ปฏิจจสมุปบาท โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตอน 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข1 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิจจสมุปบาท โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตอน 1 พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องอวิชชา 8 อวิชชาสวะ 8 เอ้าใครบ้างรู้มีอะไรบ้าง อวิชชาสวะ 8 1. ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) 5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) 8. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) พ่อครูว่า... อาตมาสรุปภาษาสั้นๆเป็น 3 ก 1. เป็นกิจ ทำอริยสัจให้จบกิจสำเร็จ 2. อดีตอนาคตคือ ก. 2 คือ กาละเวลา 3. เหลืออีก ก. คือกรรม ทำปฏิจจสมุปบาททำให้ชาติดับ เมื่อชาติดับแล้วอะไรดับต่อ ภพดับ ภพดับอุปาทานดับ อุปาทานดับ ตัณหาดับ เวทนาดับ ผัสสะดับ อายตนะดับ นามรูปดับ วิญญาณดับ สังขารดับ สังขารดับ อวิชชาก็ดับ ความดับพวกนี้ ยิ่งดับยิ่งเกิดวิชชา เพราะว่าพวกนี้ดับ ไอ้เจ้าพวกนี้โง่ทั้งนั้นอวิชชา เพราะอวิชชาโง่ จึงไม่รู้จักสังขาร เพราะมันโง่ไม่รู้จักสังขาร จึงไม่รู้จักวิญญาณ จึงไม่รู้จักนามรูป จึงไม่รู้จักอายตนะ จึงไม่รู้จักผัสสะ จึงไม่รู้จักเวทนา จึงไม่รู้จักตัณหา จึงไม่รู้จักอุปาทาน จึงไม่รู้จักภพชาติ จึงเต็มไปด้วยโศกะหรือโศก แล้ว อ้อยสร้อยสร้างปริเทวนาการ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ พวกเราพ้นโศกะ _สู่แดนธรรม... พ้นอุปายาสะ พ้น ความคับแค้นใจด้วยครับ พ่อครูว่า... ก็พูดแล้ว อุปายาสะ คุณทำเป็นงง เราพูด

อ่านต่อ

นี้เหมือนเรื่องของสนุกขึ้นแล้ว ซึ่งยากนะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเรานั้นพูดธรรมะขั้น โอ้โห นี่เป็นขั้นโลกุตระ ขั้นลึกซึ้งขนาดนั้น เพราะฉะนั้นพูดไปแล้วเราจึงพิสูจน์ความจริงได้ ทำไมพวกเรามาชื่อว่าพวกอโศกเห็นไหม นี่เป็นอจินไตย ทำไมพวกเราจึงมาได้ชื่อว่าพวกเราชาวอโศก มันไม่มี โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ โดยเฉพาะอาตมาไม่มีเลย ไม่ใช่พูดเล่นมันไม่มี โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ มันไม่มีเพราะมันบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า มันจึงไม่มีอย่างนี้จริงๆ ที่มันได้อย่างนั้นไม่มีทั้งหมดเป็นผลมีแต่ความเบิกบานร่าเริง อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ เห็นไหม นี่มันเกิดจากสภาวะจริงทั้งนั้นไม่ใช่มานั่งเอาพยัญชนะมาพูดเล่นกันขึ้นมาเท่านั้น พวกเรานี่ กว่าคนทั้งโลก ไม่ต้องไปพูดถึงต่างชาติเทวนิยมทั้งหลาย ชาวพุทธในเมืองไทยนี่แหละไม่ต้องไปอื่น จะรู้ที่อาตมาพาทำแล้วประสบผลสำเร็จนี้ ยืนยันเป็นหลักฐานเป็นตำนานให้เขามา โอ้โห..เมืองไทยยุคที่พอสืบสาวราวเรื่องนี่ มีชาวอโศก โอ้โห เดินตามรอยพระพุทธเจ้าได้จริงเนาะ เขาจึงจะค่อยๆลืมตาอ้าปาก แต่ตายไปแล้วนะ 100 ปีแล้วนี่ เขาก็ตายไปหมดแล้ว อีก 100 ปีตายไปหมดแล้ว ค่อยๆลืมตาอ้าปากเพื่อที่จะรู้ว่า อ๋อ! พระพุทธเจ้าอันนี้คนไทยเราทำได้หรือ ทำได้จริงๆหรือคุณจะอย่างนี้ขึ้นมา

อาตมาเขียนเรื่องนี้มาว่าจะอ่านให้ฟัง คือเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท นั่นแหละ ปฏิจจสมุปบาท คนหรือมนุษย์ทั้งหลายไม่ว่าชาติใดศาสนาใด ถ้าสามารถทำ“ปุญญาภิสังขาร”เป็น คือ ทำ“บุญ”เป็น เพราะทำ“ปุญญาภิสังขาร”หรือ“สังขารได้อย่างเก่งวิเศษ”ถึงขั้นกำจัดกิเลสได้ จนกิเลสตาย และหมดไปจากจิตจริงนั่นเอง คนผู้“ทำใจในใจ”ได้ผลปานฉะนี้ เรียกว่า “อภิสังขาร” คนผู้ทำ“บุญ”เป็น หรือทำ“อภิสังขาร”มีธรรมฤทธิ์ขั้น“บุญคือ ทำใจในใจตนให้เกิดพลังงาน“ฌาน”สามารถกำจัด“กิเลส”ได้ ผู้นั้นคือ ผู้จัดการกับ“ชาติ”หรือ“การเกิดทางจิตวิญญาณ”ของตนได้อย่างเก่งวิเศษ เป็นอุตตริมนุสสธรรม เพราะมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ปฏิจจสมุปบาท”จึงจะสามารถจัดการกับความเป็น“ชาติ”ของตนให้เป็นการเกิดแบบ“นิพพัตติ” จนกระทั่งที่สุดเป็น“อภินิพพัตติ”สำเร็จ การเกิดแบบ“นิพพัตติ”เป็น“โลกุตรธรรม” การเกิดถึงขั้นเป็น“อภินิพพัตติ”สูงสุดก็เป็น“อรหันต์” และ“โพธิสัตว์”สูงขึ้นๆไปตามลำดับ ที่สุดเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ทำ“ปุญญาภิสังขาร”หรือ“ทำบุญ”ได้สำเร็จกิจ ก็คือ ผู้มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสามารถกำจัด“เหตุ”คือ ความเป็น “กิเลสาสวะ”ไปทั้ง“กามภพ-รูปภพ-อรูปภพ”ได้ ไปตามลำดับ ความเป็นลำดับไม่สับสน จึงสิ้น“ชาติ”ได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ และเพราะสามารถทำ“กิจ”ด้วย“สัจจญาณ-กิจจญาณ-กตญาณ”ได้จริง จึงจัดการกับ“การเกิด 5”คือ “ชาติ -สัญชาติ-โอกกันติ-นิพพัตติ-อภินิพพัตติ”ได้สัมบูรณ์สิ้นด้วย“นิพพาน 3”ในตอน“ทำกาละ”ซึ่งเป็น“การตายครั้งสุดท้าย จิตนิยาม”หรือ“จิตวิญญาณ”ของตนจึงสลายแยกธาตุเป็น“ดินน้ำไฟลม”ไป เป็นการ“จบกิจ” จาก“กาล” ด้วย“กรรม”ที่ตนเองทำเอง ด้วยประการฉะนี้ ฟังเข้าใจและทำให้ได้ แล้วคุณจะมีปัญญาไม่มีปัญหา คนมีปัญหานั้นมีความทุกข์ คนหมดปัญหาแล้วไม่มีปัญหาเลย มีแต่ปัญญา ไม่มีทุกข์ แต่อาตมาไม่มีปัญหา ไม่มีเลยไม่มีปัญหา ทุกวันนี้ก็มีกุ๊กไก่มาถามอาตมา ถามปัญหานั่นปัญหานี่แล้วเขาก็ช่างหาคำถาม แล้วไปอ่านพระไตรปิฎกมาถามด้วยนะ ใหม่ๆนี้มาถามว่า ปรินิพพานนี่ถอนได้ไหม ช่างหาคำถามมาถาม อะไรถอน อาตมาก็บอกงงๆเขามาถาม ถอนได้ไหม เราก็ยืนยันอย่างนั้นปรินิพพานถอนได้ไหม อะไรไปถอนอะไรปรินิพพาน อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องบอกว่า เธอถามเลยปัญหาไปแล้ว ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าก็ตรัสกับสาวกอย่างนั้น แต่นี่จะไปพูดกับกุ๊กไก่เขาคงจะไม่รู้เรื่อง เธอถามเลยปัญหาไปแล้ว เอาปัญหาที่ไม่เป็นปัญหา หรือมันเป็นปัญหาที่จะไปตอบยังไง ปรินิพพานถอนได้ไหม นี่ก็เป็นอันหนึ่งที่ก็เอาเรื่องจริงมาพูด แต่ชาวพุทธทุกวันนี้ เสื่อมไปจาก“ความรู้”ขั้น“วิชชา” หรือขั้น“ญาณ” หรือขั้น“ปัญญา”ของพุทธที่เป็นโลกุตระนี้ “ปฏิจจสมุปบาท”และ“ปุญญาภิสังขาร”นี้เป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพระองค์เอง “ปุญญาภิสังขาร”เป็น“อภิสังขาร”ซึ่งเป็น“ธรรม”ขั้น “โลกุตระ” ไม่ใช่“ธรรม”แค่ขั้น“โลกียะ”เท่านั้น “อภิสังขาร”มี“3 ขั้น”ได้แก่ (1)ปุญญาภิสังขาร” (2)อปุญญาภิสังขาร (3)อเนญชาภิสังขาร (1) “ปุญญาภิสังขาร”คือ “การจัดการปรุงแต่งจิตตนให้กิเลสหมดสิ้นไปได้สำเร็จ (2) “อปุญญาภิสังขาร”คือ ผู้กิเลสหมดแล้ว เป็นอรหันต์แล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่ “การปรุงแต่งจิตตนอยู่”ของอรหันต์ขึ้นไป จึงไม่มี“บุญ”แล้ว และไม่ใช่“บาป”แน่ เพราะ“ปุญญปาปปริกฺขีโณ”คือ“สิ้นบุญสิ้นบาป”แล้ว “กรรม”ของ“อรหันต์ขึ้นไปจึงมีแต่“กุศล”ถ่ายเดียว สะสมลงในจิต ไม่มี“บาป”เลย เพราะ“จิตสะอาดจากกิเลสยั่งยืนตลอดไปแล้ว “กรรม”จึงมีแต่“อเนญชาภิสังขาร” (3) “อเนญชาภิสังขาร”คือ “กรรม”มีแต่“กุศล”ที่ตกผลึกผนึกกันเป็น“ความควบแน่น”ยิ่งๆขึ้น ไม่หวั่นไหวแท้ ตามคำตรัสพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า “สัพพปาปัสสะ อกรณัง-กุสลัสสูปสัมปทา-สจิตตปริโยทปนัง” ซึ่งเป็น“ความรู้”ที่ผู้ทรงค้นพบ เป็นเจ้าของการค้นพบ ที่ต้องนับว่า เป็น“นักวิทยาศาสาตร์”ผู้ใหญ่ยิ่งยอดเยี่ยมสุดจะหาใครเท่าเทียมได้ยากเกินกว่ายาก โดยแท้ สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบนี้ ไม่ใช่“วิทยาศาสตร์”ทางวัตถุเท่านั้น แต่เป็น“วิทยาศาสตร์อันครบพร้อมทั้งวัตถุและจิตวิญญาณ”หรือทั้ง“รูปและนาม”กันทีเดียว นั่นคือ หลักธรรม“ปฏิจจสมุปบาท” “ปฏิจจสมุปบาท”นั้นคือ “ภาวะ 11 เหตุที่เป็นปัจจัยกันและกัน” ซึ่งทำใหัเกิด“โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส” หรือคือ เกิด“ทุกข์”นั่นเอง ให้แก่ผู้“อวิชชา”อยู่ ภาวะ 11 เหตุที่เป็นปัจจัยกันและกันนั้น ได้แก่ 1. เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร อวิชชา คือ ความยังไม่รู้ตามแบบพุทธที่“สัมมาทิฏฐิ” ซึ่งมีลักษณะ“โลกุตระ”โดยเฉพาะ จึงแตกต่าง“โลกียะ”แน่ เพราะคน“โลกียะ”นั้นยังมีแต่“ความรู้”ที่ชื่อว่า“เฉโก” หมายความว่า “ความรู้”ที่ชื่อว่า “ปัญญา”คน“โลกียะ”เขายังไม่มีเลย คน“โลกียะ”เขาก็มีกันแต่ความรู้ที่อยู่ในกรอบ“โลกียะ”เท่านั้น ยังไม่มี“อื่น”ที่แปลกแยกใหม่ออกไปจาก “ความรู้แบบโลกียะ”เดิมของปุถุชน คนโลกียะทั้งหลายนั้น คือ คนที่มีแค่“ความรู้”ที่ชื่อว่า “เฉโก”อยู่ “ความรู้“แบบ“อื่น”ที่แตกต่างไปแท้ ยังไม่มี เฉโก คือ ความรู้ที่อยู่ในฐานะของคนผู้ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กิเลส”อย่างแยบคายถ่องแท้ และไม่มีวิธีกำจัดกิเลสหมดสิ้น“อาสวะ”ไปจากจิตได้จนกระทั่ง“จบกิจ”เด็ดขาด เพราะความรู้ที่ชื่อ“เฉโก”ยังอยู่ในกรอบจำกัดของความเป็นโลกียะเท่านั้น ยังไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“กิเลส” ก็เนื่องจากยังยึดเสพหลงติด“สุข”อยู่สนิทใจ ยังไม่ฉุกคิดเลยว่า “สุข”มันจะเป็น“มายา”ตัวร้ายที่ตนหลงเป็น“ทาส”มัน โลกโลกียะโลกเทวนิยมยังเป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไปทั้งนั้น ทาสอะไร ทาสสุขแล้วเขาก็ถือว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของสุข พุทธนั้นไม่ได้หลงใหลสุข แต่ดับสุขทิ้งด้วย มันเกินกว่าเขาคิด แล้วเขาจะบอกว่าไปดับสุขทิ้งทำไมว่ะ โง่ตายชัก เขาจะไม่รู้เลยว่า นิพพานนัง ปรมังสุขัง แล้วเขาก็ไปแปลว่าสุขอย่างยิ่ง แต่ที่จริงแล้วต้องแปลว่ายิ่งกว่าสุข นิพพานนั้นยิ่งกว่าสุข เพราะฉะนั้นใครยังแปล นิพพานัง ปรมังสุขังว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง คนนี้ยังไม่รู้จักสุขรู้จักทุกข์ คนยังไม่รู้จักอาริยสัจ 4 คนที่รู้อาริยสัจ 4 จะไม่แปลนิพพานังปรมังสุขังว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง แต่จะแปลว่ายิ่งกว่าสุข มันไม่ใช่สุข มันไม่ใช่ทุกข์มันไม่มี มันยิ่งกว่าสุข ที่เกินกว่าจะคาดคิดเป็นอจินไตย คนปุถุชนทั้งหลายยังเป็นชาวโลกียะอยู่เต็มที่ ยังไม่มี“ความรู้”ใหม่ก้าวหน้าขึ้นสู่“อาริยภูมิ”ที่เป็น“โลกุตระ” คนปุถุชนทั้งหลายที่ยังเป็นชาวโลกียะเทฺวนิยม ก็จะยังมี“ชีวะ”อันเป็น“จิตนิยาม”ขั้น“สัตว์”ขั้น“คน”นี้แหละ ซึ่งมี“พลังงานชีวะ”สูงถึงขีดเลย “ปาณะ”ขึ้นไปแล้ว นับเป็น“ชีวะ”ที่“ตาย-เกิด ; เกิด-ตาย”ยังมี“อัตตา”ยึดถือ“ตัวตน”มี“กรรมวิบาก”แก่กันและกัน “จองเวรจองกรรม”ทับถมยิ่งขึ้น หมุนเวียนอยู่ใน“วัฏฏสงสาร”หรือหมุนวนอยู่ใน“กาล” ยังไม่สูญสิ้นสลาย“อัตตา”หรือ“จิตวิญญาณ”ของตนไปได้ “อาริยะ”คือ ความเจริญ คนมี“ความรู้”พ้นจากคนเถื่อนผู้ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงกิเลส และมีวิธีกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไปเด็ดขาดจากจิตได้สำเร็จแท้ โดยเฉพาะเรื่อง“สุข”จึงยังเป็น“คนไม่เจริญ”ใน“ความจริง”ของ“สุข-ทุกข์”นี้จริงๆ คนผู้สามารถมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความสุข-ทุกข์”และสามารถจัดการกับ“เหตุแห่งทุกข์”ให้หมดสิ้นไปได้อย่าง“เที่ยงแท้”เป็น“นิยตะ”ยั่งยืนตลอดไปจึงคือ “คนเจริญ” พ่อครูว่า... พูดเรื่องความไม่สุขไม่ทุกข์นี้ ชาวพุทธทั่วไปจะไม่มีสภาวะเข้าถึงได้ เขาจะเห็นว่ามันต้องมีสุข แต่ของพุทธตีทิ้งสวรรค์ 6 ชั้นเลย ไม่มีสวรรค์ ไม่กลัวหรือ ไม่มีสักสวรรค์แล้วจะอยู่ยังไง โอ้โห แดนอมตะ แดนไม่มีสวรรค์นรกนี่แดนอมตะนะ คนชาวโลกียะ คือ คนที่ยังไม่มีความรู้ที่เป็น“อัญญ ธาตุ”เกิดขึ้นในจิตแม้แต่ 1 หน่วย ก็คือ ผู้ยังเป็น“โลกียชน” หรือปุถุชนเต็มตัว ยังไม่มีเครื่องชี้บ่งความเป็น“อาริยชน” 661231 พ่อครูเทศนาส่งท้ายปีเก่า 2566 เรื่องปฏิจจสมุปบาท ตอน 1 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน