สมาธิและสัมมาสมาธิ.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์4.68 MB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2540

เนื้อหาในไฟล์

สมาธิ และสัมมาสมาธิ ตอนที ๑โดยพอทาน โพธิรักษเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๓๓เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริยของพุทธ ครั้งที่ ๑๔ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศกวันนี้เรามาศึกษากันเรื่อง สมาธิ และสัมมาสมาธิที่ใหชื่อวาสมาธิ และสัมมาสมาธินั้น มันรวมไวหมด อานาปานสติภาวนาก็จะอยูในนี้ แลวก็เรื่องสมาธิ ที่เราจะทําอยางอานาปานสติก็ดีเราก็จะพึงเรียนรู ฝกฝนกันจริงๆ ในเรื่องของสัมมาสมาธิ ก็จะอธิบายประกอบ ความจริงเราก็เรียนสัมมาสมาธิกันมาตลอด สวนสมาธิที่เราจะมา นั่ง...ที่เราเรียกวา เจโตสมถะ จะทําอยางสมาธิ... สวนทั้งหลายทั้งแหล สวนกวางที่คนทั่วไปเขาเรียนกัน พอบอกวาสมาธิ เขาเรียกภาษาอังกฤษกันวาMeditation สมาธินี่ Meditation แลวก็เวลาก็จะทํา ก็จะตองเขาไปอยู ในภวังค นั่งหลับตา แลวก็ไปอยูในภวังค เมื่อสติตื่นเต็ม ตัดทวารทั้ง ๕ ไมรับ รู...ไมรับรูทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีแตความรับรูอยูภายในเทานั้น เราเรียกวาอยูในภวังค เขาก็ถือวาอยางนั้นแหละ เปนสภาพที่เขาไปสูฌาน..เขาไปสูฌาน แลวก็มีองคประกอบที่เปนเงื่อนไขอยูบางวา ในขณะที่เขาไปอยูในภวังคนั้น จิตใจก็จะตอง เปนหนึ่ง เรียกวา เอกัคคตารมณโดยไมไปคิดถึงกาม ไมไปคิดถึงพยาบาท ไมงวงเหงาหาวนอน ไมเซื่อมซึม อะไร เปนสติเต็มอยูขางใน แลวก็จิตใจไมฟุงซานไปในเรื่องหลายเรื่องตองมีเรื่องเดียว เรียกวา เอกัคคตารมณ มีอารมณอยูในเรื่องเดียว ในสภาพที่อยูในภวังคนั่นแหละ เห็นอยางชัดเจน ไมสงสัย ไมมีความรําคาญใจไมมีความทุกขใจอะไร มีอารมณที่อยูในสภาพที่สบาย แลวก็อยูในสภาพ อยางนั้นแหละ นั่งอยูในภวังค ขางนอกจะเปนอยางไรไมรูเรื่อง สบายเราคิดนึกอะไรสวนหนึ่งของเราอยูในนั้น ซึ่งมีเงื่อนไข ประกอบแลววา อยาใ

อ่านต่อ

หเปนกาม อยาใหมีความนึกคิดไปทางกาม ทางพยาบาท และ อารมณของจิตก็ยังไมฟุงซาน กระเด็นกระดอนอะไร อยูในเรื่องที่รับรู อยูในภาวะอยางนั้น ไมงวงเหงาหาวนอน ไมเซื่องซึม สติเต็ม...คําวาวิจิกิจฉานั่น เขาก็แปลกันไปหลายอยางหลายนัย เขาแปลตั้งแตวา ไมคิดวิจิกิจฉา ไมสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆไปโนน... อธิบายกันวาไมสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ แลวก็ไมสงสัยที่จริงนะ ไมสงสัยคํานี้ วิจิกิจฉา คํานี้ เปนเงื่อนไขของความเปนฌานหนึ่งๆ นี่...มี ๕ มีกาม พยาบาทถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ แลวก็วิจิกิจฉา คําวาวิจิกิจฉา ไมสงสัยนี่ คือเราจะตองรูนั่นเอง รูอยางชัดเจนนั่นเอง ไมสงสัย รูเห็น รูแจง เขาใจ แลวก็เปนการรูอยูเห็นอยู อยางไมมีขอเถียง ขอโต คําวาวิจิกิจฉานี่ มันรูเห็นอะไร รูเห็นของจริง ตามความเปนจริง เรารูวากามคืออะไร อาการของกาม พยาบาท คืออะไรอาการของพยาบาท คืออะไร เรียกวา รูปนาม ที่เราเรียนกันมาแลว เรียนกันมาแบบสัมมาสมาธิ... เราเรียนรูจิต เจตสิก รูอารมณของจิต กามมันมีอยูในอารมณของจิตไหม พยาบาทมันอยูในอารมณของจิตไหม ลักษณะอยางนี้ เรียกวา ถีนมิทธะ งวงเซื่องซึม กระดางอะไรอยู แลวแตที่เราเห็น...อธิบายกันมามาก วาอาการมันไมโปรง ไมใส จนกระทั่ง อุทธัจจกุกกุจจะ มันมีความฟุงซาน มันมีความรําคาญใจ มันมีความคิดนึก ที่มันไมเปนหนึ่งเดียว ไมเปนเรื่องที่เปน สารัตถะอะไร ที่เราตองการอยูอยางนั้น เราจะตองรูสิ่งเหลานี้แหละ ดวยความเปนจริง อยางชัดเจน ไมของใจ ไมสงสัยวานี่คือสภาพฌาน นี่คือสภาพที่ไมมี นิวรณ คือสภาพของ การปราศจากนิวรณ เปนสภาพฌานแทๆ ที่เราเรียนกันมาแลว ดวยสัมมาสมาธินั้นนะ จะหลับตาหรือ ไมหลับตา จะเห็นรูป แตไมมีสภาพของนิวรณเหลานี้ จะไดยินเสียง จะไดกลิ่น ดีไมดี ไดกลิ่นตุยตุย อยูในจมูกเสียดวยซ้ําเราก็ไมมีใจอาฆาตพยาบาทอะไร ไมมีความโกรธ ความเคืองอะไร แมจะเปนกลิ่นนั้น ไมใชของเรา ของคนอื่นทํามาใหดมก็ตาม ก็เฉยๆ จิตใจไมโกรธ ไมเคือง ไมไดอะไร ถือสาอะไร ก็ถือเปนธรรมดา ธรรมชาติอะไรอยางนี้ เปนตน จิตไมมีความไมสบายใจ จิตไมมีสภาพที่เรียกวา เปนกาม เปนราคะ ไมชอบ ไมชังจิตใจก็ไมไดงวงงุน เบิกบาน ราเริง ไมไดซึมเซา ไมไดหดหู อะไรเลย ถีนมิทธะไมมี ไมฟุงซานอะไร อยูในเรื่องที่เรากําลังคิดอะไร ที่มันเปนการสรางสรรเปนสังกัปปะ เปนการดําริ นึกคิด ที่ไมมีมิจฉา ไมเปนกาม ไมเปนพยาบาท ไมไดเบียดเบียนตน ไมไดเบียดเบียนทานอะไร หรือแมแตพูดอยู ดวยซ้ําก็เปนสัมมาวาจา จะทําการงานอะไรอยูดวยก็ตาม ก็ไมเปนไปเพื่อ ปาณาติบาต ไมเปนไปเพื่อ อทินนาทาน ไมเปนไปเพื่อกาเมสุมิจฉาจาร อะไรกําลังประกอบ การงานอาชีพอยูอยางดี ในองคประกอบของ การงานอาชีพ บางที นี่ พนมิจฉาชีพทั้ง ๕ เสียดวยซ้ํา ในขณะนั้นนะ บางคนมีอาชีพพนมิจฉาชีพ๕ อยางถาวร บางคนชั่วครั้งชั่วคราว ก็ตาม... ในขณะนั้น เปนฌานแนๆเลย แลวฌานอยางสูงสงดวย เปนสัมมาสมาธิอยางดีเลย อยางนี้ เราก็เรียนกันมาแลว แตในฌาน ในสมาธิทั่วๆไป ที่นั่งเขาไปอยูในภวังคนี่ เขาก็อธิบายวิจิกิจฉา กันไปนานาสารพัด อยางที่วา ของเรานี่ วิจิกิจฉา คือไมไดสงสัยเลยวาลักษณะฌาน คืออยางนี้ จะลืมตาก็ตาม หลับตาก็ได นี่ก็คือ วิจิกิจฉา ที่ไมวิจิกิจฉาเรื่องของที่รู ที่เห็นนั่นแหละ ตามความเปนจริง เปนญาณทัสสนะไมสงสัยใน ญาณทัสสนะของเรา ในขณะนั้น เรารู เราเห็น เราแจง อยางไมวิจิกิจฉา อยางไมสงสัยลังเล มีเปาหมาย ของความไมวิจิกิจฉาบางที เขาก็เอาวิจิกิจฉานี่ ไปอธิบายอยางที่วา ไมสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ อันนี้ที่จริง เขาอธิบาย อยูในสังโยชน วิจิกิจฉาสังโยชนซึ่งพระโสดาบัน จะตองพนสักกายะทิฏฐิ พนสีลลัพพตปรามาส พนวิจิกิจฉานี่ ตัว แลวเขาบอกไมสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ที่จริงแลวถูกนะพระพุทธคืออะไร พระธรรมคืออะไร พระสงฆคืออะไร เราขณะนั้นกําลังเปนสงฆสาวกของพระพุทธเจา อยางนอยก็มีสภาพ โสดาคุณ โสดาปนเปนโสดาบันชั่วคราว ในคราวนั้น ในขณะนั้น จิต เจตสิกของเรานี่ เปนจิตที่ปราศจาก กิเลส ในชวงนั้น อยางรู อยางเห็น อยางแจงเลย ไมสงสัย พนวิจิกิจฉาการปฏิบัติไมใชวา เราเรียนรูโดย จารีตประเพณี รูปแบบเฉยๆ แตเราไดทําจิตของเรานี่ สูวิปสสนา จิตสูวิปสสนา ก็คือจิตที่รูเห็น รูแจงวิปสสนา แปลวาเห็นเชน เขาบอกวา ยกจิตขึ้นสูวิปสสนา อาตมาก็งงๆอยูเหมือนกัน ความหมายของคนอื่น เขาวายกจิต ขึ้นสูวิปสสนา อาตมาไมรูวาเขายกจิตขึ้นสูวิปสสนาอยางไร เขาเอาจิตนี่ เอาอะไรมายก แลวยกกันยังไง... มีเครื่องยกยังไง เอาอะไรยก ยกขึ้นไปยังไง...ที่จริง ถาเราปฏิบัติถูก เราไมตองยก ไมตองปลงอะไรมันหรอก จิตของเรานี่ สภาพที่มันเขาสูสภาพ วิปสสนาฌาณ หรือเขาสูสภาพวิปสสนา ก็คือเห็น มีญาณก็คือตัวเห็น ตัวรูนั่นแหละ ญาณนั่นแหละ ตัวรู ตัวเห็น เห็นจริงๆเลยวา เราทําจิตของเราใหปราศจากกิเลส ปราศจากกาม พยาบาท ถีนมิทธะอุทธัจจกุกกุจจะ อยางไมสงสัย คือมันพนวิจิกิจฉาจริงๆ มันไมไดสงสัย มันเห็นอยูรูอยู เปนปจจุบันนั่นเทียว เราทําไดไหม ... ไดขณะนี้เปนฌานจิตเราเปนฌาน ฌานนี่ เปนอุตริมนุสธรรม เปนความเหนือมนุษยธรรมดา ที่จะทําได เปนคุณวิเศษของมนุษยที่ไมใชวา จะทําไดงายๆ ทําดวยเจตนาทําดวยความมุงมาด ปรารถนา ไดทําอยูตลอดเวลา ไดเทาใด ก็คือ ฌาน ไดมากครั้ง มากขณะเทานั้นๆ ทําใหแกตนจริงๆ ถูกกระทบสัมผัส ตอจากตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอยู เราก็ทําของเราอยู ตลอดเวลาเลย ไมใหจิตของเรามี โลภ โกรธ หลง ไมใหมีกาม ไมใหมีพยาบาทนั่นเอง อยางรูๆ ไมไดหดหู ไมไดเสียใจ ไมไดดีใจ ไมไดฟุงซาน มีความนึกคิดที่อยูในกรอบ มีความแจมใส มีความเบิกบาน ราเริง มีความรูอยู วาจิตนี่เราไดธรรม เราไดปฏิบัติ เราไดอบรมตน เราไดประพฤติ เราไดสั่งสมตลอดเวลา สั่งสมใหไดบอยครั้งทึ่สุด ทําอยูอยางนี้ เราเรียกวา เราสั่งสมฌานสั่งสมวิมุติ เราทําสมาธิแบบลืมตาทีนี้ แบบหลับตานี่...เขาก็ใหมันมีชั่วคราวนั่นแหละ ใหมันอยู ในภวังคนั่นแหละ เราจะหมายเอาในขณะที่ภวังค นั่งหลับตา แลวก็อยูอยางนั้นใหมันเปนไดจริงๆ เราจะทําใหมันเปนไดจริงๆ... ลืมตา มันก็ชนิดหนึ่ง ที่เราทํา ก็คงจะชํานาญ อยางลืมตากันนะ พวกเราทํานี่ จะทําไดงายไดไมงายอะไรแคไหน พวกคุณก็รูตัวเองวา มันไมงายนักนะ แตมันก็ดูวา เอะ ในขณะนี้นี่ เราก็ทวนอาการของใจของเรา อารมณของใจของเรา มันมีกามหรือเปลา แมขณะ นี้... มันมีไหน อาการของกาม อาการของความรื่นรมย อาการของ ความเสพยกาม รื่นรมยในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ขณะนี้...อากาศมันรอน แหม ลมแผวพัดมานี่ มันเย็น สบายดีเหลือเกินนะ นี่ก็เปนกามชนิดหนึ่ง เปนกาม ถูกสัมผัสแตะตอง แลวเราก็ชื่นชอบอะไร... เราก็รูวาดีแลวก็ทําใจใหคลายวา เออ เราอยาไปติดอกติดใจ ประเดี๋ยวมันรอนขึ้นมา หงุดหงิด อึดอัด แหม ไมชอบ อารมณไมชอบ หรืออารมณชอบพวกนี้เราอานใหละเอียดเชียว กระทําสัมมาสมาธิ ทําฌาน ทําสมาธิ แบบที่เราฝกหัดนะ เราจะรูอารมณพวกนี้ไดชัด ในขณะตื่นลืมตา แลวรูตอสัมผัสขางนอกขางในอะไร ตลอดเวลา เราจะเขาใจ กามคุณ ๕ เราจะเขาใจพวกนิวรณพวกนี้ไดดี ไปเอาแตตอนนั่งหลับตานั่นนะ มันงาย แตพวกเราไมงาย ตรงที่วาเขาไปสูภวังค มันไมคอยไดงาย มันไมได เพราะไมไดฝก มันกลายเปนอะไรรูไหมพอนั่งหลับตาเขาไปแลวนี่ มันไมเปนฌานตรงที่มันหลับ พวกเราพอนั่งเขาไปแลว หลับไปเลย ไมมีสติ สติตกไปเลย คุมไมได ตั้งไมเต็ม อันนี้แหละ คือMeditation ของเรา ไมเปนสมาธิตามที่เขาหมายทั่วโลกนี่ เราไมเปน แหม พวกนี้นี่ มันแยเต็มที มาเปนนักปฏิบัติธรรมโลกุตระ แตไมมีสมาธิ โอโห ฟงแลวเสียเหลี่ยมหมด เสียแตมไมรู...แตมมีเทาไหร เสียหมด มันไมไดจริงๆ เลยนะ สมาธิตามที่เขาหมายนั่น ทําไมเปนกัน อาตมาเลนมานักละ สมาธิแบบนี้ทําจน...อยูในนั้นละ นั่งไป มีจิตอยูขางในภวังคนั่น ไปขางนอกไมรูเรื่องอะไร อยูอยางนั้นละ ตื่นนะ ไมใชหลับ ถานั่งหลับ ก็ชนิดหนึ่งทีนี้ พวกเรา มันจะหลับ มันไมเปนเมดิเตชั่น มันเปนสลิปป ไมใชแรงกูนดวย มันไมใช SLEEPY แรงกูนดวย SLEEPY อโศก นั่งเขาไป เปน SLEEPYอโศกไปเลย เปนการนั่งหลับ ก็ไมใชแตพวกเราหรอก ที่อื่นก็เปนนะ ในสายที่นั่ง หลับตา นั่งไปๆ มันก็หลับ ไมใชนั่งฌานหรอก ฌานไดบางประเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนเปนหลับ เพราะฉะนั้น ผูที่เขาฝกจริงๆ เขาฝกอยางเกงๆ นี่ ที่เขาถือวาเขาฝกไดเกงๆ อยางสายที่เขาฝกจริงๆจังๆ สายธรรมกายเปนตน หรือสายอะไรตออะไร สายอาจารยมั่น เขาฝกกันจริงๆ ฝก ฌาน อันนี้แหละ ฝกสมาธิ อันนี้แหละ มันก็มีผล มีผลนะ มีผลอุปการะจริง เพราะ วาเมื่อฝกจริงๆแลว มันก็จะไดมีสติ แลวก็ใช ณาณ หรือใชความที่ปราศจาก นิวรณชั่วคราว ในตอนนั้น อานอารมณ จะนึกคิด ก็จะนึกคิดไดดี จะปรุงอะไรก็ไดดีเพราะมันไมมีกิเลสมากวน แจมใน แมแตจะทําไปอยางไรๆ อีก นานาสารพัด ไปแบบฤาษี เปนแบบ เดรัจฉานวิชา เปนแบบอะไรตออะไรมันก็เปนพลังจิตที่สามารถ ฝกรวบรวมพลังจิต ใหโนมนอมไปใน อยางที่เปนฤทธิ์เดช แบบอภิญญา อยางนอกทาง อยางนอกพุทธนั่นนะจะเปนอะไรตออะไรไป อยางที่ เขาเลา เขาลือกัน พวกเรานี่ ไมคอยไดศึกษาขางนอกเขาเทาไหร อยางหนังสือ ที่เขาเขียนขายนอกนั้น มีแตแบบนี้แหละเขาเขียนขาย หนังสือที่เขามีกี่อยางแลวไมรู เดี๋ยวนี้ อาตมาก็ไมไดติดตาม หนังสือโลกทิพย หนังสือคนเหนือโลก หนังสือลานโพธิ์ หนังสือโพธิญาณหนังสืออริยะ ก็เคยไดเห็นเหมือนกัน หนังสืออริยะ หนังสืออะไรพวกนี้ เขาอธิบายสมาธิแบบนี้ทั้งนั้นแหละ เวลาจะมีพลังจิต เวลาอะไร เขาก็อธิบายไปแบบนี้ทั้งนั้น พิลึกพิลืออะไรไปมากมายกายกอง พวกเรานี่ มันไมมีอยางนั้น พวกเราไมเลน เพราะเราเปน ลูกพระพุทธเจา พระพุทธเจาทานสอนวาอิทธิปาฏิหาริย ก็ดี อาเทสนาปาฏิหาริยก็ดี อยางนั้นนะ อยามายุง ยิ่งเปนสมณะ เปนพระแลว อยาไปทํา... แสดงพั่บนี่ คือวา อาบัติ ไปแสดง ไปมี ไปอะไรนี่ไมตอง ไมตองสั่งสมนะ ไมตองสั่งสม ถาเผื่อวา ผูใดมีบารมี มีการไดเทียบเคียงวา เออ อยางนี้ เขาเปนจริงๆ แลวเขาก็ถือวา เขาเปนเขาได เขาจริงจังเหมือนกันนะ อยาง ..บางแหง....นี่ พอนั่งแลว เขาก็ตั้งปนมโน มโนมยอัตตา ที่เรียกวา รูปที่สําเร็จดวยจิต เขาก็ปน พอปนเสร็จแลว มันก็เปนรูปเปนเรื่องอะไรกันไป เปนวิมานอยางที่วานั่นนะ ไอที่เลาเปน นิยายปรัมปรากันไปสู ดาวดึงส ไปสูเมืองสวรรคอะไรนี่ ไปเห็นสระ อโนดาต มีตนปาริชาตมีกลิ่นปาริชาต อะไร หอม มันก็รูสึกหอมจริงๆนะคุณ หอม น้ําใส ก็ใสจริงๆ น้ําที่วาใสนี่ ความสมมุตินี่ วาใสกวานั้น มันก็สมมุติได แลวมันปนเอาได จิตนี่มันปนอะไรตออะไรที่มันไมมีในโลก มันปนไดนะเพราะฉะนั้น เราบอกวา ปนไดใสมันใสจริงๆ ก็สมมติเอาวา ใสกวาใสนะ ใสนี้นี่ใสเทานี้ อีกใสหนึ่ง มันใสกวานี้ มันก็สมมติเอาเปนรูป ปนเปนรูปนิมิต เปนจินตนาการของตนเอง มันก็ทําเอาไดนะซี ก็ของที่มัน สมมติเอานะ อันนี้ มันเหนือกวาอันนี้ มันสมมติคาเอาเองนะ เพราะฉะนั้น จะสมมติวา โอโหวิมานแกว ๗ ชั้น ของทางดานสายฤาษีลิงดําตอนนี้ วิมานแกว ๗ ชั้น ๘ ชั้น ของคนนั้น สวยๆ เอา ! สวยกวาสวย มันก็สมมติได อันนี้สวย... อันนี้สวยกวาสวย... เรามีรสนิยมอยางไร เราก็ปนเอา สวยกวาสวย ของเราอยางนั้น เย็นนะ มันเย็นอยางไร ก็ปนเย็นกวาเย็น มันเปนยังไง ก็ปนไป เย็นเกินไปมันหนาวก็ไมเอา เอาเย็นกวาเย็นเทานั้น อะไรอยางนี้ เปนตน เขาก็ปนไปในความรูสึก เปนความรูสึกรับรส ที่เราเอง เราตองการ เราวาอะไรดี อยางไหนของใคร ก็รูสึกเอาเอง มันเปนความรูสึกของจิตเทานั้น ก็ทําเอาได หอมกวาหอม มันเปนยังไง สมมติเอาที่หอมกวาหอม ก็เราชอบ รสนิยมไปทางไหนละ โลชั่นหรือ เพอรฟูม ละ ก็เอาไป...รสนิยมคน หนักไปทางเพอรฟูม ก็ไปทางเพอรฟูม เรื่องของกลิ่น ทางไหน ถาหนักไปทางโลชั่น ก็ไปทางโลชั่นออนหนอยเพอรฟูมก็ฉุนหนอย อะไรอยางนี้ ก็แลวแต นี่ เปนเรื่องของ ความรูสึก สมมติเอา รสนิยมของใครของมัน ก็ปนไป ก็ทําได แลวก็ไปมี แมกระทั่งที่สุดมีเมืองนิพพาน โอ ! อยาวาแตสวรรคธรรมดาเลย ไปถึงเมือง นิพพาน ไปดิ่งไปเลย เขาปนเปน มโนมยอัตตาทั้งสิ้น เขาจริงๆจังๆ มันไดจริงๆ คนไมไดนี่ โอยไมเกง เรายังไปไมถึง ไมมีบุญ แหม นอยวาสนา นอยใจ อะไรๆตางๆนานา มีอยูเยอะ คนที่ปนไดสําเร็จดวยจิต ก็ถือวา คนนั้นแหละ สําเร็จแลว ไดไปใหญเลยจริงๆมันไมมี ไอเมืองสวรรค เมืองนิพพานอะไรๆ ลงอยางนั้นๆ แหละ ปนสระอโนดาตอะไรนั่น มันไมมีหรอก หรือวา แมในนรก ก็จะมีกระทะทองแดงแลวก็เอาคนจุมหัว จุมหางลงอะไรกัน แหม เขียนภาพออกมา... มันไมมี มันไมมีในแดนไหนๆ ในโลกไหน มันก็ไมมี แตเขามีกัน จริงๆนะ เขามีกันจริงๆปนสําเร็จ แลวมันจริงของเขา จริงๆเลย คนไหนไปอยูในทางนั้น แลวก็ถือทางนั้น เห็นจริง เห็นจังในทางนั้น เขาก็จะมีจริงๆ อยางพวกคุณนี่ ไมเชื่อแลวไปปนใหตายยังไง มันก็ไมเปน เพราะมันไมเชื่อ จิตลึกๆ มันไมเชื่อแลวปนยังไง มันก็ไมเปน เพราะมันไมเชื่อ ก็มันไมมี แลวจะใหมันมี เอะ จะมียังไง ก็มันไมมีมันจิตสําเร็จดวยจิตเทานั้นเองเพราะฉะนั้น พวกเรานี่ไมมีบุญอยางเขาหรอก คนที่เขาใจอยางสนิท ยิ่งสนิทเทาไหร ยิ่งไมมี มันตองไป หลงเชื่อจริงๆเลยนะ แลวมันถึงจะปนได อาตมานี่ก็ไปปนกับเขามาไดบาง ไมไดบาง คือมันมีธาตุเดิมมันนะ ที่มันรูแน รูแทแลว มันก็ไดอยางนั้นละ มันไมคอยเขาทาอะไรเทาไหรหรอก ไมเกงเหมือนเขาหรอกของเขานี่ มันสนิท มันคนเชื่อสนิท มันไมมีอะไรไอนั่นเลย มัน ไปดิ่วเขาไป อยางโนนอยางนี้ อาตมาก็เออ มันไปไดดิ่ว แตกอนที่ยัง...ไมไดมาฟนความรูจริงของเรา อยางนี้ เราก็ยังนึกอยูวา เออ พวกนี้ มันไปไดเกง เขาเกง ยังนึกอยูวา เขาเกงอยูนะ เราไมเกงเทาเขา อะไรก็แลวแต เราก็นึกๆแตอาตมาก็ไมไดหมายความวา ไมรูเรื่องอะไรกับเขา รู ก็เขาใจทั้งนั้นแหละ จนกระทั่ง มารูทางนี้ อยางแนนอน ชัดเจนแลว ถึงเห็นไดวา พวกนี้ มันใชจิตที่เปนจิตสมมติอะไรตออะไรกันไปอยางนี้นะ แลวก็ติดกันอยางนั้นจริงๆ เขาเชื่อกันอยางนั้นจริงๆ ที่เห็นความจริงวา เขาเปนอยางนั้นก็เปนไป ถาเผื่อวาสิ่งอยางนั้น จะนําพาใหเขาเอง ละอกุศล ละทุจริต อะไรไดบาง เขาก็ทํากัน พยายามที่จะเปนคนมีศีล ศาสนาพุทธเรานี่ มีศีล เขาก็ระลึกเหมือนกันวา ศีลเขาไมพยายามที่จะละเมิด เขาทําศีล แตไมพยายามละเมิดศีล เขาก็พยายามทําอยูบาง เอา เขาจะเชื่ออยางนั้น เปนความสามารถ เปนสิ่งที่เขาได เขาเปนเปนกําไรของเขา แลวเขาก็พึงปฏิบัติละอกุศล ละทุจริตอะไรอยู ก็เอา ก็ยังดีนะนี่ อธิบายโครงงายๆ ใหฟงวา ลักษณะของสมาธิ หรือ MEDITATION อยางเขานี่ เขาเอาไปเลนจนกระทั่ง พวกฝรั่ง เอาไปเลน เอาไปนั่งเหาะดวยนะไปทําแลวก็เหาะ กระโดดอะไรของเขาก็ไมรู ตองไปนั่งบน ไอที่นั่งตรง เปนฟูก เปนมีสะปรงสปริงอะไร เอ มันเหาะไดจริงๆ มันจะไปนั่งที่นั่งสปริงทําไมแลวมานั่งปูนอยางนี้ เหาะใหดูซิ ทําไมจะตองไปนั่งในที่ๆมันเปนสปริง เบาะธรรมดาเหรอ จะตองมีที่นุม ที่เนิ่มอยูทําไม ไปนั่งหินอยางนี้เลย นั่งแลวก็เขาฌานแลวก็เหาะบรื๊อ เหมือนติดจรวดลงไปดู อาตมาไมรูนะ เห็นเขา ถายรงถายรูปมา ไมเคยเขาไปสอดสอง ไมเคยเขาไปติดตาม..วาเหาะไดดวย ก็เอา ก็เอาก็เกง นะ เอา.. มาเขาสูบทเรียนที่วา เราจะตองเรียน ดูซินี่ อธิบายคราวๆ ใหฟงในลักษณะที่สมาธิ กับสัมมาสมาธิ มันตางกันอยู ในลักษณะอยางนั้นเปนสมาธิที่เขาใจทั่วไป ก็สมาธิอยางที่เลานั่นแหละ ทั่วโลกเขาใจ สมาธิแบบ MEDITATION หรือแบบเขาไปอยูในภวังค สวนสัมมาสมาธิที่เรากําลังพยายามประพฤติ ศึกษา ทํากันจริงๆ แลวก็เปนสภาพที่เราลดละกิเลสได ไมอยูใตอํานาจของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยูเหนืออํานาจ ของ ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ ชนะกามที่แทจริง ชนะอัตตา เรียกวา ภพอัตตา หรือภวอัตภาพ ชนะตัวสภาพ ของที่ในภพ ในจิตของเรา ที่ไปปนอยางนั้น สมมติอยางนี้อุปาทานอยางโนนอยางนี้อะไร เรียนรูอัตตา เรียนรูมานะ เรียนรูกิเลส สภาพทางจิต ที่มันมีภพ มีชาติอะไรอยูอีก อยางแทจริง เพื่อที่จะพนกามาสวะพนภวาสวะ พนอวิชชาสวะ อันเปนอาสวะ ๓ ใหญ ๆ พน ๓ อาสวะนี้ เสร็จก็เปนพระอรหันตกันไดจริงๆ ซึ่งเราก็ใชสัมมาสมาธิ อยางที่ทํานั้นอาตมาก็เห็นประโยชนวา พวกเราศึกษาสัมมาสมาธิกันมา แลวก็เรียนรูกันมา ลด ละมานี่ ไดมา จะแกลงอาตมา หรือวาไมแกลงก็ตามอยางที่อาตมาพยายาม ตรวจสอบพวกคุณ แลวคุณก็ตรวจสอบตัวเอง วาคุณมานี่ บางคนมา ๓ ป บางคนมา ๕ ป บางคนมา ๑๐ กวาปแลว บางคนมาแลวมาจนกระทั่ง อยาวาแตมาเฉยๆ เลย ไมใชมาปฏิบัติธรรมดา จนกระทั่งวางลาภยศ ทิ้งเงิน ทิ้งทอง ทิ้งสิ่งที่เคยได ทิ้งงาน ทิ้งการ ทิ้งหลักฐานที่โลกเขาแยงกันยังกับอะไรดี สมัครภารโรง ๖ ตําแหนง ไปสมัครกัน ๓ พัน สถานที่อะไรของเขา ไปสมัครนักการ เขาไมเรียกภารโรงหรอก เขาเรียกนักการ โอโห !นี่เขาก็แยงกัน ลาภยศ แตพวกเราทิ้ง อยาวาแตตําแหนง นักการอยางนั้นเลยนะ จะเปนขาราชการ มีซี ๓ ซี ๕ ซี ๖ อะไร ก็เลิกๆละๆ ทิ้งๆ มาจริงๆ นะบางคนก็ทิ้งมาไดหลายปแลว แลวเปนยังไงละ โหยหา อาวรณ อยากจะกลับไปไดซีอยางเกาอะไรหรือไม แคไหน อาตมาก็พยายาม มาทดสอบพูดเตือนพวกเราวา ละโลกโลกียะนี่มาไดจริงไหม ลาภก็ดี ยศก็ดี สรรเสริญก็ดี เปนโลกียะ ชัดๆนี่ โลกียสุข ที่เราละมานั่นแหละ เปนแกนถาเราไมละทิ้งโลกียสุขมาได เราจะทิ้งลาภ ทิ้งยศไมไดหรอก มันทิ้งได ก็เพราะวา เราไดละ โลกียสุข เรื่อยๆมา เรื่อยๆมา ไลมา ทิ้งมาๆ จนกระทั่ง เห็นวา อูวมันนอยแลว เราไมตองไปบําเรออะไร มากหรอกเพราะฉะนั้น เรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องสิ่งที่เราจะมาบําเรอตนมากๆนี่ มันไมตอง มันจะลดจริงๆ แลวมันจะมั่นใจ วา มีชีวิตอยูอยางไมตองไปสะสมเงินทองสภาพคุณภาพของชีวิตนี่ มันจะขึ้นไปจริงๆเลยวา... เปนคนเลี้ยงงาย บํารุงงาย มักนอย สันโดษ ขัดเกลาตัวเอง มีศีลเครง มีอาการที่นา เลื่อมใสมีการไมสะสม มีความขยันหมั่นเพียร นะ คุณธรรม ๙ ประการ มนุษยพัฒนา ๙ ประการ มันจะเปนจริงๆ มันเช็คได วัดได ผูใดไมไดไปมีมากอนก็ยิ่งสบายใหญเลยนะ ปฏิบัติมาตั้งแตอายุยังนอย เริ่มริ แคเปนนักเรียน เปนอะไรมา แลวก็ไมตองมีอะไรเรื่อยไปเรื่อยๆๆๆ แลวก็อยาไปนึกวา แหม เรานี่ไมไดไปสะสมเงินกอน ไมไดไปมีลาภกอน ไมไดไปมียศ แลวก็มาทิ้งลาภทิ้งยศ โอย เราเลยไมไดผลโลกียะ กับเขาเลย เพราะวา เราไมไดทิ้งลาภเราไมไดทิ้งยศ ไมตองหรอก ก็มันทิ้งมาเลย โดยที่ไมตองไปมีมาเลย มันก็ทิ้งอยางจริงๆแลว คุณไปโหยหา อาวรณเขาไหมละ ไปริษยาเขาไหมละไปขมไปเบงเขาไหม ไมมีลาภนี่แหละ ไปขมเบงคนมีลาภอีกนะ มันจะซอนเชิงก็เมื่อเราไมไดไปเบง ไปขมอะไรเขา แลวก็เราไมไดหลงใหลยินดี ไดปลื้มอะไร เราก็รูวา เราทําลาภ คืออะไร ลาภคือสิ่งที่จะสรางสรรขึ้นมา เปนสิ่งที่ได แลวก็สรางขึ้นมาโดยสุจริตดวย มีฝมือ มีความสามารถ... เหมือนกับเราไปทํางานรับจาง ไดคาตอบแทนนั่นแหละ แตเรามีผลผลิต มีแรงงานมีความรูความสามารถ จึงสรางทํางานเกง ขยัน หมั่นเพียร นั่นแหละ มันก็เกิดผลผลิต เกิดแรงงาน เกิดความสามารถ ยิ่งทํา ก็ยิ่งชํานาญยิ่งทําก็ยิ่งแคลวคลอง เปนผลผลิต เปนแรงงาน เปนคุณคา ที่เราไดสราง นั่นแหละ ลาภโดยธรรม เสร็จแลว เราไมไดเอามาเปนของตัว ตลอดเลย เราไดลาภแตเราไมเอาๆ ไมเอา...เลย มันซอนเชิง มันสูงกวา ที่เราจะตองไปเอามาเสียกอน แลวก็มาเอาออกไป จะตองไปทําใหมันขยักขยอน ทําไมเลา ก็ทําทีเดียวลาภนี่แหละ แลวก็แจกไปเลย ทําเสร็จแจก ทําเสร็จแจกไปเลย มันเร็วนะ โดยเศรษฐศาสตร มันเจริญทันทีเลย สะพัดเลย ทําไดก็สะพัดทันที ทําไดสะพัดทันที ไมไดมากักตุน ไมไดสะสมเปนของเราเลย ความเปนของของเรา ก็ยิ่งไมมีใหญ ทันทีทันใด SUDDENLY ทันที ไมตองไปชาไมตองไปนานอะไรเลย มันไมดีกวาหรือ ใชไหม อยางทันทีเลย ทําปบ ก็สรางให มันก็เปนลาภยศ ไมตองไปมีหรอก ก็เปนกรรมกรนะพวกเราเปนกรรมกรทั้งนั้นแหละ ยศถาบรรดาศักดิ์ ก็การแตงตั้ง คนนั้นรับผิดชอบอันนี้ คนนี้รับผิดชอบอันโนน มีความสามารถมาก เขาก็ใหรับผิดชอบมากอะไรอยางนี้ มันก็เปนยศ... บอกวานี่ละนะ ซี ๑ ซี ๒ ซี ๕ ซี ๘ อะไรก็ตั้งกันไปอยางนี้ นี่ สิบตรีแลวนะ นี่สิบโท สิบเอก อะไรก็ตั้งกันไป เปนยศเพื่อที่จะรับผิดชอบงานการ ขนาดนั้นขนาดนี้ มีความสามารถมาก ก็ไดยศมาก เทานั้นเองสวนสรรเสริญ สรรเสริญ หรือนินทานั้น โอย ซับซอน มีเยอะแยะไมตองหวง อันนี้ไดแน สรรเสริญเยินยอ หรือวา นินทานี่ ไดแน ในหมูพวกเรานี่ก็นิยมนินทากัน ที่จริง เราไมเรียกนินทา เราเรียกติเตียน นินทานี่ หมายความวา พูดลับหลังนะ นินทานี่ คือไปเที่ยวไดดาลับหลัง ไปตําหนิติเตียนลับหลังไมใหเจาตัวรู ไอนี่ พวกเราก็มี ไมใชไมมี ตอหนาไมกลาหรอก ไปเที่ยวนินทากับใครไมรู ติเตียนขางหลังโนน ตอหนา ก็ไมกลา ติเตียนหรอกมีอยูแนในพวกเราเยอะ ไดแน พวกเรา นินทากับสรรเสริญ ไดแน แตสรรเสริญ นั่นนอย ไมคอยจะสรรเสริญกันเทาไหรหรอกนะ ก็ไมเปนไร ไมแปลกอะไรเราก็สรรเสริญกันบาง สรรเสริญกันดวย นินทากันบาง ที่จริงติเตียน ไมใชนินทา ติเตียนกัน ติเพื่อกอ สรรเสริญเพื่อใหรู แลวก็พยายามดูตัวเองสรรเสริญแลวก็อยาลอย อยาหลงอะไร อันนี้ แนๆนอนๆ เรื่องลาภ เรื่องยศนี่ มันของเรา พวกเรานี่ ตัดกัน อยางที่เรียกวา มีรูปแบบเลย มีสภาพเลยวาเราลดกันไดดี ลาภยศ ที่เปนของอยากในโลก แมแตฆราวาสเรา ก็ยังลดลาภ ลดยศ ไดดี วากันจริงๆแลว ดีกวานักบวชอีกเยอะๆนะ มีนักบวชที่ไมลดลาภลดยศ ยังแยง ยังชิง ยังแสวงหากันอยูพวกเรานี่ เปนฆราวาสแทๆ ยังไมไปแยงลาภ แยงยศอะไรกับเขา ดีกวาผูที่เปนนักบวชเสียแลวดวยซ้ํา เห็นรูป เห็นแบบ เห็นอะไรที่ชัดเจน ทิ้งมาใหเห็นชัดๆลดมาใหเห็นชัดๆ นี่ โลกียะหลักๆ เนื้อหาของโลกียะ แลวเราก็ เหน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน