วิชชาแยกกายแยกจิตได้มีเรียนแต่ในสัมมาสิกขาเท่านั้น.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.74 KB
วันที่แก้ไข11 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

วิชชาแยกกายแยกจิตได้มีเรียนแต่ในสัมมาสิกขาเท่านั้น อาศัยความจริงอย่างนี้แหละโลกุตตระจึงก่อตัวขึ้นอยู่ในคน กระนั้นแรงของโลกก็ดึงๆๆๆ ชักเย่อกันไม่รู้จักหยุดหย่อน อาริยะหรือโลกุตรธรรม คนบรรลุโลกุตระเรียกอาริยะ ไม่เรียกอริยะหรืออารยะ อริยะ เป็นคำที่ในเมืองไทยถือว่าเป็นคนเจริญ คนประเสริฐ แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันผิดเพี้ยนไป เป็นความรู้โลก กลายเป็น อารยะ คือคนเจริญด้วยวัตถุเงินทองอำนาจบาตรใหญ่ ข่มเขาอยู่ เช่น ประเทศอารยะ มีเงินทองมาก หรือสร้างอาวุธได้มาก นี่เลว ยิ่งประสิทธิภาพสูงยิ่งเลวสร้างอาวุธ แต่เขาไม่รู้ มันซับซ้อน สร้างเพื่อปกป้องตัวเอง มีเขี้ยวเล็บอะไรมีประสิทธิภาพในการประหัตประหารคน มันก็จริงในมุมของโลกีย์ด้วยความรู้แบบเดรัจฉาน มันก็ต้องป้องกันตัวของมันเองมั นมีตัวมีตนมันรักตัวตน แต่เมื่อมาเป็นคนแล้วเจริญแล้วมี ปฏิโสตัง มีพลังงานความรู้ทวนกระแส ที่เคยคิดว่าต้องรักตัวกลัวตาย แต่ความรู้ทางโลกุตระไม่ต้องรักตัวกลัวตาย ตายแล้วก็มาเกิดมาอีก ถ้าตายจากการเสียสละ ยิ่งเกิดมาดีขึ้นอีก ยิ่งตายยิ่งเสียสละยิ่งเกิดมาดีขึ้นอีก ยิ่งตายยิ่งเอาเปรียบเกิดใหม่ก็ยิ่งต่ำ เกิดมาใหม่ก็ยิ่งเลว ถ้าตายแล้วยิ่งเสียสละเกิดใหม่ก็ยิ่งดี ตายแล้วยิ่งไม่มีตัวตนก็ตัวตนก็ยิ่งดี ตายแล้วเพิ่มตัวตนมีตัวตนเพิ่มก็ยิ่งเลว มันก็ไม่ได้ยากอะไร เหตุผลเหตุปัจจัยมันยิ่งชัดเจนง่ายๆ ถ้าเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานหรือเรายังไม่รู้ รู้แล้วก็ยังไม่สามารถแยกธาตุจิตของเราได้ เราก็ไม่สามารถที่จะบรรลุผลสำเร็จที่จะตายแบบนิพพาน ตายแบบแยกธาตุจิตของเราให้เป็นอุตุ ไม่จับตัวแม้เป็นพืช หากจะรวมตัวเป็นอุตุใหม่ผสมส่วนเข้า ถึงขั้นเป็นชีวะ ไบโอโลจี วิธีแยกธาตุจิตนี้เรียนได้ในสำนักสัมมาสิกขาเท่านั้น แหละมหาวิทยาลัยใดๆในโลกยังไม่มี รู้ในมหา

อ่านต่อ

ลัยสัมมาสิกขาเท่านั้น ที่เรียนรู้พระพุทธศาสนา รู้ตอนนี้ แยกอุตุ แยกพืช แยกจิตด้วยกรรมด้วยธรรมะ นี่เป็นธรรมะนิยาม 5 มีสัมมาสิกขาสอนอยู่แห่งเดียวในโลก อีกหน่อยต่อไปในอนาคตแหล่งอื่นๆเขาเข้าใจแล้วเขาก็จะเอาไป เขาจะเอาไป เขาก็จะต้องเป็นสัมมาสิกขาเหมือนกัน คนจะเอาไปปลอมมันก็ได้ปลอม แต่ถ้าเขาเอาไปแล้วไม่ปลอมได้จริง เขาก็จริง เขาก็กลายเป็นสัมมาสิกขาจริงๆว่าจิตปัญญา มันจะรู้ทุกอย่างละเอียดหมดเลย ถามปัญญาข้อที่ 8 จะรู้ เวทนา สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ จะรู้ขันธ์ 5 แล้วรู้ อุปธิ ทั้ง 3 แต่โลกียะไม่รู้อุปธิ 3 คือ กิเลส ขันธ์ 5 ที่แม้ชาวพุทธ ก็เรียนรู้แค่เป็นพยัญชนะ ไม่เรียนรู้ถึงสภาวะได้ ไม่สามารถจับกิเลสได้ ฆ่ากิเลสเป็น ต้องรู้ตัวกิเลส แยกกิเลสออกจากขันธ์ ต้องแยกขันธ์จริงกับขันธ์ปลอมขันธ์เก๊ ที่มันมารวมอยู่ในตัวเราเหมือนกัน แยกมันได้เป็น 2 แล้วมีวิธีที่จะทำให้ที่มันไม่ใช่ของจริง 2 นี้ ต้องเลือกอันหนึ่งจริงอันหนึ่งไม่จริง มีวิธีที่เรียกว่าอภิสังขารปรุงแต่งพลังงาน ฌาน แล้วสลายกิเลสได้ มีฤทธิ์เหนือกิเลสจริงๆ พิสูจน์ได้ ผู้ปฏิบัติได้เกิดเป็นปัจจัตตัง จะรู้ว่ากิเลสลด กิเลสจะลดได้ต้องรู้กิเลสที่อยู่ในขันธ์ที่อยู่ในเวทนาสัญญาสังขารหรืออยู่ในโลก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีจิตเข้าไปร่วมอยู่เป็นกาย กายทุกกายกับจิตรวมกัน ทำงานแยกกันไม่ได้ แล้วสามารถที่จะจัดการทำให้กายนี้ ไม่เป็นกาย ไม่รวมตัวกันอีกไม่เหลือคู่นี้ คำว่า กาย มันต่างกันกับจิต กายมันเป็นธาตุรู้ไม่มีวิญญาณธาตุไปได้เลยทำให้กายที่มันเป็นตัวจิตครอบงำครอบครอง กายนี้จะมีจิตเป็นตัวประธานที่จริงร่างนี้มีจิตวิญญาณเป็นประธาน ในขณะมันเป็นกายจะมี 2 ๆๆๆๆเสมอ พอมันทำให้เข้าใจผิดทำผิด ทำให้มันเป็น 1 ไม่เป็น 2 แค่นั้นก็ไม่เกิดความฉลาดที่เป็นจิตนิยามแล้วกลายเป็นพีชะ กลายป็นพืช ความฉลาดซ้อนของพระพุทธเจ้าจึงอาศัยจิตนิยามแยก ทำให้เป็นพืชอาศัย แยก 2 เป็น 1 ได้ แล้วแยก 1 ให้เป็น 2 ได้อีก คือ ได้ 1 กับ 0 สุดจบเลย ทีนี้ รูปเป็น 0 เวทนาเป็น 0 สัญญาเป็น 0 สังขารเป็น 0 วิญญาณเป็น 0 อย่างนี้เอง ศาสนาพุทธถึงทำลายวิญญาณ ให้เป็นดินน้ำไฟลมได้ มันไม่จับตัวเป็น 2 ทำให้เป็น 1 เรียกว่ายังเป็นชีวะไว้อาศัย ทำให้เป็น 0 ได้ ก็ขออาศัย 1 ยังไม่ดับชีวะจริงๆ แต่มีความสามารถเริ่มเป็น อรหัตตผล ทำให้มัน 0 ได้ ทำอย่างไร ทำอย่างที่เราเคยปรุงแต่งตั้ง แต่มันหยาบคืออบายมุข คือหัวหน้านรก ไม่เหมือนกันใครที่ไปติดสิ่งที่หยาบต่ำในโลก ก็แล้วแต่ปฏิภาณปัญญาของแต่ละคนไปรู้ อย่างหยาบต่ำเกเร ทำกรรมกิริยานั้นคนก็รู้ดี แต่เราไม่เป็นอย่างนั้น มันยังมีกรรมกริยาที่ต่ำชั่วบาปของเราอีก กรรมกิริยาชั่วหยาบนี้ซ้อน เช่นคนฉลาดฉลาดซับซ้อนใช้มนุษย์ มีกลวิธีให้มนุษย์คนอื่นทำชั่วแทนเลย แต่ตัวเองได้รับประโยชน์ยอดจากชั่วนั้น คนนี้แหละคือมหายอดจอมอบายมุขเลย ในทางโลกเขาเรียกว่าพวกหัวหน้านักเลง หัวหน้าแก๊ง หัวหน้าใหญ่ที่บำเรออัตตาใจโหด ไม่ได้ทำให้คนอื่น มีแต่ตัวกูของกู สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องหยาบใหญ่ที่สุด ที่จะต้องมาเรียนรู้ ไม่อย่างนั้นเราก็ลองสะสม โลภ ตนกับของตน อัตตากับอัตนียา ของตนก็อีกสิ่งหนึ่ง ตนก็คือธาตุวิญญาณ ธาตุจิตของเรา เป็นตนกับของตน จับคู่อยู่อย่างนี้ผู้ศึกษาให้ดีก็แยกคู่ได้ ตั้งแต่ของหยาบก็แยกได้ แล้วก็แยก แยกได้ดีขึ้น เพราะมันละเอียดขึ้น เป็นตัวตนของตนละเอียดขึ้น ก็ต้องรู้ให้จริงว่ามันไม่ใช่ตัวตน แยกได้ๆ ก็ละเอียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งสุดท้ายเหลือตนก็มี 2 ตนอยู่ 2 นี้คือ ต.เต่ากับ น.หนู ต คือสิ่งที่ static ตั้งอยู่ น ก็คือ dynamic น คือไม่มีแต่ตัว ไม่มีนี้วิ่งอยู่ ตัวป่วนนี่ วิ่งอยู่ ตัวมี ทำนิ่ง เพราะฉะนั้นตัวนิ่งคือตัวหลอกมนุษย์ที่สุด มนุษย์ที่นิ่งคือมนุษย์ที่ทำนิ่งได้แล้วคือผู้สงบ แต่การสอนสงบด้วยวิธีไม่มีปัญญาก็สงบแบบกดข่ม ต้องสงบด้วยปัญญาจึงเป็นของพุทธ ก็เตรียมตัวรับกลดด้วยวิธี social distancing ทันสมัย

640410_พ่อครูให้โอวาทพิธีรับกลด นักเรียนสัมมาสิกขา ปีการศึกษา 2562-2563

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน