มาฆบูชามหาฤกษ์.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์273 KB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2540

เนื้อหาในไฟล์

มาฆบูชามหาฤกษ์โดย พอทาน สมณะโพธิรักษณ สนามหญา วิทยาลัยครูนครปฐมเมื่อ เที่ยงคืนวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ ๒๕๑๙วันนี้ เปนวันมาฆปุณณมี เวียนบรรจบครบรอบมาเปนรอบที่ ๓ ของการไดพบกัน ระหวางชาวเรา ชาวอโศกการพบกันครั้งนี้ ก็เปนไปโดยธรรม เปนไปโดยที่ไมไดมีเจตนาอะไร ที่จะใหเปน การพบกัน จนมากมายถึงอยางนี้ก็คิดแตวาจะทํางาน ทํางานใหเปนไป แลวก็ใหมันดําเนินไป ประโยชนอะไร ที่จะพึงไดผมก็พยายามที่จะกระทําตามประโยชนที่มันเปนไปนั้น เชน ก็พยายามดู พยายามสังเกตพยายามไมไปเที่ยวจัดเกียรติอะไร ใหมันเปนไปโดยบังคับ หรือวา โดยพยายาม เจตนาในการที่จะกระทําใหมันเกิดการชุมนุมกันขึ้น โดยทําความลําบากยากเย็น ใหเกิดขึ้นแก ผูหนึ่งผูใดใหมากมายเกินควร ผมก็ไดพยายามที่สุด ที่จะไมใหเกิดสิ่งเหลานั้น และก็จะพยายาม เหมือนกันวา จะดูดูซิวาทุกอยาง มันจะเปนไปโดยธรรมนั้นอยางไรทุกๆเชา ถาใครสังเกต ผมไมไดคิดเอาแนนอนอะไร แลวก็ไมไดตกปากตกคํา เปนการกําหนด หรือเปนการสั่งหรือเปนการจะใหเกิดวา เราจะตองมี มาฆบูชา ชุมนุมกันในวันนี้ ณ ที่ตรงไหน แนนอน ก็พยายามอยูเสมอที่จะดูซิวา มันจะตกอยางไร มันจะเปนไปโดยธรรมนั้นอยางไร เปนไดถึงขนาดไหน จนกระทั่ง พอมาถึงวันเมื่อวานนี้ ผมก็เห็นเหมาะวา ยังไงๆเสีย เราก็จะมี มาฆปุณณมี ที่นี่แหละ ที่วิทยาลัยครูนครปฐม แหงนี้ ในวันนี้ก็จึงไดบอกทั่วๆไป สําหรับ ญาติโยม หรือสําหรับใครก็ตาม ที่ใครจะไดติดตาม มาฟงธรรมในวันนี้และเมื่อไดพูดขึ้น ไดบอกขึ้น แลวเสร็จ จนกระทั่งถึงวันนี้ เชาจึงไดรูวา ทางวิทยาลัย หรือวา ทางเจาหนาที่ทางวิทยาลัย ไดมีจิตใจนึกคิดขึ้นมา วาจะไปรับเอาพระ หรือวา เอาชาวเรา ที่ในแดนอโศกออกมา โดยจะเอารถเขาไปรับ กระผมก็พยายามที่

อ่านต่อ

จะสืบถามวา พวกเราคนใดไปกวนเขาหรือ ไดรบเราเขา หรือวา ไปบอกเขาหรือ ?ก็ไมมีใครจะไปรบกวนเขา หรือจะไปบอกไปรบเรา ผูที่จะเอารถ ไปรับพวกเรา ออกมาจากในแดน เมื่อไมมีใครเมื่อเปนไปอยางนั้น ก็เปนเจตนา เปนศรัทธา เปนความเห็นของ ผูที่จะยอมเห็น เปนความ ... ตั้งใจดีของผูที่จะตั้งใจดี ก็เปนไปโดยธรรม ออกอยางนั้น ผมก็จึงได เขียนจดหมาย หรือ เขียนหนังสือบอกไปในแดน บอกไปกะทางรถ ที่จะเขาไปรับกันออกมา ไปบอก เขียนหนังสือตามที่มันเปนไปนั้น ก็เจตนาอยู ไมไดแกลงพูดไมไดแกลงเขียน ก็ถาเผื่อผูใด จะมีธุระ อันใด ถาพึงเห็นเปนสําคัญอยู ซึ่งมันก็เปนไปได สําหรับผูที่มีความสําคัญนั้นๆ ก็ไมไดรบเราอะไร จนเกินควร จะออกมาก็ได ไมออกมาก็ได แตก็ไดออกมากัน มาพบกันแลวก็มาฟงธรรมกันในวันนี้ ก็เปนไปโดยธรรมวันนี้ เปนวันสําคัญ ที่เราไดรูกันมาแลวทุกคน สําหรับพวกเรา วาเปนวันที่มีความสําคัญมากอยางไรมีความหมายลึกซึ้งอยางไร อันเกี่ยวกับคําวามาฆะ ทั้งทางดานรูปธรรม และ มาฆะทั้งรูปธรรมในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจา ยังทรงพระชนมอยู ซึ่งมีเหตุการณเกิดในยุคของพระองค ซึ่งเปนความสําคัญของมาฆะฤกษ เกิดเปนมาฆบูชาขึ้นนั้น ผมก็ไดอธิบาย เคยอธิบาย สูกันฟงมาแลว แมที่สุดมีความสําคัญเกี่ยวไปถึงนามธรรม เกี่ยวกับพุทธะโดยตรง เปนความเต็ม ความพรอม ความแสดงบทแหงพุทธะอันเปนความหมาย เครื่องหมาย อันเปนเครื่อง แสดงถึง ความเต็ม ของพุทธะแตละองค ซึ่งผมก็ไดอธิบายไดเลาสูฟง ใหเขาใจมาแลว สําหรับวันสําคัญ ออกปานนี้มาฆะรําลึกในวันนี้ ขอใหทุกคนตั้งใจ ตั้งสติ โนมนอมรําลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจา ผูมีคุณอันยิ่งใหญเราจะกระทําการคารวะ เคารพ รําลึก นอมถึงพระคุณนั้น สําหรับผมเอง ผมไดรับประโยชนผมไดรับคุณจากพระสัมมาสัมพุทธเจา ซึ่งเปนสมเด็จพระบิดาใหญมหาศาลเหลือเกินในชีวิตพระคุณอันนี้ เปนพระคุณที่ผมจะไมมีทางทอดถอน จะไมมีทางถอดเวน จะไมมีทางพรากจากมนุษยสุดยอดมนุษย ผมไมเห็นทางใด ผมไมเห็นคุณคาใด ที่จะประเสริฐสูงสุด เทาที่คุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาไดทรงคนพบ แลวทานไดโปรด ทานไดสอน ทานไดกระจายธรรมะนี้ ออกมาจนกระทั่งสองพันหารอยกวาป ผมเกิดมาปางนี้ปานนี้ ผมก็ยังไดเห็นธรรมนั้นอยู ไดรับคาไดรับประโยชนจากคําสอนนั้น บุญคุณอันผมจะรําลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจานั้น ไมใชบุญคุณที่เปนเพียงเนื้อหนังมังสา ไมใชไดรําลึกถึงพระพุทธเจาที่เปนเจาชายสิทธัตถะ แตเพียงเนื้อหนังมังสารางกายเทานั้น ผมรําลึกถึงทาน ถึงพระคุณ ถึงความสามารถ ถึงคุณธรรม ถึงประโยชน อันสูงสุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจาทานไดบรรลุ แลวทานไดสอนผูอื่นใหบรรลุตาม ทานไดกระทํา ใหผูอื่น ไดเขาใจแจงแลวใหประพฤติตาม ไดเกิดคุณอันยิ่งใหญของมนุษย ที่มนุษยควรได ควรเปน ควรมีนั้น สุดยอดแหงพระคุณนั้นไมมีอะไรจะเปรียบปานอีกแลว คาของพุทธสําหรับตัวของผมนั้น ผมไดออกปานใดปานใด ผมมีประโยชนจาก คุณธรรมของพระพุทธเจา ที่ไดสอนเอาไวพระพุทธเจาไดคุณธรรมนั้น ประเสริฐปานใด แมผมจะไมไดมากมายเทา พระองคทาน แตผมก็ไดขนาดนี้ผมก็รูสึกวา มากมายเหลือแสน ที่มนุษยจะควรได ควรเปน ควรมีกันไวบาง มากกวาคุณคาอันใดที่ทางโลกเขาพึงมีพึงเปนอยู ซึ่งผมเอง ก็เคยพบ เคยประสบ ผมเองเคยรําลึกผมเองเคยพยายามที่จะยอนรําลึกไกลที่สุด เทาที่ผมจะรําลึกได ถึงรสชาติแหง คุณคา ที่มนุษยจะพึงเสพที่เปนรสของทางโลกียสุขใดๆ หรือคุณคาที่สูงแหงความเปนมนุษยใดๆ ที่จะพึงสั่งสมใหแกตนผมไดยอนรําลึกมาแลวตลอดชาติ ชาติแลวชาติเลา ที่ผมสามารถ จะรําลึกได ผมก็ยังเห็นอยูวายังไมมีความสูงคาอันใด ยังไมมีความประเสริฐอันใด ที่ผมจะได จะมี จะเปน เทาที่ผมได ผมมี ผมเปนในแมปจจุบันนี้ถาจะใหสูงยิ่งไปกวานี้อีก ในทิศทางที่เปนไป ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจา จะพึงเพียร พึงไดเปนไป ผมก็เห็นวาสิ่งนั้นสูงยิ่งขึ้นไปกวา เลิศประเสริฐยิ่งกวา เขาไปทางทิศทางนั้น คนและมนุษย จะพึงแสวงหาโลกียสุขหรือความสุดยอด ของความเปนมนุษย ผมก็ไดแสวงหาโลกียสุข หาความสุขสุดยอดของความเปนมนุษยเทาที่ไดเปนมา แมไมใชชาตินี้ แมจะเปนชาติอื่นใด ผมก็รําลึกไดอยู มีอยู รูอยู เทาที่ผมสามารถจะพึงระลึกไดรําลึกได มันก็ไมเห็น คุณคาใด จะประเสริฐเลิศเทา การที่เปนมนุษยแลว ไดมาชวยมนุษยชวยใหมนุษยไดรูจักความเปนจริงวา มันถูกหลอกมา มาหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แลวก็พึงเปนสุขเปนทุกข วนแลวเวียนเลา อยูนี่แหละ ตลอดตราบไมรูกี่กัปกี่กัลป มันก็มีอยูแตเพียงเทานั้น เขาหลงติดบวงนี้แลวก็หลอกกัน สรางคาวนเวียน ผูขึ้นสูงแลว ก็ไปเสวยความสูงนั้น แลวก็วนเวียนมาหาต่ําทดแทน เพราะไปเสพหนี้ เพราะไปสรางหนี้ไว แลวก็วนแลววนเลาลงมา หมุนเวียนกันอยู ตลบแลว ตลบเลาอยางนั้นสืบทอดคุณธรรมเพราะฉะนั้น คนจึงติดกับดักของลาภ ยศ สรรเสริญ อยูออกอยางนั้น ตลอดกัป ตลอดกาล พระสัมมาสัมพุทธเจาไดคนพบบวงอันนี้ ไดคนเจอกับดักสัตว หรือกับดักมนุษยอันนี้ ทานก็ได มาสอนใหมนุษยผูอื่นรูตาม เห็นตามและก็บอกทางประพฤติ บอกทางปฏิบัติเปนขั้นตอน ใหไดหลุดพน ออกมาจากบวง หรือกับดักอันนั้นผูใดปฏิบัติไดปฏิบัติตาม จนกระทั่ง สามารถบรรลุ หลุดพนได และก็พึงเอามาสอนผูอื่นบางตามที่พระพุทธเจาทานไดสอนมนุษยโลก ชวยเหลือเขา ใหเขาเลิกจากบวงอันนั้น ใหเขาหลุดจากบวงอันนั้นอันนี้เปนคุณคาของมนุษย ผมยังมองไมเห็น วาคุณคาอะไรของมนุษย จะไปสูงเทาคุณคาของมนุษยที่จะทําการชวยเหลือมนุษยใหหลุด จากบวงนี้มาได แมเราจะเหน็ดเหนื่อยแมเราจะมีชีวิตอยู โดยที่เรียกวา เหนื่อย เมื่อย สูทน เพราะการที่จะชวยคน ใหหลุดออกจากบวงหลุดจากกับดักโลกธรรมทั้งปวงอยางนี้ มันไมใชงาย มันเปนของยากเหลือเกิน ยากจริงๆ แตงานนี้ก็มีคาเหลือเกิน มีคาจริงๆ ผมเอง ขอตายกับงานนี้ อยางที่ไมมีอะไรสงสัย เคลือบแฝงเลยเปดใจพิสูจนเคยกลาวเสมอวา แมพวกคุณ จะจากผมไปจนหมด แตไมใชดูถูก ขอบอกเสียกอนวา ไมไดดูถูก พวกคุณเลยแตเปนคํากลาวเทานั้น เปนคํากลาว เพื่อแจงความบริสุทธิ์จิต เพื่อเปดเผยจิต ของตัวเองเทานั้น ไมใชดูถูกคุณนะเคยกลาวเสมอวา แมพวกคุณจะไดออกหางไปจากผม จะไดหลุดลอยออกไป จะเหลือแมแตเหลือผมคนเดียวผมก็จะตองตายกับธรรมอันนี้ จะอยูกับ งานอันนี้ จะอยูสภาพอยางนี้ เทาที่ผมเปนได เพราะผมยังมองไมเห็นผมยังไมสงสัย ผมยังไมเห็น อื่นเลย ที่มันจะประเสริฐเลิศเทานี้ ในความเปนมนุษยเกิดมาในชาตินี้จะวาผมหลงธรรม ผมก็ขอ ยอมรับสารภาพวา ผมหลงในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจา เทาที่ผมได ผมมีผมเปน และ ผมไดสาธยายสูพวกคุณฟง มันจะมีอันใดบาง ที่มันเปน ความหลงผิด เปนการหลงไมถูกในธรรมวินัยตาง ๆ ที่เราไดตรวจสอบ แมจากหลักฐาน พระไตรปฎกก็ตาม ที่เปนหลักฐานอันเอามาเปรียบใชเทียบเคียงอยู หรือแมแตเปนธรรมะ อันที่บรรลุเอง เห็นเอง เขาใจเอง ซึ่งผมไดพยายามใหพวกคุณไดพิสูจน ใหเกิดสันทิฏฐิโก เกิดปจจัตตัง เปนเวทิตัพโพ เปนวิญูหิ อันเห็นเอง รูเองเกิดเอง แมขั้นตอน ตั้งแตเบื้องตน ทามกลาง หรือบั้นปลาย ตามลําดับ ผมก็ใหคุณพิสูจนดวยสอบทานกับพระไตรปฎกดวย อธิบายแจกแจงดวย ถาอันใด ที่มันยังเขาใจ ยังไมถึงในคําอธิบายเหลานั้นๆแมแตไดพยายาม ที่จะหยั่ง ไปถึงตนเคาภาษาบาลีกัน ผมก็ได พยายามที่สุด เทาที่ผมจะทําได ตามภูมิปญญาและ พวกคุณก็พยายามที่จะรับฟง รับพิสูจนตาม ในสิ่งสวนเหลานั้น ถาสิ่งนั้นเปนจริง สิ่งนั้นก็ตอง บังเกิดผลปจจุบัน ณ ขณะนี้ ก็มีพวกคุณ ยืนหยัดอยูวา พวกคุณยังไมไป นอกจาก ไมไปแลว ก็ยังมีเพิ่มขึ้นมาๆบนทางพรหมจรรยผมเตือนทุกคน เตือนทั้งฝายหญิง ฝายชาย ผูใดจะพึงเขามาปฏิบัติธรรม ผูใดถึงขั้นจะออกมา เนกขัมมะออกมาเปนพระ หรือจะออกมาบวช มาทํางานทางนี้ จะตองรูตน จะตองมี สติสัมปชัญญะอันดี ผมเตือนทุกคนอยามาอยางหลง อยามาอยางมืด อยามาอยางงมงาย ตองมาอยางเปนผูที่มีสติสัมปชัญญะเปนผูเขาใจทดสอบทดลอง ผมมีขั้นตอนใหทดลองเสมอ ใหพิสูจน ใหติดตาม พิสูจนเอาจนแนใจ เอาจนแนจริงวาทางนี้เปนทางเลิศ ทางนี้เปนทาง ประเสริฐ ของมนุษย เปนสุดยอดของความมีคา และความมีประโยชนของมนุษย ตองรูจุดพัก รูจุดวา สงบระงับเทาที่เปนไปไดนั้นเปนสภาพที่ถาจะใชภาษาเรียกวา สุข มันก็อยูที่การสงบ การพัก การระงับ การหยุดอยู การพักอยู นั่นแหละสุขเย็น เลิศยอดแหงสุข ไมใชสุขเพราะไปปรุง ไมเปนสุขเพราะไปทํา ไปวุนไปวาย แมที่สุด ผูใดรูจักสุขนั้นแลวเราก็จะติดสุขอยางนั้นๆ นั้นไมไดชวยตน-ชวยทานเรารูวา เราควรพักเทาที่พอดี พอเหมาะ แลวเราก็จะเปนผูที่มี เมตตาคุณ หรือจะมีกรุณา ที่เรียกวา กรุณาธิคุณอยางพระพุทธเจาบาง แมจะไมมากก็เปนลักษณะ โดยนัยะอันเดียวกัน เราจะมี กรุณาธิคุณอยางนั้น เอื้อเฟอชวยเหลือเพื่อนมนุษยโลก โดยการรูอยู เขาใจอยูวา ถาเราทํางาน ชวยใหเพื่อนมนุษย ใหออกมาจากบวงนั้นออกมาจากการติดกับดักของโลกธรรมทั้งหลาย โลกียธรรมทั้งหลาย เปนงานที่ยากอยู และถาเรามีกรุณาธิคุณมีเมตตาคุณที่จะ ชวยเหลือเฟอฟาย ใหเพื่อนมนุษยนั้นๆ ไดออกมาบาง ก็เปนคุณคาของมนุษย ผูพบจริงเห็นจริงแลว เปนเบื้องสุด เปนขั้นสุด จะไมมีความสงสัย จะไมมีการละเวน ในการที่จะชวย คนอื่นเขา เมื่อยก็พักการทํางานชวยผูอื่นก็ตองเมื่อย เมื่อยเราก็รูวาเมื่อย เราทํางาน เราก็รูวา มันไมใชสุขอยางสงบสุขอยางสงบนั้นก็คือพัก คือหยุด สุขอยูสงบหมด ไมมีกายกรรม ไมมีวจีกรรม ก็อยูสบาย แตตราบใดยังมีกายกรรม มีวจีกรรม มันก็เมื่อย มีมโนกรรมมันก็เมื่อย แตเราก็รูวา มันเปนคา มันเปนสิ่งสุดทายสําหรับพระอรหันตทุกองคที่รูแจงเห็นจริง ที่เขาใจแลววา เราจะทํางาน ตราบ ขันธเรานี้แตกสลาย มันก็หมดเรามันก็หมดเรื่องเพราะฉะนั้น ก็ไมชา ไมดูดาย พอใจที่จะทํางานนั้น เพราะวางานนี้เปนคา ถาพระอรหันตไมทํา ก็ไมมีใครทําพระโสดาบัน ก็ยังติดอยูบาง ในความสุขความสงบ พระสกิทาก็เหมือนกัน หรือแม พระอนาคามีก็ยังติดความสงบอยูบาง เปนขั้นตอน จนกวาจะบริสุทธิ์ผุดผองขึ้นมา รูความจริง อันชัดแจงแลววาตัวเราไมใชของเรา ไมใชของเขา ไมใชของใคร มันเปนแตเพียงสมบัติโลก มันเปนแตเพียงการปรุงกันขึ้นมาดวยอํานาจการเกาะกุมดวยธาตุดิน น้ํา ไฟ ลม มีอากาศชองวาง แลวก็มี วิญญาณธาตุเดิมอยู อยูในนั้นมันมีเทานั้น มันไมใชของเรา ของเขา มันเปนแตตัวการงาน เพราะฉะนั้น พระอรหันตจะไมสงสัยเลยในการที่จะทํางาน ที่จะทําประโยชนใหแกผูอื่น�จุดตัด - แตก พุทธ กับเดียรถีย ศาสนาเดียรถียที่คนพบจุดสงบสุขมีอยูแลว เคาก็ติดความสงบสุขนั้นไปจน ตราบตาย ก็มีอยูโดยเขาลางอนุสัยไมสะอาดรอน ไมเสร็จสิ้นหมด เพราะเหตุวา เคาไมไดหมุนเวียนกลับมาทดสอบ กับโลกดวยเขาหลงวาความสงบ ความพักนั้น เปนยอดสุข แลวเขาก็หลบเลี่ยงผูคน หลบเลี่ยง เจากิเลสหลบเลี่ยงสิ่งที่มันไดหลอกคนเหลานั้น ไปชั่วครั้งชั่วคราว โดยเขาเอาการติด ความสงบ นั้น เปนเครื่องจูงนําแลวเขาก็อยูกับความสุขนั้น จนกระทั่งตราบรูปนามแตกดับ ซึ่งอนุสัยของเขา ที่มีอยูเทาใดๆ เขาไมไดพิสูจนเขาไมไดมากระทบสัมผัส กับแมแตโลกอบายมุข ไมไดมากระทบสัมผัส กับโลกกามคุณ ไมไดมากระทบสัมผัสกับโลกธรรม ๘ ไมไดมาทดสอบในเรื่องของ โลกอัตตา โลกปรมาตมัน ที่เต็มไปดวยมานะอันเยอหยิ่ง เต็มไปดวยความถือตัว เต็มไปดวยความหลงตน เขาไมไดมาพิสูจน เขาไมไดมากระทําการทดสอบ เพื่อที่จะไดรูจริงวา เราหมด รอน จนกระทั่ง เรากระทบสัมผัส ตอใคร ที่เคา จะมาลบหลู ดูถูกเขาก็ไมไดมาพิสูจนเขาจะมาพิสูจนวา เมื่อเราอยูกลางโลกธรรม ๘ นั้น เราจะมีผลกระเทือนอยางไร ยังมีเชื้ออนุสัย ที่ยังจะขึ้นมายังจะมีเชื้ออนุสัยที่จะทําใหคนนั้นนะ ยังรูเห็นได เขาก็ไมไดมาพิสูจน แมแตมาอยู กลางกองโลกกามคุณ ๕เขาก็ไมไดมาพิสูจน เพราะฉะนั้น เขาจะไมรูละเอียด เขาจะไมบริสุทธิ์ ลวงสวน ไดเปนอันมากศาสนาที่หลงความสงบสุขอยางนี้ ที่เราเรียกวา เดียรถีย ก็มีอยูสวนศาสนาพุทธนั้น รูจุดจริงวา สุขสงบนั้นก็คือ พักสุขที่สูงสุด ก็คือ สงบพัก หรือหยุด สนิท เบา วาง งายพนภาระ เบาสบายจริงๆ หมดแมกระทั่ง กายิกทุกข ไมมีแมกระทั่งทุกขอยูทั้งดาน กายกรรม วจีกรรม หรือทุกขที่จะกระทบสัมผัสอยูขางนอกๆ ทั้งหมด ไมมี และรูจนกระทั่ง หมดเจตสิกทุกข ที่เปนทุกขในจิตเปนทุกขแหงความยึดถือ เปนทุกขแหงการที่ติดยึด แมกระทั่งยึด ความสงบ มันจะปรุงขึ้นมาอีก ยึดถือเกินไป ก็รูและเราก็ไมยึดถือเกินไป โดยมีอนุโลม มีสัจจานุโลมญาณ อันเพียงพอ ที่จะปรุงเปนปุญญาภิสังขารก็ยอมไดปรุงใหเกงเทาใดๆ ก็เปน อิทธาภิสังขาร เทานั้นๆ สามารถปรุง สามารถทํางานได ปรุงอยูก็รูอยูวาปรุงไมไดหลงกับสังขารนั้น มีวิชชาคุมอยู จึงรูในสังขารนั้น เปนปญญาอันยอด เรียกวา อธิปญญา หรือญาณเรียกวา ญาณทัศนะวิเสโส หรือ เรียกวา อรมริยญาณทัศนะวิเสโส รูอยู เห็นอยูอยางแทจริงเห็นอริยสัจเพราะฉะนั้น นามรูปไมไดตั้งลงที่จิตเลย อายตนะก็เปนสักแตวาอายตนะ นามรูปที่เราอยูกับเคาก็สักแตวานามรูป ไมไดรวมลงเปนการเกาะกุม ไมไดหยั่งลง น คาธติ ไมไดตั้งลง หยั่งลงโดยจริง นามรูป เปนแตเพียงนาม รูป ที่เกิดแลวก็ดับ เกิดแลวก็ดับ อายตนะทั้งหมด ก็รับรู รับเขาใจ เมื่อยก็รูอยู ในจิตเปนเวทนาใดก็รูอยู เพราะฉะนั้น เวทนาใดที่มันเมื่อย เราก็รูอยูวา สิ่งนั้นเปน ทุกขอริยสัจ เมื่อยเปนทุกขอริยสัจการทํางานยอมเมื่อยเปนสัจจริง การหยุดยอมเบา ก็รูตัว ดวยสัจจะ อยางนั้นอยู สมุทัยในการที่ทํางานอยูเราทํางาน เพราะกุศลเจตนาเปนสมุทัย เรายังกุศล ใหถึงพรอมอยู มีเจตนาอันดี เราก็รู เมื่อยเมื่อไรหรือวาในขณะใด ที่ไมสามารถทําไป ใหเกิดประโยชน เราก็จะรู เมื่อรูแลว เราก็จะหยุดเมื่อดับที่กุศลเจตนานั้นลง ที่เปนสมุทัย เราก็หยุด เราก็พัก จิตก็ไมปรุงตอ กายกรรมก็หยุดไป วจีกรรมก็หยุดพูดมันก็เบา มันก็พนภาระ มันก็สบาย มันก็เปนความสุขที่เปน วูปสโมสุขโข เปนสุขอันสงบ ระงับวิเศษมันก็ไมใชของที่นาสงสัย ไมเปนสิ่งที่นาสงสัย สําหรับพระอรหันตเจากรรมของพระอรหันตเพราะฉะนั้น พระอรหันตเจาทุกพระองค ที่ทานรูอยูออกปานนี้ ทานจึงสงเคราะห ชวยเหลือ มวลมนุษยเปนประโยชนทาน เมื่อทานมีประโยชนตน ทานก็เปนประโยชนทาน ชวยเหลือผูอื่น ใหไดรับประโยชนนั้นเหมือนอยางที่ตนไดรับ อันเปนของประเสริฐสุดนี้ ชวยจริงๆ เทาที่ภูมิตนเองมีเทาที่ความสามารถตนเองจะกระทําได มีจิตบริสุทธิ์อยู ที่จะรูวา ผูนั้นยอมถนัดกวาเราในเชิงนี้ ผูนี้มี เอตทัคคะในดานนี้ ผูนี้มีความเกงในมุมนี้ ผูนี้มีความสามารถในอยางนี้ รูอยู ไมมีความริษยา ไมมีความไปแขงเกงอะไรรูวาเรายังไมมี พยายามเพิ่มภูมิตน ชวยตนเองขึ้น อันนี้เกง อันนี้เปน ประโยชน เวลาก็มียังไมตายเนาก็พยายามอยู รูวาสวนนี้ ควรเพิ่มภูมิของตน ใหเปนอยางนี้บาง ในเมื่ออยางนี้ เรายังไมเปน แตอยางนี้เรายังไมได อยางนี้เรายังไมมี สิ่งที่ไมไดไมมี ไมเปนนี้ เพื่อเปนประโยชนแกมนุษยชาติเหลือหลายประโยชนตนนั้น มีแลวละ แตประโยชนแก มวลมนุษยอื่น ถาเผื่อเรามีปญญาเฉียบแหลมเรามีภาษาที่เราจะสามารถรู สื่อความหมาย ใหแกผูอื่นไดรู ไดเขาใจเพิ่ม หรือเราไดรูมรรควิธีอยางนี้ในชั้นเชิงอยางนี้ เราก็พยายามที่จะรูเพิ่ม เพื่อที่จะทําประโยชนใหแกผูอื่นตอ พระอริยะชั้นพระอรหันตก็จะไมหยุดยั้ง จะพยายามกระทํา เพิ่มภูมิ จะเรียกวา โพธิสัตวตอก็ได แลวก็จะเปนจริงอยางนั้นเพราะทานรูความประเสริฐที่ควร เพิ่มความประเสริฐ ทานรูจักอนันตัง ทานรูความตอของจุดตอ ทานรูความจบและทานจะทําจุดตอ ในความจบนั้น ที่รูความเปนจริงวา ควรตออยางไร ทานรู ความจบ ในความตอนั้นอีก คือแมทาน จะกระทํานั้น ทานจะพยายามพากเพียร เรียนรูอีก โดยการทํางานไปพลาง เรียนรูไปพลางทานก็ไมไดเดือดรอนอะไร ไดเทาที่ควรเปนควรมี เทาที่ทานสามารถ ทานจะไมอิดหนาระอาใจ จะไมทอแทจะไมริษยาจริงๆ เอานะ แตอิสสาสังโยชน ไมมีแมแตมัจฉริยสังโยชนจริงๆ พระอรหันต ยอมเปนดังนี้ยอมเปนอยางนี้ กระทําไดอยางนี้ เปนที่สุด อรหัตผลตามภูมิพวกเราที่ไดพากเพียร ไดเรียนรูขั้นตอนมา ก็ขอใหทบทวน ขอใหตรวจสอบตนเอง สิ่งที่ยังเปน เบื้องตนเปนสิ่งที่ต่ํา เราไดพากเพียรทดสอบแลวหรือยัง เราไดตรวจตนสนิทแลวหรือยัง วาเราไมสงสัย เราเขาใจดีเรารูแจงแลวในตนของเรา เราไมไดเดือดรอน สิ่งเหลานี้จะดึงเรา เวียนกลับไปเสพ เวียนกลับไปคลุกคลีอีกไมไดแมโลกอบายต่ําสุด เรารูอยู ไมวาเราจะตกไป ในฐานะใด เราจะเปลี่ยนไปเปนรูปใด เราก็แนใจของเราอยูวาสิ่งเหลานี้ เราจะไมเวียนกลับมาอีก อยางเด็ดเดี่ยว อยางแนใจที่สุด ไมสงสัยจริงๆ การไมเวียนกลับนั้นแลคืออรหันต หรืออรหัตผล แมแคโลกอบาย ก็ตองรูอรหัตผลของอบายนั้นใหจริง เราแนใจของเราไมมีใครมารูกับเรา ไมมีใคร ที่จะมาสัมผัสไดกับเรา จิตของเราเทานั้นบอกเราไดอยางเด็ดเดี่ยว จิตของเราเทานั้นบอกเราได อยางเด็ดขาด แมโลกกามคุณ ๕ เราสัมผัสอยู เราก็รูวา สิ่งเหลานี้ จะไมทําใหเราตกต่ําไปไดอีกเปนอันขาด มันจะทําใหเราไปคลุกคลีวนเขาไปเสพอีก เขาไปติดยึดอีก เขาไปหลงใหลอีก เปนไปไมไดเด็ดขาดคุณตองตรวจสอบตนเอง ใหรูใหเขาใจ ตนบอกตนไดกับเทานั้น ตนไมมีใครบอกเราวา ชาติไมเกิด ชาติไมเกิดชาติสิ้นแลว ภาระหมดแลว เราบอกไดที่ตัวเรา ไมใชคนอื่นมาแอบบอก ไมมีคนอื่นมาหลอกบอกเราจะบอกไดดวยตน รูไดดวยตน ตรวจสอบ ใหสนิท ใหพนวิจิกิจฉา สิ่งใดพนวิจิกิจฉาแลว เราเองเปนคนตัดสินเราเองเปนคนบอกได เราเองเปนคนรู ในการพนวิจิกิจฉาอันนั้น เราไมสงสัยจริงๆ แมโลกธรรม ๘ ลาภก็ดี ยศก็ดีสรรเสริญก็ดี หรือโลกียสุขใดๆ จนกระทั่ง เราจะเรียกโลกียสุขนั้นวา ความสงบ หรือความสงบนั้น เราเรียกมันวาโลกียสุข สูงออกปานนี้ก็ตาม เราก็จะตองรูใหชัดเจนวา เราเองยังติดมันอยูเทาใดประโยชนตน-ทานเรายังพยายามพากเพียร ที่จะทําประโยชนตน ประโยชนทาน ใหมันไดสมดุล อยางนอยที่สุดเรามีประโยชนตนกึ่งหนึ่ง เราเพียรอยูเพื่อชวยมนุษยโลก กึ่งหนึ่ง ก็ยังถือเปนความบริบูรณของ อรหันตนั้นอรหันตยอมมีคุณประโยชน ไมไดนอยไปกวาที่เรามีประโยชนตนอยูนี่ ก็เรียกวาขั้นตนถาผูใดมีประโยชนมากกวาที่ เราเองจะเสพสุข ที่เปนขั้นสุข ขั้นสงบนี้ ผูนั้นยอมเปนประโยชน แกมวลชนไดมากจริงๆ ที่เปนคุณคา ผูทนได ก็ทําได การทนนี้เปนภาษา และมันก็มีสภาพทน อยูเหมือนกัน ทนไดโดยไมยากทนไดโดยไมลําบาก รูอยูวา เปนกุศล ผูนั้นก็สามารถกระทํา ทนอยูได โดยไมมีการเศราหมองที่จิตไมมีการอึดอัด ขัดเคือง ไมทอแท ไมกินแหนง แคลงใจ อะไรเลย รูอยูวา ก็ทนไดอยู ก็เปนสิ่งที่เมื่อยอยู ก็รูอยูโดยการที่รูแจง ไมมีการคลุมเครือ ไมมีการสงสัย เปนการรูที่จิตของเราดวย และการรูของผลงานรูการงานที่เรากระทําอยูดวย ผูที่มีดวงตาอันเปด ผูที่มีสติสัมปชัญญะอันสวาง ผูที่มีการไมหลง ไมพรา ไมมัว ชัดเจนอยูในกรรม ทุกกรรม ในการกระทํา ในการงานทุกการงาน ผูนั้นยอมเปนผูที่ตื่นแลว เปนพุทธะ เปนผูรูอยูเปนผูเบิกบาน แจมใสอยูจริงๆ ไมพราไมมัว ไมเศราหมองจริงๆ และ เปนผูมีประโยชนในการงาน อันแทจริงชวยเขาไดเทาใด ผูนั้นไมหดหู ผูนั้นรูคา เรายังไมตาย เราก็ทําตามกําลังของเรา ตายเมื่อใดก็จบผูนั้นจะไมสงสัยในความตาย การตายเนา การตายดวยรูปขันธ เปนเรื่องธรรมดา ไมมีใครพนพระอรหันตไมสงสัย ตายเมื่อไรก็ธรรมดา เมื่อยังไมตายก็ทํางาน เมื่อถึงเวลา ตายก็ตาย งานก็หมด ก็จบกันก็สิ้นกันเพราะฉะนั้น พระอรหันตไมกลัวตาย พอจบงานก็หมดเมื่อย เมื่อมันยังไมตายเนา มันก็มีงาน ที่เปนการเพียรเปนการกระทําเปนอายูหะ และก็มีการพักที่เปน สันติฎฐะ ยอมมีการพัก การเพียร หรือมี อนายูหะที่เรียกวาไมเพียร หรือมี อสันติฏฐะ เรียกวาไมพักก็ได ไมตองสับสน ทําความเขาใจ ใหรอบถวนใหไดเปนผูกระทําตน อยูออกปานนี้ จึงขอเตือนในวันมาฆปูรณมี นี้ กับทุกๆคน ขอใหสอบทานตัวเอง อยาสงสัยอันใดตัดสินแลว อันใดตกลงแลว อันใดไดลงตัวแลว โดยจริง ที่ในจิตของเรา ไดทดสอบ ไดกระทบสัมผัสแลวโดยอบายมุขอยางนั้นๆ เขาเปนเขามี เรารูเราเห็น อยูแลว แลวเราก็ไมไดเดือดรอนเลย ในอบายมุขเหลานั้นและก็ไมจําเปนนัก ที่จะไปทดสอบ ในอบายมุขบางอยาง ที่เราไมไดใกลไดชิดเลย ก็ไมจําเปนเลยเพราะมันเปนความเลว ที่จะหมด สภาวะแลว มันต่ําจริง เรารูอยู ผูมีจิตสูงขึ้นมาจริงแลว ไอสิ่งต่ําไมควรจะสงสัยมากกามคุณ ๕ กับการคลุกคลีโลกธรรม ๘เพราะฉะนั้น แมแตกามคุณทั้ง ๕ เราก็รูอยู ไดคลุกคลีอยู แมรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เราก็รูแลววา สิ่งเหลานี้ไมมีอํานาจมาจูงดึง แมจะเลิศลอยมาปานใด มายั่วเยา เราไดทดสอบตามที่เราไดเปนไป ตามที่เราไดกระทบไมตองไปแสวงหา หรือไมตองไปดิ้นรนอยากจะไปสัมผัสอยางนั้นใหจนเกินควร มันเกินสมณสารูปและมันเปนการแสดงออกที่เกินควรไป มันจะเปนไปเอง มันจะไดมีการมา ทดสอบเอง มันจะมี จะประสบเองในแตละครั้งที่ผานอยู ที่กระทํางานอยู คนจะสงมาลองเอง มันจะมีสิ่งเหลานี้ เราเรียกวา การทดสอบ หรือมารมารเหลานั้นจะมาลองจริงๆ จะมีอยู เราไมตองแสวงหา ไมตองดิ้นรน และเราพยายามมีสติสัมปชัญญะรูเทาทันทุกโอกาสใหได ก็แลวกัน แลวเราก็จะแนใจ แมมารใดไมมาลองก็ดี ถามารนั้นไมลองก็มารนั้นเองจะพลาดโอกาส แตมารก็จะมาลองเอง ไมตองแสวงหา แมโลกธรรม ๘ ก็ตาม นั่น ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือสุขโลกียสุขที่แนบเนียนปานใด มันจะมีมาทดสอบเราเอง ขอใหเราทํางาน ขอใหเรามั่นใจ ขอใหเรา แนใจวาเราจะชวยมนุษยนั้นอยูโดยตามควร โดยสมควรตามกําลังปญญา ตามกําลังภูมิธรรม ของเรา เห็นใหไดวา เราติดสงบอยูปานใดฐานหยุด-ทํา-นิพพานในสวนใหญของพวกเรานั้น เมื่อละพน หรือวาวางจากกามฉันทะ วางจากพยาบาท ไมเกี่ยวของ ไมมีอาวรณไมมี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน