อุปาทานขันธ์ 5 .docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์335 KB
วันที่แก้ไข6 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

อุปาทานขันธ์ 5 เราชอบต้องลดชอบลงมา อร่อยลดอร่อยลงมา สภาพจิตอย่างไรเล่า มันจะเปลี่ยนลงไปไม่อร่อย หรือว่าเฉยๆกับมันเสีย ลดลงไม่ติดใจคำว่าไม่ติดใจ ไม่ติดใจนี่ ไม่เสวยไม่เสพ ปล่อยวาง จางลง วิราคาให้จางลง นิโรธา จนกระทั่งจิตของเราปล่อยเลยได้ แม้มันจะสัมผัสอยู่อย่างไร ก็แล้วแต่ ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนอก สัมผัสใน ขณะนี้เราในนั่นแหละ เรารู้จิตในของเรานั่นแหละ มันจะมาจากนอกอยู่เชื่อมต่ออยู่เป็นกายนอกกายเข้ามาทางลิ้น เข้ามาผัสสะแล้วก็เข้ามารู้ที่ใจ จากตาเห็นภาพอยู่ แล้วก็ตาเข้ามาหาที่ใจ จากเสียง หรือว่าเสียงรับรู้อยู่ แล้วก็เข้ามาที่ใจ หรือกลิ่น หรือสัมผัสกายก็ตามเข้ามา ถึงใจเราจะอยู่เหนือจิตของ เรารู้อยู่ เป็นเวทนาตัวรู้ รู้ยิ่ง กำหนดรู้เป็นปัญญา รู้ชัดหมายว่าอันนี้คือสวยดี ที่โลกเขาเรียก หรือว่าสีแดง เหลือง เขียว อย่างไรก็ตาม สีสว่าง สีมืดไปก็ตาม เสียงอย่างนี้หมายความว่าอย่างนี้ๆ กำหนดรู้ เสียงอย่างนี้ๆ กำหนดรู้ชัดเจนหมดกลิ่นสัมผัส รสทางลิ้นก็ตาม อย่างนี้เป็นขม เป็นเปรี้ยว เป็นหวาน รู้ชัดเจน แต่เรายกจิตขึ้นอยู่เหนือมัน หรือดับความรู้สึกที่ชอบ หรือชัง หรือดับความรู้สึกที่ชอบหรือชังลงไปเสีย ดับลงไปเสีย อย่าให้มันมีปรุง อย่าให้มันมีสังขาร นอกจากเวทนา เราดับทุกข์ได้แล้ว พ้นทุกข์เป็นบรรทัดที่หนึ่งแล้ว ต่อไปนี้ เรากำลังจะรู้กับสุข แล้วจะเล่นกับสุข โดยที่เราจะไม่ติดสุข หรือไม่ให้สุขมันสั่งสม ฟังดีๆนะนี่อธิบายให้ฟังละเอียดๆ จะไม่ให้ตัวสุขมันสั่งสม หรือติดสุข หรือยึดถือ นี่แหละ อุปาทานขันธ์ 5 กำลังไล่อุปาทานตัวชัดๆ จะไม่ยึดถืออุปาทาน จะไม่ให้ยึดขันธ์ 5 นี้เข้ามาเป็นเรา พอเวทนามันเป็นทุกข์ เราตัดแล้ว ดีแล้ว พ้นทุกข์แล้ว แต่ยังไม่พอปีติวิสัย ยังจะไปนั่งติดอีก ยึดเอาตัวสุขมา

อ่านต่อ

เป็นตัวเราเข้าไปอีก ประเดี๋ยวเถอะประเดี๋ยวจะลำบาก ในโอกาสภายหลัง เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้ทัน แล้ววาง จางคลายลง เป็นวิราคานุปัสสี เป็น นิโรธานุปัสสี เป็นนิโรธานุปัสสีให้ได้ๆ อยู่เหนือมันหรือดับความรู้สึก ดับความรู้สึกชอบ ดับความรู้สึกชัง ยินดีก็ไม่ยินดี ยินร้ายก็ไม่ยินร้าย ให้มันมีความเฉย เป็นอทุกขมสุข เราทำได้เท่าใด เราทำได้เด็ดขาดเท่าใด จงรู้อาการนั้น จงรู้สภาพนั้น จงรู้สภาวะของจิตอย่างนั้น มีรสอย่างนั้นแหละเป็นเรา เรียกว่า รสของวิมุติรสเป็นฐานของนิพพาน ซึ่งเคยอธิบายกันมาตั้งแต่ปีแรกก็พูดถึง แต่ไม่ได้อธิบายละเอียดถึงปานนี้ ปีแรกเราก็พูดถึงว่า ฐานอุเบกขา ทำอุเบกขาฐานให้ได้ เป็นที่ยึด เป็นที่พัก เป็นที่เกาะ เป็นฐานของนิพพาน เราทำให้ได้จนถึงขั้นอุเบกขาฐาน วางเฉย อทุกขมสุข สภาพจิตของเรา เป็นอย่างนี้ กำหนดรู้ให้ได้ว่าเป็นอย่างนี้ สัญญาให้มั่น เป็นสัญญาเวทยิตตะ มันแตกต่างกับจิตสภาพ ที่เรียกว่าสุขเวทนาอย่างไร แตกต่างกับจิตที่เรียกว่าทุกขเวทนาอย่างไร หรือจะเรียกว่า แตกต่างกับโสมนัส เวทนาอย่างไร แตกต่างกับโทมนัสเวทนาอย่างไร รู้สภาพกำหนดลงไปให้ชัด อ่านลงไปให้ชัดเลย ทำการเคล้าเคลียรู้จิตสภาวะอย่างนี้ รู้อาการอย่างนี้ รู้รสชาดของจิตอย่างนี้ให้ชัด ไม่มีใครมารู้ได้แทนเราไม่มี เราต้องรู้ของเราเอง รู้จริง รู้ชัดๆ แล้วอย่าปรุง อย่าสังขาร ทำให้มันได้เก่งๆ อย่าไปเอาอาการสุขอาการทุกข์อะไรมาสังขาร อย่าไปเอาอาการชอบอาการชังอะไร มาสังขาร ให้มันเป็นอุเบกขาฐานไป ให้มั่นคง เป็นตัวรักษา เป็นตัวปฏิบัติ เป็นตัวฝึกไปเรื่อยๆ เราจะอยู่ในอารมณ์ อย่างนี้เสมอๆ พ่อท่านโพธิรักษ์ อริยสัจ 4 พิสดาร ณ แดนอโศก 2 สิงหาคม 2515

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน