670115 ลดละจากมหามาสู่จุล เปลี่ยนจากไม่เห็นด้วยจนมาเห็นได้ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #51 ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
670115 ลดละจากมหามาสู่จุล เปลี่ยนจากไม่เห็นด้วยจนมาเห็นได้ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #51 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53735.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1P31r34RgJaF3TKAykU1L4x2NaaJVh7zS/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1ZL-teoC0aRt8tPlvqaNyQHot2WCAziHd/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/l88ie790dko/episodes/670115-e2efftb
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/p9ux9E86HDA (มีซับ)
_สู่แดนธรรม... วันนี้วันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2567 ขึ้น 5 ค่ำ เดือนยี่ ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม มีพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์เป็นผู้บรรยาย ผมเองได้ติดตามเรียนรู้จากพ่อท่านมานานหลายปี แล้วได้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของศาสนากระแสหลัก ที่ท่านก็อยู่ในความเชื่อของท่านอย่างนั้น ผมก็เคยอยู่กับทิฏฐิอย่างนั้นมาก่อนนะครับ คือ ท่านจะเห็นว่า ถ้าหากสิ้นทุกข์หมดทุกข์แล้วจะไม่กลับมาเกิดอีกเลย และฟันธงเด็ดขาดเลยว่า หากพ่อท่านยังมาพูดถึงอรหันต์เกิดได้อีก เขาถือว่าพูดผิดตำรา เขาถือว่าอรหันต์ตายแล้วต้องสูญสนิทอย่างเดียว ซึ่งเป็นความเห็นสุดตรงไปทางอุจเฉททิฏฐิ ซึ่งเป็นทิฏฐิที่ตรงกันข้ามกับความสืบเนื่อง ต่อเนื่อง คำว่า อุจเฉทะ ก็คือ ตัดขาดไปเลย เป็นความเห็นที่สุดโต่งนะครับ ผมก็รอฟัง เวลาพ่อท่านอธิบายเรื่องพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านมีภูมิของเก่าตนเองมา ก็ดี หรืออรหันต์ ท่านตายแล้วจะไม่ดับไม่สูญ 0 หรือจะต่อ ก็เป็นเจตนาของท่าน ผมก็รอดูอยู่ว่าจะมีใครมีความเห็นค้านไหม ซึ่งวันนี้ก็มีมาทาง SMS แล้วในเรื่องอย่างนี้ ผมก็ขอกราบเรียนถามพ่อท่านว่า ทำไมพ่อท่านจึงก
อ่านต่อ
ล้าประกาสออกไป อธิบายไปว่า อรหันต์ ท่านตายแล้ว ท่านมีสิทธิ์จะจบ จะตัดรอบปรินิพพานไปจากวัฏฏสงสารไปเองเลย ก็ได้ หรือท่านจะอยู่ต่อ จะกลับมาเกิดอีก ก็ได้ ซึ่งทำไมมันขัดแย้งกับพุทธกระแสหลักส่วนใหญ่ และพ่อท่านก็ยืนหยัดมาตลอดเลยว่า อาตมามีเช่นนี้แหละ นะครับ กราบนมัสการพ่อท่าน เข้ารายการ ณ บัดนี้ครับ
ความเห็นว่าอรหันต์ตายแล้วสูญเป็นบาปกว่าอนันตริยกรรม พ่อครูว่า... เอาข้อนี้ก่อนเลยก็ได้ ที่เกริ่นนี้ มันมีใน sms วันนี้ _ ประทัศ เชยเกิด Pratas Chuaygird… ผมไม่เชื่อในคำพูดของสมณะโพธิรักษ์ ที่พูดว่าพระอรหันต์ตายแล้วไปเกิดอีก ไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และจะไม่เชื่อว่า การเป็นพระอรหันต์แล้วไปเป็นพระโพธิสัตว์อีก ท่านจะไปตรัสรู้อะไร ไม่เหมือนกับธรรมจักรกัปวัฏนสูตร หรือที่ท่านจะไปตรัสรู้ แล้วจะได้ตรัสรู้ในกัปที่เท่าไร และผมไม่เชื่อในคำพูดของสมณะโพธิรักษ์ในเรื่องที่พูดว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มาก่อนแล้วก่อนที่จะออกบวช ถือว่าเป็นการลบหลู่พระพุทธเจ้า โพธิรักษ์จะแต่งเติมคำสอนของพระพุทธเจ้าสมณโคตมะผมไม่เคยได้ยินโพธิรักษ์พูดถึง ธัมมจักกัปปวัตน สูตรความจริงผมไม่อยากคัดค้านแต่ก็ต้องคัดค้านเมื่อมีผู้มาพูดบิดเบือน พ่อครูว่า... ไม่เชื่อ ตั้งจิตไว้อย่างนี้มันจะหนักไปนะ เปิดจิตหน่อยน่า อย่าไปแรงถึงขนาดนั้น ว่าจะไม่เชื่อเลยนี่มันเป็นการปิดจิต อาตมาขอเลย ขออย่าคิดตั้งจิตอย่างนั้นเลย มันไม่ดี ที่คุณพูดมา แค่นี้ อาตมาก็ว่า คุณพูดค้านแย้งในตัวเอง คุณบอกว่า อาตมาสมณะโพธิรักษ์พูดว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มาก่อนที่จะออกบวช และคุณบอกว่าโพธิรักษ์ไปพูดอย่างนี้ ถือว่าเป็นการลบหลู่พระพุทธเจ้า ที่จริงน่าจะบอกว่า อาตมาชมเชยพระพุทธเจ้าต่างหาก ไปลบหลู่ตรงไหน อาตมายกย่องต่างหาก คุณคิดดีๆ อาตมาว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้มาก่อน ก่อนมาบวช ก่อนที่จะออกมาเป็นพระพุทธเจ้า หมายความว่า ตรัสรู้มาตั้งแต่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะว่างั้นเถอะ คือก่อนออกมาบวช อาตมาพูดว่าอย่างนั้น แล้วบอกว่าอาตมาพูดผิด ว่านั้นนะ ค่อยๆอธิบายกันไป มันก็มีพยัญชนะและสภาวธรรม มันจะแย้งกัน มันจะขัดแย้งกัน เป็นสิริมหามายาตรงนี้ ใครก่อนใครหลังกันแน่ ถ้าคนที่ยังสับสนอยู่ก็จะบอกว่า เอ้า! ตรัสรู้มันก็ต้องเป็นพระพุทธเจ้า เป็นเจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้ได้อย่างไร คุณก็เอาแต่เฉพาะรูปร่างของพยัญชนะหรือว่าของตัวตนบุคคล เจ้าชายสิทธัตถะก็เป็นฆราวาสแล้วจะตรัสรู้ได้อย่างไร ต้องมาเป็นพระพุทธเจ้าสิ ถึงจะเป็นคนตรัสรู้แล้ว อะไรอย่างนี้ นี่เกริ่นไว้ตรงนี้ก่อน เขาว่า โพธิรักษ์จะแต่งเติมคำสอนของพระพุทธเจ้า อาตมาว่า อาตมาไม่บังอาจแต่งเติมคำสอนพระพุทธเจ้าหรอก ที่คุณพูด คุณมั่นใจว่าคุณถูกต้อง เข้าใจถูก ว่าอาตมาพูดไปนี้ มาบิดเบือนคำสอนพระพุทธเจ้า เอา ฟังดีๆ อาตมาว่า อาตมาไม่ได้บิดเบือนคำสอนพระพุทธเจ้าหรอก อาตมาพูดตามจริง พูดแล้วย้ำอีกขยายความมามากแล้ว ถ้ามันของตื้นๆ ธรรมะพระพุทธเจ้าหรือสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ของมนุษยโลก โลกทั้งโลกไม่ว่าจะกี่ยุคกาล ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีใครที่จะมีความรู้เท่านี้อีกแล้วในมหาจักรวาล..ว่างั้นเลย เพราะฉะนั้น คำสอนที่อาตมาบอกว่าพระอรหันต์ตายแล้วไปเกิดอีก ไม่ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้านั้น คุณก็ติดแต่บัญญัติ แล้วคุณก็มีความคิดอย่างที่คุณสู่แดนธรรมได้พูดเกริ่นผ่านไปก่อน ว่า อุจเฉททิฏฐิ ผู้ที่เข้าใจว่าพระอรหันต์ตายแล้วต้องไม่เกิด ถ้าพระอรหันต์ตายแล้วไปเกิดอีก บอกว่าไม่ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ตายแล้วต้องไม่เกิด นี่เป็นความเห็น นี่แหละเป็นความเห็นที่ อาตมาถือว่ายิ่งใหญ่กว่าบาปอนันตริยกรรม ถ้าเข้าใจอย่างนี้มันเป็นบาปอนันตริยกรรม อนันตริยกรรมเป็นบาปอันยาวนานหนักหนา ถ้าไปปักใจว่าการเกิดของพระอรหันต์ อรหันต์เกิดมามีชีวิต คือ เป็นคนยังไม่บรรลุอรหันต์ พอมาปฏิบัติธรรมและบรรลุอรหันต์ คนที่บรรลุอรหันต์ปุ๊บทุกคนตายลงไป ก็ต้องสูญหมด ไม่มีใครที่จะเป็นพระอรหันต์แล้วเมื่อตายแล้วเกิดต่อได้อีกเลย ถ้าเป็นเช่นนั้น ศาสนาพุทธจะด้วน ศาสนาพุทธจะสั้น จะถูกคนที่มีความคิดอย่างนี้ทำลายศาสนาพุทธลงยิ่งกว่าครึ่งของศาสนาแต่ละกัปๆ เช่นศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดม จะมีอายุถึง 5,000 ปี ถ้าคุณมีความคิดอย่างนี้ หรือต้องพระอรหันต์เก๊ถึงจะคิดอย่างนี้ คิดว่าอรหันต์ตายแล้วแล้วก็เป็นความจริงตามที่เขาคิดนะว่า อรหันต์ทุกองค์ตายแล้วสูญ ตายสูญ ๆ ทุกพระอรหันต์ ก็จะไม่มีใครมาสืบทอด ไม่มีอะไรมาบรรยายต่อ คนเป็นอรหันต์แล้วเสร็จ อายุจะเท่าไหร่กันล่ะ 100 ปี 200 ปี 500 ปี ไม่ถึงหรอก ยิ่งยุคนี้อายุยิ่งสั้นลง ๆ ๆ อายุศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ถูกคนที่เข้าใจอย่างนี้ทำลาย ไม่ถึงเต็มกัป ถ้าเป็นอย่างนั้นนะ แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้นไม่ได้ โดยความจริงมันไม่เป็นเช่นนั้น เป็นอย่างที่คุณคิดไม่ได้ คุณคิดเช่นนั้นแหละเป็นความคิดวิตถาร เป็นความคิดมิจฉาทิฏฐิ เป็นความคิดที่มันผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ความคิดอย่างที่คุณพูด เพราะความเป็นจริง ธรรมะของพระพุทธเจ้า หรือศาสนาพระพุทธเจ้านั้นมันต้องสืบทอดไปตามสัจจะ อย่างของพระพุทธเจ้าสมณโคดม 5,000 ปี จะต้องมีอย่างอาตมามาสืบทอด จะต้องสืบทอดแม้ว่าอาตมาตายแล้ว ถ้าเผื่อว่าธรรมะนี้ยังไม่มีคุณภาพคุณธรรมมากเพียงพอ อาตมาก็ต้องเกิดมาสืบต่ออีก และก็จะต้องมีโพธิสัตว์อื่นๆ มาช่วยกันอีก นี่เป็นสัจจะ เรื่องการเกิดการตาย การเวียนเกิดเวียนตาย นี้เป็นความตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ เชิญคุณประทัศติดตามและทำความเข้าใจรายละเอียดให้ดีๆ ทีนั้ก็จะขออธิบายตรงนี้อีกนิดหนึ่ง เพื่อจะไม่ยิดยาดยืนยาว สำหรับคุรประทัสก็คือ ถ้าพระอรหันต์มีรอบเดียว จบอรหันต์แล้วก็ไม่มีอีกแล้วต่อ ความรู้อรหันต์มีแค่เป็นอรหันต์ อรหันต์ที่จะสูงขึ้นไปอีก เป็นอรหันต์ที่มีภูมิธรรมสูงไปกว่านั้นอีก เอางี้อีกที อรหันต์คืออะไร? ก่อน เพราะฉะนั้น ความรู้พระพุทธเจ้าตีกรอบความจบกิจ กตํ กรณียํ นารํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ผู้ใดปฏิบัติธรรมจบกิจรอบที่เรียกได้ว่าเป็นอรหันต์ เช่น ปฏิบัติเจริญไปตามลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จบเมื่อเป็นอรหันต์แล้ว (อรหันต์ขั้นที่ 1) ผู้จบอรหันต์คนนี้ มีคุณธรรม ตนเองพ้นสุขพ้นทุกข์ พ้นแล้วสุขทุกข์ไม่มี เมื่อความสุขความทุกข์ไม่มีแล้วก็สบายแล้ว ความเป็นอรหันต์ขั้นนี้ 1. พ้นสุขพ้นทุกข์แล้ว 2. รู้จักความเกิดความดับ รู้จักการตายสูญ หรือจะตายเกิด เพราะฉะนั้นพระอรหันต์รู้จักตายสูญ ได้ ตายลงในชาตินั้นจะไม่เกิดอีก ตายแล้วจะสูญได้ ความเข้าใจของคุณว่าพระอรหันต์ตายแล้วต้องสูญ ก็ตรงนี้แหละ พระอรหันต์สูญได้ แต่พระอรหันต์ก็จะเกิดอีกได้ นี่คุณไม่รู้ คุณไม่เข้าใจ ถ้าคุณเข้าใจว่าอรหันต์ทุกองค์จบอรหันต์แล้วต้องตายสูญหมด ก็มีแต่อรหันต์ที่เป็นอรหันต์ แต่ (จะไม่มี) อรหันต์ที่เป็นอรหันต์อนุโพธิสัตว์ อรหันต์ที่จะเป็นอนิยตโพธิสัตว์ อรหันต์ที่จะเป็นมหาโพธิสัตว์ เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถามอีกทีที อรหันต์ทุกองค์มีความรู้เท่ากันกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไหมคุณว่า ...ไม่มีทางเป็นไปได้ ผู้จบอรหันต์ ซึ่งมีอรหันต์สาวกเยอะแยะ ผู้จบอรหันต์แล้ว สามารถที่จะตายสูญ เพราะจบอรหันต์ตายสูญได้หรือจะตายเกิดอีกก็ได้ หมดสุขหมดทุกข์ หมดกิเลส แต่อรหันต์นี่ เมื่อทุกองค์ตายสูญหมดแล้ว ผู้ที่จะเป็นอรหันต์ต่อ ต่อๆมา จนสูงมา จนสูงที่สุดเป็น อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีได้อย่างไร ก็มีอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียวในโลกและก็จบสิ้นกุดเลย ไม่มีอรหันต์อีกแล้ว หรือ อรหันต์ คุณธรรมของอรหันต์ขั้นแรก อรหันตสาวกธรรมดาก็เท่ากันกับอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ แล้วคุณว่าอรหันตสาวกธรรมดาเท่ากันไหม อรหันต์เท่ากันที่สามารถทำตายทำเกิดสูญได้เท่ากันและหมดทุกข์เท่ากัน แต่ความรู้ ความรู้เรื่องโลก ความรู้เรื่องอัตตา ความรู้เรื่องคนต่างๆที่มีกรรมมีวิบาก มีอะไรต่ออะไรอีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่ มันเท่ากันที่ไหนล่ะคุณ อย่างอาตมามีความรู้โพธิสัตว์ระดับ 7 หรืออรหันต์ระดับ 4 อรหันต์ของพระพุทธเจ้ามี 6 ระดับ 1.อรหันต์ 2.อนุโพธิสัตว์ 3.อนิยตโพธิสัตว์ 4.นิยตโพธิสัตว์ 5.มหาโพธิสัตว์ 6.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระดับ 1 อรหันต์ธรรมดาขั้นที่ 1 อรหัต์ระดับ 2 บำเพ็ญโพธิสัตว์ต่อเป็นอนุโพธิสัตว์ อรหันต์ระดับที่ 3 อนิยตโพธิสัตว์ อรหันต์ระดับที่ 4 นิยตโพธิสัตว์ อาตมาเป็นอรหันต์ระดับ 4 นิยตโพธิสัตว์ และกำลังบำเพ็ญจะเป็นมหาโพธิสัตว์ อรหันต์ระดับ 5 ให้ได้ เมื่อผ่านอรหันต์ระดับที่ 5 ไปได้ ก็จึงจะขึ้นเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ระดับที่ 6 แล้วไม่มีสูงกว่านี้อีกแล้ว ท่านก็ต้อง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไป จบศาสนาของท่านเสร็จ _สู่แดนธรรม... เค้าความเดิมที่เขาเชื่อเช่นนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งครับ ว่า พระโพธิสัตว์จะเป็นพระอริยะไม่ได้ คือ เวลาจะเป็นพระพุทธเจ้านี้ จะไม่มีความรู้ธรรมะทั้งหลายทั้งปวง จะไม่มีรู้เป็นลำดับขั้นตอนเลย คอยไปรู้ตอนที่สุดยอด อุปมาเหมือนพ่อท่านเคยว่า เหมือนเขื่อนแตก ก่อนเขื่อนจะแตกต้องอั้นเอาไว้ก่อน แล้วก็ระเบิดปึ๊ง! เดียว จะรู้ได้หมดทั้งจักรวาลเลย แต่อรหันต์ในระดับ 1, 2, 3, 4 ไม่มีทางบำเพ็ญ พ่อครูว่า... จากฆราวาสเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ได้ เป็นฆราวาสพอจะบรรลุ ก็ระเบิดปึ๊ง! เดียวเป็นอรหันต์ เป็นอรหันตสมาสัมพุทธเจ้าเลย นั้นแหละเป็นความเข้าใจผิด เดาเอา ที่เดาเอาเพราะเขาไม่รู้จะอธิายอย่างไร คนที่เข้าใจแล้วจะเห็นได้ว่า พวกนั้นไม่มีความรู้เรื่องในศาสนาพุทธเลย ความเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า คุณไม่เข้าใจเลย แม้แต่ ระดับโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ คุณก็จะเข้าใจไม่ได้ คุณไม่เข้าใจลำดับของธรรมะที่มีขั้นมีตอน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไปตามลำดับ แต่คุณเข้าใจไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นคนไม่มีลำดับ มีต่ำ-กลาง-สูง นี่แค่ 3 ระดับนะ ยังมีอีกไม่รู้กี่ขั้น ที่แบ่งระดับหมุนรอบเชิงซ้อนอีกไม่รู้กี่ขั้นต่อกี่ขั้นมากมาย คุณก็ไม่มีทางจะเข้าใจได้ เพราะคุณไเอาซื่อๆ ซื่อๆ แม้แค่ระดับธรรมดา 1 2 3 ต้นกลางปลาย แค่นี้คุณก็เข้าใจไม่ได้แล้วว่ามันต่างกัน คุณไปเอาเท่ากันหมดเลย ต้นกลางสูงก็เท่ากันหมด มันก็อั้นตู้เท่านั้นเอง _สู่แดนธรรม... บางทีเขาอาจจะถามหาหลักฐานนะครับพ่อท่าน ว่าไหนละ เอาหลักฐานมายืนยันสิ อันนี้ผมขออภิปรายแป๊บหนึ่งครับพ่อท่าน จริงๆ แล้ว เรื่องธรรมะแนวละเอียดลออขั้นนี้ พระพุทธเจ้าท่านจะไม่ตรัสเป็นตัวตนบุคคลเราเขา แต่ผมเห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นแต่เพียงสภาวธรรมนะครับ ในมูลสูตร ข้อที่ 8 ก็คือวิมุติ คือสภาวะอรหันต์แล้ว ส่วนข้อที่ 9 นี้แหละคือหลักฐานยืนยันว่าอมตะบุคคล อรหันต์ผู้นี้มี สอุปาทิเสสนิพพาน ท่านย่อมเป็นพระโพธิสัตว์ไปอีกกี่ชาติก็ได้ เพราะท่านยังไม่ทำข้อที่ 10 ปรินิพพานเป็นปริโยสาน นิมนต์พ่อท่านขยายความข้อ 8, 9, 10 ของมูลสูตร (พตปฎ. เล่ม ๒๔ "มูลสูตร" ข้อ ๕๘) พ่อครูว่า... โอ้โห! จะให้พูดถึงขนาดนั้นเลยรึ ไม่ได้กะจะพูดถึงขนาดนั้น ก็เอา แถม ให้คนฟังได้มีความรู้ก็แล้วกัน ว่า ถ้าเข้าใจอย่างคุณประทัดว่านี้ ทุกอย่างถูกตัดหั่นแหลกเลย ศาสนาพระพุทธเจ้าสั้นกุดแหลกราญเสื่อมเสียหายหมด เพราะฉะนั้นอย่างที่คุณสู่แดนธรรมพูดนำไปเมื่อครู่ เรื่อง มูลสูตร 10 ข้อ 9 เป็นผู้อมตะ จริง ๆ แล้วอรหันต์ถือว่าเป็นอมตะบุคคลแล้ว คืออมตะ แปลว่า จะเกิดจะตาย ก็รู้ความเกิดความตาย เป็นผู้ไม่เกิดไม่ตาย หรือเป็นผู้ที่จะทำการเกิดการตายได้เอง ทำการเกิดการตายได้เอง หมายความว่า จะตายโดยที่เรียกว่าไม่เกิดอีก สลายตัวเอง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุจิตตัวเองเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเลย ไม่ต้องเกิดอีก ได้ พอเป็นอมตบุคคล ทำปริโยสาน อันที่ 10 ตายอย่าง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็จบในอัตภาพนั้น หรือจะอรหันต์ชนิดไหนก็ตาม ชนิดเบื้องต้นง่ายๆที่ 1 หรือพระพุทธเจ้าก็ตาม ถ้าปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้ว หมด แล้วพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ปรินิพพานเป็นปริโยสานเลย ทุกพระองค์ หมด ส่วนอรหันต์นั้น องค์ใดจะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็มีสิทธิ์ทำเองได้เลย หรือไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ตายสูญ ตายแล้วยังเกิดอีก ตายแล้วท่านจะยังเกิดอีก มาบำเพ็ญต่อ ทำประโยชน์ต่อ สืบสานสืบทอดพระศาสนาต่อ อะไรอย่างนี้เป็นต้น อย่างอาตมานี่ต้องรู้เพราะอาตมาทำอยู่ เป็นเอง รับผิดชอบเรื่องนี้ จึงเอาเรื่องนี้มาพูดได้ละเอียดละออ ไม่ใช่เดา เดาพูดไม่ได้ขนาดนี้ _สู่แดนธรรม... ถ้าจะมีคนถามในตอนนี้นะครับพ่อท่าน เขาจะถามในเชิงว่า อ้าว ก็ในเมื่อพระอรหันต์ดับอวิชชา ดับความเกิดแล้ว จะเอาอะไรมาเกิดเล่า พ่อครูว่า... เอา ก็เอาชีวะ เอาความเป็นชีวะมาเกิด ธาตุชีวะ หรือธาตุวิญญาณ หรือธาตุรู้ เป็นธาตุรู้ที่สะอาดแล้วเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เอาธาตุรู้ที่สะอาดนั้นเกิด เกิด ๆ และธาตุรู้ที่สะอาดแล้วจะรู้อะไรอีก ก็รู้โลก รู้บุคคล รู้พฤติกรรมของมนุษยชาติ รู้สัตว์โลก รู้อะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะนั้นไง แล้วก็จะช่วยที่สรุปด้วยว่า รื้อขนสัตว์ โพธิสัตว์คือผู้รื้อขนสัตว์ ช่วยสัตว์อื่นๆต่อไปอีกไง พูดได้ละเอียดละออ ฟังได้ก็ดีเหมือนกัน แต่มันจะมากเกิน จะยืดยาด เดี๋ยว(เนื้อหา)จะอยู่ที่คุณประทัดนี้คนเดียว คุณประทัดนี้เรียกว่ามีโชคมากเลยนะ ได้รับก่อนเพื่อนเลย ทั้งๆที่อยู่ในระดับเกือบปลาย ของ SMS หน้าที่ 3
SMS วันที่ 12 - 14 มกราคม 2567
ทำดีอะไรอย่าไปเรียกร้องเป็นอัตตาตัวกูของกู _ ผ่องใส... กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงค่ะ ขอโอกาสกราบขอสัมมาทิฏฐิจากพ่อครูค่ะ ปัญหามีอยู่ว่าดิฉันมีความทุกข์ใจที่ไม่สามารถล้างความคิดเหล่านี้ออกไปได้ คือว่าดิฉันทำงานร่วมกับเพื่อนๆ แล้วมีบางครั้งดิฉันเกิดความรู้สึกน้อยใจเพื่อน มองว่าเพื่อนไม่ค่อยเห็นความสำคัญ จนบางทีดิฉันมีความรู้สึก ว่าดิฉันไร้ประโยชน์ ไร้ค่า มีอาการของคนที่มีความรู้สึกเรียกร้องสูง ทั้งที่โดยรูปนอกดิฉันก็มีความสมบูรณ์ ครบพร้อมทุกอย่าง 🙇🏻 กราบขอบพระคุณพ่อครูที่เมตตาตอบปัญหาของดิฉันค่ะ พ่อครูว่า... ดีที่รู้ตัวเองว่าตัวเองเกิดความรู้สึกน้อยใจ ที่ว่าเพื่อนไม่ค่อยเห็นความสำคัญ นี่แหละตรงนี้ คือไม่เห็นความสำคัญของคุณ พูดให้ชัดเลยว่าไม่เห็นความสำคัญของตัวข้าเลย เอาให้หนักก็คือไม่เห็นความสำคัญในตัวกู มันเกิดตัวกูของกูขึ้นมาแล้ว อันนี้ตัวเองเข้าใจดีตลอด จากคุณพูดของคุณนี้ มีความรู้สึกเรียกร้องสูง เห็นไหมคุณเข้าใจตัวเองได้ตลอดมาทีเดียว ดีจังเลย เรียกว่า เต๊ะท่าข้างนอกครบพร้อมทุกอย่าง แต่ในใจตัวเอง อ่านใจตัวเองมีอาการไม่ค่อยจะบริบูรณ์ คุณรู้ของคุณทุกอย่างอย่างนี้ดีแล้ว มันเป็นความบกพร่อง คุณก็เข้าใจในความบกพร่อง น้อยใจนี่มันบกพร่องใช่ไหม คุณก็รู้ว่าคุณไร้ประโยชน์หรือมีประโยชน์ ไร้ค่าหรือมีค่า ที่ว่ามีอาการของการเรียกร้องสูง คุณก็รู้ว่าคุณเรียกร้องสูง ก็อย่าไปเรียกร้องสิ พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าไม่มีตัวตน ทำอะไรอย่าไปเรียกร้องเอาอะไรมาให้ตัวเรา เราจะมีคุณค่า เราจะทำงานเก่ง เราจะมีประโยชน์อะไรแค่ไหน เราก็ให้แก่ใคร ๆ ไป พระพุทธเจ้าสอนไว้จบแล้ว ไม่ต้องมีสาเปกโข ไม่ต้องมีอะไรที่จะคิดต่อว่า ให้ตนต่อ ว่าจะต้องมีอยากได้ อยากมี อยากเป็นอะไรให้แก่ตัวเอง นี่พูดตัดจบ เพราะฉะนั้นถ้าคุณยังคิดว่ายังจะต้องมีอีก สาเปกโข ก็มีแล้วหวังจะมีอะไรต่อ ยังไม่พอ อาการหนักไปถึง ปฏิพัทจิตโต ตั้งกองจิตผูกพันว่าจะต้องได้อีก มีอีก มีอีก หนักเข้าตั้งเป็น กองสะสม กองทุน กองคลัง สันนิธิเปกโข ต่อไปอีก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในทานสูตร ( พตปฎ. ล.23 ข.49) มันก็ยิ่งใหญ่เลย ยังไม่พอ เป็นตัวดูของกู ไปเกิดชาตินี้ชาติหน้า ชาตินี้ชาติหน้าจะมีกินมีใช้ของตัวเองไม่รู้จักจบ คุณก็ไม่มีทางจะสิ้นกิเลส ตัวกูของกู อัตตาของคุณจะต่อไปอีกไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ แล้วจะไปกินไปอยู่ในสิ่งที่เป็นของคุณมีนี่แหละ มันก็ซวยเลย ไม่มีทางที่จะสิ้นกิเลส ไม่มีทางจบสุดได้เลย มันก็มีแต่อัตตาตัวตน ตัวกูของกู ไปยาวไม่รู้จักจบเลยนะ _สู่แดนธรรม... ถ้าอย่างนั้น ให้ลองมาดูประทับใจในชีวิตของชาวบ้านราช ที่เขาบำเพ็ญการเสียหน้า เสียประโยชน์ตน พ่อครูว่า… ใช่ เสียหน้า ให้ประโยชน์ใครไปแล้ว ก็ไม่มีปัญหาใครจะลบหลู่ ใครจะว่า ก็ไม่ว่าอะไร ศึกษาดีๆ ค่อยๆ ไป
( พตปฎ. ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา (ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส))
เริ่มต้นศึกษาสังโยชน์ 3 จนอ่านสภาวธรรมให้เป็น _กระบี่พุทธ . ผมมีคำถามคือ ตามพระไตรปิฎกบอกว่า พระโสดาบันเกิดอีก 7 ชาติจะได้เป็นพระอรหันต์ แต่พ่อครูอธิบายว่า เกิดตัวนี้คือการเกิดแบบโอปปาติกะโยนิ 7 รอบ ผมอยากทราบว่า 7 รอบที่ว่านี้มีอะไรบ้าง ขึ้นเป็นโสดาบันนี่ก็นับเกิดเป็นรอบที่ 1 แล้วใช่ไหมครับ อาริยะบุคคลเหลืออีก 2 ระดับ ก็จะเป็นอรหันต์แล้ว จะแบ่งการเกิดในแต่ละระดับยังไงครับ ทำอย่างไรจะเกิดอีก 7 รอบ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้จบรอบไหนแล้ว มีอะไรเป็นสัญญาณบอกไหมครับ พ่อครูว่า… แหม อาตมาก็สงสารกระบี่พุทธนะ แสดงว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย อ่านสภาวธรรมอะไรไม่ออกเลยในความเป็นคุณธรรม เป็นคุณธรรมที่เป็นอาริยะคุณ แม้ระดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไม่เข้าใจ ไม่รู้ ก็ เอ๊.. จะทำอย่างไง ก็เห็นใจนะ กระบี่พุทธ ก็คือคนพวกเรานี่แหละ ลูกหลานจบอยู่ในอโศกแท้ แต่ก็ไปสนใจในเรื่องข้างนอก ไปสนใจในเรื่องงาน เรื่องเงินจนไปเป็นหนี้เป็น 10 ล้าน ได้ข่าวได้คราวเช่นนั้น ซึ่งมันหนักหนาสาหัสเสียเวลากับเรื่องพวกโน้น มาสนใจทางนี้ดีกว่า ไม่อย่างนั้นก็จะจมอยู่กับทุกข์อย่างนั้นอีก ไม่รู้แล้ว อย่าไปยินดีกับมันเลยโลกียะพวกนี้มันหลอกเรา เมื่อได้เข้ามาในนี้แล้วเอาตัวเองเข้ามาทางนี้เถอะ อาตมาไม่รู้จะอธิบายยังไงเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง เพราะพูดคำว่า รอบ คำว่า ชาติ เกิด รอบๆ สภาวะ ถ้าจะบอกว่าสภาวะโสดา นี้คือ พ้น สังโยชน์ 3 1. พ้น สักกายทิฏฐิ แน่นอนกระบี่พุทธก็ยังไม่เข้าใจแน่ 2. พ้น วิจิกิจฉา 3. พ้น สีลัพพตปรามาส เมื่อพ้นสักกายทิฏฐิไม่ได้ พ้นอย่างไม่วิจิกิจฉาในสักกาย ในสักกะ ในกายะ และคุณยังจะต้องพ้นศีลพรตหรือข้อปฏิบัติประพฤติ ต้องสัมมาทิฏฐิในศีลพรตด้วย คุณถึงจะสามารถปฏิบัติธรรมไปได้ นี้ 3 ข้อแรกของ โสดาบัน เพราะฉะนั้นเมื่อไม่สามารถมี 3 ข้อนี้ในบุคคลใดก็ตาม ไม่พ้นสังโยชน์ 3 ข้อนี้ ปิดประตูที่จะบรรลุธรรมพระพุทธเจ้าเลย ตั้งแต่ ไม่เข้าใจ กาย กายะ ไม่เข้าใจตัวตน สักกะ ไม่เข้าใจตัวเอง ไปเข้าใจแต่อันอื่น ไปเข้าใจแต่บัญญัติ ไปเข้าใจแต่ความรู้ข้างนอกต่างๆนานา โดยเฉพาะคนไปเข้าใจความรู้ข้างนอกนี่แหละ น่าสงสารสุดๆ อาตมาเคยพูดแล้ว ผู้มีความรู้ทางศาสนาพุทธเป็นปราชญ์เอก เป็นผู้ที่รอบรู้ทั้งหมด แต่ไม่เข้าถึงสักกาย ก็เลยไปหลงอยู่กับความรู้ข้างนอกที่เป็น โอฬาริกอัตตา เป็นอัตตาตัวใหญ่ จริงๆแล้วอาตมาเคยอธิบายซ้อนให้ฟังแล้วว่า เป็นอัตตา ทั้งๆที่ตัวเองนั่น ยังเข้าไม่ถึงอัตตา ได้แต่วาทะ ได้แต่ความรู้ บัญญัติ ภาษา วาทะ คำพูด เท่านั้น มากเลยนะ เป็น ปทปรมบุคคล เพราะฉะนั้นในชาตินั้นๆของผู้นี้ ไม่บรรลุธรรม แม้แต่สัมมาทิฏฐิข้อสักกายทิฏฐิ คำว่าสักกายะ สัก ที่จะต้องเข้ากับจิตเจตสิกรูปของตัวเอง แล้วต้องปฏิบัติจัดการกับจิตเจตสิกของตนเอง ไม่ได้เข้ามาเลย เพราะแยกกาย แยกสภาพ 2 ภายนอก ภายใน ก็ไม่ออก เข้าใจว่า กาย ยังไม่สัมมาทิฏฐิ เช่นเข้าใจว่า กาย มีแต่สภาพภายนอกอย่างเดียว หรือกายคือสภาพหนึ่งเดียว ที่จริง กายต้องมีสภาพ 2 เสมอ มีหนึ่งเดียวไม่ได้นะ และต้องมีรูปกับนามด้วย อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งลึกซึ้งมากอันนี้นะ ถ้าเข้าใจอันนี้ไม่ถูก ปฏิบัติธรรมไปไม่ออก ไม่มีการเจริญต่อไปเลย เอาละ ก็ขอ ก็น่าเห็นใจ ตั้งใจศึกษาตามลำดับ เข้ามาข้างในนี้ อย่าไปเที่ยวตะลอนๆ ไปวุ่นวายกับข้างนอกมาก ถ้าตั้งใจอยากจะบรรลุธรรม ถ้าไม่อยากบรรลุธรรมก็แล้วไป ก็ขอบอกไปแค่นี้ก็แล้วกัน _สู่แดนธรรม... พ่อท่านครับ ผมก็เห็นสังเกตอยู่เรื่อยๆ นะครับว่า คุณกระบี่พุทธ ตอนนี้เขาก็พยายามสนใจศึกษาธรรมะ แล้วก็ชอบคิด ชอบวินิจฉัยธรรมะอยู่เรื่อยๆ เห็นมานานแล้วละครับ แสดงว่าเขาก็อยากจะเจริญ อยากพ้นทุกข์ในเรื่องนี้จริงๆ พ่อครูว่า... ก็ดี ก็มีเยอะน่าสงสารแบบนี้ ถึงขั้นเป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธ ที่พูดผ่านไปเมื่อกี้นี้ ไม่เข้าถึงจิตเจตสิก ความหมายของการเข้าถึงจิตเจตสิก ต้องผ่านพ้นสักกายทิฏฐินะ ถ้าไม่ผ่านพ้นสักกาทิฏฐิ ไม่เข้าถึงจิต-เจตสิก-รูป โดยเฉพาะการรู้จิตแล้วแยกเจตสิกต่างๆ อย่างน้อยแยกเจตสิก “เคหสิตเวทนา 18” กับ “เนกขัมสิตเวทนา 18” แยกกัน แตกต่างกันนะ ต้องเข้าใจเจตสิก 18 พวกนี้อย่างถูกสภาวะ สัมผัส มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ฯ เมื่อใด ก็อ่านออก จับได้ แล้วเอามาแยก แล้วทำให้เกิดเนกขัมมะ ทำเกิดปฏิบัติธรรม ต้องจัดการรู้ แยกเวทนาในเวทนา เวทนาในเวทนา ที่เคยใช้ภาษาง่ายๆว่า เวทนาแท้กับเวทนาเก๊ เวทนาเก๊ก็คือมีกิเลสผสมแล้วปรุงแต่งผลเป็นเวทนานั้น เป็นสุขก็ดีเป็นทุกข์ก็ดี เก๊ทั้งนั้น อย่างนี้เป็นต้น ต้องแยก ต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ให้ออก อุเทสหรือคำอธิบายที่อาตมาอธิบายอยู่นี้ อธิบายไปตลอด แล้วไปเรียนรู้อาการ ลิงค นิมิต อาการของเวทนาหรือนิมิตของเวทนา มันมีอาการต่างกัน มีความต่างกัน เวทนา 2 ต่างกัน เวทนาในเวทนา เป็นต้น กายกับเวทนาก็ต่างกัน เวทนากับจิตก็ต่างกัน อันหนึ่งเป็นเจตสิก อันหนึ่งเป็นจิต อะไรอย่างนี้เป็นต้น ต้องพยายามอ่านสภาวธรรมให้ได้ให้ออก ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะวนอยู่อย่างนั้นแหละ ต้องมาเริ่มต้นตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 ง่ายๆกระทบกับสัตว์แล้วเกิดกาม เกิดโกรธ อย่างนี้เป็นต้น ต้องไล่ไปตั้งแต่ตื้นๆหยาบๆ อย่าไปนึกว่าตัวเองเก่ง ตัวเองสูง ให้เข้าใจว่า ตัวเองต้องเริ่มต้นจากหยาบๆ ไปก่อน แล้วหยาบๆ จะเป็นฐานให้คุณตลอด แล้วคุณจะรู้ว่าเราพ้นหยาบแล้ว พ้นหยาบแล้ว สูงขึ้นอีกแล้ว หยาบนี้พ้นแล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive