้น ในอาหารไม่ชัด บางคนก็ว่ามีเสียงกรอบไง
เดี๋ยวนี้คนเป็นโรคสารพัดโรคจากอาหารนี่เยอะ วิธีของพระพุทธเจ้าต้องสัมผัส อาศัยผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะ ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า พวกที่ นั่งหลับตาสมาธิ ก็ปฏิบัติ แต่นอกพุทธ แต่เป็นอุปการะได้ ในการทำเจโตสมถะ คือ ได้พักจิต ได้เรียนรู้ภายในจิต ได้ เตวิชโช และทำฤทธิ์ได้ (อันนี้ไม่ส่งเสริม) เราต้องรู้ชัดว่า การนั่งหลับตาไม่ใช่วิธีของพุทธ แต่พุทธรู้ และใช้ประโยชน์ได้ แต่วิธีปฏิบัติจริงๆเป็นแกนหลักคือ มีผัสสะ ถ้า ปราศจากผัสสะแล้ว ไม่มีวิญญาณให้เรียนรู้ เวลาเราปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติเช่นนี้ เราจึงจะเรียนรู้ตั้งแต่ กวลิงการาหาร ต้องกำหนดรู้ในเบญจกามคุณ แล้วมาเรียนรู้ ผัสส า หาร ต้องกำหนดรู้ในเวทนา อ่าน ตัณหา 3 และ วิญญาณ จะรู้วิญญาณได้ ต้อง อ่านนาม_รูปเป็น วิญญาณเกิดทางทวาร 6 ที่มีผัสสะกระทบสัมผัส แล้วเกิดเวทนา ตัณหา ต้องกำหนดรู้วิญญาณ โดยอาการ ลิงค นิมิต ตั้งแต่ ตากระทบรูปอยู่ จิตเรารู้อยู่ ไม่ได้ขาดกาย ตานี่มันมีข้างนอกเรียกว่าปสาทรูป กระทบสิ่งข้างนอก นี่คือรูปทางตา ถ้าเสียงกระทบ เสียงก็เป็นรูปคือ สิ่งที่ถูกรู้ทางหู รวมทวารทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น รวมเป็น กายสัมผัส รวมหมดท่านไม่นับเต็ม ปสาทรูปมี 5 แต่ว่า โคจรรูป 5 แต่หักออก 1 เหลือ 9 เพราะถือว่า ตา หู จมูก ลิ้น เป็นสัมผัส รวมคือ กาย แต่ทุกวันนี้คำว่า กายนั้นเพี้ยนไปหมดแล้ว เขาหมายเขาข้างนอกเป็นผิว ไม่ต่อเนื่องกับประสาทสัมผัส ไม่เนื่องไปถึงจิตเลย ถ้าเราเรียนรู้ผัสสะ และเรียนรู้เจตนา คือ มโนสัญเจตนา เราเรียนรู้ กายสังขาร ทั้งประกอบด้วยร่าง มหาภูตรูป และเนื่องสู่ อุปาทายรูป ด้วย เราจะรักษาสุขภาพร่างได้ดี ก็เพราะเราไม่หลงเวทนา สุข ทุกข์ ที่เกิดจากอวิชชาปรุงแต่ง มันผัสสะ แล้วรวมเป็นเวทนาเลย ประชุมรวมกันเลยก็คือ สังขาร ออกมา เป็นเทวดา เป็นผี ถ้าชอบใจก็เป็นเทวดาเลย เทวดาเก๊ เช่น เมียปรุงอาหารมาให้ผัว พอกินก็ว่าเอาอะไรมาให้กิน ผีเข้าเลย จานร่อนเลย ไม่ถูกปาก ก็โกรธ เกิดปรุงแต่งปุ๊ปๆ เป็นผี แต่พอชอบใจก็เป็นเทวดา ไม่ชอบใจก็เป็นผีโขมดไป คนเอ๋ยคนมันปรุงปุ ๊ ปเลย อาตมาวิเคราะห์จากบัญญัติที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ไม่รู้กี่เที่ยวแล้วนะ จาก ผัสสะ เราก็รู้ว่าเรา มีเวทนาอย่างไร มีตัณหาอุปาทาน เข้าไป ร่วมด้วยไหม? ต้องตามเข้าไปรู้ว่ามันเจตนามุ่งหมาย ต้องการอย่างที่ยึดไว้ มันจึงเป็นเทวดา เป็นเทวดาเท็จ เก๊ เป็นสุขขัลลิกะ จิตที่บำรุงบำเรอด้วยอาหารที่ชอบใจ โดยไม่รู้ว่าเป็นพิษหรือไม่ เป็นพิษทางธาตุอาหาร และเป็นพิษทางจิตวิญญาณคือ รสอย่างนี้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอย่างนี้ เป็นเรื่องราวสารพัด ก็ฟุ้งเฟ้อมากเกินต้องไปหาเงินไปแย่งชิงสารพัด นั่นแหละสุขภาพจิตต่ำลงเสียลง เลวร้ายลง จากอวิชชา โง่ที่ไม่เอาสาระแท้ๆ รสธรรมชาติบางอย่างไม่ต้องกับสรีระบ้าง แต่มีประโยชน์ เราก็ต้องเอา รสไหนไม่ต้านกับประสาทเรา และมีประโยชน์ก็ควรเอา ต้องหยุดอารมณ์ให้หมดเลย แต่เอาที่ประสาทสัมผัส บางอย่าง กลิ่นเหม็น รสเผ็ด รสขื่น มันแข็ง มันเหนียวแต่มันเป็นประโยชน์ เราก็หาวิธีรับเข้าไปในร่างกาย เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ถ้าเรารู้ว่ามีประโยชน์เรา ก็รับได้ง่าย แต่ถ้ามันไม่รับทางจิตก็สปาร์ค ก็เสียพลังงาน เช่น รู้ว่ารสขม ประสาทเราไม่ต้องกันนัก มันไม่มีอารมณ์มาร่วมด้วย เป็นเรื่องประสาทเท่านั้น ก็ทำให้พลังจิตของเรามาแก้ไขตรงนี้ก็ได้ พลังจิตเรารับรู้นานๆ ก็ทำให้ร่างกายชินไป ยกตัวอย่างง่ายๆ ใครเคยกินน้ำเยี่ยว กินใหม่ๆมันมีจิตต้านจัดเลย แต่พอกินๆไป ก็ไม่มีจิตต้าน จิตสปาร์ค มันก็รสชาติตามที่เรากินอาหาร หรือหมักไว้นานหน่อยก็กลิ่นมีมาก ก็เป็นธรรมดา เราไม่มีจิตต้านก็ดื่มได้ง่าย เกิดจากจิตที่เรียนรู้วิญญาณ รู้นาม_รูปทั้งนั้นเลย เรื่องอื่นๆก็นัยนี้ ถ้าปฏิบัติเรื่องอาหาร โภชเนมัตตัญญุตา มัตตัญญุตา จ ภัตสมิง ถ้าเราเรียนรู้เรื่องอาหารให้ดี อ่านกามคุณจากอาหาร เมื่อผัสสะเมื่อใด ยังไม่กิน เมื่อตายังไม่เห็นรูป ได้กลิ่นมาแต่ไกล ได้ยินเสียงแล้ว จะเป็นอาหารที่เป็นกวลิงการาหาร พระพุทธเจ้าว่าอ่านให้มันชัด ละกิเลสให้ได้จากอาหารรับรองเป็นอรหันต์ ตัวเดียวนี่ก็ได้ เป็นเรื่องสำคัญ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยปฏิบัติเลย ไปกินมื้อเดียวกินน้อยประหยัดไปโน่น แทนที่จะเรียนรู้อาหาร 4 อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แล้วอาหารใน อวิชชาสูตร ท่านว่า อวิชชาไม่ใช่ไม่มีอาหาร อวิชชานี่คือ โคตรพ่อโคตรแม่ของคน แล้วมันต้องหาอาหารคือ นิวรณ์ 5 เสมอๆ อยู่ใน ตัณหาสูตร 1 .การ ไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 2 .การ ไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 3 .ความ ไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) 4 .การ กระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ . 5 . ความ ไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ 6 . การ ไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของทุจริต 3 (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 7 . ทุจริต 3 เป็นอาหารของ นิวรณ์ 5 8 . นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของ อวิชชา 9 . อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 62 )
ขอแวะอาการ กรรมของจิตที่ละเอียดหน่อย คือ พฤติกรรมของจิต มันมีบทบาทมาตั้งแต่ 1 . อารัพภธาตุ (ดำริ) ความเพียรเป็นเหตุปรารภ (ริเริ่ม) 2 . อารัมภธาตุ (ปรารภดำริ) 3 . นิกกมธาตุ (พยายามดำริ) เพียรเป็นเครื่องก้าวไป 4 . ปรักกมธาตุ (บากบั่นดำริ) ความเพียรก้าวไปข้างหน้า เร่ิมมีตัวนอกมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ออกจากจิต และอันนี้แหละ คือเร่ิมจะชื่อว่ากรรมแล้ว เป็นบทบาทของกรรมแล้ว (สามอันแรกยังไม่เป็นกรรม) 5 . ถามธาตุ (ดำริมีกำลัง) ความเพียรเป็นกำลัง จะออกไปอาละวาดสร้างกรรมแล้ว 6 . ธิติธาตุ (ดำริตั้งมั่น) ความเพียรเป็นเครื่องทรงไว้ 7 . อุปักกมธาตุ (ดำริสำเร็จเต็มรูป เหมือนลูกศรจะออกจากแล่ง พยายามที่จะกระทำให้เกิดกรรมออกมา) (จาก อัตตการีสูตร เล่ม 22 ข ้อ 309 ) นี่คือรายละเอียดของพระพุทธเจ้า ที่เกินจะคาดเดาได้
ทุจริต 3 ก็ออกมาจากมโน เกิดจากจิตที่อวิชชาก่อน แล้วไปสู่ กายกรรม วจีกรรม ถ้าเป็นการชำระกิเลสได้แล้ว ก็ออกมาเป็นกุศล เป็นสิ่งดี ออกมาทำกรรม แต่มันเกิดทุจริต 3 เพราะมีอาหาร คือการ ไม่สังวรอินทรีย์ 6 ไม่ได้ระมัดระวังสังวรเลยว่าเป็นอย่างไร เมื่อสัมผัสกันทาง ปสาทรูป โคจรรูป ก็เกิดเป็น ภาวรูป 2 คือเราต้องทำให้เป็น ปุริสุตตมะ คือ เป็นปุริสภาวะสูงสุด เป็นภาวะที่ดีสุดสูงสุดแล้ว เราต้องทำให้เป็น ปุริสัตตะ เป็น ปุริสินทรีย์ มาเพ ิ่ มเรื่อยๆ สำรวมอินทรีย์ ต้องมี สติสัมปชัญญะ กระทบสัมผัสแล้ว ก็ต้องรู้ตัว หากสัมผัสแล้ว ก็ปรุงปั๊ปเลย สติที่จะรู้ตัวตั้งหลักไม่ปหานกิเลส แต่กิเลสปหานคุณเลย ไม่มีสติสัมปชัญญะ แต่พอรู้ตัวได้ เราก็จะมีสติสัมปชัญญะ ไปถึง สัมปัตตะ สัมปันนะ คือให้มีบทบาทการงานของจิต ทำใจให้ได้ตามที่เราเรียนรู้มา ตาม สังกัปปะ 7 มันดำริมีกามร่วมมา ก็จัดการกามให้ได้ ไม่ใช่ไปดับความรู้สึกนึกคิด แต่ไปจัดการตัวแทรกมา คือ กาม กับ พยาบาท เมื่อกำจัดได้สำเร็จ ก็สติสัมปชัญญะของคุณก็เรียบร้อย คือ โยนิโนมนสิการ เพราะ สติสัมปชัญญะ มีโยนิโนมนสิการเป็นอาหาร แต่คนไม่รู้ เพราะกระทบสัมผัสแล้ว ไม่มีสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีแต่ให้กิเลสไปทำใจในใจของคุณเองหมด เป็นตัวการจัดการหมดเลย อาหารที่ได้คือ อาหารที่กิเลสจัดการหมดเลย แล้วจากโยนิโสมนสิการ มี ศรัทธา ความรู้ ความเชื่อ เป็นอาหาร คุณรู้ตามโลก เชื่อตามโลก เขาหลอกว่าอันนี้สนุก อันนี้สุข อันนี้น่ามีน่าได้น่าเป็น ดีที่พวกคุณยังมาเชื่ออาตมาบ้าง แต่ก็เชื่อยังไม่สนิททีเดียว รู้ยังไม่สมบูรณ์ นำหนักความรู้ไม่พอ ก็ต้องเพ ิ่ มเติมความเชื่อ ให้มีสัมมาทิฏฐิ ให้เชื่อจริงว่า ไม่ต้องไปอยากได้อยากมีอยากเป็นกับโลกเขาหรอก เราทำได้หาได้ ก็เอาเข้าสาธารณโภคี เราก็กินใช้กับส่วนกลางนี่แหละ ช่วยกันทำงาน กินใช้ร่วมกันก็ย ิ่ งเจริญงอกงาม ยิ่งกว่าปุ๋ยชาวอโศก เมื่อเป็นความเชื่อ ความรู้ ความศรัทธา แต่ต้องเป็นความถูกต้องด้วยนะ ในศรัทธานั้นๆ คุณจะเกิดความเชื่อตั้ง แต่ยังไม่เชื่อก่อน สุดท้ายคุณทำได้เอง ก็คือเชื่อสิ่งที่เกิดกับคุณเอง เป็นผลปัจจัตลักษณ์ เกิดบรรลุด้วยตน ก็ไม่ใช่ว่าเชื่อพระพุทธเจ้า คุณเห็นกิเลสดับ เห็นอาการจิต ที่มันไม่ทุกข์ ไม่สุข แต่ไม่ใช่แข็งทื่อมะรื่อ จืดชืด คุณก็จะรู้ด้วยตัวเอง จะเกิดอาหารที่เป็นศรัทธา เมื่อคุณเชื่อและปฏิบัติ หรือจะปฏิบัติถูก เพราะเชื่อว่าถูก เพราะได้ฟังธรรมที่ดี ได้ยินได้รู้ได้อ่านได้รับมา เป็นสัทธรรม เป็นสัมมาทิฏฐิได้มาจากสัตบุรุษ ในสูตรที่เป็นการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าคือ สติปัฏฐาน 4 ในอวิชชาสูตร 1 .การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2 .การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3 .ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4 . การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ .สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5 . สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6 . ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7 . สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน๔ บริบูรณ์ 8 . สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9 . โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 61 )
โพชฌงค์ 7 สติปัฏฐาน 4 ไม่มีในอวิชชาบุคคล เพราะอวิชชา เป็นโคตรพ่อโคตรแม่ของกิเลสเลย มันหาอาหารคือ นิวรณ์อยู่ตลอดเวลา ตาพึดเลย สติสัมปชัญญะก็กลายเป็นลูกน้องของกิเลสเต็มที่เลย ไม่มีกระบวนการโยนิโนแน่ไม่มีทางบรรลุอะไรกับเขาแน่ นี่คืออาหารในอวิชชาสูตรที่ชัดเจนมากเลย ถ้าอาหารที่ทำได้อย่างนี้ละก็สุขภาพจิตเยี่ยม และสุขภาพกายก็เยี่ยมแน่ อาตมาว่าพวกเรานี่แหละจะอายุยืน หากพากเพียรไปได้ อย่างน้อ ย ดูคุณเทียนพุทธนี่เป็นมะเร็งขั้นที่ 4 มา 14 ปีมาแล้ว ให้ปฏิบัติธรรมไปเถอะ อย่างโยมปราณี ก็เป็นมะเร็งที่ปอด หมอก็บอกว่า 6 เดือน ตายแน่ ก็เป็นโชคดีของโยมปราณีมาเจอพวกเรา ก็กินอาหารธรรมชาติ แต่แกบอกว่าแกหายเพราะดื่มปัสสาวะนะ อายุมากกว่าอาตมา 1 ปี เป็นมะเร็งตั้งแต่อายุ 60 ปี แต่ตอนนี้อยู่มา 20 ปีแล้ว ไปให้หมอตรวจหมอบอกว่าไม่รู้ว่าก้อนหายไปไหนแล้ว อายุจะยืนเพราะสุขภาพจิตของเราเป็นหลัก ข้อสำคัญไม่โกรธ กินอาหารธรรมชาติ ทำงานไป เป็นการปฏิบัติเข้าหลักพ ระพุทธเจ้า คนมาถามว่ารักษาอย่างไรก็ว่ารักษาด้วยพุทธโอสถ แน่นอนพวกเราจะอายุยืน เพราะจิตมาก่อน แม้แต่หมอทางสากล การรักษาโรคเขาก็บอกว่าถ้าจิตดีแล้ว 60 % จะหาย เพราะโรคอาศัยจิต 60 % อาศัยกายแค่ 40 % พวกเราจะอายุยืนแบบแข็งแรงด้วยนะ ไม่ใช่ว่าอายุยืนเพราะมีเงินจ้างเครื่องไว้หมดใส่สายไว้นอนกับเตียง 10 ปีแล้ว เป็นต้น ดูอย่างอาจารย์ชาก็ใส่เครื่องไว้ 7 ปี ไม่เอาแบบนั้น นอกจากวิบากใคร ก็อาจมี ตอบไม่ได้เรื่องอจินไตย
ถามตอบ...
ถาม… จิตที่ปฏิบัติธรรมไม่ลงตัวก็ป่วย พอให้เปรตพลีไปมันก็หาย ถามว่าเราจะสู้ให้ตายไปเลยหรือว่าจะถอยลงมา ทำอย่างไรคือปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม? พ่อครูว่า ..พวกเราหลายคน มาบวชเป็นสมณะ ก็ป่วยบ่อย แต่พอสึกไปก็หายเลยไม่ได้รักษาอะไร เป็นโรคทางจิต สรุปแล้วคือ โรคของอุปาทาน ยึดติด และเป็นลักษณะต่อรอง พอได้อาหารกิเลสมันก็หาย ไม่ให้มันก็ต่อรอง ต้องเข้าใจตรงนี้ว่าจิตเรามีอัตตาตัวต่อรองอันร้ายกาจ ให้รู้ซะ ถ้ามันเกินไปจริงๆก็ให้รู้เอง กระเถิบไปลดละอันอื่น เรื่องเยอะแยะให้เรียนรู้ ให้ลดไป เรื่องโลกธรรม อัตตา กาม เราเรียนรู้เรื่องอื่นอีกก็ได้ ตัวไหนที่เรามีจริงๆ ก็ต้องรู้ ตัวไหนเรายังทำไม่ได้ ก็เอาไว้ก่อน ตัวไหนทำได้ก็ทำไป แต่อย่าไปยอมให้มันวนเวียนซ้ำซากแพ้มันตลอด ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมคือ มันไม่ได้ก็ทำตัวอื่นก่อน แต่ต้องฝืน ไม่บำเรอความอยาก เรื่องกาม เรื่องโลกธรรม ต่างๆนานา
ถาม...อาหาร 4 สัมพันธ์กับ วรรณะ 9 อย่างไร? พ่อครูว่า ... อาหาร 4 เป็นรากฐานของการปฏิบัติ ต้องรู้จักนาม_รูป ในการผัสสะ แล้วอ่านตัณหาให้ได้ เป็นตัวเหตุ เวลาปฏิบัติแล้วลดได้ตามลำดับ ก็จะไล่ไปตาม วรรณะ 9 ด้วยคุณสมบัติ เช่น คุณละกิเลสเรื่องอาหาร คุณหยุดแล้ว คุณติดก๋วยเตี๋ยว คุณก็ละจนกินก็ได้ ไม่กินก็ได้ ก็เป็น คนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย พัฒนาง่าย ไม่เรื่องมาก คุณก็น้อยลงเรียกว่า อัปปิจฉะ แล้วก็ใจพอ สันตุฏฐิ ใช้รับมาที่จำเป็นตามสมควร พอเหมาะ แต่ก็ยังยืนยันว่า เรา ไม่ต้องสะสม จะมักน้อยลงกล้าจนลง แล้วก็พอไปเรื่อยๆ ทำได้ตามลำดับจะรู้จัก สัลเลขะ ธูตะ มีศีลเคร่ง กินน้อยใช้น้อย ศีลข้อที่ยากขึ้นก็สบายๆ ก็ไม่สะสม อปจยะ เพราะอยู่กับสาธารณโภคี เป็นคนขยันเสมอ วันคืนล่วงไป กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่ เราก็จะรู้ว่าเราควรสร้างสรรอะไรต่อ ทำกันคนละไม้คนละมือ ทุกอย่างก็จะเจริญทุกด้าน ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา เพราะเราปฏิบัติลดละอาหาร 4 ได้ ก็ได้วรรณะ 9
ถาม… วันนี้ไปกินอาหารแมคโครไบโอติก ถึงรู้ว่าเราติดเรื่องอาหาร เพราะกินอาหารจืดแล้วมันก็กินไม่อร่อย กินยาก กินไปหลับไป? เรานึกว่าเราไม่ไปติดอาหารนัก กินอะไรก็ได้ ตามเรื่องราวได้... พ่อครูว่า ...ก็หัดลดละไป แต่ว่าก็เลี้ยงง่ายมาระดับหนึ่งแล้ว อะไรมาก็กินได้ไม่ยาก แต่ว่าลึกซึ้งกว่านั้นคือ เราก็ติดอยู่ ไปแมคโครไบโอติกชักจะไม่ไหวแล้ว เป็นต้น ก็ให้พิจารณาว่า รูป รส กลิ่นเสียงสัมผัส ก็ให้รู้ว่าอาหารมันก็กินไปเลี้ยงขันธ์เท่านั้น มันก็จางคลายได้ไม่เที่ยง การลดละรสชาติเรื่องอาหาร แม้ลดได้แล้วไม่ติดนักแล้ว อะไรมาเราก็กินได้ ที่จริงมันก็ปรุงแต่งตามธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่ปรุงแต่งขนาดนี้เลยอย่างแมคโครฯมันก็ไม่ไหวนะ แต่ถ้ารสชาติอาหารที่หมุนเวียนไปมาก็ได้อยู่แล้วไม่ใช่ไม่ปรุงแต่งอย่างแมคโคร ถ้าคุณเองลดได้แล้ว ทีนี้คุณก็มาเจอปรุงแต่ง ว่ามันก็อร่อยอยู่นะ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่โหยหา กินแมคโครก็กินได้ แต่มันยังมีติดในความจำ แล้วก็จะซึมซับในความจำบ้าง ก็ดีเหมือนกันเนาะ นานๆมาที ระวังหนักว่าจะซึม เอ า มาบ่อยก็ดีกว่านานๆทีนะ ระวังมันจะก้าวหน้าคืบหน้า แต่ถ้าความจำเฉยๆนะ พ ระพุทธเจ้า ตรัสกับพระอานนท์ว่า ล้างความจำนี่ยาก สิ่งที่ติดในความจำที่มีอยู่นี่ล้างยาก อันนี้แหละ ช้า ยาก ก็ต้องค่อยศึกษาไป …จบ