สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน โทษ 5 ข้อของการสวดพระธรรมด้วยทำนอง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พิธีกรรม) ตอน โทษ 5 ข้อของการสวดพระธรรมด้วยทำนอง พ่อครูว่า...ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีแต่การสวด อะไรนิดก็สวด สวดเป็นหมู่ วัฒนธรรมก็มีแต่การสวด นิมนต์พระไปสวดมนต์ที่บ้าน ไปสวดมนต์ตามที่ต่างๆ มีพิธีการอะไรต่างๆก็สวดมนต์ สวดๆๆ ศาสนาพุทธได้แต่สวดอย่างเดียวทุกวันนี้ ไม่มีอะไรอย่างอื่นเป็นโล้เป็นพายเลย ได้แต่สวด บางทีก็เป็นคำที่แต่งขึ้นมาใหม่เยอะ สวดให้เสียเวลาไป บางทีก็เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวด สวดไปก็ต้องอาบัติไป ไม่รู้ว่าตนเองต้องอาบัติทุกคำความ เอาพระธรรมบทมาสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปต่อหน้าอนุปสัมบันก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในพระวินัย ปาจิตตีย์มุสาวาทวรรคข้อที่ 4 เขาก็พยายามแปลอย่างเลี่ยงคำบาลี เพราะผู้แปลรู้สึกคงเข้าใจ ตามพระบาลี ดูเหมือนเขาแปลกันว่า กล่าวธรรมโดยบทต่อหน้าอนุปสัมบัน ถ้าว่าพร้อมกันต้องปาจิตตีย์ เนื้อแท้มันคือกล่าวธรรมโดยบท แต่เขาปรับไปเป็นสอนธรรม แท้จริงคือการกล่าวขึ้น เรียกว่า ภัญญะ การกล่าวถึง ทีนี้ การกล่าวนี้ มีภาษาบาลีว่า สรภัญญะ การกล่าวนี้ พระพุทธเจ้าให้คำนึงถึง สระ เช่น อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ มีเสียงสั้นยาว จะทำคำขึ้นมา คำว่าภัญญา เขาแปลว่า ความเป็นแห่งการกล่าว หรือย่อมออกเสียง พยายามแปลให้เป็นความหมายชัด ให้เกิดความเป็นอะไรขึ้นมา คือกล่าวให้เป็นเช่นนี้ ก็เลยแปลว่า ความเป็นแห่งการกล่าว ซึ่งชัดคม ถ้าใครเข้าใจภาษา การกล่าวนี้จะให้เป็นนะ คือ อะ ให้เป็นอะ อาให้เป็นอา อีให้เป็นอี อุให้เป็นอุ คือกล่าวให้ตรงกับสระที่มี ก็เลยแปลสรภัญญะว่า ให้ออกเสียงสวดมีเสียง นี่ก็เพี้ยนไปแล้วนะ คือให้มีเสียงนั้นถูก แต่ว่าคำว่ามี เสียง ให้ตรง สระ มันหายไป นี่เพี้ยนอีก ที่สั้นก็ให้สั้น ที่ยาวก็ให้ยาว คือตัด รัสสระทิ้งไปคือเสียงสั้นทิ้งไป เหลือแต่เ
อ่านต่อ
สียงยาว ก็เลยกลายเป็น นาาาาาา…โม…… ของพวกเราว่าจะสร้าง คอนโนมิเนี่ยมที่เป็นรูปร่างแท่งหินก้อนเดียว (โมโนลิท) เรียกภาษาไทยว่า ภูคอนโด ได้แต่คิด แต่ไม่มีปัญญาสร้างเพราะว่าไม่มีเงิน ในบาลีมีคำว่า ธรรมบท แต่ก่อนมีในปาติโมกข์ว่า ผู้กล่าวธรรมโดยบทแก่อนุปสัมบันพร้อมกันตั้งแต่สองคนต้องปาจิตตีย์ แต่เดี๋ยวนี้เลี่ยงไปว่า สอนธรรมโดยบท ต้องปาจิตตีย์ เขาก็ว่าการสวดนี้ไม่ใช่การสอนนะ เขาก็เลยว่าสวดได้ พระที่สวดมนต์อยู่ทุกวันนี้ไม่ได้ปลงอาบัติตัวนี้เลย เพราะเขานึกว่าไม่อาบัติอะไร ก็เลยกลายพระที่สวดมนต์พร้อมกันสองรูปขึ้นไปต่อหน้าอนุปสัมบันคือประชาชนทั่วไป ก็ต้องอาบัติไป แต่ไม่ยอมปลงอาบัติไม่มารับโทษ มีชนักติดอย่างนั้นเป็นพระที่มีข้อหา ต้องอาบัติ นี่ทั้งหมดเลย ขออภัยที่พูดนี้เป็นวิชาการความรู้ไม่ได้ไปว่าอะไรหรอก ทำอย่างไรจะแก้ไขให้บริสุทธิ์สะอาด อาตมาก็พูดวิชาการความจริงให้ชัด อาตมาว่ามันเกินแก้แล้ว การแก้ด้วยการปลงอาบัติ คุณจะต้องไปแก้กับพระบริสุทธิ์ พระปกตัตตะ แล้วต่างคนต่างไม่มีพระองค์ไหนบริสุทธิ์เลยจะไปแก้กับใคร มันเป็นเรื่องที่พูดไปเหมือนไปว่า ไปแกล้ง แดกดันประชดประชัน แต่เป็นเรื่องของศาสนาที่จะต้องพูดต้องกล่าวกันให้รู้เรื่องให้ดี การสวด สรภัญญะ มันไม่ได้หมายความว่า การสวดที่มีทำนองยาวคล้ายกับเพลง คุณจะใช้คำว่าสวดเข้าไปนำหน้าก็ตาม ก็คือการกล่าว สรภัญญะคือการกล่าว ที่ท่านแปล ภัญญะแปลว่า ความเป็นแห่งการกล่าว เป็นอย่างไรก็คือให้ถูกสระ สวด ไม่ได้หมายความว่าร้องเพลง เป็นการกล่าวเท่านั้น แต่กล่าวให้ตรงกับสระ รัสสระก็คือสระสั้นก็กล่าวสั้น ส่วนสระยาวก็ไม่ใช่ลากเสียงยาว ก็กล่าวให้ยาวเท่าที่ควร คำว่าสรภัญญะ คือ สระ การกล่าวไม่ใช่การร้องขับ การกล่าวคือพูดคือบอกคำ ส่งเสียงคำออกมาเรียกว่าการกล่าว ไม่ใช่การร้องคำหรือการร้องเพลง การกล่าว หมายความว่าอะไร การกล่าวคือจะกล่าวจะพูดอะไรคำใด จะพูดอะไรคำใดก็ต้องเปล่งเสียงให้เป็นภาษาคน ให้รู้เรื่อง ตรงตาม รัสสระ หรือฑีฆสระ มีสระสั้นหรือยาวเท่านั้นไม่ใช่เสียงทำนอง หรือคำกล่าวให้ตรงตามภาษาหรือสระ สระสั้น อะ อิ อุ ก็ออกเสียงสั้น สระออกเสียงยาว เอ อี อู ก็กล่าวยาว เมื่อกล่าวก็ให้ตรง เช่น กะ กา กิ กี กุ กู อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ เป็นต้น แม้จะเป็นสระเสียงยาวก็ออกเสียงให้ถูกให้พอดีคำกล่าว ไม่ใช่ลากเสียงยาว กลายเป็นคำร้องทำนองเพลง แล้วยิ่งใส่ทำนองเลย เจตนาเลย พวกนี้อาบัติทั้งสิ้น มันไม่ใช่ความเป็นแห่งการกล่าว มันเป็นความเป็นแห่งการร้องการขับเพลง เป็นการใส่ทำนองซึ่งผิดไปจากการกล่าว มันเป็นความเป็นแห่งการร้องเพลง มันก็ลดค่าของคำสอนหรือพระธรรมของพระพุทธเจ้าลงเป็นแค่เพลง เอามาร้องกันสนุกๆ มาร้องเล่นๆ หรือมาร้องแลกอาหาร ร้องรับจ้างฟังแล้วน่าเกลียด แล้วเขาก็ทำกัน ศาสนาพุทธทุกวันนี้ แทบจะกล่าวได้ว่าเป็นศาสนาที่หลงเหลือเพียงศาสนาสวดมนต์หรือศาสนาร้องเพลงกันเท่านั้น ไม่ใช่การกล่าวธรรมอันใดเลย สังเวชใจไหม น่าสังเวชใจน่าสงสาร ไม่ว่าจะออกงานศาสนา งานพิธีการใดๆ ไปงานบ้านใด ก็ได้แต่สวดมนต์กันเท่านั้น ถ้าไม่สวดมนต์เลยนี่ สมณะชาวอโศกถูกนิมนต์ไปที่บ้านไม่สวดมนต์เลย เขาถือว่าไม่ได้อะไรเลยไม่ได้สวดให้เลย แต่สาธยายธรรมไม่ได้สวด เสร็จแล้วก็พากันกลับ เขาก็ว่าไม่มียะถาสัพพีเลยหรือ พวกเราแม้นี้ก็ไม่สวด เพราะไม่อยากให้หลงว่าต้องสวดให้พรกัน ยะถาสัพพีเป็นการให้พร แล้วยะถาสัพพีนี้เป็นบทที่บอกว่าถ้าเอาธรรมบทมาสวดพร้อมกันสองคนนี้อาบัติ ในโบราณาจารย์ทำถูกแล้วก็ติดมา คือยะถาบทต้นสวดคนเดียว แต่สัพพีติโยนี้สวดเป็นหมู่ แต่คนสวดเก่งๆจะลากเสียงยาว ใส่ทำนองด้วย ยะถา…..วารีวะหา……สวดกันเป็นวงคอรัสเลย การสวดพระธรรมคำสอนด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงคำ เหมือนศาสนาอื่นลัทธิอื่น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 20 ว่ามีโทษ 5 ประการ เรื่องสวดพระธรรมด้วยทำนอง [20] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ เหมือนพวกเราขับ ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สวดพระธรรม ด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ... จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลง ขับ มีโทษ 5 ประการนี้ คือ: 1. ตนยินดีในเสียงนั้น 2. คนอื่นก็ยินดีในเสียงนั้น 3. ชาวบ้านติเตียน 4. สมาธิของผู้พอใจการทำเสียงย่อมเสียไป 5. ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ 5 ประการนี้แล ของภิกษุผู้สวดพระธรรมด้วย ทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ พ่อครูว่า...จิตสมาธิของพุทธคือจิตที่ปราศจากกิเลสแล้ว จะไม่ใช่จิตที่แข็งทื่อ ไม่แววไว แต่จิตใจกลับจะยิ่งคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว เวทนาสัญญาสังขาร คล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว จิตวิญญาณคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียวเรียกว่า กายปาคุญญตา จึงทำงานได้ดีมากเรียกว่า กายกัมมัญญตา ทุกวันนี้ไปปฏิบัติสมาธิได้แต่สมถะ ได้แต่ความสงบที่จิตมันแข็งทื่อ ไม่ได้หมายความว่าการสงบนั้นคือกิเลสมันหยุดแล้ว กิเลสมันสงบแล้ว กิเลสมันเรียบร้อย กิเลสมันไปดี กิเลสมันไม่แสดงบทบาท กิเลสไม่แสดงตัวแล้ว กิเลสหายไป เลยมีแต่จิตวิญญาณที่ปราศจากความขัดแย้ง ปราศจากความวุ่นวาย ปราศจากตัวต้านทาน จิตนั้นก็เลยคล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว นั่นคือสมาธิ แข็งแรงเรียกว่าตั้งมั่น จิตเป็นแบบนี้แข็งแรงตั้งมั่นแสดงได้เต็มที่ เรียกว่าสมาธิ เดี๋ยวนี้เข้าใจคำว่าสมาธิก็ไม่ได้ ไปเข้าใจว่าเป็นสมถะ สมาธิเป็นเรื่องอุตตริมนุสสธรรม จิตที่เหนือสามัญธรรมดา ไม่ใช่จิตของปุถุชน จิตสมาธิไม่ใช่จิตปุถุชน สมาธิมีความหมาย 2 อย่าง สมาธิที่เข้าใจกันทั่วไปเป็นสมาธิแบบเดียรถีย์ ซึ่งพระพุทธเจ้าให้ทิ้งไปแล้ว แต่ทุกวันนี้ในศาสนาพุทธก็ไปเอาสมาธิที่พระพุทธเจ้าให้ทิ้งไปนี้มาเป็นสมาธิ ส่วนสมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะ อริโยสัมมาสมาธิ พระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 252 253 พระพุทธเจ้าก็จะตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายจงฟัง เราจะกล่าวสัมมาสมาธิของพระอริยะ สัมมาสมาธิของพระอริยะนั้นคืออะไรเป็นไฉน สัมมาสมาธิของพระอริยะนั้น มีเหตุ มีองค์ประกอบ เหตุนั้นองค์ประกอบนั้น คือ 1.สัมมาทิฏฐิ 2.สัมมาสังกัปปะ 3.สัมมาวาจา 4.สัมมา กัมมันตะ 5.สัมมาอาชีวะ 6.สัมมาวายามะ 7.สัมมาสติ 7 ตัวนี้ นี่แหละคือองค์ประกอบหรือบริขาร คือเหตุที่จะให้เกิดสมาธิของศาสนาพุทธ ไม่ใช่มีการนั่งหลับตาเป็นเหตุนั่งนิ่งแข็งไม่ได้พูดจาไม่นึกไม่คิดด้วย แล้วก็นิ่งๆถือว่าสมาธิ อันนั้นเป็นสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปไกลมากเลย พูดมาซ้ำซาก 48 ปี จะทำอย่างไรให้ผู้ยึดติด สะเทือนและเลิกรา
610128_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ได้โปรดหยุดสวดแบบร้องเพลงกันเสียทีนะชาวพุทธ