เฉยอาริยะหรือเฉยปุถุชน.pdf
เนื้อหาในไฟล์
เฉยอาริยะ หรือ เฉยปุถุชนโดย พอทานสมณะโพธิรักษเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ณ พุทธสถานสันติอโศกเรายังมีชีวิตอยูทุกลมเขา นี่ก็คือความเกิด เราก็เกิดอยูตลอดเวลานะ หายใจเถิด ยังมีชีวิตอยู ถาหายใจเขาไมออก ตาย หายเขาออกไดนะ ก็เรียกวามันยังหมุนเวียน เกิด แก เจ็บ ตาย เปนสังสารวัฏฏ เปนชีวิตถาหายใจเขา แลวไมออกตาย หรือวาหายใจออกแลวไมเขาอีก จบ มันก็ตายอีก เปนชวงหนึ่งๆ เพราะฉะนั้นตราบใดที่เรายังมีชีวิตที่วนเวียนอยู มันก็ซ้ําซาก เหมือน หายใจเขา เหมือนหายใจออกนั่นอาตมาสรุปใหฟงสั้นที่สุดแลว การหายใจเขา หายใจออกแลว มันก็สะดวก หายใจเขาหายใจออกเปนปกติหายใจเขา หายใจออก ไมทุกข ไมเดือดรอนอะไร นั่นแสดงวา ชีวิตปกติ ชีวิตสมบูรณและชีวิตก็ซ้ําซากอยูอยางนั้นแหละ ผูที่ซ้ําซากไดสูงสุดแลว ก็ปกติสมบูรณ ไมทุกขไมเดือดรอนอะไร ผูนั้นก็สบายผูที่ซ้ําซาก หมุนเวียนอยูไดอยางนั้น และ สบายแลวชีวิตจริงๆ ที่พระพุทธเจาทานสอนเรา ทานใหรูวาชีวิตกับไมมีชีวิต ไมมีชีวิต ทานก็วาไมมีชีวิต ก็คลายกับปรินิพพาน มีชีวิตอยูก็อยูใหเจริญ เมื่อมันยังมีสังสารวัฏ ก็เปนสังสารวัฏที่หมุนเวียนอยู มีเกิดก็เกิดใหเจริญเพราะฉะนั้น หายใจเขาก็ตองพยายามเปนผูที่หายใจเขาอยางมีประโยชน อยางมีความเจริญประโยชนตนประโยชนตนจริงๆ และอาตมาก็ยนยอใหฟงแลว ประโยชนจริงๆ มันก็คือประโยชนผูอื่น จะเปนอันเดียวกันเมื่อเราละตัวตนไดหมด เพราะฉะนั้น จะมีชีวิตก็คือกลไก เราเหมือนเครื่องกล วิเศษอยูตรงที่วาเรามีปญญาเปนผูขับเคลื่อน ปญญาตัวนี้เปนปญญาอันสูงสุด ปญญาปราศจากตัวตน ปญญาของตัวญาณวิมุตติญาณทัสสนะ เปนญาณสุดยอดแลว ผูมีวิชชา ๙ แลว เปนวิชชาหรือเปนญาณ หรือเปนความรู
อ่านต่อ
แลวมีชีวิตอยู อยางรูๆ สิ่งแวดลอม พรอม เรียกวา กาโย รูองคประกอบ เรียกวากาย กาโย รูองคประชุม ทั้งนอกประชุมกันอยู ทั้งนอกและใน และเรา ก็ไดฝกมาแลว เปนผูรูจักความรูสึกของตนเอง จนฆากิเลสในความรูสึกของตนเอง คือในเวทนา วิเคราะหวิจัยจากเวทนา ตั้งแตเวทนา ๒ เวทนา ๓ เวทนา ๕ เวทนา ๖เวทนา ๑๘ เวทนา ๓๖ เวทนา ๑๐๘วิจัยวิเคราะหจนรูกิเลสตัณหาอุปาทาน จนหมดอุปาทาน มีชีวิตอยูอยางสมาทาน รูจักจิตใจโดยเฉพาะจิตใจของตนเอง นี่รูรอบ รูแจงในจิตใจ หรือ จิตวิญญาณ แลววา มันเปนอยางนี้ มันไมใช ตัวตนอะไรมันเปนองคประกอบดวยเหตุปจจัย มีชีวิตอยู ก็มีแตจะเครื่องกล แลวก็ใชญาณ หรือวิชชา ที่วิเศษนั้นสั่งการใหมันอยูกับสังคมเขา โดยรับใช หรือโดยมีประโยชนคุณคา ไมเพื่อตัวเพื่อตนอะไร อีกเลย เปนพระอาริยเจา พระอรหันตเจา รูจักกาย รูจักเวทนา รูจักจิตตนเองดีแลว จิตตนเอง มีกิเลส อะไรอยางไรก็เขาใจ จนกระทั่ง อาสวักขยญาณ รูจักอนุตรจิต จิตเปนสมาหิตจิต จิตเปนวิมุตติจิต จิตเปนจิตอยูเหนือโลกโลกุตรจิต โลกุตรจิตก็เปนจิตอนุตรจิต เปนจิตที่เปนสมาหิตจิต เปนจิตที่เปน วิมุติจิต เปนจิตที่มั่นคง ตั้งมั่น มั่นคงชนิดที่วา เปนจิตที่แข็งแรง เปนจิตที่ทําประโยชน คุณคา ตามสถานภาพของ พระอรหันตแตละองคๆแลวจิตก็วิมุติหลุดพนอยูตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ทานเอง ทานใชจิตนี่ ใหยึดเปนสมาทาน ใหรูจักกาละรูจักความพอเหมาะพอดี ความควร ทําใหพอเหมาะ พอดี นิวรณนั่นไมมีแลว อายตนะก็ยังเหลืออยู ขันธ ๕ยังเหลืออยู อายตนะยังเหลืออยู ก็รูจักขันธ ๕ สักแตวา ขันธ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมันก็ทําหนาที่ขันธ ๕ ของมัน ไมมีอุปาทาน ในขันธ ๕ อายตนะ ๖ ก็สักวาอายตนะ ๖ มันสัมผัสมีอายตนะก็มีเหมือนคนทุกๆ คน มีอายตนะนอก อายตนะใน มีวิญญาณอยู มีผัสสะอยู มีเวทนาอยูก็เปนขันธธรรมดา เปนเวทนา ก็รูแลว เปนขันธแมที่สุดทานจะใชสัญญาอยางมาก คือการกําหนดรู แลวก็การกําหนดในปจจุบัน การกําหนดรูไปถึง อดีตเทาไหร ก็แลวแต จะมีอนาคตังสญาณกําหนดรูไปในอนาคต ก็เปนเรื่องของทานที่จะรู มีญาณรูก็ใชการกําหนดสัญญา นี่แหละเปนหลัก ความรูสึกของทานก็รูสึกของทาน มีฐานอุเบกขา เปนตัว อาศัยอุเบกขาเวทนา และไมใชอุเบกขาเวทนา อยาง เคหสิตอุเบกขาดวยเมื่อวานนี้เห็นทานสรณีโย อธิบาย เคหสิตอุเบกขา มันยังไมครบ เคหสิตอุเบกขานั้น เปนอุเบกขา คือการวางเฉยชนิดที่มันเฉยโดยไมมีญาณ เฉยอยางปุถุชน เฉยอยางไมมีญาณเฉพาะ อยางไมมีปญญา นะเฉยอยางไมรู ไมรูตัว ไมรูเรื่อง มันเปนอัตโนมัติ มันเปนธรรมดาของปุถุชน มันมีวาระที่เฉย อุเบกขาของ ปุถุชนหรือ เคหสิตะ คือมันไมมีองคประกอบของมรรค เปนอุเบกขาที่มันเฉย โดยไมมีตัว ภาวะของ มีสติสัมโพชฌงคมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค มีวิริยสัมโพชฌงค หรือวาไมมีองคประกอบของ โพธิปกขิยธรรม ๔ หลักแรกนะไมมีสติปฏฐาน ๔ ไมมีสัมมัปปธาน หรือไมมี อิทธิบาท ๔ มันปลอยปละ ละเลยไปแมแตพวกเรา นักปฏิบัติธรรม มันก็มีวาระที่จะลืม วาระที่จะทําใหตัวเองปลอย มันอุเบกขาเคหสิตะ นั่นแหละในชวงที่ไมมีโพชฌงค ๗ ประกอบรวมกับเวลามีชีวิตอยูธรรมดานี่ ไมมีโพชฌงค ๗ เมื่อไมมีโพชฌงค ๗มันก็มีการคิด มีการพูด มีการงาน มีการทําอาชีพอะไรอยู มันก็มี แตวาสติ มันไมเปนสัมมาสติหรือไมเปนสติสัมโพชฌงค ความพยายาม มันไมเปนสัมมาวายามะ หรือ มันไมเปน วิริยสัมโพชฌงคทิฐิแมจะเปนสัมมาทิฐิ แตมันไมมีกําลังที่หอมลอม สติไมเปนสัมมาสติ วายามะไมเปนสัมมาวายามะ หรือสติคุณสามารถทําใหเปนสติแหงการตรัสรูไดแลว แตในขณะนั้น คุณเผลอไป สติของคุณไมไดตั้งอยูในลักษณะของสติสัมโพชฌงค สติไมมีการรูตัวทั่วพรอม ไมมีการปฏิบัติ ที่มีโพชฌงคเขาไปประกอบหรือไมมีโพธิปกขิยธรรม ๔ หลัก ๔ สติปฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ มันไมมีพรอม มันไมเกิดวงจรจักรกล ของการปฏิบัติธรรม ในระดับ สัมมาอริยมรรค คือกลไก ที่มันจะขัดเกลา กลไกที่เดินในมรรคเดินในมรรค หมายความวา มันมีโพชฌงค เขาไปรวมกับมรรค คิดก็รูตัวไดวิจัย พูดก็รูตัวไดวิจัย ทํางานทําการกระทํากายกรรม ทําอะไรอยูทั้งหมด กรรมทุกกรรม เราไดวิจัย งานทุกงาน อาชีพทุก อาชีพที่เรากําลังทําในปจจุบันนั้นๆ วิปสสนานี่ มีเงื่อนไขหลักอันหนึ่ง ก็คือ ในขณะปจจุบันนั้นเรามีองคประกอบของโพชฌงค หรือมีองคประกอบของโพธิปกขิยธรรม มีเดินบทอยู ติดเครื่องอยู ไมใชวาลืมไปเครื่องดับ หรือวามันตกหลนไป เผลอไปเปนแบบปุถุชน เปนโมฆบุรุษชั่วคราว ไมไดสังวร ไมไดปหานไมไดตอสูกิเลส ไมไดรูกิเลส ปลอยใหกิเลสทํางานชั่วขณะถาคุณรูตัว มีสติสัมโพชฌงค รูตัวในขณะนั่นนะ แลวก็ไดวิจัย มีมุทุภูตธาตุ ทํางานอยาง รูนอกรูในรูอายตนะนอก รูอายนะใน มีวิญญาณ มีผัสสะ จับเวทนา รูขยาย รูองคประกอบนอกในขยายรู เอามาวิจัยหมดแหละ มันสมควรหรือไมสมควร กิเลสเกิดอาการ เกิดกิเลสประกอบอยูในเวทนานั้น อยางไร แลวก็ตอสูแมคุณกําลังจะตอสู แพมัน คุณก็ยังเปนผูที่กําลังเดินโพชฌงคอยู แตวาแพ แพได กิเลสมันเกงกวา ก็รูตัววาเราเองเราแพ ก็ตองพยายามตอสู พยายามใชทั้งสมถภาวนา ทั้งวิปสสนาภาวนา พยายามจริงๆ คุณไดสูเปนนักรบ ในขณะที่คุณเปนนักรบ อยูนั่นแหละ คุณกําลังเดินทาง อาจจะถอยหลัง เดินหนาๆ แตอยูในมรรคกําลังเปนนักรบตอสูเลยถาคุณยิ่งชนะกิเลส รบชนะ กิเลสลดลง จางคลายได เดินหนา มรรคก็กาวหนาขึ้นไป อยูในทางเดินหนาไปเรื่อยๆ นั่นก็ยิ่งไดประโยชน ไดผลของเรา ก็คือ เดินมรรคไปเรื่อยๆ จนกวาจะถึงแตละ รอบๆหรือแตละสถานีคลายๆ อยางนั้น แตละรอบๆ จะมีกําลังทดไปเรื่อยๆ ไดกําลังไดซับซอน ถอยหนาถอยหลังซับซอน จนกระทั่ง เดินหนาขึ้นไปเรื่อยๆ ไปไดขีด จะเปนรอบๆ คือปริมาณของ คุณภาพของธรรมะปริมาณของเนื้อหาของธรรมะที่เราได มันก็เหมือนกันกับนักชางกล นักคิดชางกล เขาคิดเครื่องกลมันไดรอบของมันๆ ไปเรื่อยๆ เขาจะรูวา รอบการทดนี้ มันจะทดเปนรอบๆ ไป และ มันจะมีพลังเสริมมันก็คือการเสริมความตั้งมั่น ความยั่งยืน ความแข็งแรง มันเปนธรรมชาติของพลัง ซึ่งทางดานชางกลนักวิทยาศาสตรอะไรพวกนี้ เขาก็จะรูดี พวกเราก็คงพอมีความรู มันมีรอบของมัน อยางนั้นจริงๆเพราะผูใดปฏิบัติอยูในหลัก โพธิปกขิยธรรม ในหลักโพชฌงค ทุกเวลาปฏิบัติ มรรคองค ๘ บอกแลววาตัวสําคัญก็คือ เรียนรูทิฐิ เรียนรูความเขาใจ เรียนรูจนกระทั่ง เราเห็นแลววา อยางนี้แหละ เปนความเห็นที่ถูกตองเสร็จแลว เราก็พากเพียรปฏิบัติเรื่อยไป มีวายามะ มีสติประกอบ เปนตัวประกอบกัน ปฏิบัติสั่งสม ลงไปตัวปฏิบัติก็อยูที่ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะนี่แหละ บทปฏิบัติสั่งสมลงเปนสัมมาสมาธิก็คือรอบที่ไดไปเรื่อยๆ สั่งสมความตั้งมั่นแข็งแรง เปนสัมมาสมาธิ รอบที่มันยังไมเปนสมาธิมันก็สั่งสมพลังอินทรีย พละๆ ไปเรื่อยๆ จนไดรอบ แตละรอบๆๆ มันก็เปนสมาธิไปเรื่อยๆ สมาธิก็ แกกลาขึ้นมาเรื่อยๆ เปน อปฺปนา พฺยปฺปนา เจตโส อภิโรปนา ไปรอบแลวรอบเลา เรื่องแลวเรื่องเลา เหตุปจจัยแลวเหตุปจจัยเลา ไดสั่งสมไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ในชวงที่อาตมาวา ชวงใดที่เราเผลอชวงที่เผลอดังที่อธิบายไปนั่นแหละ เปนชวงที่เราขาดทุน ชวงที่เราฝกเพียร ใหมันมีองคแหงมรรคใหมันมีบทแหงโพชฌงค เดินโพชฌงคแหงการเดินไปสูนิพพาน ไปสูปรินิพพาน สูจุดหมายปลาย ทางไปสูการถอนอาสวะ ไปสูความสมบูรณ ของความเปนมนุษย โพชฌงคจึงเปนตัวเดินแทเลย ถาปฏิบัติถูกตองมีองคประกอบของโพชฌงค ๓ ไดโพชฌงค ๔ โพชฌงค ๕ โพชฌงค ๖ สั่งสมลง เปนโพชฌงค ๗ มันซอนในสัมโพชฌงค สมาธิสัมโพชฌงค แลวลึกเขาไปในสมาธิสัมโพชฌงคนั้น สั่งสมลงเปน อุเบกขาสัมโพชฌงคเปนฐานนิพพานที่อาตมาวา เปนฐานนิพพาน อุเบกขาสัมโพชฌงค เปนอุเบกขา เนกฺขมฺมสิตา อุเปกฺขา จนถึง เนกฺขมฺมสิตํโสมนสฺสํ คือ คุณปฏิบัติไดผล ในขณะที่คุณปฏิบัติ มันยังไมไดผล เปนเนกฺขมฺมสิตํ โทมนสฺสํ ยังสูอยู บางทีมันแพมันก็โทมนัส แตเนกขัมมะ ในขณะนั้นคุณกําลังปฏิบัติ เนกขัมมะ สูอยูเปน พระโยคาวจร มีญาณปญญารูวาเราสูแพกิเลสก็แลวแต ถอยหลังบาง เดินหนาบาง สูๆ บางทีทุกขรอน บาดเจ็บเลยนี่แนะอธิบายอยางหนังกําลังภายใน บางทีบาดเจ็บ แตคุณรูตัววา ปฏิบัติถูกทางอยู เปนโทมนัส เนกขัมมสิตโทมนัสไมใชเคหสิตโทมนัส ตองรูความตาง ลิงคะของ เคหสิตโทมนัส นั่นมันไมรูเรื่อง มันอยากได จะไปบําเรอใจตัวเองแตมันไมไดสมใจตัวเอง ที่จะบําเรอ และมันก็โทมนัส เคหสิตโทมนัสตางกันกับเนกขัมมสิตโทมนัสเคหสิตโสมนัสก็บําเรอพอไดสมใจ ก็เปน เคหสิตโสมนัสไป ก็ตองรู ก็ตางกันกับเคหสิตะ ตางกันกับเนกขัมมสิตโสมนัส ก็ตางกัน ตางกันอยางไร ตองรูอาการในจิตใจ แมแตอุเบกขาที่อาตมาหยิบเอามาอธิบายกอนโอ ตอนนั้นเผลอไปเปนฝายคาน ตอนที่อุเบกขานี่คือตัวเผลอตัว ไมคอยรูตัว มาปฏิบัติแลว มาเปนนักปฏิบัติธรรมแลว จะรูมันมาเฉยแลวเหมือนกับวาง ที่อาตมาวาวางนี้แหละ ไมใชวางอาริยะ มาถึงขั้น เคหสิตาอุเปกฺขา แลวนี่ ที่ทานวา อาตมายกตัวอยาง ที่พุทธทาสเอามาอธิบาย วาแลวก็ไป ตีขลุมวา คนเรามันไมไดทุกขตลอดกาล มันไมไดมีกิเลสตลอดกาลหรอก เพราะฉะนั้น ตอนที่ไมมี กิเลส กาลนั่นแหละ คือนิพพานชั่วคราว ตอนที่ไมมีกิเลสนั่นแหละ ตอนจิตวางๆ นั่นแหละ นิพพานชั่วคราวอาตมาวานี่แหละ ทานอธิบายตรงนี้แหละไมละเอียดพอ แลวนี้ลึกไมพอ เพราะทานไมไดอานพวกจิต เจตสิกอยางอภิธรรมนี่เทาไหร ทานก็เลยไปเขาใจเอาวา ไอชวงที่วางๆนั่นแหละจิตวาง จิตไมมีกิเลสจริงมันวางเหมือนวาง แตมันวางอันธพาล มันวางเคหสิตอุเบกขา จิตมันวางเฉย จิตมันวางประเด็นอยางนี้ ละเอียดลึกซึ้ง ฟงดีๆ เรามีกันทุกคน จะตองรูใหชัด ถาไมรูชัดแลว คุณจะกลาย ไปเปนอยางที่ทานพุทธทาส ที่ไปพูดอยางนั้น เลยไปเขาใจอยางทานพุทธทาส ตอนนั้น มันวาง อยูแลวนี่ หนักเขา ก็ทําใหจิตวาง นี่ประเภทแบบฤาษี ลืมๆมันไปเลย ไอนี่มันมาใชคาถา อยาไปยึดมั่น ถือมั่น ทุกอยางไมเที่ยงใชตรรกะทุกอยาง ไมใชตัวตน วางสบายแลว เปน synthomatic treatment เปนการ บําบัดอาการเทานั้นปวดทองกินยาแกปวดเฉยๆ แตไมสาวไปหาเหตุ ไมไลจับตัวที่เปนเหตุ แทๆ นี้ใหทัน จับไดไลทัน จับตัวนั้นใหไดสาวไปหา radical treatment ไปหาตนเหตุ ของตัวที่จะบําบัด คือการแกปญหา คือปวดทองนี้ มันเกิดจากอะไรนี้ตามไปเหตุนี้ ออตะปู เขาไปในทอง ๗ ตัว ตองเอา ตะปูออกใหได ปวดทองเพราะวากินอาหารเปนพิษก็แกอาหารเปนพิษนั้น ปวดทองเพราะเปนแผล ในลําไส ก็แกรักษาแผลที่ลําไส ปวดทองเพราะตัวเองนั่นแหละยึดมั่นถือมั่น จนกระทั่ง อัตตามากนัก จนเครียดๆ แลวก็ไปกดดันประสาท ปวดทองเปน psychosisเปนโรคทางจิต ไมไดมีอะไรสักหนอย จิตตัวเอง ทําใหตัวเองปวดทอง ก็ไปแกจิต ทําไมถึงเครียดเครียดเพราะเรื่องอะไร เพราะยึดมั่นถือมั่น มาก เครียดเพราะไมรูจักความผอนหนักผอนเบา ความควรวางควรลดนั่นๆ นี่ๆ ใหรูจักขนาดที่ พอเหมาะพอดี อะไรก็แลวแต สาวไปหาเหตุ แลวแกที่ตนเหตุไมใชวาอะไรก็ไมเที่ยง นั่นเปนตรรกะ เพราะฉะนั้น จะเห็นเปนตรรกะเทานั้น ตัวนั้นแหละเปนฤาษีกรุงที่ไดคาถามาใชเทานั้น ฤาษีกรุงที่ไดคาถามาใช อยางนี้ไมมีทางที่จะเปน อรหันตหรอกอนัตตาแบบตรรกศาสตรมาแก อะไรก็ไมใชตัวตน อะไรก็ไมเที่ยง เปนไตรลักษณอยางตรรกศาสตร เปนคาถาแกจริง มันแกไดชั่วคราว และมันก็ใชไดดวย และเราก็ใช คนไหนเขาใจ ก็ตองใชบาง เทานั้นแหละ ชั่วคราวแตอยานึกวานี้มันถาวร มันเปนเรื่องถึงขั้นปรมัตถ จับมั่นคั้นตาย ในจิตเจตสิก ไลเลียง จับเนื้อตัวกิเลสไดใหชัดแลวจนกระทั่งสามารถที่จะทําใหกิเลส ลดจางดวยปญญาดวย ดวยวิปสสนาญาณ เปนญาณที่เห็นเหตุเห็นผลเห็นหลักฐานความจริงเลยวา เอย ไปยึดมันเขา ไปจริงจังกับมันเขา ไปเห็นมันเปนตัวฤทธิ์ตัวเดชใหมันมามีตัวแรง อะไรอยูในชีวิตเรา อยูในจิต วิญญาณเรา เราโงตายเลย เห็นดวยญาณแลววา โอวามันไมจริงจัง มันไมใชของจริงหรอก ไมใชตัว ใชตนอะไรหรอก กิเลส เห็นมันจนกระทั่งวา มันไมมีตัวตนมันไมมีฤทธิ์เดช มันไมมีอาการ มันไมมีแรง ที่จะมาทําปฏิกิริยาในจิตอะไรกับเรา จนมันไมเกิดอาการอยางนี้เพราะเหตุ จะเหตุนอก เหตุในอะไร ก็แลวแต ที่มันกระทบสัมผัสกับเรา เหตุเปนวัตถุ เหตุเปนกิริยาของมนุษยเหตุเปนตัวคน เหตุเปน กระแสอยางบาง ทางนามธรรม มันมากระทบเรา แลวเราก็รูเทาทันแมกระแสของสังคม กระแสของกริยามนุษยแตละคน กระแสของหลายๆ คนรวมกัน กระแส ความชอบความไมชอบเปนตน แลวเราก็เอาสิ่งเหลานั้นมาเปนองคประกอบ ในการวินิจฉัยเหตุผล วินิจฉัยความพอเหมาะพอสมทุกอยาง เสร็จแลว เราก็ไมไดเกิดจิตกิเลส จิตของเราก็ยังวางเฉย เปนอุเบกขาชนิดที่มีญาณปญญาประกอบรูเลยวาอุเบกขานี่วางเฉย และแลวเราก็หยิบเอาทุกอยาง นี้มา ไมปฏิเสธไมดูถูกดูแคลนอะไร หยิบมาใชการสังเคราะห มาบวกลบคูณหาร มาพิจารณารวม เปนเหตุผล ครบครันเปนขอมูล เหมือนคอมพิวเตอร ที่รับขอมูลทุกอยาง ดวยใจไมผลักไส ไมชัง ไมชอบ ขอมูลเหตุเหลานั้น ก็มีเหตุผลทุกอยาง ไมลําเอียง ไมผลักอันหนึ่ง ไมดูดอันหนึ่ง รับมาเปน บวกลบ คูณหารมา มา solveมารวมสังเกตการณ บวกลบคูณหาร มารวมทําเปนขอมูล ที่จะใหเรา วินิจฉัย มันก็จะไดคาที่ไมลําเอียงเปนคาที่สมบูรณครบครัน มีขอมูลมากเทาไรก็ยิ่งดีจนสุดทาย เราก็ทํางานโดยจะบวกลบคูณหารอะไรก็ได แตจิตใจก็อุเบกขา สังขารไดจิต อุเบกขาคือ ปรุงรวมรวมรู รวมคิด รวมเห็น รวมทํา รวมวินิจฉัยอะไรทุกอยาง สังขารทํางานไดเปนวิสังขาร เปนการปรุงอยางวิเศษยิ่งจิตนี้เปนตัววิเศษ โดยไมมีอะไร ไมมีกิเลส ไมมีตัวตนของกิเลส เปนการปรุง อยางอนัตตา กําหนดรูก็ยิ่งเกงสัญญาก็ยิ่งเปนปญญาที่ยิ่งเกงๆ เรื่อยๆ การกําหนดรู ความจําก็จะดี เอาเหตุผลจากอดีต หยั่งรูอดีตไปเรื่อยๆไปเปนความรูอยางอดีตไปมากขึ้น เปน บุพเพนิวาสานุสติ ญาณ ลึกขึ้น ยิ่งทําก็ยิ่งลึกขึ้นเรื่อยๆจึงมีอภิญญาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆพระอรหันตเจา ยังทํางาน อยูเมื่อไหร ก็มีอภิญญาเสริม พระโพธิสัตวเสริม อภิญญาเสริมขึ้นมา โดยสัจจะไมมีใครไปแกลง ไมมีอะไรมายัดเยียด เพราะเราฝกเราปรือ ทุกอยางเจริญยิ่งขึ้น เวทนา ก็ยิ่งเกงอุเบกขาก็แข็งแรง โสมนัสก็โดยสักแตวาโสมนัส ที่เคยอธิบายแลว วามันเปน มุทิตาจิต เปนการเขาถึง อนุโมทนาในระดับบุญชั้นสูง บุญของอริยะ เปนปตตานุโมทนามัยของอริยะ เปนการ เขาถึงความยินดี ปตตานุโมทนามัยยินดีที่ไดดี ที่เห็นความเปนเทวดาชั้นสูง จิตของเรานี้แหละเจริญเปนเทวดาชั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆหรือยินดีในบุญเมื่อทานละกิเลสของทานหมด ทานก็มีแตจะไปขัดเกลาบุญคือการขัดเกลา ขัดเกลาใหผูอื่น ทานก็ยิ่งรูวาทําอยางนี้ชวยผูอื่นได ขัดเกลารื้อขนสัตวได ชวยผูอื่นเจริญขึ้นได ทําใหผูอื่นเปนเทวดาที่แทจริง เปนอุบัติเทพขึ้นไปได จนเปนวิสุทธิเทพ ชวยผูอื่น เปนอุบัติเทพชวยผูอื่นเปนวิสุทธิเทพขึ้นได ก็รูวาดี ยินดีที่เขาไดดี มุทิตาจิตเกิด หรือเขาถึง ปตตานุโมทนามัยของพระอริยะหรือเปนพระอรหันตโนนแหละ จิตก็ยิ่งเจริญ จิตก็เจริญไดตลอดไป สั่งสมสัพพัญุตญาณก็ไดเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ มีแตประโยชนทาน และ มันก็เจริญไปตามภาวะจริงๆ เจริญไปตามที่ทานยังมีการเกิดอยูยังไมยอมปรินิพพาน เพราะฉะนั้น ก็ใชขันธ ๕ รูจักขันธ ๕ รูจัก อายตนะดี โพชฌงคก็เปนตัวเดินตัวกาวไปถาเรากาวไปสูความเปนอริยะ แคโสดา สกิทา อนาคา อรหันต ก็กาวไปถึงอรหันตถาคุณเปนอรหันตแลว คุณกาวไปสูสัมมาสัมพุทธะ กาวไปอยางนั้นจริงๆ กาวเดินอยู โพชฌงคนี่ ก็ยิ่งเจริญเปนตัวกาวไปสู สัมมาสัมพุทธะโนนแหละ ก็อยูในลักษณะมรรคองค ๘ ไมออกเหนือ ไปจาก สังกัปปะ วาจากัมมันตะ อาชีวะ ตรงไหน หากเพียรประโยชนตน จนเปนพระอรหันต จะมีแต ประโยชนทานจนเปนสัมมาสัมพุทธเจา ก็อยูที่สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ อยูกับมนุษยชาติ อยูกับกรรม ๓ อยูกับการงานอยูกับอาชีพของมนุษย มนุษยไมมีอาชีพไมได อาชีพที่จริงมันก็แปลวา ชีวิตเทานั้นแหละ ชีพก็คือชีวิต ชีวะ ชีพะพ.พาน กับ ว.แหวนนี่ ก็ตัวเดียวกัน แทนกัน ชีวะหรือชีพะ ชีพ ชีวะ อาชีวะ ก็คือชีวิต เปนชีวิตวิเศษ อาตัวนี้นี่ ยอนไปยอนมา อุปสรรคตัวนี้นี่ ที่นําหนาชีวะนี่ เปนชีวิตที่วิเศษ เพราะฉะนั้น ผูใดที่มีชีวิตยังไมวิเศษทําอะไรอยูในโลกเปนอาชีพอยางปุถุชน อาชีพ มันก็มีแตบาป มีแตเวร มีแตภัย มีแตทุกข มีแตรอนยิ่งไมรูเอาหนักๆ โงหนักๆ โงก็คืออวิชชาหนักๆ ก็ยิ่งมีแตเวรแตภัย แตบาปเขาสอนวาใหรูจักบุญบางเถอะ สั่งสมไปก็ไมแนไมชัด จนมาพบศาสนาพุทธ รูชัดวาอยางนี้แหละ ละลางนี่เปนตัวเวร ตัวหมุนเวียน ตัวที่ไมรูจักจบ เพราะฉะนั้น ถาคุณรูวาอยางนี้ เปนแยแลวนะนี่ การหมุนเวียนที่ต่ําที่สุด คือบายมุข หรือ โลกอบาย โลกนรกอยางนี้ ฌานเหลานี้มันลึกอาตมาเคยเมาเหลาถึงขนาดอาเจียน เดินก็นึกวา เราเดินตรงนะ ตอนเมานี่นึกวาเราเดินตรง ทั้งนั้น แหละไอจะตรงหรือไมตรงไมรูละ ขับรถได ขนาดขับมอเตอรไซคนี่เมา กินมาดวยกันกับเพื่อนนี้ สมจินต ธรรมทัตนั่งหวดดวยกันนี่ Hennessy หนึ่งขวด โซดาขวดเดียวๆ ไมเติมโซดาอีก ตบตูดกัน อยางธรรมดา มาเนนนอยก็คอยๆ ลางคอดวยโซดา Hennessy ขวดหนึ่งหมดสองคน สั่งแมโขงมา อีกครึ่งขวด โซดาขวดเดียว นั่นแหละตบตูด คิดดูซิ มันจะไมเมาทนไหวหรือ สองคนนะ Hennessy หนึ่งขวด กับแมโขง อีกครึ่งขวด ขับมอเตอรไซคอยูตอนนั้น อาตมาก็เอาสมจินต ใสทายรถ ไปสง บานเขา สมจินตฟุบอยูหลังทายรถ ไมตกรถก็บุญแลว ซอนรถไปก็เอาไปสงขึ้นบาน ตองหามกัน ขึ้นบาน เมียก็ลงมารับ ก็หามกันขึ้นบานใหเขาเสร็จอาตมาก็ขับมอเตอรไซคกลับบาน เคยเมาขนาด หนักไหนๆ อาตมาก็เคยเมา คนอื่นเขาก็เมาจนไมรูตัว หมดสติคือคุมสติทําอะไรไมได อาตมาก็ยัง ขับมอเตอรไซคได ขับรถยนตนี่สี่ลอนะคุณ ขับมอเตอรไซคนี่สองลอตั้งแตไหนๆมาแมแตไปเลนไสยศาสตร ทรงเจาเขาผีอะไรกับเขานี่นะ มันไมหมดสติ มันยังมีสติ รูตัวอยูวา เราคือเรา เราคือเราเรายังเปนเราอยูนะ เรายังเปนตัวเราอยู ยังมีสติเหลือ ยังไมเคยขาดสติ จนกระทั่ง ดับไมรูเรื่อง ไมเปนเราเลยไมเคยเลย เมาก็ไมเคยหมดสติ ไปเขาทรงก็ไมเคยหมดสติ ไปถามซิ คนเขาทรงนี่ เขาไมรูตัวหรอก ไมรูเรื่องเลยแสดงวา มันเขามาสิงมาสูหมดเลย ไมรูเรื่อง ไอเราก็อยาก เปนอยางนั้น ตอนเขาทรงนี่ อยากจะหมดไมรูเรื่องเลยแตมันก็ไมหมด มันก็ยังมีนิดๆ ลําๆ เลืองๆ ลึกๆ ที่ตัวเรา เราก็รูตัวเราอยู แตก็ไปกับมันนะ ไปตามบทบาทของมันเปนยังไงไป มีพลังอะไร ที่มันจะไปอยางโลกๆ ไปกับมันอยู ทุกอยางได แตมันก็ยังรูวามีเรานี่มันก็เปนบารมีอาตมาอาตมาไมรู แตกอนไมรู แตกอนนี่นึกนอยใจวา เอ เราทําไมเราไมหมดความรูตัว ทําไมเราไมหมดความเปนเราเลย แตตอนนั้นเราไมไดเรียนธรรมะ ไมไดรูความเปนเรา ความไมเปนเราอะไรหรอก ไมรูเรื่องทําไมเราจึงไมเหมือนเขา เขาบอกวา เขาเขาทรงสนิท เทพเขาสิงสนิท เทวดาเขาสิงสนิทหมด ไมมีเหลือเราเพราะไมรูตัวเลย เราเอ ทําไมเรายังรูตัววา นึกวาเราไมเกงอีกนะ เดี๋ยวนี้ถึงรูตัววา พวกนั้นมันไมเปนตัวของตัวเอง มันโมหะ ไอเรา มันหมดโมหะแลว มันก็มีเรา มันก็มีอะไรที่แข็งแรง อยูอยางนั้น เหมือนอยางสิกขมาตุจินดาวา เราก็นอยใจนะ ไปนั่งเจโตสมถะกับธรรมกายเขา ทําไม เราไมเห็นดวงแกวสักทีนั่ง แหม นอยใจ เราไมเห็นดวงแกว เสร็จแลวก็มาที่นี่ ก็มาปฏิบัติธรรมไป ก็ดีแลวละ คุณไมถูกเขามอมเมาไดเขาครอบงําคุณไมติด นั่งไมเห็นดวงแกวก็ดีแลว ถาเห็นดวงแกว ปานนี้ไมไดมาที่นี่แลวถูกเขาครอบงําไปทางโนนแลวนี่ เห็นโสดาในดวงแกว เห็นสกิทาในดวงแกว เห็นธรรมกายปานนี้เปนพระอรหันตไปแลวมั้ง เห็นธรรมกายในดวงแกวเปนอรหันต นี่ธรรมกายของ โสดา ธรรมกายของสกิทาธรรมกายของอนาคา ธรรมกายของอรหันต ก็จบแลวนี่ พอเห็นธรรมกาย ในอรหันตดวงแกวมันก็เปนพระอรหันตไปแลว ก็เปนพระอรหันตกันไปดีแลวละ ไมไดอรหันตในดวงแกว ไอนี่ก็เปนทางจิตวิญญาณ อาตมาพูดไป ใครเขาใจก็เขาใจไปกอนใครยังไมเขาใจ ก็อยาเพิ่งเอาไปพูดเลน อยาไปคิดเทียบคาโนนคานี่ มันจะกลับไปกลับมา หัวหก กนขวิดอยูไมใชเรื่องเลน มันเรื่องลึกซึ้ง พูดเลาสูฟงเอาทีนี้กลับมาถึงตัวเมื่อกี้นี้ พูดถึงอุเบกขาที่ขึ้นตนวา อุเบกขาอยางเคหสิตะนั่นนะ มันเปนอุเบกขา ของโลกียที่มันวางเฉย ชนิดที่คุณตองรูเลยวา ในขณะนั้นเฉยนั่นมันไมใชเฉยธรรมดา มันตางกันกับ เนกขัมมสิตอุเบกขา(เนกฺขมฺมสิตา อุเปกฺขา) วางเฉย ที่ตั้งแตเปนโทมนัส เนกขัมมสิตโทมนัส จนกระทั่ง เนกขัมมสิตโสมนัสปฏิบัติไดแลวเปน ปตีสัมโพชฌงค เนกขัมมสิตโสมนัส เปนปติ สัมโพชฌงคนั่นเอง ปฏิบัติได มีโพชฌงค ๓ปฏิบัติไดผล ก็เปนปติ มันไดดี ซึ่งอาตมาแปล ปติตัวนี้วา ไดดี ถาใครฟงธรรมะอาตมา มาแตไหนๆ คงจําไดเปนองคฌาน ฌาน ๒ ปติมันชัด มันไดดี แตคุณก็ตองมีฟูใจ แตแรกๆ ที่คุณยังไมเกง คุณจะมีฟูใจมันเปนอุปกิเลสซอน ใหลด อุปกิเลสนั้น แตไมใชไปลดตัวไดดี ไดดีพยายามสั่งสมเขาไป ใหมันเปนสมาธิใหเปนความตั้งมั่น ใหได คุณภาพ คุณธรรมอะไรที่ดี คุณตองเอาตัวดีไว วิเคราะหซอนไปอีก และอุปกิเลสเปนอาการ อยางไร ดีใจ ฟูใจ หลงในความดีใจ ที่ไดดี แตตัวไดดี คือคุณภาพอยางไร พลังงานจิต ที่รูจักเจโตปริยญาณ ในการรูจักกิเลส รูจักเขาใจ วิจัยอาการของจิต สัญญาเปนอยางไร สังขารเปนอยางไรเวทนาเปนอยางไร เจตสิกตางๆ เปนอยางไร อานอาการใหละเอียดลออ อุปกิเลสเปนอยางไร วิจัยอุปกิเลสออกมา ฆา ไมใหมันฟูใจตัวนั้นถาปติลดอีก ก็ปสสัทธิเปนความสงบระงับ ปติปสสัทธิสัมโพชฌงค พอสงบระงับนั้น ก็ลึกซึ้งลงไปอีกแมแตจะสงบระงับนั้น มันก็เหมือนอุเบกขานั่นแหละ แตอุเบกขาขั้นนี้ยังไมแข็งแรงหรอก มันเปน ความสงบระงับเปนความวางเฉยได อยาไปติดความวางเฉย ขนาดนี้กอน ซอนลงไปอีก สั่งสมลงไป ใหแนนหนา ใหมั่นคงเปนสมาธิ ใหมันแข็งแรง นี้เปนอุเบกขาลําลอง ปสสัทธิตัวนี้ คุณอานอาการ ใหได ฟูใจกับไมฟูใจเปนอย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive