อนุปุพพิกถา 5.pdf
เนื้อหาในไฟล์
อนุปุพพิกถา ๕โดย พอทานสมณะโพธิรักษวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๓๖ ณ พุทธสถานสันติอโศกนี่ก็เขาพรรษาแลวนะ คราวนี้ เราเขาพรรษา ก็ควรจะตองถือยัญพิธี หรือพิธีการ หรือในกาละ เรียกวาเปนฤกษก็ได เปนฤกษ ฤกษดี เขาพรรษานี่ถือเปนฤกษ เปนการกําหนดหมาย เปนการประชุมฤกษนี่เปนการประชุมนะ เปนการประชุม เปนการรวม รวมเอาพลังเลยทั้งนั้นแหละ พลังทางคน พลังทางวัตถุพลังทางจิตวิญญาณ โดยเฉพาะ พลังทางจิตวิญญาณ พลังงาน มีพลังงานทางจิตวิญญาณมารวมเขามาทําอะไร ใหมันเปนน้ําหนัก เปนคุณคา ใหเกิดประโยชนมากๆเขาพรรษาก็เปนวิธีการของคน พระพุทธเจาทานพยายามกระทําขึ้นไวใหแคคนมารวมกัน แลวใหอยูกับที่ไมตองเรรอนไปไหน เพราะเวลาปกหลักอยูนี่ เราทําอะไรเปนชิ้นเปนอันดี ถาทําแลวก็ตะรอนๆ เดี๋ยวก็ไปโนนเดี๋ยวก็มานี่ จับๆ จดๆ รอนๆ เรๆ ไมไดเรื่องอะไร ไมเปนชิ้นเปนอัน มันตองทําย้ําๆ ซ้ําๆ ซากๆ อยูกัน อยางนั้นละมุนอยูอยางนั้นละ มันจะเปนชิ้นเปนอัน อันนี้ก็เปนพิธีการ ยายไปก็เปนพิธีการเหมือนกัน แตเราตองรูวาเมื่อใดควรเคลื่อนยาย ควรเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงบาง เมื่อใดควรจะอยูกับที่นั่นแหละ ปกหลัก อยูนั่นแหละทําใหแนนหนามั่นคง ทําจนกระทั่งถึงตายก็ได บางอยางบางอัน ตองใชเวลาชั่วชีวิต ตองซ้ําซากเชนการปฏิบัติธรรมนี่ เราซ้ําซากปฏิบัติ ก็คือใหมันอยูในหลักของโพธิปกขิยธรรม ซ้ําซากไป จนตายนั่นแหละถายังไมบรรลุถึงจุดสําเร็จสูงสุด เปนพระอรหันตยังไมเสร็จกิจ คุณก็ตองทําใหเสร็จ นั่นแหละนะตอนนี้เราเขาพรรษา เราก็จะเนนอะไรตออะไรใหพวกเราไดสังวรระวัง ใหเอาจริงเอาจังเพิ่มขึ้นนะ เรา ลองมาฟงดูอาตมาจะอธิบาย อนุปุพพิกถาใหฟง ไมขยายความละเอียดลออนักหรอก แตวา ก็จะเริ่มตน อนุปุพพิก
อ่านต่อ
ถา ๕เปนหัวขอธรรมะที่ทานสอน ตอนแรกก็สอนกับพระยสะ สอนยสมานพ ตอนนั้น ยังไมไดเปนพระ สอนยสมานพอนุปุพพิกถา ๕ นี่มี๑. ทานกถา๒. สีลกถา๓. สัคคกถา๔. กามาทีนวกถา๕. เนกขัมมานิสังกถาทานกถา ก็พูดกัน พรรณนากันถึงเรื่องทาน สีลกถา ก็พรรณากันถึงเรื่องศีลสัคคะ แปลวาสวรรค ก็พรรณนากันถึงเรื่องสวรรคกามาทีนวะ ก็พรรณนาถึงโทษ โทษของความอยากความใครนี่ เรียกวากาม โทษของความอยากความใครเนกขัมมานิสัง ก็หมายความวา อานิสงส อานิสงสของการออกจากกาม เนกขัมมะ + อานิสงส เนกขัมมานิสังกถาการพรรณนาถึงอานิสงสของการออกจากกาม ออกจากความใคร ความอยาก นอกจากกามแลวก็ตองออกจากภพทั้งรูปและอรูปอีกดวยทานกถาเรื่องทาน เราก็พูดกัน อธิบายกันมามาก พรรณนาถึงความหมายของทาน การทาน จนกระทั่ง ใหฝกหัด อบรมทานตั้งแตวัตถุไปจนกระทั่งถึงทานกิเลส ทานความโลภ ความโกรธ ความหลง ออกจากตัวเราเอง จนไดเสร็จแลวเราก็เอามาทานคนอื่นตอ ก็คือจะเรียกวาเปนธรรมะ เปนคําสอนก็ได ทาน ทานธรรมะ ทําทานธรรมะก็คือคําสอน หรือนําพากัน ผูใดนําพา ผูใดชวยเหลือเฟอฟาย ก็ไดการเสียสละ ชวยเหลือ เฟอฟายใหผูอื่นไดพัฒนาตนเอง ไดลดละกิเลสดวย การชวยเหลือนั่นแหละ เปนการเสียสละ เปนการ ทําทาน อันยิ่งใหญทานอะไรก็ไมยิ่งใหญเทา ธรรมทาน ทานธรรมะนี่ เพราะฉะนั้น ทานธรรมะ ตั้งแต แรกเริ่ม อธิบายบอกกลาวถึงความถูกตอง ความดีงาม หรือทางปรมัตถ ก็การละกิเลส ใหรูถึงการละ กิเลสไดนี่ วิเศษสุดและนําพากันชวยเหลือเอาใจใส เคี่ยวเข็ญกันดวย จะเคี่ยวเข็ญ จะนําพากันอยางไร ก็แลวแต อยางที่เราทําๆกันนี่ ชวยเหลือเกื้อกูลกันอยูนี่ เปนการเสียสละ เปนการทําทาน ที่ยิ่งใหญนะ กิจการของเรากิจการของชาวอโศกนี่ หลักการใหญเลย เรานําพาจะใหมาละกิเลส การละกิเลสไดจริง เปนโลกุตรธรรมการทําใหลดละกิเลสได จึงมีวิธีการ มีการนําพากัน หาวิธีการนานาสารพัด ที่จะมาชวย จัดแจงตอเนื่องนําพากันไปใหจนกระทั่งละลดกิเลสใหไดจริงๆ ใหไดจนหมดนั่นแหละ เปนการทําทาน ที่วิเศษอาตมาทํางานนี้ไมทํางานอื่นหรอก ในการที่จะลดละกิเลสได ก็ไมไดหมายความวา เราไมมีงานอื่นในงานลดละกิเลสนั้น เราจะลดกิเลสไปพรอมกันกับมีทั้งงานทางสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะทํางานนี่แหละปฏิบัติลดกิเลสจริงเพราะฉะนั้นทฤษฎีของพระพุทธเจานี่ มรรคองค ๘ จึงสมบูรณบแบที่สุด เพราะงานละลดกิเลสนี่ มีอยูทุกอิริยาบถของบุคคล มีพรอมสรรพไปดวยกระทําการงาน จริงๆ และ คําวาอาชีพนี่แหละ คือการงาน ตางหากสวนสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ นั้นคือการกระทํา งานทางกาย ทางวาจา ทางใจของคน อิริยาบถ ของคน กาย วาจาใจ เรียกวา กัมมันตะ สวนอาชีวะนั้นก็คือ การงานที่ประกอบกับบทบาท การงาน ที่เกี่ยวของกับการกระทํางานตางๆ มันรวมไวหมด กิเลสจะเกิดใหเราละไดทุกกรรมกิริยาการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจาจึงรวมไวหมด ทุกกรรมกิริยา ทุกงาน งานทางกาย งานทาง วาจา งานทางใจ แลวก็งานที่ประกอบกับวัตถุสมบัติ ขาวของทุกอยาง อิริยาบถตางๆ ที่ทําเปน กิจการตางๆ ทุกอยางซึ่งเรียกวาสัมมาอาชีพ แลวอาตมาก็แปลใหฟงแลววา อาชีพไมไดแปลวางานที่ไดเงิน กลับตาลปตร เสียดวยซ้ําถาเผื่อวาทํางานแลว ไมเอาเงินนั่นแหละยิ่งไดทาน ยิ่งไดเสียสละ ยิ่งไดละ ความเห็นแกตัว ละความโลภจริงๆยิ่งเปนบุญเปนคุณคา เปนประโยชน ประโยชนหลัดๆ ทันตาเห็นเลย เราทําแลว เราไมเอาคาแรงเราทําหรือเราใหของคน เราไมเอาคาแลกเปลี่ยนกลับคืนมา มันก็เปนประโยชน ใหแกเขา เขาก็ไดคุณคาไดประโยชน ไมตองแลกเปลี่ยนกลับคืนมา คุณคามันก็ไมลด ถาแลกเปลี่ยนกลับ ใหเขาไปแลวเราก็เอาเงินตอบแทนคืนมา คามันก็หมด ดีไมดีอยาวาแตหมดคาเลย เรียกวา กําไรทางโลก ขายของไปกําไรวาอยางนั้นนะ หมดคา แลวไปขูดรีดเขามาตออีก นี่ทฤษฎีกําไรขาดทุนอารยชน อาตมา ก็อธิบายพยายามอธิบาย แมแตเด็กๆ ก็อธิบายใหฟง เด็กๆ เขาก็เขาใจไดอาตมาบอกแลววา คนเราเกิดมา เพื่อทําทาน เทานั้นเอง เกิดมาเพื่อมีชีวิตพลังงานตางๆ นานาเมื่อมาทํางานทําการ ออกกําลังกาย วาจา ใจ อะไรออกไป เปนกิจการงานอะไรอีกดวยซ้ํา สรางสรรอะไรก็แลวแตเพื่อมาทําทานเทานั้นแหละ เพื่อมาให ผูอื่น สุดยอดไมมีอื่นหรอก เพราะฉะนั้นใครทําใหตรงสัจจะที่วานี้ไดมากเทาไหร ก็เปนคนมีคุณคา ประเสริฐสุดยอด มากเทานั้นๆ แลวงานที่สุดยอดงานที่มีคาอะไรมากๆ ก็มีคาซอนๆ ขึ้นไปเหมือนกัน มันเปนงาน ทําทาน ที่เปนงานทาน เรื่องของศาสนาเรื่องของธรรมะสูงๆ ละเอียดลออดีๆ ก็ยิ่งคาแพง เปนคนมีประโยชนสูง อยางเปนสัจธรรมศีลกถาเรื่องของศีล ก็เปน หลักการ มีหลักการทั้งนั้นแหละ ในอะไรก็มีหลักการ มีกฎ มีหลัก มีระเบียบ มีวินัย พวกเราก็มาอยูในกฎ ในระเบียบในวินัยกันอยางเด็กๆ ที่มาเรียนอยูที่นี่ มีกฎ มีระเบียบเยอะกวาเด็กๆ ที่อยูขางนอก เด็กพวกนี้ก็มามีศีล อยาวาแตศีล ที่ตั้งวาปาณาติปาตา ศีล ๕ เทานั้นเลย เด็กมาอยูในกรอบ ในระเบียบ ในกฎนี้ พวกนี้ศีล หรือวาเราทํางาน อยูในกลุมไหนก็แลวแต เราก็มีหลักเกณฑของเรา มีระเบียบวินัยของเรา ตกลงกันนะ เปนที่รูกันนะ แมแตเรากําหนดหลักเกณฑใหแกตัวเอง ก็เปนศีลของตัวเอง ถาหลักเกณฑนั้น เรากําหนดกับหมูกลุม อยางนี้นะเราตกลงจะเอาอยางนี้นะ แลวเราก็ทําใหมันเหมือนกัน เรียกวาสอดคลองกัน ตามที่เราตกลงกัน มีมติ เปนศีลเพราะฉะนั้น คนที่มีมติ ประชุมกันแลวมีมติตกลงกันแลวทุกทีไป แลวไมทําตามมติ คนนั้นคือคนไรศีล เปนคนที่ไมอยูในกฎ อยูในระเบียบ อยูในหลักการที่ตกลงกัน หรือเราวาจะตองกระทําตามเหตุผลนี้ ความเปน อยางนี้เปนคนไรศีล พูดกันไปแลว ก็ออกไปตามเรื่องตามราวตามกิเลส ตามอํานาจ อําเภอใจ อยางนั้นเปนคนไมมีหลักเกณฑ ไมมีกฎ ไมมีระเบียบ ไมมีวินัย ไมมีศีลนั่นเอง เขาใจศีลใหดีนะๆเพราะฉะนั้น ใครตกลงมีมติตกลงกับหมู หรือตกลงใจตนเอง ก็บอกแลววา ก็เปนกฎ เปนหลัก เปนศีล ของตัวเอง ถาตกลงกับหมูแลว ก็ตองทําใหตรงกัน หมูเล็กก็ตาม หมูใหญก็ตาม เราก็ทําใหมันตรงกัน ตามที่เราตกลงวานี่เปนกฎ เปนหลัก เปนมติ ในสิ่งที่ไดสัญญากันลงไปอยางนี้ สัญญาก็คือการกําหนด กําหนดกันไป อยางนี้ก็ตองใหเปนอยางนั้น เรียกวาเปนศีล นี่ก็อธิบายขยายความเรื่องศีลใหฟงอีกนิดหนอยสัคคกถาสัคคะ สวรรค สัคคกถา กถาก็แปลวา การพรรณนาหรือการพูด คําพูด สัคคะนี่แปลวาสวรรค เจาตัวสวรรคนี่แหละเปนตัว แหม ตัวรายกาจมากในโลกียะ เพราะคนมันไมรูจักสวรรค แลวหลงสวรรค คนที่หลงสวรรคสวรรคมันก็คือสิ่งที่เสพสมสุขสม แลวเราก็ยินดีปรีดา ไดเพลิดเพลิน เอร็ดอรอย สนุกสนาน พวกคุณรูกันทุกคนแหละ มันรสอรอยนะ รสเพลิดเพลิน รสสนุกสนาน รสที่ยินดี ปรีดาอะไร ก็ไดทั้งนั้นแหละ มันเปนอารมณชื่นใจ อารมณพอใจ อารมณยินดี จนกระทั่ง มันจัดจานไป ขนาดไหน ก็ตาม ยินดีพอใจ เอร็ดอรอยถึงขนาดเตนแรงเตนกา ดีด เตน ชื่นใจ ประทับใจ อะไรขนาดไหนก็ตามเถอะ มันก็คือสวรรค มันเปนรส ทางจิตสวรรคมันไมมีอยูที่อื่นหรอก มีอยูที่จิตเทานั้นแหละ มันเปนรสทางจิต แลวสวรรค ที่เสพสมใจ อยางนั้นนะเปนสวรรคที่คนทุกคนรูทั่วหมด ไมวาใคร เคยมาทุกคน แมแตสัตวเดรัจฉานก็ยังเคย สัตวเดรัจฉานก็เริ่มสะสมอารมณเสพสมอยางนี้มาแลว มาเปนคน ก็ติดกันเขาไปใหญ นึกวาไอนี่ เปนจริง เปนจัง วาจะตองไดตองมี ถาไมไดไมมีแลว ชีวิตมันไมสดชื่น ชีวิตมันจืดชืด อะไรก็แลวแต หลงมานานสัคคะ สวรรคนี้ที่กําลังกลาวถึงนี้ เปนสวรรคโลกียะ สวรรคเสพสมสุขสม ไดสุดยอดแหง ความพอใจ ชื่นใจเอร็ดอรอย เขาก็เรียกวา เปนความสําเร็จ แหงความใคร เราใครอะไร หรืออยากไดอะไร พออยากไดแลวก็เสพสมใจ ดังที่กําหนด มันก็เปนรสชาติ ทางใจ ปรุงแตงปบเขาไปเลย เร็วนะ การปรุงแตงนี่เร็ว สังขารนี่เร็วปรุงแตงเปนรสชาติอรอยสมใจปบ อาการที่มันเปน สุขเวทนาพึบขึ้นมา ที่ไปเสพสมใจนั่นแหละ เรียกวาสวรรครูจักสวรรคใหชัดๆ ใจของใคร ของมัน สวรรคของใครของมันสวรรคไมไดอยูบนฟา ไมไดอยูที่ไหนๆ ไมไดมีสถานที่ ไมไดมีอะไร สวรรคไมมีตัวตน ไมมีอะไรๆ อยูนอกจิตวิญญาณ ไมมี ! สวรรคเปนอารมณเสพของจิตเทานั้น ที่เกี่ยวของกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เกี่ยวของกับความกําหนด เรียกวา กามตัณหา-ภวตัณหา เสพสมตามตัณหา ก็เปนกําหนดขึ้นมา หรือแมแต จะเปนตัณหาในวิภวตัณหา ตัณหาในเสพสม ในคุณคาอะไรสูงๆ ขึ้นมา ทําดีไดสมใจ ก็เปนสวรรคบาง แตสวรรคทําดีไดสมใจจะเปนอุดมการณ เปนวิภวตัณหา ดีที่วานี่ ตองเปนดียิ่งดี ในระดับโลกุตระ ดีในระดับ ปรมัตถสัจจะก็เปนวิภวตัณหา เปนความอยากใคร ในสิ่งที่เปนโลก อีกโลกหนึ่ง โลกเจริญขึ้นนะ เปนโลก ถาตัดกรอบของโลกียะ กับโลกุตระ ก็คือไดสมใจ ในความบรรลุสูภูมิโลกุตรภูมิ หรือ โลกุตรธรรม อยูในโลกใหมเปนโลกของโลกุตรธรรม นั่นเรียกวา วิภวตัณหา ซึ่งเปนตัณหาที่ละโลกนี้ คือไมอยากได ไมอยากไดอะไรไมอยากไดโลกเกา แลวเอาปรโลก คือโลกใหม โลกที่พระพุทธเจาทานคนพบ เรียกวา โลกุตรภพ หรือ โลกุตรภูมิ เปนโลกชนิดใหมจริงๆ นะ คนจะรูเลยวา มันรสชาติก็ไมเหมือนกัน ก็คือลาง รสโลกีย สวรรคลวงสวรรคโลกียที่ไดเสพสมนี่ นี่แหละเปนตัวรายของโลกียะเมื่อเราเขาใจรสของโลกียอยางนั้นแลว เราก็ไมตองไปยินดียินรายมัน ลองหัดเลิกรสโลกียแบบนั้นดูซิ นั่นละจิตจะสงบลง แลวก็จะเหตุแหงทุกข ก็ตองดับ ดับเหตุแหงความอยากดวยนะ เหตุแหงความอยาก มาเสพสมดวยดับเหตุแหงความอยาก ดับเหตุคือตัวความอยากนั่นนะ ดับหรือวาไมตองไปอยากอยางนั้น อยากมาเสพสมทําไมสุดทาย เราไมตองเสพสม แลวไมตองมีรสสังขาร ดวยการปรุงแตงเสพสมเชน แตกอน เราเคยติดรูปอยางนี้ รสอยางนี้ กลิ่นอยางนี้ เสียงอยางนี้ ถาเราไดแตะแลว โอ รสอรอยเราพยายามฝกหัด จนกระทั่งไมไดยินดียินรายกับรสอรอยนั้นแลว อาการอรอยชื่น ชื่นใจอยางนั้นนะ หายไปก็ธรรมดา สามัญก็รสธรรมดา ใครจะปรุงมาอยางไร ใครจะปรุงสี ปรุงรส ปรุงกลิ่น ปรุงสัมผัส แตะตอง มายังไงมันก็อยางนั้นแหละ ก็อยางความจริง ตามความเปนจริงของมัน แตเราไมมีการเกิดรส เปน อัสสาทะ รสอรอยรสที่มันซอนเชิงขึ้นมาอีกอันหนึ่งนี่ อันนั้นตัวนั้นแหละไมมี มันลึกซึ้งหนอยนะ คุณจะตองอาน คุณจะตองเรียนมันไมมี มันก็ปกติงายๆ เชน เอาลิปสติกมาทาใหเด็กผูชายนี่ คงไมใช เกยนะ เอามาทาเด็กแกก็ไมเกิดรสอรอยหรืออะไรหรอก ไมเกิดสุข ไมเกิดสวย งาม โอย มันวิเศษอะไร เด็กผูชายคนนี้ เขาจะไมรูสึกนั่นแหละ ความเฉยๆ ดีไมดี มันจะผลักเอาดวยซ้ําไปวา วาเหนียวเหนอะ หรือวาอะไรดวยซ้ําไป ไออยางนั้นยังไมเปนรสกลางๆ ไมมีรสอรอย ไมมีรสชังดวย ยังไมมีรสผลักดวย ถึงจะเรียกวารสกลางๆ เรียกวารสวาง ก็ทําก็ทําได ถาเผื่อวาวางใจไดนะ ไมผลัก ไมดูด เอาลิปสติกทาปาก มันก็ทาปาก ก็เหมือนกับเรากินอาหารที่คนอื่นเขาอรอย เราก็กินอยางนั้นแหละ ก็กินรส อยางคนอื่น เขาก็ได แตเขามีตัวอรอย เราไมตองมีอรอยนั้นแตเราก็ไดกินรสเดียวกัน ถาของอยางเดียวกัน คนอื่นกิน เขาก็ไดรส อยางนั้น มันหวาน ก็หวาน มันเค็มก็เค็มมันขมก็ขม มันเปรี้ยวก็เปรี้ยว เหมือนกัน รสนั้น มันไมประหลาด อะไร มันเปนรสของจริง ตามความเปนจริงแตอัสสาทะ รสอรอยที่มันเปนอุปาทาน มันเปนรสโลกีย ที่คุณไปปรุงไปแตงมานั่นนะ มันไมมีจริงๆ เคยมี ก็หายไปแตเราก็รู เราไมผลักดวย ควรกินก็กิน ควรรับก็รับ ควรมีก็มี ควรใสก็ใส ควรดูก็ดู ควรไดยินก็ไดยินดีควรเกี่ยวของก็ เกี่ยวของ นี่คือสวรรค และมันเปนสวรรคอยางโลกียะ ที่จะตองไดรับรสอรอย แลวก็ไดเกิด รสอรอยนั่นคือสวรรค รสอรอยโลกียะ พอเราลดรสโลกียะ รสอรอยโลกียะนี่ ลงไปได ลดไปจริงๆ จนกระทั่ง มันไมมีมันก็ไปเปนคนอีกชนิดใหม เปนคนอีกโลกหนึ่ง เปนสวรรคใหม สรางสวรรคใหม การมีของโลกียะ ของโลกๆเรียกวาโลกียรส อันนั้นเปนสวรรคของโลกียะ ธรรมดาสามัญ มีทุกคน เคยมาทุกคน คนมาลด รสโลกียะไดลดโลกียรสได ก็เปนคนชนิดใหม เกิด เกิด ถาลดไดเรื่อยๆ ก็เปน อุบัติเทพ ถาไดเสพรส สมใจ อยางโลกๆอยางโลกียะ เขาเรียกวา สมมติเทพ เปนเทวดาสมมติ ซึ่งเปนทุกคน สมมตินี่แปลวา รูกันทั่ว รูดวยกันทั่วทุกคนรูกันหมด แตวาจะมีญาณปญญารูหรือไม ไมรูนะ แตวาคุณรูรสอรอย คุณเสพรส อรอยอยู ที่เสพมันอยางไมรู ก็คืองมงายเลย ถารูตัวแลวก็อานออก แลวก็ลดมัน ลดรสกิเลสนั้นไดจริง ลดรสอรอยนั้นไดจริงคุณก็เกิดใหมเปนอุบัติ อุบัติแปลวาเกิด เปนเทวดา ที่เกิดขึ้นไป เกิดขึ้นไป จนคุณหมด รสอรอยนั้น เรียกวาวิสุทธิเทพ เปนเทพบริสุทธิ์แลว เปนเทพที่ ไมมีรสอรอย ของโลกียะแลว เปนเทวดา สมบูรณ เปนพระอริยเจาอรหัตผลเลยแหละ คุณจะไมอรอยในรส ของอะไรเปนเหตุ รสอรอยในอาหาร รสอรอยในของเสพติดรสอรอยในเครื่องแตงตัว รสอรอยในลาภ ในยศ รสอรอยในสรรเสริญ รสอรอย ในอะไรก็แลวแตที่เปนโลกียะที่ไดสมใจ แมมันได แตมันไดสมใจ เหมือนกันนะ แตไมเกิดรส อาการที่วานี้ คุณอยากจะทําดีนี่เปนวิภวภพดวย คุณสรางอันนี้ เพื่อเสียสละ ใหคนอื่น คุณทําใหเต็มที่เลย แลวคุณก็ ไมเกิดฟูใจอะไรเลยไมเกิดอาการฟูที่เปนรสอรอยใสใจเลย ไมเกิดในใจ ไมเกิดตัวนั้น นั่นคือรหัตผล จิตวิมุติ จิตหลุดพน เปนวิสุทธิเทพเทวดาบริสุทธิ์ เปนสวรรค ที่ยิ่งใหญ ตางจากสวรรคโลกๆเพราะฉะนั้น เราจะตองเรียนรูออกจากสวรรคลวง รสของสวรรค แบบนี้ ตองรูตัว การออกจากสวรรคลวง ขอ ๔ทานเรียกวา กามาทีนวะ ตองเห็นโทษของสวรรคลวง โทษที่เสพกาม เสพความใคร ความอยากได สมใจแลวก็มีรสของกาม เรียกวา กามาทีนวะ เห็นโทษ การเห็นโทษนี่ จะตองเห็นดวย ญาณปญญา ตองพิจารณาตองไตรตรอง ตองตรวจสอบ เพราะมันนานมาเหลือเกิน อะไรสมใจสังขารปุป รสอรอยเกิด สมใจ แหม มันชื่นใจมีชีวิตชีวาอยูตลอดเวลา เพราะมันเปนอยางนั้นมาแตไหนๆ เปนมาตั้งแตเดรัจฉาน บอกแลว แมคนมาเปนมนุษยคนมาเปน มาเปนคนแลว คนก็ยังเสพรสอรอยของกามนี่มาอยูตลอด ทีนี้เรามาเรียนรู เพื่อที่จะไดพิจารณาออกแลวก็จะตองเห็นโทษมันนี่ โอโฮ กินเมื่อไหรก็อรอยเมื่อนั้น ไดสมใจ ในเรื่องทางตา ทางหูเมื่อไหรมันก็ยังเปนความสุขอยูเมื่อนั้น มันยังอรอยอยูเมื่อนั้นแหละ นี่มันยาก มันลวง อยูตรงนี้เพราะฉะนั้น จะตองเห็นโทษของมัน พิจารณาสิ ถาเราจะตองไปติด ไอสิ่งที่โลกเขาก็วา มันไมดีใชไหม อบายมุขแลวเราก็ไปรสอรอยมันอยูอยางนั้น ก็พยายามดูซิ อบายมุขนี่ บางทีเขาก็มีกฎหมายหาม ดวยซ้ํา ไปนะสูบฝนเปนตน สูบเฮโรอีน เปนตน ถึงแมเขาไมหาม ดื่มเหลา สูบบุหรี่ อะไรอยางนี้ เปนตน มันก็ยัง ไมใชของดิบของดีอะไร เปนรสอรอยอยูอยางนั้นทําไม เห็นโทษมันใหได เปนภัย เปนโทษ เจ็บๆ ปวยๆ เสียเงินเสียทองตองเสียเวล่ําเวลา เสียโนนเสียนี่ เห็นโทษของมันใหไดวา ถาเราไปเสพ ไปติดอยู โทษมันมี มากเทาไหรคุณคามันมีเทาไหร ถาคุณคาก็รับแตเพียงคุณคาจริงๆ มันไมตองเสพตองติด บางอยาง ไมมีคุณคาดวยซ้ําเพราะวาเราเสพมากเกินไป เห็นโทษมันจริงๆ พิจารณาโทษมันทุกอยาง แมแตเราจะตองไปเหน็ดเหนื่อยเสียแรงงาน เสียเวลา เสียทุนรอน เสียอะไรก็เปนโทษเปนภัย ทั้งนั้นแหละเพราะฉะนั้น ในอบายมุขนี่ มันเห็นไดงายกวาสิ่งที่ต่ํา สังคมเขาไมยอมรับ หรือสังคมเขาก็รูกันทั่ววาอันนี้มันเลิกไดดี ใครไมไปเสพไปติดอยางนี้ดี จนเราทําใหไมเสพไมติด เพราะเรารูจักวารสอรอย หรือ รสเราไปติดไปยึดนี่ มันก็คือกิเลส ลางกิเลสนั้นออกจนไมมีรสอรอยนั้น ไมตองไปติดไปยึดนั้นไดจริงๆ เลย ใหได ก็เปนการออก นอกจากเห็นโทษแลว คุณจะตองออกจาก เรียกวา เนกขัมมานิสังสะ เนกขัมมานิสัง เห็นประโยชนในการออกมาจากกาม ออกมาจากรสอรอย ออกมาจาก การไปเสพสุข อยางนั้น เรียกวา เนกขัมมะเห็นประโยชนในการออกมา เห็นโทษในการที่ไปติดไปยึด ไปเสียเวลา บําเรอตนอยู แตเห็น ประโยชนในการออกมาจาก รสกามเหลานั้นทีนี้เรื่องซอนอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องโทสะ กาม พยาบาทนี่เปนคูหนึ่ง พยาบาท โทสะ กามเปนความใครอยากไดสมใจตน กามนี่เปนอาการที่สังขาร ที่จริงกามก็คือการสังขารจากอัตตากับกาม อัตตากับกามผสมพันธุกัน แลวก็เกิดมาเปนโทสะ การใครอยากคือกาม อยากไดมาสมใจใหตัวกู พอกูไมไดสมใจกู เทากับลองทําสิ สมการนี้ การใครอยากมาใหไดตามใจที่กูกําหนดอุปาทานยึดติด แลวยังไมได สมอยาก ของกูบวกกับอัตตา คือตัวกูของกูนี่มันไมได ยังไมได พอมันอยาก มีอาการอยากแลว มันไมไดมาตามใจกู ยิ่งมีคนมาขัดขวาง ตาน กั้น จะเกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น เกิดไมชอบใจ จนกระทั่งถึงโทสะ เกิดโทสะ เพราะฉะนั้นโทสะนี้เกิดไดก็เพราะกาม แลวมันก็ลวงคน ไมใชลวงหรอก มันเห็นชัดอยูแลว เพราะปรุงเร็ว เหลือเกินมันเปนการโกรธ การไมชอบใจ ก็ปรี๊ดขึ้นมาเลย มีโทษไหม โทสะมีโทษไหม มีโทษไหม ทานอธิบาย ในนี้อธิบายในพยาปาทาทีนวะ โทษของพยาบาท อาทีนวะ นี่แปลวาโทษ พยาบาทมีโทษไหม มีโทษ ไมมีคุณเลยซึ่งอาตมาเคยบอกวา แมแตความไมชอบใจ แมนิดหนึ่ง ไมตองเอาไวในใจ เอาออก ใหหมดเพราะฉะนั้น เราจะตองมาออกจากโทษหรือออกจากพยาบาท ออกจากโทสะดวย หรือไมออก หรือจะเอาไวกอนดวยซ้ําไป กอนกามาทีนวะ เพราะวาการใครอยาก ในการที่อยากจะสรางสรร อยากจะเสียสละ อยากจะทําดีมันยังมีคุณคา แตอยาก อยากจะโกรธ อยากจะไมชอบใจ อยากจะชัง อยากจะพยาบาท อยากจะอาฆาตอยากจะแกแคน อยากจะรําคาญพวกนี้ เปนลูกเตาเหลาหลาน ของโทสมูลทั้งนั้น อาการ พวกนี้ มากกวานี้อาตมาเคยอธิบาย แมแตริษยา แมแตมักขะ ปลาสะ อาชีพ ตระหนี่ถี่เหนียว อะไรพวกนี้ ลูกของโทสะทั้งนั้นเลยโทสมูล สายโทสมูลทั้งนั้นเลย สรุปแลว ก็ตัวโทสะนี่ ตองออกกอนกาม ดวยซ้ํา ตองละออกกอนกามแตพวกเรามีโทสะ อยูในใจกันบางหรือเปลา ใครหมดแลว ยกมือขึ้น เกลี้ยงแลว ไมมีโทสะแลวตอนนี้ถอนอาสวะสิ้นแลว มีไหม ยังมีอยูทุกคน เพราะฉะนั้น เรามาเอากอนอื่น กันเถอะวันนี้มีกระดาษ เทศกาลเขาพรรษา สัปดาหแหงการพิจารณาโทษของโทสะ ใน ๗ วันตอไปนี้ มาเอาไปแลวทําแบบฝกหัดดู ใน ๗ วันตอไปนี้ ตลอดเวลาที่ทานตื่นอยู ไอตอนนอนหลับ มันคงไมรูละนะ มันโกรธเมื่อไหรไมรูละนะ มันไปโกรธในฝนคงยาก เอามันตอนตื่นนี่ละนะ ตลอดเวลาที่ทานตื่นอยู ขอใหทานพิจารณาคิดนึกใหมาก ถึงโทษของโทสะ จะเรียกวา โทสาทีนวะก็ได ไมใชกามาทีนวะ โทสาทีนวะ คิดนึกคิดใหมากถึงโทษของโทสะ วามีอะไรบาง พอมันโกรธ หรือมันโทสะขึ้นมา มันพยาบาท มันจะคิดไดถึงขั้นลูกของโทสะมูลก็ไดนะ แลวมันมีผลไมดีอะไรบาง มันมีอะไรบางโทษของมัน โทษความไมดี ไมงามของมัน และอานิสงส ทีนี้อานิสงส ก็แปลวา ประโยชน อานิสงสของการออกจาก เนกขัมมานี่ ออกจากโทษออกจากโกรธทั้งนั้นแหละ ออกจากทั้งโทสะและโลภะ ไมใชออกจาก แตกาม อยางเดียว บอกแลววาโทษนั่นมันเกิดจากกาม เพราะฉะนั้น กามที่ลึกที่สุดก็คือ ตัวที่ยังตองการมา อยูตลอดเวลาเพราะฉะนั้นแมแคตองการ จะใหตองการมาบําเรอตนจริงๆ ก็คือกามโดยตรง ตองการแลวไมไดสมใจ จึงเกิดโทสะอยางที่บอกแลว มันก็เกิดไปจากตัวกาม เพราะฉะนั้น อธิบายตัวกามาทีนวะตัวเดียว ขยายออก เปนโทสะอยางที่อาตมากําลังขยายใหฟงนี้นะ เพราะฉะนั้น อานิสงสของการออกจากโทสะ ที่ทานเคย ไดรับเราก็พิจารณาของจริงของเราเลย หรือคิดวาจะไดรับ อันนี้เรียกวายังไมไดรับ อนาคต หรือคิดวา จะไดรับเพราะฉะนั้นใครจะออกยังไงก็เอาไปลองดู อานดู มันก็เหมือนกัน กระดาษนี้ อาตมากําลังอานนี้อันเดียวกันแผนเดียวกัน แลวก็มีชองใหคุณกรอก เอาไปทําแบบฝกหัดดู ทําการบานดู ตั้งใจศึกษา ศึกษาเรามีอุปกรณเรามีวิธีการอะไร เพื่อที่จะใหพวกเราไดเรียนรู เรียนรูสัจธรรม เรียนรูความจริง เด็กๆ เขาใจไหมนี่ ฟงดูๆ เขาใจไหมนักเรียน เขาใจไหม รูเรื่องไหม พอรู เอาไปทําดูบางนี่เปนการทําแบบฝกหัดที่จริง คิดใหถึงโทษของมันนะ โทษของโทสะนี่กําลังทําแบบฝกหัดของ โทสาทีนวะ กําลังทําแบบฝกหัดของโทสาทีนวะ บอกแลววา โทสาทีนวะ นี่เปนลูกของกาม ผสมพันธุกับอัตตา มันถึงออกมาเปนโทสเปนโทสะเพราะฉะนั้น เราทําตัวลูกนี่กอน คอยไปถอนรากถอนโคนแม แมนั่นมันยังอาศัยอยูบาง เพราะที่จริงแลวโลกนี้เราก็ตองมีเครื่องอาศัย เพราะฉะนั้น จะอาศัยที่สุดก็คือ จิตวิญญาณที่เปนความปรารถนา หรือความใครอยากที่ดี เปนวิภวตัณหา เปนความใครอยากสรางสรรอยู ถาเรายังมีชีวิต เรายังมีรูปนาม ขันธ ๕เรายังไมปรินิพพาน เราจะตองมีความปรารถนานี้อยูตลอด เปนอากังขาวจร หรือเปนอะไรละ อิจฉาวจรยังจะตองดําเนินไป อวจรก็หมายความวา มันยังเดินไปอยู มันยังมีวงที่เปนไปอยู อวจรมันจะตองมี อากังขาวจรหรือ อิจฉาวจรนี้อยู เปนความปรารถนา เปนความตองการ จะเรียกอิจฉา จะเรียกฉันทะ จะเรียกอะไร มันมีเยอะคําวาปรารถนานี่ มันมีความหมาย ถาเราเขาใจเนื้อหามันแลว ก็ไมยากอะไร ลองไปทําดูนะนี่เปนสิ่งที่เราพยายามนะ พยายามที่จะชวยกัน ชวยกันใหเกิดคุณคา ใหเกิดประโยชน ใหเกิดการดําเนินเจริญขึ้นในตัวคน ในตัวบุคคล พยายามกระทํากัน ใครไมเขาใจ ถามไถกัน ถาใครเขาใจ ดีแลว ก็ทําเลยเขาใจยังไมดีอะไรก็ประชุมกัน เหมือนอยางที่เราทําหนังสืออริยสัจ ๔ มา มันไมเขาใจดี ก็มาประชุมกัน วิจัยวิเคราะหกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงมืออาตมาอีกทีหนึ่ง ถามันไปไมรอด ก็มาถึง มืออาตมาอาตมาก็ชวยเสริมเติมใหอีก แตถาไปรอด ทําไดดี ก็เอาเลย ไดคุณคา ไดประโยชนทันที ไมมีปญหาอะไรแลวเราก็ทํา พหุลีกัมมัง มันจะเกิดจากการทําใหมาก ในการฝกฝน ตนเอง มีความเพียรไหนๆ เราก็เปนนักเรียนมหาวิทยาลัยแหงชีวิต ที่จะตองเดินทางไปสูปริญญา ปริญญาอะไรรูหรือเปลา จบป ๔ พระอรหันต จบป ๑ นี่ไดแคโสดานะ จบป ๒ สกิทา จบป ๓ อนาคา จบป ๔ อรหันต ปริญญาของมหาวิทยาลัยชีวิตนี่ มันยิ่งยอดอยางนี้ มันยิ่งใหญ สวนใครจะไปเรียนปริญญาโท ไปเรียนดอกเตอร เปนพระโพธิสัตว เรียนปริญญาโท ก็หมายความวา ไปเปนพระโพธิสัตว จบดอกเตอร ก็หมายความวาเปนพระพุทธเจา ใครจะไปจบดอกเตอร ไปเรียนดอกเตอร ก็คอยวากันอีกทีหลัง ตอนนี้เอาปริญญาตรีกอนปริญญาตรีนี่ เรียน ๔ ปนะ โสดา สกิทา อนาคา จบอรหันตถึงจะจบป ๔ เปนปริญญาตรี มันตองทําจริงๆในชีวิตพวกเรา เขาใจมาถึงขั้นนี้แลว ทําไดทุกคน เด็กๆ ก็ทําไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive