พุทธสังวาส ปาราชิก อสังวาส ปัญญา 8 เล่ม 3 หน้า 67-74.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.34 MB
วันที่แก้ไข27 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

🍂 ผู้ "ปาราชิก" นั้น "ไม่มีสังวาส" ใน "ศาสนาพุทธ"

☘️ซึ่ง"สังวาส"แตกต่างกันขั้นต่อมาก็คือ"นิกาย" และที่แตกต่างกันเป็น"นานาสังวาส"ที่ต้อง"ลงพรหมทัณฑ์" และ"สมานสังวาส" 🍂ยกเว้นคนผู้ทำตนเป็น "อสังวาส" คือ ผู้ที่"ปาราชิก" ไปด้วยตนเองเท่านั้น ที่ไม่นับว่าเป็น"พุทธสังวาส"แล้ว ทั้ง"กาย"ทั้ง"สัญญา"ในชาตินี้ไปทั้งชาติ ซึ่งชาวพุทธทุกคนต้องตัดขาดกับ"สมี(คนผู้ปาราชิก)"ไม่นับเป็น"พุทธ" ชาวพุทธต้อง"ปิดตาย"เด็ดขาดที่จะให้"ความรู้อันเป็นพุทธ"แก่"สมี" คือ "ผู้ปาราชิก"ไปแล้วทุกคน ตลอดชีวิตนี้ที่"สมี"มีชีวิตอยู่ 🕳️"อสังวาส"นี้โทษหนักสุดแล้ว หนักที่สุดแห่งที่สุดคือ หนักยิ่งกว่าคนผู้มีโทษถูกลงพรหมทัณฑ์และอัปเปหิ ใน"พุทธสังวาส"นับเอา"ผู้ถูกลงพรหมทัณฑ์"เป็นที่สุดในคนที่ยังชื่อว่า"พุทธ" 🍂ดังนั้น ผู้ที่ถูกฆ่าทิ้งไปจาก"พุทธสังวาส" คือ"สมี"ผู้ "อสังวาส" ที่ทำ"ปาราชิก"ทุกคนเท่ากับตายไปจากพุทธทั้งชาติ แม้สมีจะยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องปฏิบัติกับสมีเช่น"ผี"ที่"คน"ไม่พึงเข้าใกล้"ผี"เด็ดขาด ชาวพุทธต้องปฏิบัติกับ"สมี"ฉะนี้ทีเดียว คนผู้มีโทษถูกลง"พรหมทัณฑ์" คือ ผู้มีความผิดถึงขั้นถูก"คว่ำบาตร" เป็นผู้ที่เพื่อนพรหมจรรย์ทุกคนห้ามบอกห้ามสอนเขาผู้นี้ ปล่อยเขาตามยถากรรมของเขา หรือแม้อัปเปหิ ก็คือ ผู้ที่ถูกขับไล่ออกจากหมู่สงฆ์เท่านั้น การคบหาสมาคมเกี่ยวเนื่องใน"ธรรมะ"ยังทำได้ ส่วน"ผู้ปาราชิก"นั้นร้ายแรงหนักสุดๆ ยิ่งกว่า "ผู้ถูกลง พรหมทัณฑ์" จึงเป็นเรื่องน่ากลัวสุดๆ แห่งที่สุดของพุทธ แต่ความเสื่อมของชาวพุทธทุกวันนี้ได้ปฏิบัติกับ"สมี"ผู้"ปาราชิก"ย่อหย่อนกันหนักหนาสาหัส จนเป็นการเสียหายร้ายแรงทำลายศาสนาพุทธกันไม่เหลือเชื้อดีแล้ว เพราะทุกวันนี้ชาวพุทธไม่เข้าใจว่า โทษ"ปาราชิก"เป็น "โทษร้ายแรง" ส

อ่านต่อ

ุดร้ายนั้นอย่างไรที่ถูกต้องถ่องแท้กันแล้ว จึงไม่มีใครเกรงกลัวโทษ"ปาราชิก"กันอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งๆที่โทษ"ปาราชิก" นั้นคือ คนผู้"ฆ่าตัวตาย"ไปจากศาสนาพุทธแล้วทั้งชาติในชาตินี้ ซึ่งชาวพุทธทุกคนจะต้องปฏิบัติกับ"สมี"เท่ากับ"คนตาย" ที่เป็น"ผี"ถ้า"สมี" ปรากฏตัวเข้ามาในหมู่คน ทุกคนก็จะต้องระวังอย่างยิ่งในเรื่อง"ธรรมะ" แต่ทุกวันนี้วงการพุทธยังคลุกคลี"สมี"เกี่ยวข้องอยู่กับชาวพุทธ แม้แต่ให้"สมี"ทำหน้าที่ร่วมประเพณีอยู่ในวงการสงฆ์ด้วยซ้ำ จึงเป็นความเสียหายร้ายแรง เป็น"การเน่าในหมักหมม"กันสุดๆ แล้วในศาสนาพุทธ คนผู้"ตายเน่าแล้ว"ยัง"เอามาร่วมเน่าปะปนอยู่กับคนเป็นๆ" "คนเป็นๆ"ก็ช่างกระไร"ไม่รู้ของเน่า"เอาเลยจริง ความว่า "ความหมักหมมเน่าใน"นี้เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสถึง"ความไม่สะอาดของผู้อาบัติ" ที่คนผู้นี้คือ"คนเน่า" ดังนั้นหากยังยอมให้สมีคลุกคลีกับคนมันก็ "หมักหมมเป็นของเน่า"กันไปใหญ่ เอา"ผีเน่า" ที่เป็น"ปาราชิก"มาคลุกคลีอยู่นี้ มันจะ"เน่าเหม็น"ขนาดไหนล่ะ?! ซึ่งชาวพุทธทั้งหลายต้องเข้มงวดอย่างเด็ดขาดในข้อนี้ นั่นคือ ต้อง"อย่าให้สมี"แต่ละตนได้รับความรู้ที่เป็น"พุทธศาสตร์" กันอีกเหมือนคนที่ตายจากกันไปเลย เป็น"ผีเน่า"แล้วจริงๆ ผู้"ปาราชิก"จึงเป็นผู้ห้าม"สังวาส"เด็ดขาด หนักหนาสาหัสกันปานนั้น คือ โทษ"ปาราชิก" 🍂 คนผู้"ปาราชิก" คือ คนผู้"อสังวาส"เป็นผู้ร่วมใดๆกับ"ความเป็นพุทธธรรม" ไม่ได้ไปตลอดทั้งชาตินี้

🌻พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ปัญญา 8 เล่ม 3 หน้า 67-74

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน