รสของอุเบกขา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์334 KB
วันที่แก้ไข6 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

รสของอุเบกขา เพราะฉะนั้น อย่าว่าแต่ห่วงร่างกายนี้อีก แม้แต่ไปห่วงเอาอยู่ในความรู้สึกของความรู้สึกเอง เวทนา เป็นตัวจิตที่มันรู้ มันรับรู้ รู้อย่างนี้ มันก็สมมุติขึ้นว่าสุข รู้อย่างนี้มันก็สมมุติขึ้นว่าทุกข์ ถ้าทุกข์มันก็ไม่ชอบใจ อึดอัด ขัดเคือง ถ้าสุขมันก็จะชอบใจ ดึงเอาไว้ ยึดเอาไว้ อยากได้ อยากมี อยากเป็น ถ้ามีความรู้สึกอย่างนั้นแล้วละก็ มันก็ยังจะต้องดูดไว้ สำหรับสิ่งที่นึกว่าสุข นึกว่าของจะเอา มันก็จะผลักออก แล้วมันก็จะพยาบาท เจอะกันไม่ได้ ถ้าเจอะกันจะผลาญกัน จะทำลายกันเป็นพยาบาท เรียกว่าทุกข์ จะต้องไม่มีไม่เป็น มันจะเป็นความรู้สึก อย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา เราจะต้องเข้าใจให้ได้ว่า เราจะไม่เอาอารมณ์อย่างนั้นไว้ ต้องเปลี่ยนอารมณ์มาเป็นอุเบกขา มาเป็นอทุกขมสุข ให้เป็นอารมณ์ที่เป็นยอดสุข อุเบกขา เป็นอารมณ์ที่ยอดสุข ถ้าผู้ใดจับได้ว่ารสของอุเบกขาหรือรสของอทุกขมสุขนั้นน่ะ เบาง่าย ยิ่งกว่ารสของสุข เบาง่ายยิ่งกว่ารสของความดึงดูด ความเหนี่ยวไว้ ความพอใจไว้ เบาง่ายยิ่งกว่า เราก็จะรู้ระดับของมันว่า ถ้าทุกข์ ความรู้สึกของจิตนั้นถ้าทุกข์ อับเฉา ขัดเคือง หรือว่าไม่ชอบใจหนักหน่วง ใจอย่างไรก็ตามแต่ อารมณ์อย่างนั้นเป็นอารมณ์เลวที่สุดของความรู้สึก เราจะไม่ให้มีอารมณ์เลวนั้นอยู่ในความรู้สึก ไม่ว่ากรณีใดๆ ถ้ามันผ่านเข้ามา มันเกิดขึ้นที่จิต เราจะไปยึดเอาไว้ เกิดขึ้นแล้วก็เขวี้ยงทิ้ง เกิดขึ้นหรือปาทิ้ง หรือตัวปล่อยภาษาพูดมีเยอะแยะ จะเรียกมันว่าเขวี้ยงทิ้งหรือตัดปล่อย หรือสลัดคืน วาง ขาด ดับ ฆ่า อะไรก็ตามแต่เยอะแยะ อย่าให้มันมีนั้นเอง ไม่ให้มันมีอารมณ์อย่างนั้น ไม่ให้มันมีอาการอย่างนั้น ไม่ให้มันมีอาการอย่างนั้น ไม่ให้มันมีความรู้สึกอย่างนั้น เราต้องจับเวทนา หรือความรู้สึกให้มันชัด ให้ชัดทีเดียว

อ่านต่อ

ว่ามีความรู้สึกอย่างนั้น ความรู้สึกของเรา ไม่มีของคนอื่น ของเราเองนี้แหละ ต้องเคล้าเคลียนี่แหละ ต้องอ่าน ต้องพยายาม กำหนดรู้ชัดทีเดียว ว่ามันเป็นอย่างไร ถ้ามันมีตัดออกเลยเป็นบรรทัดต้นเป็นตัวต้น อย่าให้มันมีทีเดียว จิตใจเราจะเบิกบานแจ่มใส พ่อท่านโพธิรักษ์ อริยสัจ 4 พิสดาร ณ แดนอโศก 2 สิงหาคม 2515

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน