สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การคัดค้านมีนานาสังวาสเป็นที่สุดแห่งการตัดสิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การคัดค้านมีนานาสังวาสเป็นที่สุดแห่งการตัดสิน ที่เขายอมให้อาตมาพูดบรรยายเผยแพร่ไปตามโทรทัศน์อย่างอิสระเสรี ไม่ถูกประท้วง ไม่ถูกใครทางผู้บริหารตำรวจอะไรมาคอยสังเกตการณ์ ปล่อยให้ทำได้อิสระเสรีขนาดนี้ ก็ถือว่าทำสำเร็จแล้วสำหรับอาตมาจบ อาตมาจะทำหน้าที่นี้ไปจนตาย แสดงว่าเขาเข้าใจแล้วว่าศาสนาพุทธเป็นอย่างนี้ แม้มันจะมีศาสนากระแสหลัก ที่ไม่เป็นอย่างอโศกเป็น เขาก็เข้าใจแล้วว่า ศาสนาพุทธมันน่าจะมี 2 อย่าง อย่างหนึ่งอย่างโพธิรักษ์พาทำ อีกอย่างหนึ่งอย่างกระแสหลักพาทำ ก็ปล่อยให้ต่างคนต่างทำไป เป็นนานาสังวาส มันพุทธเหมือนกันแต่มีความเห็นต่าง นานาสังวาสเป็นที่สุดแห่งการตัดสินแล้วก็จบ ว่ามนุษย์มันจะต้องมี 2 อย่าง อย่างหนึ่งคือ อีกอย่างหนึ่งก็คืออีกอย่างหนึ่ง ส่วนใครจะเห็นว่าอย่างไรถูก อย่างไรผิด เป็นอิสระเสรีภาพของคน ใครฟังธรรมะแล้วว่าอย่างนี้เป็นธรรมวาที ใครเห็นว่านี่เป็นอธรรมวาที เขาก็ไม่เอา เป็นอิสระเสรีภาพ แล้วก็จบไม่ต้องตีกันไม่ต้องเถียงกัน แต่มีสิทธิ์ที่จะปฏิกโกสนา ปฏิกโกสนาแปลว่าด่าที่ผิดๆได้ แต่ต้องมีศิลปะในการด่า ด่าแล้วเขาสวนตอบคุณก็รับเอง ด่าแล้วเขาไม่สวนตอบก็ประสพผลดี อาตมาก็แปล กล่าวคัดค้านอย่างจังว่าด่า อย่างจังๆแรงๆด้วย ตำหนิอย่างแรงเรียกว่าด่า คุณทำทำไม มันผิด ทำสมาธิหลับตาทำไม มันผิด ด่าเช้าเย็น กลางวัน กลางคืน มองลึกๆแล้ว ทำไมจะต้องมาพูดมาเสียเวลาตำหนิสิ่งผิด ก็ปล่อยให้เขาผิดไปสิ วุ่นทำไม เขาจะทำผิดก็ปล่อยเขา อาตมาว่า ถ้าคนมีความรู้สึกอย่างนี้ความคิดอย่างนี้ อาตมาว่า คุณไปตายเถอะไป คุณไม่มีเมตตากรุณา ไม่มีความเห็นแก่ความเป็นคนของใครๆเขาเลย เห็นคนที่ผิดคนตกต่ำ คนเสื่อมอยู่ทนโท่ ด้วยความจริงใจ แล้วคุณก็ไม่มีน้ำใจไปช่วยเขาแม้จะบอกกล่า
อ่านต่อ
ว เตือนให้เขารู้ตัว หรือพูดแรงๆ ให้เขารู้ตัวจะได้รู้ว่าผิด อย่างน้อยแม้เขาจะฟังแล้ว เขารู้ว่าเขาผิด แต่เขาก็ยอมรับโดยดุษฎี ไม่โต้ตอบ นั่นคือผลสำเร็จของการด่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในนานาสังวาส พระวินัยว่า สามารถ ปฏิกโกสนาได้ การแสดงการคัดค้านเห็นแย้งมันมีนัยว่า ทิฏฐาวิกัมม์ = เป็นการแสดงความเห็น แค่เห็นแย้งหรือชี้แจงความเห็นส่วนตัว แต่ไม่ได้คัดค้านหักหาญกันเต็มที่ ปฏิกโกสนา = การกล่าวคัดค้านจังๆ ไม่เห็นด้วย กล่าวด้วยเหตุผลข่มขี่ที่มีน้ำหนักมากกว่า เท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้น อักโกสะ = การด่า, การติเตียนด่าว่า ขอบเขตของการกล่าวคัดค้านและเห็นแย้งได้เต็มที่นั้น จะไม่ก้าวล่วงไปเอาผิดกันทางอธิกรณ์ หรือไม่ข้ามเขตไปลงโทษกัน จนกลายเป็น อุกโกฏนา = การที่ไม่เป็นธรรม, ไม่สามารถยุติธรรมได้ นานาสังวาสห้ามทำถึงอธิกรณ์ คือฟ้องร้องเป็นคดีความ เป็นอุกโกฏนาไป สูงสุดก็คือห้ามฟ้องร้องกัน อาตมาไม่เคยคิดไปฟ้องร้องใคร ขอด่าอย่างเดียว ไม่ฟ้องไม่ร้องไม่ขึ้นศาล มีหน้าที่ด่าฟรี ให้อิสระเสรีภาพในการตัดสิน ขัดแย้งกล่าวโทษกล่าวผิด แล้วก็จบไปในอากาศนั้นไม่หาเรื่องไปมากกว่านี้ จะไปหาเรื่องจนยืนยันว่า ต้องมีผู้ตัดสินว่าคุณถูกฉันผิด หรือว่า คุณจะต้องไปเข้าคุกรับโทษอะไร ไม่ทำ ให้อิสระเสรีภาพ พูดให้ฟังแล้วจะไม่ฟังก็ไม่เป็นไร จะเห็นดีด้วยหรือไม่เห็นดีด้วยก็แล้วแต่ มันมีเขตตัด ว่าทำแค่ไหน อาตมาว่า อาตมาเข้าใจอันนี้แล้วก็ทำอยู่ ทำอยู่แต่ก่อนนี้อาตมาเริ่มมาทำแต่แรก เขาก็ท้วง จนกระทั่งเขามาอุกโกฏนา ฟ้องร้อง ให้มีคนตัดสินอาตมา ซึ่งคนตัดสินเป็นฆราวาสไม่ใช่นักบวช เขาก็โมเมว่าให้ผิด อาตมาก็ยอมรับคำตัดสิน แต่ไปเอาฆราวาสมาตัดสินภิกษุ มันอย่างไร นี่คือความไม่เข้าร่องเข้ารอยของโลก แต่ทางธรรมะไม่กล้าตัดสินอาตมา เขาตัดสินเหมือนกัน แต่ตัดสินลับหลังอาตมา เขาตัดสินว่าผิด เขาก็เลยรวมหัวกัน ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย มุบมิบ ทำปกาสนียกรรมเลย แล้วก็บอกว่า ไล่ออกจากศาสนาเลย บอกว่าไม่ถูกต้องอย่างนี้ การเข้าไปรวมกันเพื่อจะตัดสินความ เอาภิกษุต่างนิกาย มหานิกายกับธรรมยุตไปรวมกันมันก็ผิดแล้ว ทำไม่ได้ ผิด คณปูรกะ พระภิกษุนอกนิกายมารวมตัวกันแม้แต่องค์เดียวก็ไม่ได้ เป็นโมฆะ ไม่ว่าจะคณะไหน เอาคณะของอโศกไปร่วมด้วยแม้คนเดียวก็ไม่ได้ ผิดคณปูรกะ ตัดสินกันไม่ได้ มันจบกันที่นานาสังวาสแล้ว ศีลไม่เสมอกัน การประพฤติปฏิบัติไม่เหมือนกัน การอธิบายหัวข้อธรรมต่างๆก็ขัดแย้งกัน นี่คือหลักใหญ่ของนานาสังวาส 3 อย่าง จบคืออย่างไร ก็ต่างคนต่างทำ เพราะมันยึดถือความเห็นความรู้กันคนละอย่างแล้ว มันต่างกัน นานา เป็นพุทธเหมือนกัน สังวาสเดียวกันแต่มันต่าง การทำให้สงฆ์แตกกันเป็นสังฆเภท แยกนิกายนั้นเป็นอนันตริยกรรม เราไม่ได้ทำสังฆเภทไม่ได้แยกนิกาย แต่เราทำแค่นานาสังวาส ถ้าพระจากเถรสมาคมไม่ว่าจะเป็นธรรมยุตหรือมหานิกายจะมาศึกษาของอโศกก็ได้ แต่ถ้าจะทำสังฆกรรมคือกิจของสงฆ์ ผู้ที่เป็นนานาสังวาสร่วมไม่ได้ แต่ถ้าร่วมศึกษา นั่งฉันร่วมกันไม่เป็นอะไร แม้ที่สุดถึงขนาดว่า ปาฏิโมกข์อันเดียวกัน ใช้ธรรมบทเดียวกันในปาฏิโมกข์ของพระพุทธเจ้าพระวินัยพระพุทธเจ้าอันเดียวกันเลย เราก็ยังให้ฟังปาฏิโมกข์เดียวกันได้ ถ้าคุณผิดก็ปลงอาบัติ ผิดอันนี้อันเดียวกันก็ปลงอาบัติ ถ้าจะปลงอาบัติกับพวกเรา แต่ถ้าคุณไปอยู่กับหมู่โน้น ก็ไปปลงอาบัติกับหมู่โน้น ก็ครบ แต่ถ้าทางโน้นไม่ปลงก็เป็นพระอปกตัตตะ พระไม่บริสุทธิ์อยู่ร่วมกัน เขาจะปลงหรือไม่ปลงก็ไม่เป็นไรก็เหมือนปลาเน่าอยู่ด้วยกันแล้ว คุณมาอยู่กับเรา จะมาร่วมฟังปาฏิโมกข์ก็ได้ แต่ถ้ามีเงินอยู่ต้องสละออก ต้องปลงอาบัติ ไม่อย่างนั้นเป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ในปัจจุบันนั้นก็เข้าสังฆกรรมด้วยได้ ก็มีการอนุโลม ไม่ได้ไปซีเรียส
610128_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ได้โปรดหยุดสวดแบบร้องเพลงกันเสียทีนะชาวพุทธ