มีปัญญาฉลาดแท้แบบพุทธต้องมาอยู่กับหมู่มิตรดี.docx
เนื้อหาในไฟล์
มีปัญญาฉลาดแท้แบบพุทธต้องมาอยู่กับหมู่มิตรดี พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้สิ่งสูงสุดประเสริฐที่สุดในความเป็นคน เกิดมามีร่างกายจิตนิยามเป็นคนเป็นสัตว์สูงสุดแล้วในโลก โลกทุกโลก คนนี่สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉานหรือสัตว์อะไรทั้งหมด แล้วยังแบ่งคนออกเป็นคนในระดับโลกียะและโลกุตระ จริงๆ แบ่งเป็น 3 ระดับโลกีย์ชั้นต่ำกับระดับโลกีย์ชั้นสูง เป็นโลกีย์นะ แล้วพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ความเป็นโลกุตระที่เหนือกว่าโลกีย์ ถ้าสามารถทำจิตของเราให้เป็นโลกุตระได้ด้วย นั่นแหละเป็นผู้ประสบความสำเร็จจากสัมมาสิกขาไปทีเดียว ไม่ได้ก็ต้องพากเพียรศึกษาต่อ แล้วจะรู้เองไม่ต้องไปบังคับเลย ผู้ที่ได้แล้วจะไม่ไปไหนหรอกอยู่กับหมู่นี่แหละ ในหมู่สังคมชาวอโศกก็มีการงาน มีสิ่งที่เราจะพึงทำ มีสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปอยู่ข้างนอก ซึ่งมันมีรายละเอียดว่ามันหนักหนาสาหัสมันลำบากลำบนอยู่ข้างนอก แต่คนที่ไม่มีปัญญาก็ไม่รู้ว่ามันลำบาก นอกจากไม่ลำบากแล้วมีประเด็นที่สำคัญที่สุดคือมันไปก่อวิบากกรรม อันนี้แหละเป็นเรื่องลึกซึ้งใหญ่เลยวิบากกรรมเป็นอจินไตยหรือกรรมวิบากเป็นอจินไตยที่คนคิดไม่ได้ ผู้จะสามารถเข้าใจเรื่องกรรมวิบากเป็นความสำคัญยิ่งของชีวิตนี้ ผู้นั้นที่สามารถรู้ในความเป็นอจินไตย 4 อจินไตยคือความไม่รู้ ถ้าไม่สามารถศึกษาไปถึงขีดคั่นจะไม่เห็นความจริงของอจินไตย พุทธวิสัย คือของพระพุทธเจ้า ฌานวิสัยคือ ผู้มีความรู้ความสามารถทำฌานของพระพุทธเจ้าต้องมีจริงเป็นจริงจึงจะเข้าถึง ฌานวิสัย แล้วก็มามีความรู้เรื่องกรรมวิบาก กรรมมีผลเป็นวิบาก หมุนเวียนอยู่ในโลกเป็นชีวะเริ่มเป็นชีวะที่เป็นจิตนิยามมีกรรมวิบาก ซึ่งจะเนื่องต่อไปจนหมดเป็นอัตภาพ เริ่มต้นมีอัตภาพ เป็นสัตว์เซลล์เดียวแล้ว จับตัวกันเข้า ไม่มีใครสามารถแตกตัวสัตว์ให
อ่านต่อ
้สลายไปเป็นดินน้ำไฟลมได้นอกจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้วิธี อันนี้ยิ่งใหญ่มาก เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่จนทุกวันนี้โลกก็ยังไม่แพร่หลายในความรู้นี้ ความรู้ของพระพุทธเจ้านี้ซึ่งในโลกตอนนี้ก็หมดไปแล้วในโลกุตรธรรม มีอยู่เป็นหลักในประเทศไทยเป็นหลักเป็นแกน ประเทศอื่นจะเป็นพุทธศาสนาก็ตาม พม่าญี่ปุ่นลาวเวียดนามบ้างอะไรพวกนี้หรือแม้แต่ประเทศอื่นๆ แม้ต้นตอที่อินเดียเองด้วยซ้ำ อินเดีย ลังกาจีน ก็แล้วแต่ มีความรู้พุทธ เมืองไทยเป็นแก่นแกนของโลกุตระ หลวงปู่ถึงบอกว่าขณะนี้เมืองไทยเป็นชมพูทวีป เพราะเมืองไทยเป็นเจ้าของหรือเป็นแดนที่มีโลกุตรธรรมที่มากที่สุด ถูกต้องที่สุด มีมรรคผล มีปรากฏการณ์แห่งความสำเร็จ มีคนปฏิบัติได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้ในคนไทย ชื่อว่าเป็นชมพูทวีปที่แท้จริงตามความจริงที่มีจริง ไม่ใช่เป็นชมพูทวีปที่มีเพียงชื่อเฉยๆ ก่อนนี้ในอินเดียเป็นเจ้าของพระพุทธเจ้าเป็นผู้เอามาประกาศ ก็อยู่ในอินเดีย พระพุทธเจ้าเป็นประชากรของทวีปอินเดีย เป็นชาวเนปาล ก็อยู่ที่นั่นจนกระทั่งแพร่หลายไปทั่วโลก แล้วก็ไปเจริญตรงที่อื่นๆจนกระทั่งมาที่ไทยเป็นประเทศที่รับเชื้อของโลกุตระ ประเทศที่มีพุทธศาสนาตั้งแต่ตั้งประเทศ ขึ้นมาเลย ก็เป็นพุทธศาสนา แต่ก่อนนี้มีโลกุตรธรรม ประเทศไทยตั้งมา 800-900 ปีมีพุทธศาสนามาแล้ว แม้ว่าพระศาสนาพุทธผ่านมาพันปีสองพันปี เสื่อมมาบ้างแล้ว แต่เชื้อแก่นโลกุตระก็ยังมีอยู่ มันก็ยากคนรับได้ยาก คนเอาได้ยาก แต่เมืองไทยเอาได้ ถ้าเอาได้ก็เป็นของจริงมีปริมาณน้อยเท่านั้นเองหรือคุณภาพเต็มที่หรือไม่เต็มที่ เต็มที่ก็เริ่มต้นเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ส่วนจะเกินอรหันต์นั้นมันเป็นความรู้ทางโพธิสัตวภูมิ ก็ไม่ขอพูดตอนนี้ ก็ค่อยๆศึกษากันให้ดีต่อไป สรุปแล้วพวกเรามีบารมีแล้ว ได้ผ่านได้รับเชื้อ อย่างน้อยก็ได้รับฟังได้รับรู้เป็นปัญญาระดับที่ 1 ของปัญญา 8 ได้ฟังได้รับแล้วถ้าเราไม่ขวนขวายเอา ไม่ตามมาพยายามฝึกฝนศึกษาต่อตามปัญญาข้อที่ 2 ขาด ถ้าไม่ติดต่อไม่พยายามศึกษาเรียนรู้ มาพบพระพุทธเจ้าหรือมาพบสัตบุรุษให้บริบูรณ์เต็มที่ ผู้ที่มีเชื้อโลกุตระนี้ยังไงก็ต้องพบ ชีวิตนี้ต้องคบผู้มีเชื้อโลกุตระ ไม่คบก็โง่ ไม่ได้ใส่ความนะเป็นความเป็นจริง ผู้ที่ได้พบสัตบุรุษแล้วไม่คบนี่โง่ แต่ถ้าคนไหนพบสัตบุรุษแล้วไม่เชื่อว่าเป็นสัตบุรุษคนนั้นก็โง่ ยังโง่มาก พบสัตบุรุษแล้วยังไม่เชื่อ แล้วพูดที่บอกตัวเองว่าเป็นสัตบุรุษเขาก็ไม่เชื่อ ผู้เป็นสัตบุรุษประกาศความรู้ อธิบายความรู้โลกุตระอีก เขาก็ฟังไม่เข้าใจ ไปยึดติดในความรู้ที่ผิดเพี้ยนแต่ฟังความรู้ที่เป็นโลกุตระถูกต้องฟังไม่เป็นฟังไม่เข้าใจก็โง่ยกกำลังเข้าไปอีก ดีไม่ดีจะมาถล่มทลายสัตบุรุษอีกมาย่ำยีก็เป็น ก็เป็นวิบากกรรมที่เป็นคนโง่ซ้ำซ้อนอีกไม่รู้กี่ชั้น เรื่องจริงเป็นอย่างนี้ก็น่าสงสารผู้ที่มาย่ำยี พวกเราหลายคนอาจหลวงปู่ใช่ว่าได้รับเชื้อติดชิพไปแล้ว แต่เชื้ออ่อนๆก็ไปหลงโลกีย์เขาอยู่บ้าง พยายาม อย่างน้อยพวกเราได้ยินได้ฟัง เป็นปัญญาข้อที่ 1 ต้องขวนขวายให้เป็นปัญญาข้อที่ 2 พยายามเรียนรู้เพิ่มเติมทุกอย่าง ตามข้อที่ 2 ไม่เช่นนั้นไม่ได้ปัญญาเพิ่มขึ้น จะมีปัญญาเพิ่มขึ้นต้องทำตามพระพุทธเจ้าสอน เป็นปัญญา 8 ข้อ ข้อที่ 3 เมื่อได้ไปแล้วจะรู้สึกว่าเรามีความสงบ ถ้าผู้ใดได้ปัญญาไป จะเกิดความสงบสองอย่าง สงบกายสงบจิต โลกียะ ไม่รู้จักความสงบ 2 อย่าง แต่เขารู้จักความสงบอย่างเดียว จะเรียกว่ากายสงบจิตสงบก็อย่างเดียวคือ กดข่มไม่มีปัญญาร่วม การรู้ว่า ความสงบที่ไม่มีปัญญาร่วมเรียกว่ารู้อย่างโลกีย์ ต้องมีปัญญาร่วมจึงจะรู้ ปัญญาเป็นโลกุตระ ปัญญาไม่เป็นโลกีย์เลย แต่เอาปัญญาไปใช้เสียหาย แม้แต่คนไทยก็ไปเข้าใจปัญญาว่าเป็นโลกียะ ซึ่งมันผิด เพราะเขาเข้าใจเราพูดอะไรไม่ได้ เขาก็ได้แต่พยัญชนะ คำว่าปัญญาไปใช้แปลว่า ความรู้ ความฉลาด แต่มันเป็นโลกีย์หมด ฉะนั้นพวกเราจะต้องให้มันมาตรงความจริง ความรู้ความสามารถเป็นโลกุตระ ภาษาก็เรียกว่าเป็นโลกุตระ เรียกว่าปัญญา ให้มันตรงให้มันสมบูรณ์ แล้วเราก็ประพฤติให้เกิดปัญญาเจริญขึ้นจนกระทั่งครบ 8 คงจะลงรายละเอียดไม่ถึง 8 เพราะฉะนั้นพวกเราต้องเสริมให้ความรู้เจริญขึ้น ยิ่งปัญญาข้อต่อๆไป ข้อที่ 3 ด้วยความสงบกายสงบจิต ข้อที่ 4 ต้องพยายามศึกษาฝึกฝนเพิ่มเติมด้วยหลักของศีล ให้เกิดสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุติญาณทัสนะ ปฏิบัติศีลให้มีผลมีอานิสงส์ก็เกิด อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติได้จริงๆ เมื่อเกิดศีลเกิดผลสมาธิปัญญาวิมุติแล้วก็สั่งสมลง เป็นปัญญาเจริญขึ้นๆเป็นข้อที่ 5 ข้อที่ 5 เป็นพหูสูต เป็นผู้ที่มีความจริง สูตะ ของพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของ สตะ เป็นผู้รู้สตะ เป็นผู้รู้แจ้งรู้จบในความเป็น สตะ เมื่อพระพุทธเจ้าเอาความจริงที่ประเสริฐยิ่งใหญ่พวกนี้มากระจายขยาย ให้พวกเราได้รู้ ได้สร้างปัญญา ได้มีความจริง มีปัญญาจริงกัน ก็จะได้เป็นผู้ที่เจริญประเสริฐ หลุดพ้นจากบ่วงที่มันเวียนตายเวียนเกิด เวียนเกิดเวียนตายอยู่อย่างนี้ ทุกข์ๆสุขๆ ตกนรกขึ้นสวรรค์ ซึ่งเป็นเรื่องของอุปทานลมๆแล้งๆในจิตเป็นเรื่องเก๊ ไม่มีในจิตเป็นอนัตตา แต่ก็หลงว่ามันมีจริง คำพูดง่ายๆ แต่ภาวนาซึ่งซับซ้อน ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นไม่ง่ายกว่าจะรู้สึก พวกเรานี้ก็ขอฝาก จะเรียกว่าฝากความหวังไว้ก็ได้ หวังว่าพวกเราจะเจริญ หวังว่าพวกเราจะเป็นประโยชน์ต่อโลกต่อมนุษยชาติ ต่อไปๆ ความเจริญคำนี้ความเจริญคำเดียว ตัวเราเจริญเราจะเป็นผู้เจริญเผื่อแผ่เกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่น ความเจริญให้แก่ผู้อื่นไปเรื่อยๆ ตัวเราเพื่อผู้อื่น ผู้อื่นเพื่อเราตกลงผู้อื่นและเราเป็นอย่างเดียวกัน อาศัยซึ่งกันและกันจนกว่าจะพรากจากกันตายจากกัน จนไม่เหลือเชื้อเป็นชีวะอยู่ ต้องเข้าใจว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้อยู่ได้เหมือนกัน แต่เหมือนก้อนดินก้อนหินเป็นวิบากภาระ อยู่คนเดียวต้องเปลืองพื้นที่ต้องอาศัยดิน อาศัยลม อาศัยน้ำ เปลืองเขานะ ต้องใช้พื้นที่ ใช้ลม ใช้น้ำใช้อาหาร แต่ไม่ทำประโยชน์ให้แก่ดินน้ำไฟลม หรือมนุษย์ที่อาศัยอยู่เลย มันก็เป็นคนกบฏ เป็นคนที่เป็นบาปเป็นหนี้ เพราะฉะนั้นคนต้องมีประโยชน์ต่อสิ่งอื่นโดยเฉพาะเป็นประโยชน์ต่อคน คนเป็นสัตว์โลกที่เป็นต้นตอจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นต่อ ฉะนั้นการที่จะสอนคนสร้างคน ให้คนลดความเป็นตัวตน รู้จักสิ่งที่สังขารปรุงแต่งต่างๆกันมีความเจริญพัฒนาไปกว้างขึ้น แล้วตนเองก็ยิ่งลดตัวเอง จนหมดตัวหมดตนเป็นพระอรหันต์ ผู้หมดตัวหมดตนแล้ว เราจึงทำเพื่อผู้อื่นตลอดไปทั้งหมด ผู้ที่หมดตัวหมดตนแล้วเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ที่ฉลาดยิ่งขึ้นเกินกว่านั้นต่อไปอีก ก็จะเป็นพวกที่เพิ่ม ในปัญญา ในข้อ 4 ข้อ 5 เกิดสภาพเคี่ยวแน่น สังเคราะห์เพิ่มเติมขึ้นไปอีก เจริญตกผลึกมาเป็นพระอาริยะ เกิดเป็นปัญญาข้อที่ 6 เป็นปัญญาที่เจริญจากปัญญาทั้ง 5 แล้วก็สั่งสมลงเป็นปัญญาข้อที่ 6 ปัญญาข้อที่ 6 ก็เป็นตัวใช้ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติศีล สั่งสมเป็นพหูสูต แล้วก็สั่งสมตกผลึก ซ้อนอยู่ในปัญญาของมนุษย์ ปัญญาข้อที่ 7 ผู้ที่ได้แล้วก็ทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ก็อยู่กับหมู่กลุ่ม ผู้ที่เจริญสูงสุดแล้ว เจริญมีปัญญาตัวฉลาดจริงๆจะอยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี หรือหมู่บัณฑิต อย่าไปอยู่กับหมู่คนพาล มิตรร้าย สหายร้ายไม่ใช่ อันนั้นมันเป็นความชี้ชัดเป็นการบ่งบอกตัดสินและว่าคนนี้มีปัญญา คนที่ดีแล้วเขาไม่ไปมอบตนในทางที่ผิด ไม่ไปอยู่รับใช้ไปร่วมให้ประโยชน์แก่พวกโน้น เขาจะมาอยู่กับหมู่ ร่วมกันสร้างประโยชน์จะได้พลังมากมาย ตัวคนเดียวจะไปสร้างประโยชน์อะไรได้หรือได้ก็น้อย แล้วจะสู้เขาไหวหรือ ข้างนอกเขารวมหัวกัน เราก็เป็นหมาหัวเน่า เราก็ต้องมารวมหมู่กันเหมือนกัน นี่เป็นปฏิภาณปัญญา เป็นความเฉลียวฉลาด ฉลาดแท้ๆ ผู้ที่รู้แล้วไม่หนีจากหมู่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่ามิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ แม้พระอานนท์อุทานก่อนว่าโอ้โห ข้าพระพุทธเจ้ารู้แล้วว่ามิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์เลยทีเดียว คือเริ่มฉลาดขึ้นมาแล้ว นี่ก็พูดความจริงนะไม่ได้ทำเป็นใช้วาทกรรม ใช้ภาษาความหมายต่างๆมาพูดพ่นเพื่อครอบงำทางความคิดของเรา ไม่ใช่แต่พูดความจริงทั้งนั้น ใครจะเข้าใจใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็มีสิทธิ์มีอิสระเสรีภาพแต่ละคน
640410_พ่อครูให้โอวาทพิธีรับกลด นักเรียนสัมมาสิกขา ปีการศึกษา 2562-2563