บทสรุป ปัญญา-อนัตตา ในงานปลุกเสกฯ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.05 KB
วันที่แก้ไข9 เมษายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

บทสรุป ปัญญา-อนัตตา ในงานปลุกเสกฯ พ่อครูว่า…อาตมาเอาเรื่องปัญญาก็ดี อนัตตา มาเป็นชื่อตัวภาษาเรียกหัวข้อ มาบรรยายในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 44 นี้ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่แล้ว ปัญญาเป็นธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ในโลก มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ตรัสรู้เรื่องปัญญา คนอื่นไม่มีปัญญาหรอก คนอื่นเอาปัญญาไปเรียกความฉลาดแบบเฉโก แม้แต่ในชาวพุทธก็ไม่ใช่ว่ามีปัญญา อย่านึกว่าตัวเองมีปัญญา ปัญญาไม่ได้มีง่ายๆ ปัญญาต้องเป็นโลกุตระ ปัญญาต้องรู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน ปัญญาต้องพ้นสักกายะทิฐิ และพ้นวิจิกิจฉา และพ้นศีลลัพตปรามาส กระทั่งสามารถทำให้กิเลสลดได้จึงจะเริ่มมีปัญญา ทำให้กิเลสลดได้อย่างรู้ยังเห็นเลย เป็นโสดาบันที่ กิเลสของเราลดไปจริง แล้วเราก็เลิกเบาสบายคลายจางจากความคิดในโลกอบายของเรา อย่างนี้เรียกว่าปัญญา เพราะฉะนั้นรู้แต่ภาษาเฉยๆยังไม่ถึงขั้นเข้าถึง กาย เข้าถึงการปฏิบัติจริงมีรูปมีนามของตนด้วย แล้วก็รู้กิเลสในรูปงามทำให้กิเลสมันลดได้ตั้งแต่ด่านต้น โลกอบาย คุณไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยากทำเป็นคนไม่ควรไปเกี่ยวข้องเลย เป็นคนในสังคมนี้ทำไมอย่างที่อยากทำนี้ไม่เลิกไปหมดเสียเวลาทำไม คุณจึงจะเป็นคนที่พ้นมาเป็นพระอาริยะมีภูมิปัญญาไปตามลำดับ แล้วที่สุดอนัตตา อนัตตาเป็นเรื่องจบ อนัตตาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปัญญาข้อที่ 8 มีปัญญารู้จัก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วก็วิจัย รูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ วิจัยออกจัดการได้ จัดการได้ถึง อุปธิต่างๆ อุปธิคือ 1. กิเลส 2. ขันธ์ 3. อภิสังขาร รู้กิเลสในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รู้ว่ามันเป็นกอง ขันธ์ หมู่ได้ แยกได้ตีแตก อภิสังขาร เป็นผู้ที่จับกิเลสได้ ปูญญะ สร้างพลังงานจิตเป็นฌานเผากิเลสได้สำเร็จเรียกว่าเป็นบุญ จบได้ อาตมาพูดพยัญ

อ่านต่อ

ชนะเหล่านี้มันเป็นสภาวะธรรม ผู้มีสภาวะธรรมจึงอธิบายให้ชัดได้พวกเราได้ฟังชัดๆ อย่างอาตมามีสภาวะจริง ก็เอามาอธิบายเป็นภาษาของตัวเองเลย อธิบายให้ฟัง ไม่ได้ท่องจำจากตำรา อาตมา ยืนยันว่าพวกเรามีมรรคผล พวกเราหาคนที่ไม่เป็นพระโสดาบันได้น้อยในพวกเราเป็นพระโสดาบันทั้งนั้นสูงกว่าพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มีพระอรหันต์ในหมู่พวกเรา แต่สรุปตัวเองไม่เป็นเท่านั้นแหละไปคิดให้ดีๆ ตัวเองไม่เป็นก็วน ไม่สามารถจบได้ก็คือเพราะว่าสัญญา จำได้ว่ากิเลสมันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ในสัญญา จริงๆแล้วคุณสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คุณไม่มีกิเลสหรอก หรือแม้แต่เอาไปปรุงข้างในเหลือเป็นรูป อรูป มันก็ไม่มี รูป อรูป จริงหรอก แต่มันมีสัญญา มีสัญญาที่คุณจำได้ ที่เราเคยติดเป็นแบบ ภายนอก รูปอย่างนี้ อรูป อย่างนี้เคยติด คุณไม่รู้หรอกอันนั้นเหลือแค่สัญญา แต่มันก็แค่จำได้มันก็เผลอไปกับสัญญานี้เล็กๆน้อยๆเท่านั้น สัญญาก็วิปลาสไป เท่านั้นเอง ดูตัวเองให้ดีๆว่าคุณไปกำหนดเผลอที่สัญญา หรือว่าคุณเอง คุณหมดแล้ว ไอ้สัญญาเป็นแค่สัญญา จริงๆอยู่กับการลืมตา มันหมดแล้ว รูปจริงๆ อรูปจริงๆ คุณก็หมดแล้ว แต่คุณยังจำได้ กามอย่างนี้ รูปเป็นอย่างนี้ อรูปเป็นอย่างนี้ แล้วเอาความจำมาขยันขยำขี้ ตรวจสอบตัวเองให้ดีๆ เดี๋ยวจะเป็นเหมือนอย่างที่ใครๆว่า เดี๋ยวอโศกจะมีอรหันต์เดินชนกันหัวแตก พวกเรามีพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ได้แล้ว แต่มันเลยเป็นความรู้มากกว่าความจริง ความรู้มันมีเลยเถิดไป มันเลยสรุปไม่ลง เป็นเรื่องสำคัญมากตรวจสอบให้ดี แต่ก็ตรวจสอบให้ชัดว่า อย่าหลงตัวเองว่าเป็นอรหันต์ง่ายๆนะ ตรวจสอบเรารู้บัญญัติแล้ว แล้วเอาบัญญัติมาตีกิน ที่จริงหลงไม่ถึงสภาวะ สภาวะที่จริงต้องมีตากระทบรูปและคุณต้องอ่านให้เร็ว หูกระทบเสียงต้องอ่านให้เร็วในปัจจุบันนั้นเลย แล้วก็รู้ว่าปัจจุบันนั้นไม่มีแล้ว รูป อรูป ภายในคุณก็ต้องกำหนด ยากหน่อย มันเหลือเศษที่เป็นรูปจริงอรูปจริง เหลืออยู่หรือเปล่า ถ้าชัดเจนว่าไม่มี คุณก็เป็นอรหัตตผล อะไรอะไรก็แล้วแต่ที่กระทบสัมผัสแล้วเกิดกิเลสในเวทนา จึงต้องมาเรียนรู้ถึงเวทนา ตรงนี้แหละเป็นกรรมฐาน พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าถ้าไม่มีเวทนา ไม่มีที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ ไม่มีที่ตั้งแห่งการเรียนรู้ เวทนาต้องมีผัสสะ เวทนาต้องเกิดในปัจจุบันนี้เป็นปัจจุบันชาติ ไปหลับตามันเป็นโมฆะ ไม่ได้ ต้องมีตากระทบรูป หูกระทบเสียงต้องมีจักขุ ปัญญาญาณ วิชชา อาโลก ต้องมีพวกนี้จึงจะสมบูรณ์แบบ พวกกนั่งหลับตามาฟังอาตมาบ้างเถิดจะได้มี ปรโตโฆษะ อย่างนั้นจะเสียเวลาไปไม่รู้อีกกี่ชาติ

640409_พ่อครูตอบปัญหาระดมปัญญา-อนัตตา งานปลุกเสกฯครั้งที่ 44

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน