สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน โมเดลประชาธิปไตยแบบอโศก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข28 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน โมเดลประชาธิปไตยแบบอโศก พ่อครูว่า...ก่อนจะได้สวด ก็อ่านของคุณ บ้านเล็กเมืองน้อย ที่ตอนเดิมเขียนมามีคำคมคายที่ใช้ได้ ประชาธิปไตยจะบริสุทธิ์ได้ต้องเป็นประชาธิปไตยที่คนไม่มีกิเลส ถ้าสามารถทำให้กิเลสในคนลดน้อยลงๆ ได้ ประเทศนั้นจะเป็นประชาธิปไตยอันประเสริฐด้วย นี่คือความหมายชัดๆ แต่คนไม่เข้าใจว่านี่คือเหตุแท้มันมีกิเลสอยู่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ละกิเลสอัตตา กิเลสตัวกูของกูในตัวคน กิเลสนี่เป็นตัวตนตัวกูของกูเต็มที่ และมันก็มีพลังงานออกไปที่จะเป็นตัวกู เป็นของกู เอามาให้กู เต็มเหนี่ยว เพราะฉะนั้นถ้าลดพลังงานตัวนี้ พลังงานที่อยู่ในจิต อกุศลจิต ตัวนี้ที่เป็นเหตุ ถ้าลดหรือทำลายกำจัดตัวนี้ได้จริงๆ ก็จะค่อยยังชั่ว ในบรรดาคนของสังคมเรา ในประดาของคนในสังคมประเทศ อย่างชาวอโศกก็ให้อิสระเสรี คนมาฟังมาเข้าใจแล้วลดกิเลสได้อย่างที่ว่านี้ ก็เลยรวมกันเป็นกลุ่มชน มีพฤติกรรม มีวัฒนธรรม มีการเป็นอยู่ อยู่ในกลุ่มหมู่ของตนเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมสังคมชาวอโศกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยอันวิเศษ เป็นประชาธิปไตยอันก้าวหน้า เลยขั้นสังคมนิยมเขาไม่อาจเอื้อม แต่ศาสนาพุทธทำได้สำเร็จเป็นถึงขั้นสาธารณโภคี อย่างคอมมิวนิสต์ เขาต้องการให้เกิดความเป็นส่วนกลางให้มากที่สุด ก็เช่นเดียวกัน ประชาธิปไตยก็ต้องการให้ส่วนกลางมีมาก แต่ไม่บังคับ คอมมิวนิสต์มีการบังคับมากกว่าประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนั้นมุ่งไปในทางที่ให้อิสระเสรีภาพคนมากกว่า ส่วนคอมมิวนิสต์นั้น มุ่งไปทางส่วนกลางทรัพย์สินส่วนกลางให้มาก เพื่อจะบริหารทรัพย์สินส่วนกลางนั้นให้แก่ประชาชน ก็คือตัวเขาเองเขาเห็นแก่ประชาชนได้ดีกว่าพวกประชาธิปไตยขี้โม้ เขาว่าอย่างนั้นนะ คอมมิวนิสต์เขาบอกว่าเขาเห็นแก่ประชาชนได้มากกว่าประชาธิปไตยขี้โม้ เขาก็บริห

อ่านต่อ

ารเงินส่วนกลางเป็นหลัก บริหารตามความหลงดี ว่าเขานี่แหละจะเอามาให้แก่ประชาชนได้เก่งกว่า ได้บริสุทธิ์กว่า ซื่อสัตย์กว่า พวกประชาธิปไตยต่างก็แย่งชิง อวดดีกัน แต่ถ้าเข้าใจเนื้อแท้ของศาสนา จะเข้าใจคอมมิวนิสต์ จะเข้าใจประชาธิปไตย จะเข้าใจคนมันมีตัวกิเลส ตัณหา อัตตา แล้วก็ล้างกิเลส ตัณหา อัตตานี้ได้จริง ก็จะเป็นผู้ที่เห็นแก่ประชาชน ไม่ได้เห็นแก่ตัวเอง ชำระความเห็นแก่ตัวเสร็จแล้วก็ทำให้แก่ผู้อื่นไป มีมากคนเท่าไหร่ กิเลสลดได้จริงเท่าไหร่ มันก็เกิดสังคมประชาธิปไตย เป็นไปโดยอัตโนมัติเอง ขออ่านของคุณบ้านเล็กเมืองน้อย..

_จากบ้านเล็กเมืองน้อย ..กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ความเดิมตอนที่แล้ว พูดถึงการขยายตัวยึดครองโลกของระบบทุน ทําให้ศีลธรรมเสื่อม คําสอนของศาสนาผิดเพี้ยน แล้วปรากฎว่ามี 2 ผู้กอบกู้มาช่วยโลก เหมือนฝนที่ตกอย่างทันท่วงที 2) การโต้กลับของ 2 พระโพธิสัตว์ ทางด้านศาสนาพุทธในประเทศไทยก็ล้มเหลวเช่นเดียวกัน หลักธรรมคําสอนผิดเพี้ยนถึงขั้นไม่เหลือเชื้อของจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีเพียงพระวินัยกํากับเท่านั้น ไม่สอนให้สัมผัสผัสสะแล้วโยนิโสมนสิการให้ถึงแดนเกิด แล้วประหารกิเลสด้วยบุญ แต่เลี่ยงแบบคนขี้ขลาดด้วยการนั่งหลับตา ไม่กล้าเผชิญผัสสะ ไม่มีการขัดเกลากิเลส ขจัดอวิชชา จึงถูกความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในรูปของระบบทุนครอบงําหลอกใช้เป็นเครื่องมือ ด้วยความยินยอมพร้อมใจให้ตัวเอง จมอยู่ในโลกธรรมไปด้วยกัน หลักธรรมคําสอนจึงถูกบิดเบือนนําไปสู่ความวิบัติ ถึงขั้นไปหารายได้จากการทําบุญ สนับสนุน ให้ทําบุญกุศลแบบสาเปกโข ซึ่งเป็นแค่เพียงการ recycle กิเลส เท่านั้น !!! (ภาวะหมุนวนไปวนมาของกิเลสไม่ได้มีการชำระแต่อย่างใด) พ่อครูสมณะโพธิรักษ์(พระโพธิสัตว์ทางธรรม) ทั้งๆที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายหนักหนาเพียงไหน ถูกฝ่ายปกครองบ้านเมืองและคณะสงฆ์กระแสหลัก กลุ้มรุมจัดการเพียงใด ก็ยังมุ่งมั่นทุ่มเทในการเผยแพร่หลักธรรมคําสอนแบบพุทธแท้ๆอย่างมั่นคง จนสามารถแสดงธรรมฤทธิล้างกิเลสที่ฝังอยู่ในจิตใจของมนุษย์ออกได้จริง ให้มนุษย์สลายอัตตา ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างมีสติ แล้วเนรเทศตัวเองออกจากภพภูมิของนรกสวรรค์ ละทิ้งความสุขๆทุกข์ๆในโลกอบาย ทําให้ปุถุชนตายไปจากโลกโลกีย์ แล้วเกิดใหม่เป็นอาริยะชน โดยปราศจากความกลัวที่ไร้ซึ่งเหตุผล หลุดพ้นเป็น อิสระ มีเสรีภาพอย่างแท้จริงอย่างที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝันถึง ทําให้รูปแบบของสาธารณโภคีเกิดขึ้นในหมู่ของฆราวาส สร้างเป็นชุมชนบุญนิยม ให้เห็นเป็นประจักษ์ด้วย อโศกโมเดล ในที่สุดก็กอบกู้พุทธศาสนาให้คงไว้ซึ่ง DNA ตามอย่างของพระพุทธเจ้าไว้ได้จนสําเร็จ (หาดูเพิ่มเติมได้จากสารคดีชุด ผู้กอบกู้พุทธศาสนา ) แต่กระนั้นก็แลกมาซึ่งชื่อเสียงที่ถูกทําลายจนมัวหมอง จึงทําให้มีความยากลําบากในการเผยแพร่ไปสู่สังคมวงกว้าง ในทางโลก ระหว่างนั้นการต่อสู้กับความชั่วร้ายก็ยังคงดําเนินต่อไป ประเทศที่อ่อนด้อยกว่าก็กลายเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ถึงกระนั้นก็ยังต้านไว้ไม่อยู่ ถึงขั้นที่เราต้องสูญเสียในหลวง ร.8 ไปในการต่อสู้!!! จนกระทั่งเรามี ในหลวง ร.9 (พระโพธิสัตว์ทางโลก) ทั้งๆที่ต้องสูญเสียพระเชษฐาไป ยังทรงมั่นคงและทรงทุ่มเท ใช้การบําเพ็ญเพียรบารมีเพื่อความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง จนถึงขั้นสถิตย์อยู่ในใจของคนไทยทุกคน แล้วในที่สุดพระองค์ท่านก็สร้างขาที่ 2 ของระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาได้สําเร็จ ประเทศไทยจึงเป็นประชาธิปไตย 2 ขา มีพลังจิตวิญญาณในการถ่วงดุลย์กับอํานาจชั่วร้าย รอดพ้นจากการล่มสลายมาได้จนถึงปัจจุบัน (พิสูจน์ได้จาก สารคดี ชุด เย็นศิระเพราะพระบริบาล) คําว่าพอเพียง ได้สร้างความสะท้านสะเทือนไปทั้งแผ่นดินไทย ทั้งคําว่า ขาดทุนคือกําไร ได้ช่วยคลายความแก่งแย่งกันในสังคม แล้วยังบอกให้ ทําแบบคนจนอีก ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ตนเอง ให้คนไทยใช้การปฏิบัติธรรม ลดกิเลสตนเอง ลดตัวลดตน ไม่วิ่งตามเอาอย่างต่างชาติ ไม่อยากรวยเหมือนคนอื่นๆ ด้วยซาบซึ้งในทุกๆถ้อยคําที่พ่อสอน ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในทุกๆโครงการพระราชดําริ จึงเป็นที่มาของปรากฎการณ์สนามหลวง แล้วแพร่กระจายไปทั่วทุกหัวระแหงในประเทศ เกิดโรงทาน แจกจ่าย บริการฟรี ช่วยเหลือ แบ่งปันกันขึ้นในสังคมไทย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน จนชาวต่างชาติที่ได้มาพบเห็น ต่างตกใจว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!! โปรดติดตามตอนต่อไปครับ (merging of บุญนิยม & ศาสตร์พระราชา)

610128_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ได้โปรดหยุดสวดแบบร้องเพลงกันเสียทีนะชาวพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน