สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ลำดับวิชชาของพุทธ ตอน อวิชชาสูตรและสุริยเปยยาล.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ลำดับวิชชาของพุทธ ตอน อวิชชาสูตรและสุริยเปยยาล อาตมาต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ เอาล่ะ ตอนนี้ก็ขอเอาลำดับวิชชาของพุทธในหมวดแรก มาเริ่มต้นอธิบายแล้วก็ขยายความกันไป อาตมานำหลักมาอธิบายตั้งแต่ 1-36 ถ้าคุณเข้าใจได้ดีเลย อาตมาไม่ต้องไปลำดับหมวดอื่นหรอก หรือเอาพระไตรปิฎกเล่ม 9 13 สูตร ข้อใดเรียงลำดับไปแล้วเหมือนกันได้ เอาที่อาตมาเรียงไว้ก่อนก็แล้วกัน
ลำดับ“วิชชา”ของพุทธ (ชุด 1)
1. อวิชชาสูตร เริ่มต้นด้วยการคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ หรือท่านตรัสย้อนกลับว่า...อวิชชามีอาหารคือนิวรณ์ 5 แล้วนิวรณ์ 5 ก็มีอาหาร อาหารของนิวรณ์ 5 ก็คือ ทุจริต 3 เพราะว่าถ้าเผื่อว่า…ถ้าคนอวิชชาไม่รู้จักอาหารก็จะได้อาหารเป็นนิวรณ์ 5 ตลอดเวลา คนไม่ปฏิบัติธรรมก็จะมีนิวรณ์ 5 เป็นกิเลสทั้งหมด กิเลสท่านรวมไว้เป็นนิวรณ์ 5 กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา คนใดที่ไม่ได้มาศึกษาปฏิบัติตามอวิชชาสูตรนี้ พอท่านไล่อาหารไป คนที่จะรู้อาหาร ต้องอาศัยอย่างไร ก็ต้องถอยหลังตามอวิชชาสูตรไปอันสุดท้ายที่ว่า คบสัตบุรุษ เพราะไม่ได้ฟังสัทธรรม เพราะไม่คบสัตบุรุษ จึงไม่มีอาหารที่บริบูรณ์ ไม่มีอาหารที่เกิดจากการได้ฟังสัทธรรม เพราะไม่คบสัตบุรุษ จึงไม่ได้ฟังสัทธรรม ศรัทธาของคุณจึงไม่บริบูรณ์เป็นความผิดเพี้ยน ศรัทธาที่ผิดเพี้ยนและไม่บริบูรณ์ก็จะทำโยนิโสมนสิการไม่ได้ โยนิโสมนสิการไม่บริบูรณ์ เมื่อโยนิโสมนสิการไม่บริบูรณ์ก็มีการสำรวมอินทรีย์ 6 ไม่บริบูรณ์ เมื่อสำรวมอินทรีย์ 6 ไม่บริบูรณ์ ทุจริต 3 ก็เกิด สุจริต 3 ก็ไม่บริบูรณ์ เมื่ออย่างนี้แล้วคุณก็มีอวิชชามีนิวรณ์ 5 เต็ม เมื่อทุจริต 3 เต็มก็เกิดนิวรณ์ นิวรณ์ก็ทำให้เกิดอวิชชาอย่างหนาเป็นปุถุชน ปุถุชนจะมีอาหารเป็นนิวรณ์
อ่านต่อ
5 อยู่ตลอดเวลา เพราะว่าไม่รู้จักในทุจริต 3 เพราะไม่ได้สำรวมในอินทรีย์ทั้ง 6 เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ เพราะว่าโยนิโสมนสิการไม่เป็น เพราะว่าศรัทธาไม่ถูกต้อง ศรัทธาผิดเพี้ยนไป เป็นศรัทธาขี้หมูราขี้หมาแห้ง ไปศรัทธาในสิ่งที่ไม่เป็นสัทธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะว่าไม่ได้ฟังสัทธรรมจากสัตบุรุษ เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้ที่หยิบขึ้นมาจึงสำคัญที่สุดอยู่ที่สัตบุรุษ ถ้าไม่มีสัตบุรุษ ทุกอย่างล้มเหลว ก็ย้อนไปที่ สัมมาทิฏฐิ 10 มีสัตบุรุษอยู่ข้อที่ 10 ถ้าหากคบสัตบุรุษก็จะรู้ว่าข้อที่ 1-9 มีสัมมาทิฏฐิอย่างไร ข้อที่1 ทานอย่างไรถึงมีมรรคผล อาตมาก็พูดเลยว่าในบรรดาอาจารย์ศาสตราจารย์ทั้งหลายในเรื่องศาสนาพุทธ ไม่ได้สอนทานให้เกิดมรรคผล ทานไม่ถูก ทานไม่ได้ผล เอาทานสูตรมาอ่าน อธิบายไปแล้ว ผู้ที่จะทำทานได้ผลจะต้องอ่านจิตเป็น แล้วต้องทำจิต ไม่ต้องให้เกิดความได้อะไรเลย ทานแล้วอย่าได้อะไรเลย ถ้าคุณจะทานแล้วได้อะไร ผิดเลย ไม่มีผล เมื่อคุณรู้อย่างนี้แล้ว ก็ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติทานให้เป็นอัตถิทินนัง ทานแล้วมีผลจะต้องอ่านจิตเป็น แล้วอย่าให้จิตมันไปอยากได้ แม้มันจะเกิดอาการอยากได้หวังอยู่ว่าจะได้ ก็อย่าให้มันไปทำงานเต็มที่ ถ้าคุณรู้จิตแล้วก็พยายามยับยั้งไว้ อันนั้น เป็นความรู้ที่คุณจะปฏิบัติธรรมได้ ถ้าไม่รู้อย่างนี้แล้ว คุณไปปฏิบัติการทาน เขาว่า ปฏิบัติทานแล้วจะได้ผลเป็นสวรรค์เป็นอะไรก็ได้แล้วแต่ เมื่อทำจิตไว้เลยว่าขอให้ทานนี้มีผล ผลอย่างนั้นอย่างนี้แล้วสรุปว่า ขอให้ผลเป็นนิพพานด้วย เริ่มต้นด้วยความอยากได้แล้ว ซึ่งจะต้องไม่ตั้งความหวัง ไม่ตั้งความอยากได้อะไรเลยต่างหาก ถ้าคุณยังห้ามไม่ไหวอยู่ก็รู้ว่า ห้ามจิตจะให้มันไปอยากได้ แม้มันถ้าอยากได้ 100% ก็หักห้ามใจไว้ ก็มีส่วนบุญ ส่วนบุญคือ คุณห้ามจิตไม่ให้มีความอยากต่างหาก ไม่มีความหวังในสวรรค์ต่างหากก็คือบุญ คุณห้ามไม่ให้มีได้ มันอยาก 100% แต่ห้ามได้ 10 ก็อยาก 90 ก็ยังมีส่วนบุญบ้าง แต่ถ้าไปทำใจอยากได้ ทำทานแล้วคิดอยากได้ร่ำรวยอยากได้มรรคผล ได้สวรรค์นิพพานไปโน่น เป็นการตั้งจิตไว้ผิดยิ่งกว่าโจรฆ่าโจร มันจะฆ่ากันตลอดกาลนานไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ แล้วมันก็จะมาฆ่ากันไปไม่รู้กี่ตลบ เพราะว่ามันไม่รู้เรื่องหรอกก็จะแก้แค้นกันตลอดเวลาเหมือนกับหนังจีน ก่อนตายก็บอกลููกไว้ว่า แก้แค้นแทนพ่อนะลูก แก้แค้น 100 ปียังไม่สายแค้นนี้ต้องชำระ แล้วเขาก็บอกว่า เป็นหนังที่จะต้องทำให้เกิดเป็นธรรมะ คือ เขาไม่มีความรู้เลยเรื่องนี้ ตั้งจิตไว้ผิดหมดเหมือนกับโจรฆ่าโจร อวิชชาสูตรหรือสุริยเปยยาลสูตรก็ดี
2. สุริยเปยยาลสูตร...ต้องมีการทำความรู้เบื้องต้นยิ่งกว่าในสัมมาทิฏฐิ 10 คือเป็นหลักใหญ่ 1 คุณจะต้องพบกับมิตรดีสหายดี มิตรดีสหายดีคือใคร คือสัตบุรุษ ถ้าไปคบมิตรที่ไม่เป็นสัตบุรุษ ไปคบไปศึกษาด้วยเป็นอาจารย์ แต่เป็นผู้ที่ไม่เป็นความรู้สัมมาทิฏฐิ ก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว เริ่มต้นจะต้องให้มีมิตรที่เป็นสัตบุรุษ ที่เป็นผู้ที่มีความเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างแท้จริง ในอวิชชาสูตรแล้วก็เลื่อนมาเป็นสุริยเปยยาลสูตรก็ยิ่งชัด ชัดที่ว่า ถ้าอวิชชาสูตรนี้เริ่มปฏิบัติ เป็นวิธีปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติจะต้องพบสัตบุรุษ แล้วจะได้ฟังสัทธรรม หรือธรรมะที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ เราจะได้ปฏิบัติโยนิโสมนสิการทำใจในใจได้อย่างบริบูรณ์ โยนิโสมนสิการบริบูรณ์เพราะว่าคุณทำสติสัมปชัญญะได้บริบูรณ์ถูกต้อง แล้วมีสติสัมปชัญญะได้ไปสำรวมอินทรีย์ 6 ที่อย่างบริบูรณ์ เมื่อมีการสำรวมอินทรีย์ 6 บริบูรณ์ก็จะเกิดการควบคุมกรรม 3 ได้ เกิดเป็นสุจริต 3 สุจริต 3 เกิดได้เพราะว่าคุณจะต้องมีสติปัฏฐาน 4 จัดการ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมได้ คุณก็จะสามารถ เมื่อมีสติปัฏฐาน 4 เกิด มันก็จะเข้าล็อคของโพชฌงค์ 7 ซึ่งมีสติสัมโพชฌงค์ สติสัมปชัญญะของคุณสมบูรณ์ดี พิจารณากายเวทนาจิตธรรม พิจารณาสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ก็สามารถแยกแยะกิเลสในสังกัปปะ 7 ขจัดกิเลสออกและกำจัดกิเลส วิจัยจิตเจตสิกตั้งแต่ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แยกกิเลสได้ก็แยกเอากามวิตก พยาบาทวิตกออกได้ อภิสังขารแล้วจัดการเป็นปุญญาภิสังขาร ปุญญะคือการชำระกิเลส คือพลังงานที่คุณสร้าง การเรียนรู้แล้วทำพลังงานจิต Coefficient เป็นพลังงานที่เก่ง สามารถจับกิเลสและมีพลัง กำจัดกิเลสได้ เรื่อยๆ แล้วเกิดอาการเจริญด้วยความมีอัตราการก้าวหน้า Coefficient อัตราการก้าวหน้า รู้จักรูปรู้จักนาม m คือรูป c คือนาม แล้วรู้ตัวแปรของมันก็คือกิเลส ทำได้แล้วก็เป็น A ส่งผลเป็น c ก็ยิ่งเป็นปฏิภาคทวี ยิ่งเก่ง c คือพลังงานของจิต ผลได้ของจิตก็จะยิ่งเก่งขึ้นทับทวี สมณะฟ้าไทว่า...ตัว A คืออาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง คือทำให้มากทำให้บ่อยให้ได้ผลมากขึ้น พ่อครูว่า... ที่สุริยเปยยาลสูตร จะต้องมาก่อนในการปฏิบัติธรรม อวิชชาสูตรนี้เป็นพระสูตรที่สู่การปฏิบัติแล้ว ด้วยการคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ แล้วได้ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ แล้วก็จะมีความรู้ มีความเข้าใจ มีความศรัทธาเชื่อถือ บริบูรณ์ สามข้อนี้ คุณก็เอาไปปฏิบัติได้ ปฏิบัติด้วยการโยนิโสมนสิการ มีสติสัมปชัญญะ มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ตัวปฏิบัติในอวิชชาสูตรก็คือโยนิโสมนสิการ มีสติสัมปชัญญะ และ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เสร็จแล้ว คุณก็จะรู้ทุจริต 3 กรรม 3 กาย จะมีตัวไหนที่ทำให้กิเลสเกิด วาจามีตัวไหนให้กิเลสเกิด สังกัปปะ มีตัวไหนให้กิเลสเกิด ก็กำจัดกิเลสด้วยสติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 วิชชาและวิมุติบริบูรณ์ ในสุริยเปยยาลสูตร อาตมาเป็นมิตรดี 2.ต้องมีศีล 3.ต้องมีฉันทะ คุณเองพบกับสัตบุรุษ แต่ถ้าคุณไม่มีฉันทะ แม้คุณจะพบสัตบุรุษ แล้วคุณก็ไปมีศีล แต่คุณไม่มีฉันทะที่จะทำอะไรต่อ ไม่มีอิทธิบาท ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาไม่เดินเครื่อง มันก็ไปไม่ออก เพราะฉะนั้นคุณมาฟังมิตรดีสหายดี หรืออาจารย์ผู้เป็นสัตบุรุษสอน จะให้ปฏิบัติสำคัญอย่างไร ศีลนั้น ไม่ได้ขาดจากสมาธิหรือปัญญา หรือไม่ได้ขาดจากอธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ ไม่ได้ขาดเลย ศีลอยู่ที่ไหน จะต้องมีพลังงานนี้ ศีลไม่ใช่ทิ้งขว้าง เป็นบัญญัติใช้เฉยๆก็ไม่มีอะไร แต่ต้องรู้ว่าศีลคือหลักเกณฑ์ปฏิบัติ แล้วคุณต้องปฏิบัติ คนต้องอยู่กับศีล ศีลต้องอยู่กับคน ตอไม้ตอไร่เพชรนิลจินดาไม่มีศีลได้ ธนบัตร ดอลล่าร์ มันไม่มีศีลอะไร ดอลล่าร์ทุกวันนี้เป็นเศษกระดาษที่พิมพ์ขึ้นมา ขอแวะหน่อย โลกทุกวันนี้ล่มสลาย ยอมให้อเมริกาปั๊มดอลลาร์ไปอาละวาดเต็มไปหมด เขาจะพิมพ์เท่าไหร่ก็พิมพ์ขึ้นมา โดยไม่มีหลักประกันเลยในประเทศ มันเป็นตัวแลกค่าของสมบัติ นะ ธนบัตรนี่ ใครมีดอลล่าร์นี้เอาไปยื่นที่อเมริกาพร้อมกัน เอาสิ่งที่มีค่าราคาเท่านั้นเท่านี้ เอามาแลกกัน จะเป็นทอง เป็นเพชร ข้าว น้ำ แตงกวา ฟักทอง ก็ตีราคามา อเมริกาจะมีให้เขาไหมนี่ แต่ว่าโลกมันโง่ไปทั้งโลก ยอมให้อเมริกาปั๊มกระดาษเศษเปื้อนหมึกมาเป็นดอลล่าร์ บอกว่าเอามาขึ้นเงินเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วก็ใช้เป็นคูปองกันเต็มโลก อาตมามาในชีวิตนี้ ไม่เคยใช้เงินดอลล่าร์เลยสักดอลล่าร์เดียว ไม่เคยผ่านมือบ้างก็เอาไปให้เขาเปลี่ยน ไม่เคยเอาไปใช้และใช้ไม่เป็นในชีวิตนี้ ไม่กี่ที ที่จะมี ตั้งแต่เป็นฆราวาส ยิ่งเป็นสมณะก็ยิ่งไม่ ถ้าใครก็ตามไม่ได้พบสัตบุรุษผู้ที่เป็นอาจารย์ที่แท้จริงที่สัมมาทิฏฐิก็หมดเลยศาสนาพุทธที่จะปฏิบัติได้ เห็นได้ว่าความล้มเหลวของศาสนาพุทธในสุริยเปยยาลสูตร ข้อที่หนึ่งในคบกับมิตรดีสหายดี เขาไม่คบมิตรดี ก็เลยไม่รู้จักศีล แม้แต่เป็นพระภิกษุก็ไม่รู้จักศีล
จะไปอ่านจากตำราก็ไม่ใช่มิตรดี พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า ตำราคือมิตรดี มิตรดีต้องเป็นคน ทุกวันนี้ดีที่ยังรู้จักศีล 5 ถึงเหลือเศษของศาสนาพุทธอยู่บ้าง ยังรู้จักศีล 8 ศีล 10 ศีล 10 นี้อยู่ในจุลศีล 26 ที่เป็นตัวปฏิบัติ แต่เขาไม่ได้สำคัญมั่นหมายชัดเจนว่านี่คือศีลโดยเฉพาะพระภิกษุ พระภิกษุภิกษุณีไม่มีศีล มีแต่พระวินัย ถามว่ามีศีลเท่าไหร่ ก็บอกว่า 227 ส่วนจุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 ก็ไม่รู้เรื่อง เคยมีคนไปถามว่าศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลเป็นอย่างไร ท่านก็บอกว่าเป็นอาริยวินัย ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องหรอก เป็นหลักเกณฑ์ของพระอาริยะ คือไม่แตะต้องแล้วศีล ก็เลยไม่รู้เรื่อง ศีลข้อที่ 1 2 3 4 เป็นของภิกษุหรือเปล่า พระภิกษุมาบวชก็ต้องเริ่มต้นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 5 เป็นพระโสดาบัน ศีล 8 เป็นพระสกิทาคามี ศีล10 ก็เป็นพระอนาคามี แต่ทุกวันนี้เขาท่องบ่นธรรมะพระพุทธเจ้ากันข้ามวันข้ามคืน ท่องธรรมบท 1 ล้านเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไร้สาระจริงๆ เสียเวลาแรงงาน เสียทุนรอนเปล่าๆ การจะท่องไว้นั้นดี ไม่ผิดหรอก แต่ไม่ถูกเลยในการท่อง ถ้าไม่เข้าใจว่า การจะไปท่องคือได้กุศลได้อะไรก็ไม่รู้ การท่องไว้นั้นเพื่อให้จดจำคำสอนพระพุทธเจ้าได้แล้ว เอาคำสอนนั้นมาทำความเข้าใจปฏิบัติตามคำสอน คำว่า จะเป็นพระสูตรไหนก็แล้วแต่ หรือแม้แต่การท่องปาฏิโมกข์ ก็ท่องไป เพื่อจดจำ แต่ทุกวันนี้มีเครื่องบันทึกแล้วสบาย มีหนังสือเป็นเครื่องบันทึก บันทึกในมือถือก็มีพระไตรปิฎกอยู่ในนั้นหมด จะดูในพระสูตรไหนก็มีเต็มไปหมด ก็ทำความเข้าใจแล้วมาปฏิบัติ แต่ไม่หรอก ท่องจำเพื่อให้รู้ว่า 1 ข้าเก่งที่ท่องได้ 2 ท่องแล้วให้คนทราบ เขาก็จะถือว่าเป็นผู้รักษาทำหน้าที่เป็นผู้มีธรรมะแล้ว ไปท่องพระสูตรต่างๆ ไปที่บ้านไหนก็เอาไปท่อง พระพุทธเจ้าท่านได้ห้ามแล้วในพระวินัย ทำไมเอาธรรมบทของพระพุทธเจ้าไปท่องต่อหน้าฆราวาส สวดที่ไหนๆนอกจากในหมู่สงฆ์ เพราะฉะนั้นจะท่องตั้งแต่พระหรือสมณะ 2 รูปขึ้นไปท่องพร้อมกัน จะเป็น 3 รูป 4 รูป 5 รูป นี่เขาจะเอาอะไรไม่รู้มาสวดพร้อมกัน อาบัติกินหัวหนักตั้งแต่สองรูปแล้ว สวดพร้อมกันต่อหน้าฆราวาส ถ้าจะท่องพร้อมกันเพื่อจำ สังคีติ ในหมู่สงฆ์สมัยพระพุทธเจ้าที่ท่องจำไว้ก็มีคณะที่ท่องจำ ก็ท่องไป เหมือนท่องสูตรคูณ อาขยาน ท่องเพื่อให้จำได้ แต่อย่าเอาไปท่องพร้อมกัน 2 รูปต่อหน้าฆราวาสเป็นอาบัติ ทุกวันนี้นั่งสวดกันก็เป็นอาบัติตลอดเวลาที่ออกไปสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ให้ไปคนเดียวพูดคนเดียวจะท่องขึ้นมาหรือจะอธิบาย คุณก็ต้องมีคนเดียว ท่านบัญญัติหลักเกณฑ์ของท่านไว้รัดรอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่สูงสุดไม่เสียประโยชน์ เขาก็ว่าทำแล้วไม่อาบัติหนัก เป็นปาจิตตีย์ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ผิด ก็ยังทำการสวดกันอยู่ไม่ว่าจะเป็นอันไหน เช่นงานศพ ก็ต้องสวดพร้อมกันสี่องค์ขึ้นไป ห้าองค์ แปดองค์ ล้านองค์ยิ่งดี ที่เขาทำกัน แล้วจะออกไปสวดที่ไหนมาบวชพร้อมกันล้านคนในประเทศไทยยังไม่มีเลย อยากจะบวชเล่นกันขึ้นมาเล่นลิเกเลย เอาคนไม่รู้เรื่องมาบวช (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...ในสังคมปัจจุบันก็นิยมบวชกันตั้งแต่เป็นเณรฤดูร้อน แล้วก็นักเรียนมาเรียนมัธยม เห็นไปบิณฑบาต เรียนแล้วไม่เสียตังค์และได้เงินด้วยไม่ต้องทำอะไร พ่อครูว่า... เขาว่า เป็นกิจกรรมรักษาศาสนาสืบทอดศาสนา จะทำอย่างไม่รู้เรื่องอะไรเลย ที่จริงแล้วคุณจะมาบวชต้องเต็มใจ ซักถามให้หมด นัตถิ 5 อามะ 8 ก่อน เหลือเท่านี้ ก็ท่องให้ได้ก็แล้วกัน แต่ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจกันเลยว่าคืออะไร ผู้จะบวชก็ไม่รู้เรื่อง มันเป็นวิบัติไปหมดแล้ว อาตมาว่า ทุกวันนี้แล้วมันไม่เหลืออะไรแล้วในศาสนา ขออภัย ที่พูดนี้เหมือนถล่ม แต่ถล่มสิ่งผิด อยากให้เขาสำนึกแก้ไข หยุดเสียที จะไปดันทุรังทำแล้วบอกว่าแก้ไม่ได้แล้ว คุณก็อย่าไปร่วมทำสิ ยอม ผิดก็ผิดก็ทำ ก็เลยฉิบหายก็ฉิบหาย หมดเลย น่าสงสารธรรมะพระพุทธเจ้ามากที่สุด พูดไปแล้วมันอวดดี แต่เลี่ยงไม่ออก
สุริยเปยยาล พบมิตรดี แล้วจะปฏิบัติศีลได้ถูกต้อง หรือจะต้องมีปัญญาด้วย เช่นศีล 5 ตากระทบรูป ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับของ สัมผัสแล้ว ศีลข้อที่ 1 เมื่อสัมผัสกับสัตว์ อย่าให้มีจิตคิดร้าย ศีลข้อที่ 1 พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. นอกจากจะไม่ฆ่าแล้ว ยังบอกรายละเอียดว่าจะทำจิตใจอย่างไร วางอาวุธวางสิ่งที่จะไปทำร้ายและมีความละอายในจิตของเรา เมื่อคุณสัมผัสกับสัตว์ไป ก็ต้องอ่านจิตของคุณ สัมผัสสัตว์ใด คุณถือศีลข้อ 1 สัมผัสกับจิตใจแล้วมันร้ายต่อสัตว์เท่านี้ สัตว์มันมากัดเท่านี้ ยุง แหมหน้าเขียวเลย มือเบ้อเริ่มเลย เปรี้ยงไปก็แบนเลย เลือดกระจาย ไม่ละอายต่อสัตว์ที่จะไปฆ่าเขา ฆ่าเขาทำไม เขากินเลือดเป็นอาหารของเขา เป็นคนถ้าจะปล่อยให้ยุงกิน ก็เป็นเรื่องของมัน สมณะฟ้าไทว่า...เขากลัวเชื้อโรค พ่อครูว่า...ก็ไล่มันไปอย่าไปฆ่ามัน หวังประโยชน์ต่อมันบ้าง เราก็ชีวิต เขาก็ชีวิต อย่าไปทำร้ายกัน ไม่มีความกรุณา ไม่มีความเอ็นดู ต้องอ่านจิตใจตัวเองว่า 1. เรามีจิตคิดร้ายจะฆ่าไหม ดีไม่ดีหาอาวุธจะฆ่า ไม่เคยนึกละอายเลยว่าอย่าไปรังแกเบียดเบียนกัน มีความกรุณาหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์เซลล์เดียวเกิดขึ้นมาคุณก็ต้องเอ็นดูสัตว์ตัวนั้นแล้ว ยิ่งสัตว์หลายเซลล์ เขาก็เกิดมาเพื่อเกิดประโยชน์ต่อชีวิตเขาอย่าไปตัดรอน อย่าไปฆ่าเขา อย่าไปทำร้ายชีวิตใดๆ เริ่มต้น ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว สัตว์นี้อาจจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตก็ได้ ไปตัดรอนเขาทำไม สรุปแล้ว คุณสัมผัสสัตว์แล้ว ในศีลข้อ 1 คุณอย่าไปทำร้าย ต้องมีจิตเอ็นดูกรุณาต่อทุกสัตว์เล็กน้อยใหญ่อะไรก็แล้วแต่ แต่เราก็ไม่ใช่เกินไป เดินทางไปสัมผัสสัตว์ร้ายเลวเพื่อที่จะพิสูจน์ศีล จะบ้าหรือ มันก็อยู่ในชีวิตสามัญ สัตว์ทั้งหลายก็อยู่ในที่ที่มันอยู่ สัตว์ร้ายก็อยู่ในที่ร้ายๆ สัตว์ที่ดีก็มีความเอ็นดูเอามาเลี้ยงใช้ประโยชน์เอามาเลี้ยงทำงานบ้างดีไม่ดี เอาสัตว์มาเลี้ยงอย่างลูกหลานเลยมีความเอ็นดูก็เอาล่ะ ไม่ได้ไปห้ามถึงว่าฆราวาสอย่าเลี้ยงสัตว์ แต่เป็นพระภิกษุนี้ห้ามหมดเลยไม่ให้เลี้ยงสัตว์ในศีลห้ามไว้ ในจุลศีล 18. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. 19. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. 20. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา. แพะแกะ ก็คือสัตว์หมู่หนึ่งที่อาศัย นมหรือขนมัน ส่วนสัตว์ปีก ไก่และสุกร ก็อาศัยเนื้อมัน ส่วนช้าง โค ม้า และลาก็เอาไว้ใช้แรงงาน เป็นตัวอย่างที่เป็นสัตว์เชิงนี้ ว่าอย่าเอามาเลี้ยงมารับไว้ ก็พวกสัตว์หมวดลักษณะต่างๆ เราก็รู้จักเจตนาของศีล ส่วนช้าง โค ม้า ลาก็ใช้แรงงาน ห้ามรับเลี้ยงห้ามมี แต่ก็ไม่รู้ เอ็นดูสัตว์ มันก็เกิดมาตามวิบาก นอกจากไม่คิดร้ายยังมีความเอ็นดูมีความกรุณา หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ไม่ใช่ว่าไปแผ่เมตตาสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ขี้หมาแน่ะ! นี่แหละ คนกำลังสร้างเมตตาเมื่อสัมผัสกับสัตว์ ปฏิบัติศีลแล้วจิตใจก็ต้องสำรวม อย่าให้เกิดอาการจิตคิดร้าย ให้เกิดอาการเอ็นดูกรุณาหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งหลาย แม้แต่สัตว์ร้ายต่างๆ มันจะทำร้ายเราก็ตาม อย่าไปทำร้ายมันตอบ หลบเลี่ยงมันแล้ว พยายามให้อยู่ห่างมัน เป็นคนหลีกไม่ได้ก็ตายให้สัตว์มันฆ่าให้ตายสิ มันโง่นัก คุณอู๊ดว่า..เฉพาะตัวเองก็ทำได้แต่ว่า เพื่อหมู่มวลหมู่ เช่นปลวกกินศาลาเป็นต้น พ่อครูว่า...มีคนถามมา ก็เป็นเรื่องที่ยากที่เราจะต้องละเอียดลงไป จะทำอย่างไร ถ้าคุณเองจะใจดีอย่างนั้นให้ปลวกกินบ้านให้หมด ก็แล้วแต่สิ คุณจะรักษาปลวกยิ่งกว่าบ้านก็ไม่เป็นไร สละบ้านให้ปลวกกิน แต่ถ้าเกิดว่าจำเป็นจะต้องจัดการ แต่ก็ต้องมีวิบาก เพราะฉะนั้นจะให้ดีก็ต้องป้องกัน เวลาจะสร้างบ้านก็เอายาอะไรที่มันกั้นไม่ให้เข้ามา ทุกวันนี้มันมีแล้ว จะทำอย่างไรก็คือต้องพยายามป้องกันไว้ นอกนั้นสุดวิสัยก็ต้องจำนน หรือคุณจะต้องทำร้ายก็ต้องรับวิบาก คุณก็จะต้องจัดการปลวก ถ้าคุณสามารถจับมันได้โดยไม่ให้มันตายแล้วเอาไปปล่อยที่ไหนก็ดี คุณอู๊ดว่า...ถ้ามีผู้ใหญ่บอกให้ทำ พ่อครูว่า...ผู้เสียสละนั้นมี เพราะช่วยกันไปก็เป็นวิบากซึ่งเป็นเรื่องละเอียดมาก เป็นประเด็นเล็กน้อย มีเจตนาดีมีใจกรุณาเอ็นดูหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ก็ดีแล้ว แม้จะต้องจำนนที่จะต้องทำ เอาออกไป ก็ต้องกำจัดออกไปบ้าง จะถามให้ตอบเปรี้ยงๆสำหรับสิ่งละเอียดลึกซึ้งนั้นไม่ได้หรอก
กำลังอธิบายว่า แม้แต่ศีลข้อที่ 1 ศีลข้อที่ 2 สัมผัสกับของใดที่ไม่ใช่ของเราก็อย่าไปเอา อย่าเอาเป็นของเรา มันเป็นบาปเวร อกุศล ถ้าเป็นสิทธิของคุณก็ว่าไป แต่กระนั้นก็ดี คุณจะสัมผัสกับสัตว์กับของคุณก็อ่านใจของคุณ สรุปลงไปแล้วก็คือ สัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กายภายนอกแล้วกิเลสคุณเกิด มันคือเนื้อแท้อันนี้ เป็นรูปร่างตัวตนที่ต้องสัมผัสของที่มันใหญ่ แต่ความละเอียดก็คือจิตใจ คุณสัมผัสสิ่งเหล่านี้แล้วเกิด กาม พยาบาท คุณก็จะต้องรู้ว่าสัมผัสแล้วเกิดกาม พยาบาท นั่นต่างหากที่คุณจะต้องรู้อันนี้ ทำจิตใจให้อย่าเป็นอกุศล อย่าให้กิเลสกินตัวมากขึ้น ให้กิเลสมันลด สัมผัสเมื่อไหร่ให้กิเลสมันลดลงไป นี่คืออธิจิตหรือสมาธิ อย่างลืมตาปฏิบัติแล้วก็รู้ตัวว่าจิตเราเกิดกิเลส ยังลืมตานี่แหละ มีสติ มีธัมมวิจัย รู้ มีปัญญา สัมผัสแล้วรู้ว่ากิเลสเราเกิด นั่นคือปัญญารู้กิเลสเกิด แล้วก็ลดกิเลสได้ มีวิธี วิธีปฏิบัติคือพิจารณา ถ้ากดข่มไว้ก่อนคือสมถะ หากวิปัสสนา รู้เห็นเป็นปัญญารู้เห็นอย่างแท้จริง พิจารณาซ้อนลงไปว่าสิ่งนี้มันไม่เที่ยง เกิดอาการเกิดอารมณ์ไปที่เวทนา แล้วมีเหตุคืออกุศลจิตที่จะทำให้เกิดเวทนา เวทนาคือปฏิบัติแล้วต้องอ่านที่เวทนา สัมผัสอะไรก็ต้องอ่านที่เวทนา เวทนาเป็นกรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ ไม่มีกรรมฐานอื่น ศาสนามันเสื่อมไปว่าปฏิบัติสมาธิจะต้องไปเพ่งกสิณ 40 อย่าง อย่างนี้ผิด สิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยที่จะพิจารณา เรียกว่าฐานแห่งการปฏิบัติ ฐานแห่งการกระทำ จะทำอะไรปฏิบัติธรรมก็คือที่เวทนา แล้วเวทนาท่านก็แยกไว้ 108 เวทนา 2 3 5 6 18 36 108 ถ้าเข้าใจอาการของจิตเจตสิก ในลักษณะเวทนา 108 แล้วทำให้บริบูรณ์ โดยเฉพาะตรงที่ทำได้ก็คืออ่านเวทนาเป็น แล้วรู้องค์รวมของเวทนาเรียกว่า มันปรุงแต่งเป็นวิจารหรือปวิจาร หรือเรียกว่ามโนปวิจาร 18 ปรุงเป็นเคหสิตเวทนา 18 ถ้ามันเกิดจากตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ 6 ทวาร สมใจทวารใดก็จะเกิดความสุข เวทนาสุขทุกเวทนา หรือไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ ความสุขความทุกข์ก็คือเกิดจากจิตที่เป็นอกุศล เกิดจากกามพยาบาท ก็วิจัยในจิต จิตที่มันทำให้เกิดอารมณ์อาการความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา ก็จะวิจัยลงไปว่ามีอกุศลตัวไหนเกิดก็กำจัดเหตุตัวนี้ เมื่อกำจัดได้ด้วยวิปัสสนา หรือสมถะ จิตจางคลายลดลงได้ ถ้ากำจัดปล่อยให้มันเกิดอาการก็ชั่วคราวเป็นสมถะกดข่มไว้ แต่ถ้าพิจารณาแล้วมันเกิดปัญญาว่าสิ่งเหล่านี้ ที่เราสัมผัสแล้วเกิดอาการ กาม พยาบาท กามก็ไม่เที่ยง พยาบาทก็ไม่เที่ยง จริงๆแล้วมันไม่มีตัวตนของกามและพยาบาท เป็นอรหันต์แล้วตัวตนของกามและพยาบาทมันไม่เกิด พระอรหันต์สัมผัสอะไรก็แล้วแต่ สัมผัสสัตว์ก็ไม่เกิดพยาบาท กาม หรือวิหิงสาใดๆ กิเลสที่ละเอียดขึ้นไปอีกเป็นวิหิงสา หมดกาม พยาบาทก็เหลือวิหิงสา เป็น รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็กำจัดกิเลสเหล่านั้น ปัญญาก็รู้รอบรู้แจ้งรู้จริงทุกอาการทุกสภาพสภาวะ ไม่ว่าจะเป็นเวทนา องค์ประชุมของรูปนาม เรียกว่ากาย เรียกว่าเวทนา เรียกว่าจิต แล้วก็จัดการให้มันทรงไว้ซึ่งธรรมะที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเกิดอีก จิตใจเราก็เป็นจิตที่ทรงไว้ คือจิตสะอาด เป็นอรหันต์คือมีจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ทรงไว้ทรงอยู่ สิ่งที่มันไม่ใช่ธรรมะทรงได้อย่างสะอาดที่เป็นกิเลสไม่เกิดอีก คนที่ยังเปิดอยู่ก็ต้องรู้ว่าจิตใจเรามีเหลือเศษ ก็ต้องกำจัดให้หมดจนกระทั่งแข็งแรง อเนญชา มันไม่เกิดอีกแล้ว ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ตลอดเวลาตลอดกาลเป็นเนกขัมมะสิตอุเบกขา ปริสุทธาบริสุทธิ์ ปริโยทาตา กระแทกกระทบสัมผัสก็ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 ปฏิบัติด้วยแล้วก็ยิ่งเก่ง แววไว มุทุ ทั้งเก่งในการรู้ทัน อาการเกิดในใจเป็นกายเวทนา จิต ธรรม ยิ่งทำให้มันไม่เกิดอย่างถาวร ไม่มีกิเลสตลอดกาลแล้วก็ยิ่งชัดเจน สัมผัสก็ไม่เกิดกิเลส เป็นเองเรียกว่าตถตา มันเป็นเองเลย ไม่ต้องไปมีสติสัมปชัญญะอะไร ในตัว ก็ชัดเจนในสติมันรู้ทันหมด กิเลสเข้าไม่ได้เลยเป็นอัตโนมัติ เรียกว่าตถตา ที่อธิบายไปตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า ท่านตรัสเป็นภาษาบาลีอย่างนั้นอย่างนี้ อาตมาหยิบมาขยายความ มันเป็นความรู้ที่อาตมามีมาแต่เดิม ทำความเข้าใจของอาตมาก็ได้อธิบายขยายความไป ตามที่อาตมาเข้าใจอย่างจริงใจ ว่าอย่างนี้ไม่ผิด ที่เขาทำกันนั้นผิด ก็พูดตรงๆในความถูกผิด สิ่งที่ผิดมันมีเยอะ ที่ว่าผิดนั้นผิดจริงๆ แล้วสิ่งที่ถูกก็ว่าถูกคุณด้วยความจริงใจ ถ้าอาตมาบอกในสิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็เป็นกรรมวิบากของอาตมา แล้วอาตมาจะมาทำบาปใส่ตัวเองตลอดเวลาได้อย่างไร อาตมาว่าจะไม่พูด แม้ผิดทีหนึ่งก็เป็นบาปทีหนึ่ง เป็นอกุศลอยู่ในจิตของเรา ก็เป็นวิบากของเราไป เราก็ต้องรับผลของเรา ในสุริยเปยยาลสูตร ท่านบอกว่า ถ้าไม่รู้จัก 7 อันนี้ได้อย่างถูกต้อง ก่อนแล้วจึงได้ไปปฏิบัติธรรมเป็นมรรคมีองค์ 8 เป็นทางเอกทางเดียวไม่ใช่เป็นอื่น แล้วก็ไม่ใช่หลับตาปฏิบัติแต่ปฏิบัติอย่าง มรรค 7 องค์แล้วจะเกิดเป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่หลับตาแล้วเกิดเป็นสัมมาสมาธินั้นไม่มีในคำสอนพระพุทธเจ้า สมาธิเกิดจากหลับตาทิ้งองค์ 7 ไม่ได้ แต่ ปฏิบัติ ด้วยสัมมาทิฏฐิ มีการคิด พูด ทำ ทำอาชีพ อย่างสัมมาทิฏฐิ ทำสัมมาอาชีวะพ้นวิชาชีวะ 5 พ้น มิจฉากัมมันตะ 3 พ้นมิจฉาวาจา 4 พ้นมิจฉาสังกัปปะ 3 ปฏิบัติได้ครบหมดก็ไม่มีบุญไม่มีบาป
อาตมาบอกว่า บุญนี่เป็นพลังงานปัจจุบัน เป็นพลังงานที่คนทำพลังงานบุญนี้ให้เกิด ให้เป็นเครื่องมือเป็นพลังงานที่จะ เป็นอุณหธาตุมีอินทรีย์มีพลัง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูอธิบาย สุริยเปยยาลสูตร พ่อครูว่า...สัตบุรุษก็คือจะมาก็จะได้ฟังสัทธรรม ฟังแล้วก็จะได้รู้ศีล แล้วจะเกิดฉันทะ เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ปฏิบัติตาม คุณก็เชื่อถือขึ้น แล้วก็จะเข้าใจตอนนั้นเป็นองค์ที่ 4 ของสุริยเปยยาล คืออัตตา จะรู้ว่าอัตตาเป็นเช่นนี้ อ่านจิตตนออก ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา กระทบสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับสัตว์ กระทบกับของ คุณก็เกิดกาม เกิดพยาบาท แล้วคุณก็จัดการ เมื่อกระทบนั่นแหละจะเกิดของจริงเป็นปัจจุบัน คุณก็สร้างพลังงานบุญ เรียกว่าปุญญาภิสังขาร ให้มันชำระกิเลสนั้นให้ได้ เพราะบุญมีหน้าที่ชำระกิเลสอย่างเดียว กิเลสในสันดาน ล้างให้หมด สันตานังปุนาติ วิโสเทติ บุญมีหน้าที่ชำระกิเลสจากสันดานให้บริสุทธิ์หมดจดทั้งนั้น แต่บุญนี่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่เข้าใจกันแล้วในพลังงานบุญ ไม่รู้จักกันแล้ว จะไปเข้าใจว่าบุญคือกุศลคือความดีงาม แต่ไม่ใช่ บุญไม่ใช่ความดีงาม แต่บ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive