จบกิจทั้ง 4 อย่างมีปาฏิหาริย์ของพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข25 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

จบกิจทั้ง 4 อย่างมีปาฏิหาริย์ของพุทธ _Kru Sa ครูซะ . น้อมกราบพ่อครูด้วยความเคารพสูงสุดค่ะ จะขอกราบขอโอกาสนำเข็มพระธรรมจากที่สอบ ว.บบบ.ไปถวายคืน เพราะรู้ชัดแน่แล้วว่าเข็มพระธรรมได้ถูกกลัดไว้ที่จิตวิญญาณแล้ว แกะก็ไม่ออก😁ค่ะ เพราะสัมผัสถึงความสงบเย็นและเป็นประโยชน์ในชีวิตที่มีธรรมะเป็นแก่นใจ เป็นหางเสือ ชีวิตนี้คือการเรียนรู้ทางโลกให้เห็นธรรม ลูกมาจากศาสนาอิสลาม ได้ฟังธรรมจากพ่อท่านและน้อมเอามาตรวจสอบขัดเกลาตัวเอง แม้สอบตกบ้าง แต่ก็ยังเรียนรู้ฝึกฝนอยู่ตลอดค่ะ สิ่งที่ยังโง่และสอบตกเสมอ คือความเศร้าความทุกข์จากการตายจากกัน แม้รู้ว่าเป็นกฏธรรมชาติ แต่ก็โดนเวทนาลากจูงสำเร็จ ขอเรียนถามค่ะ ว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้ผ่านโจทย์นี้คะพ่อครู น้อมกราบด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... ใช้ศัพท์ภาษาถูกหมดเป็นภาษาปรมัตถ์ที่ระบุถึงสภาวะธรรมทางจิต เช่น คำว่าเวทนา เป็นต้น มันเป็นสุขเป็นทุกข์อย่างที่พูดนี้เป็นความเศร้าเป็นทุกข์อะไรอย่างนี้ ก็ประเด็นการตายจากกัน แล้วก็เกิดความเศร้าความทุกข์ในการตายจากกัน อันนี้ก็ขออธิบายขยายความพอสมควรให้ฟัง ไอ้เรื่องพูดง่ายๆว่า คนเราใครมันก็ตาย ไม่มีใครไม่ตาย การตายจากกัน ไอ้นี่ก็เรื่องจริง คนมันต้องตายจากกัน ไม่มีใครไม่ตายจากกัน แต่ศาสนาพุทธนั้นสอนลึกละเอียด ศาสนาเทวนิยมสอนแต่แค่ว่า ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะพิพากษาเองว่าจะอยู่สวรรค์กับพระเจ้าหรือจะให้ลงนรก พระเจ้าเป็นผู้ทรงตัดสินเอง พระเจ้าจะเป็นคนตัดสิน และไม่มีใครรู้ ตายแล้วทุกคนก็นึกว่าตัวเองอ้อนวอนพระเจ้า เคารพพระเจ้า ยินดีต่อพระเจ้า นับถือบูชาพระเจ้าเต็มที่ เพราะฉะนั้นก็มั่นใจว่ายังไงๆพระเจ้าก็ต้องรักเรา ยิ่งศาสนาอิสลามแล้วละหมาดวันหนึ่งตั้ง 5 ครั้ง อะไรอย่างนี้ กราบถึงพระเจ้าตลอด ระลึ

อ่านต่อ

ก เป็นศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้าจริงๆแล้วเขาก็มั่นใจว่าเขาได้ขึ้นสวรรค์แน่ เพราะเขารักพระเจ้า เขาเคารพพระเจ้า เขานับถือพระเจ้า ไม่บกพร่องไม่น้อยลงเลย ให้ปฏิบัติอย่างไรๆ เพื่อที่จะแสดงออกถึงการรักพระเจ้า เขาทำหมด แต่เขาไม่ได้อ่านกรรม ไม่ได้อ่านพฤติกรรมทางกาย วาจา ใจ ของเขาเลย ไม่มีปรมัตถธรรมพวกนี้เลย ศาสนาเทวนิยม เพราะฉะนั้นเขาถึงไม่รู้เลยว่า แม้แต่ศีลข้อที่ 1 การฆ่า เขายังฆ่ากันอย่างไม่ได้รู้เรื่องเลย ต้องชนะของข้า ไม่ได้เกี่ยวกับบาป พระเจ้าเป็นผู้ดูอยู่ทั้งนั้นจะฆ่ากันยังไงพระเจ้าก็เข้าข้างผู้ถูก แล้วต่างคนก็ต่างคิดว่าตัวเองถูก ตัวเองเป็นลูกพระเจ้าทั้งนั้น แล้วใครจะตัดสินว่าใครเป็นลูกพระเจ้าแท้ ไม่มีใครบอกได้ ก็เลยไม่ต้องพูดเลยตรงนี้ ทุกคนเป็นลูกพระเจ้าหมด และยิ่งมั่นใจว่าตัวเองประพฤติต่อพระเจ้า เคารพนับถือบูชาพระเจ้าละหมาด วันละตั้งหลายครั้งพระเจ้าก็ต้องรักเรามั่นใจเลย ความเชื่อของศาสนาทางเทวนิยม เอาความเชื่อเป็นหลักอย่างมากเลย ถือว่าตัวเองถูกด้วย ทุกคนก็ถือว่าตัวเองต้องถูกต้องดีใช่ไหม เพราะฉะนั้นพระเจ้าต้องเข้าทางเรา เพราะเราถูกเราดีนี่ แล้วใครตัดสินว่าใครถูกใครดีกว่ากัน ก็ไม่ได้มีการวิจัยกายกรรม วจีกรรมพฤติกรรมภายนอก ยิ่งจิตวิญญาณมีเจตนา รายละเอียดถึงเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ยิ่งไม่รู้เรื่องรายละเอียดพวกนี้เลย เขาก็ยิ่งวิเคราะห์วิจัยรายละเอียดอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรถูก อะไรผิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจึงประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างนั้น ไม่รู้จักเรื่องของชีวะชีวิต ชีวะชีวิต ชีววิทยาของจิตวิญญาณ ชีววิทยาทางจิตเป็นวิทยาศาสตร์ ชีววิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต โอ้โห ศาสนาพุทธนี้ไปไกลมาก อาตมาอธิบายธรรมะชีววิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตให้พวกเราฟังทุกวันนี้ ถึงขั้นแยกอาการของจิตตั้งแต่เป็นพลังงาน พลังงานทางวัตถุเป็นอุตุ เป็นพลังงานของดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูป 4 นี่เป็นเรื่องวัตถุแท้ๆ ไอสไตน์เรียนรู้แล้วก็เอามาใช้เป็นสูตร E=mc 2 ใช้งานอยู่ในโลกทุกวันนี้บริบูรณ์แล้ว แต่รายละเอียดที่เข้าไปถึงจิตวิญญาณมนุษย์ที่ควบคุมรายละเอียดเป็นคุณธรรมที่ลึกซึ้งซับซ้อนอีกหลายชั้นมากเลย ในความเป็นชีวะ ชีววิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งอาตมาตอนนี้กำลังขยายความเป็นพลังงานทางวัตถุแล้วมันจะเริ่มจากมหาภูตรูป 4 ดินน้ำไฟลม พยายามมันจะเริ่มเลยในตอนต่อมา ขอไล่เป็นพยัญชนะ บาลี จาก มหาภูตรูป 4 มาเป็น อหิจฺฉตฺตก แปลว่าเห็ด พลังงานมหาภูตรูป 4 จะกลายมาเป็นพลังงานเห็ด จากเห็ด แล้วจึงจะมาเป็น ภูตคาม จากภูตคาม แล้วจึงจะมาเป็น พีชคาม จากพีชคาม มาเป็น เจตภูต จากเจตภูต แล้วมาเป็น ปาณะ ขอแวะตรงนี้นิดนึงพระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ให้ทำลายความเป็นพลังงานชีวะมาถึงขั้น ปาณะ เป็นศีล ข้อที่ 1 ปาณาติปาตา แล้วแปล หยาบๆว่าอย่าไปฆ่าสัตว์ ซึ่งมันเป็นสัตว์ขั้นไหน ชีวะขั้นไหน เดี๋ยวค่อยๆอธิบายกันอีกที จากปาณะ ก็เป็นเจตสิก แล้วจึงจะเป็น สัตตะ แล้วจึงจะเป็นจิตนิยาม จิตนิยามก็เป็นธาตุรู้ที่เต็มคนหรือเต็มสัตว์ สัตว์ชั้นต่ำเดรัจฉานก็ถึงขั้นจิตนิยามเหมือนกัน หรือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณจะมีวิบากเต็มรูป พูดไว้อย่างนี้ก่อน กรรมวิบากเป็นเรื่องอจินไตยไม่ใช่เรื่องเล่นเป็นเรื่องยากมากเอาไว้ก่อน เพราะฉะนั้นรายละเอียดที่อาตมาพูดใช้พยัญชนะภาษาทางวิชาการของศาสนาพุทธ ใช้คำบาลีพวกนี้ อาตมาค่อยๆอธิบายไปอยู่ในขณะนี้ ซึ่งต้องอธิบายไว้ ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่ครบความเป็นพุทธศาสนา อาตมาเป็นผู้กอบกู้พุทธศาสนา รายละเอียดพวกนี้ไม่มีคนที่จะมาอธิบายอย่างนี้หรอกในยุคนี้ ขออภัยพูดแล้ว ผู้ที่เขาไม่ศรัทธาอาตมาเขาก็จะรู้สึก ขออภัย อย่าเพิ่งอาเจียนเป็นโลหิตร้อนพุ่งออกจากปากนะ ขออภัยอาตมาไม่ได้เจตนาจะไปทำร้ายความรู้สึกของใคร อาตมากำลังบรรยายสัจธรรม เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่สามารถรู้พวกนี้มันก็ไม่ละเอียดจริงๆ มันก็จะทำความสำเร็จให้ชีวะของตัวเรา ชีวะขั้นจิตวิญญาณ เป็นต้น ชีวิตขั้นจิตนิยาม จนสามารถนิพพาน จนสามารถหมดสุขหมดทุกข์เป็นขั้นต้นที่เรียกว่า จบกิจ และสามารถที่จะ ปรินิพพานไปได้ หรือไม่ปรินิพพานก็เป็นจิตที่ท่านตรัสไว้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอยู่ในฐานะประมาณว่า อนาคามี ก็จะไปจมอยู่ในภพที่มันไม่ได้มาเกิดใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย คือไม่มาเกิดกับร่างที่เป็นสัตว์โลกที่มีจิตวิญญาณอยู่ในโลกนี้อีกต่อไปเพราะคนที่ไม่เข้าใจก็จะไปจมอยู่ในจิตวิญญาณซึ่งเป็นจิตวิญญาณนี้จะนานมากเลย ถ้าเผื่อว่ามีน้ำหนักถึงอนาคามีจริงก็จะไปอยู่ในสุทธาวาส 5 อีกนานแสนนานมากนับเป็นเวลาทางโลกที่คิดเป็นวินาทีเป็นนาทีเป็นชั่วโมงเป็นวันนี้ไม่หวาดไม่ไหว ถ้านับเป็นภาษาทางวิชาการว่าเป็นกัปๆ มหากัปไม่รู้กี่แสนกี่ล้านมหากัปไม่ไหวกว่าจะแปรสภาพรายละเอียด ถ้าใช้ภาษาทางอนาคามีก็จะมีอะไร ๑. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) ๒. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) ๓. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) ๔. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) ๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) เรียกว่าสุทธาวาส 5 ศาสนาสายปัญญาอย่างอาตมาก็ดี อย่างพระพุทธเจ้าไม่เอา ไม่เอา ไปค้างอยู่อย่างนั้น แล้วไม่มีทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย มาปฏิบัตินี้มันช้ามันแช่อยู่ไม่ไหว มันไม่ไหว มันไม่สำเร็จเด็ดขาด เอากันแบบลืมตาดีกว่า เพราะฉะนั้นคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่าเราไม่ไปเกิดในสุทธาวาส 5 ที่ตรัสไว้ อาตมาก็สายพระพุทธเจ้าโดยตรง อาตมาก็ไม่เอา จะไปเกิดอยู่ไหนแดนพวกนี้ พยัญชนะสุทธาวาสเขาใช้คำว่า อวิหา อตัปปา สุทธัสสา สุทธัสสี อกนิฏฐา ภาษาอนาคามีก็ใช้ อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) สสังขารปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายี อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ภาษาแบบสุทธาวาสเป็นภาษาแบบเจโตส่วนภาษาแบบอนาคามี 5 นั้นเป็นภาษาแบบสายปัญญา ซึ่งมันคล้ายกันมากแต่จะไม่ลงรายละเอียด เราปฏิบัติไปเถอะแล้วถึงภูมิของเราไปอย่างนี้มันจะเป็นไปได้ เมื่อทุกคนเข้าใจว่า ทุกคนต้องตายต้องเกิด แต่ศาสนาพุทธนั้นสอนถึงความเกิดความตายที่สามารถที่จะรู้ว่า มันเป็นสามัญธรรมดา คุณก็พูดมามันเป็นธรรมดาต้องเกิดต้องตาย แต่ผู้ที่ไม่รู้การเกิดการตายเหมือนอย่างสายเทวะนิยมไม่รู้ แล้วก็ไปเชื่อทางนั้น ที่นี้ทางสายเจโตสายพระเจ้า เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้มากกว่านี้ เขาก็จบแต่ว่ามันก็ยังเป็นอัตตาหรือยังเป็นอัตภาพ ไม่มีหมดสุขหมดทุกข์ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีการหมดอัตตา เขาก็จะไปจมอยู่อย่างนั้นเพราะเขาไม่มีความรู้ต่อ แต่ความจริงแล้ว จิตวิญญาณหรือจิตนิยาม มันไม่ไปจมกับพระเจ้าอย่างนั้นหรอก ไม่ว่าศาสนาเทวนิยมศาสนาพระเจ้าหรือศาสนาพุทธก็ตาม มันไม่เที่ยง แต่พระเจ้าเชื่อว่าเที่ยง พระเจ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนิรันดร สุขอย่างเดียว เป็นสุขนิยม อยู่กับพระเจ้าและพระเจ้าก็อยู่นิรันดรอยู่อย่างนั้น เป็นใหญ่เป็นโตอยู่อย่างนั้น เป็นผู้บัญชาการวิญญาณ และเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่งด้วย ซึ่งมันไม่จริง จริงๆแล้ว 1. พระเจ้าไปห้าม กาละ ให้หยุด ห้ามพระอาทิตย์ ไม่ให้เดินทางไม่ให้เคลื่อนที่ ห้ามลูกโลกไม่ให้หมุน พระเจ้าทำไม่ได้ พระเจ้าแสดงตัวเองว่าเป็นเจ้าของทุกอย่างก็ทำได้สิ สั่งได้ ใช่พระเจ้าทำให้ โลกไม่หมุน ไม่พลังงานสังเคราะห์สังขารทั้งหมด พระเจ้าทำไม่ได้ แต่เขาจะไม่คิด เขาจะไม่เชื่อ เขาเชื่อว่าพระเจ้าทำได้ แต่แท้จริงแล้วทำไม่ได้ คนที่สามารถทำให้หมดจาก กาละเลย กาละ ศาสนาพุทธสอนว่า กาละกลืนกินทุกสรรพสิ่งทุกอย่าง และตัวมันเอง คือมันจะอยู่นิรันดร แล้วทำให้สัตว์ตายเกิด เกิดตาย กลืนกินก็คือตายเกิด เกิดตาย ตายเกิด ไม่มีจบสิ้น ให้คุณเก่งเท่าไหร่ นึกว่าคุณเที่ยงแล้วเป็นพระเจ้า เป็นพระศาสดา แล้วคุณจะไม่เกิดไม่ตาย อมตะนิรันดร ไม่เกิดไม่ตาย ไม่จริง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ถึงการเกิดการตาย แต่ศาสนาพุทธพิสูจน์ได้ถึงการเกิดการตายจากโลก จากอัตตา และจากกาล จากกาละ หมดสิ้นกาละเลย หมดสิ้นคืออะไร กาละก็อยู่สิ แต่อัตตาของเราเป็นดินน้ำไฟลมแล้ว หมดจิตวิญญาณ พระเจ้าเป็นเจ้าของจิตวิญญาณแล้วไม่มีใครจะสลายจิตวิญญาณได้ ตายแล้วต้องไปอยู่กับพระเจ้าพระเจ้าจะบงการให้อยู่สวรรค์อยู่นรกเอง ไม่มี 0 อย่างดีสุดก็อยู่สวรรค์กับพระเจ้า นิรันดรแล้วไม่เปลี่ยนแปลง เที่ยง แต่ศาสนาพุทธไม่ต้องไปเที่ยงอยู่กับพระเจ้าหรอก ขบถต่อพระเจ้าเลย พระเจ้าบอกว่าจิตวิญญาณต้องนิรันดร จิตวิญญาณต้องเที่ยงตายแล้วต้องไปอยู่กับพระเจ้า ส่วนพระเจ้าจะจัดการอย่างไรก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ศาสนาพุทธบอกว่าไม่ไป จิตวิญญาณเป็นของฉันเป็นของเราเอง สลายจิตวิญญาณเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย พระเจ้าดูบัญชีก็บอกว่าทำไมคนนี้ไม่มา นี่เรียกว่าขบถต่อพระเจ้าเลย นี่ ศาสนาพุทธเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องมายืนยันพิสูจน์เราต้องเรียนรู้โลกตั้งแต่โลกหยาบ โลกอบาย โลกกาม โลกรูปราคะ อรูปราคะ จนหมดอรรุปราคะ จนไม่ต้องอยู่กับโลก สลายอัตตาเป็นดินน้ำไฟลมได้ คุณจะพ้นอรหันต์แล้วแล้วคุณจะสงสัยว่ามันพ้นได้อย่างไร ที่จริงอรหันต์พ้นได้แล้วแต่ยังไม่ชัดเจน คุณจะเกิด พิสูจน์อีกกี่ชาติกี่ชาติ เพิ่มภูมิเป็นโพธิสัตว์สูงขึ้นๆ คุณก็จะรู้ความจริงว่า อ๋อ มันสลายได้อย่างนี้เองเพราะเรายังไม่สลายใช่ไหม เราก็จะรู้แล้วว่า อ๋อสลายได้อย่างนี้เอง คุณเป็นโพธิสัตว์ระดับสูงขึ้นหรือเป็นอรหันต์ระดับที่สูงขึ้น จากอรหันต์ระดับที่ 1 2 3 4 ขึ้นไปจนถึง 5 6 อรหันต์ระดับที่ 6 ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือระดับที่ 9 ของพระโพธิสัตว์ระดับที่ 9 พอจะชัดเจนอย่างบริบูรณ์สมบูรณ์เลย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งความจริงเหล่านี้ผู้ที่ปฏิบัติแล้ว แล้วก็มีสภาพจริงของธรรมะพวกนี้ ไม่ได้เดาไม่ใช่อจินไตย แต่เป็นการรู้ได้ด้วยตนเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ รู้ได้ด้วยตนของตนเพราะมันเป็นอย่างนี้ บอกใครมันก็ยากเพราะเป็นอจินไตย ต้องมารู้ได้ด้วยตนเป็นปัจจัตตัง และคุณจะรู้เองว่านิพพานเป็นอย่างนี้ จนเป็นอรหันต์แล้วจะรู้ว่าปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้วเป็นอย่างนี้ มันยังไม่ชัดคุณก็เกิดอีก เพราะเป็นอรหันต์แล้วเกิดอีกได้ ชัดขึ้นไปอีก ๆๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ชัด แต่คุณเชื่อว่าปรินิพพานแล้วสูญได้ คุณก็เรียนรู้การทำใจในใจ เวทนาในเวทนา ทำใจในใจ ทำให้เกิดการตายโดยสภาวะตายอย่างนิพพาน 3 ตายอย่าง 0 จิต เจตสิก รูป นิพพาน จิตสูญเป็นยังไง ไม่มีบวกไม่มีลบเป็นอรหันต์ รู้แล้ว สุญญตนิพพาน ไม่ได้ตั้งนิมิตรอะไร อนิมิตนิพพาน ไม่ได้ตั้งใจอะไร ปัญญา อัปนิหิตตนิพพาน ก็ไม่ตั้งทั้งคู่ไม่ตั้งทั้งเจโตและปัญญา เป็นสุญญตนิพพาน ภาษา สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน ตายอย่างนิพพาน 3 ถ้าคุณตายอย่างนิพพาน 3 นี้ สมมุติว่าคุณเป็นอรหันต์ยังมีวิจิกิจฉา คุณก็ไปตกอยู่ในสุทธาวาสแล้วก็สลายไปเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไม่เอาเสียเวลา แต่ไม่กลับมาแน่ อนาคามีก็ไม่มาแล้ว คุณจะเป็นอนาคามีหยาบก็นานนนน ถ้าอนาคามีสูงหน่อยก็สั้นขึ้นสั้นขึ้น หรือเป็นอรหันต์ที่ไม่รู้ก็เป็นไปตามภาวะจริงของคุณ คุณมีภูมิถึงขั้นไหนมันก็ไป เมื่อไม่กลับมาก็คือตายแล้วไม่กลับมาเกิดอีกเป็นอนาคามี หรืออรหันต์ที่คุณได้แล้วก็ไม่กลับมาเกิดอีกแน่นอน อนาคามีก็ยังไม่กลับมา อรหันต์จะมาทำไม แต่ไอ้ที่มันไม่รู้เรื่องตายไปแล้วมันก็อยู่ในภพ ส่วนตัวของคุณ ตามบารมีของคุณ คุณจะอยู่อีกนานไม่นาน มันเอามาอธิบายกันไม่หวาดไม่ไหว เพราะฉะนั้น การพิสูจน์ที่เอาความจริงมาพูดกันยาก พระพุทธเจ้าจึงให้พิสูจน์กันในปัจจุบันธรรม พิสูจน์กันเดี๋ยวนี้สิ จนกระทั่งคุณแน่ใจว่าคุณปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ตั้งแต่บัดนี้ แยกเป็นดินน้ำไฟลม โดยชัดเจนเลยว่า อ๋อ..ภาวะของอุตุ อุตุนิยามหรืออุตุธาตุเป็นอย่างนี้ พีชธาตุเป็นอย่างนี้ จิตธาตุเป็นอย่างนี้ ทำได้ด้วยกรรม ทรงไว้ ธรรมะ ทรงสภาพไว้ตามกรรมที่เราสั่งสม เราทำได้คุณจะรู้จักกรรม รู้จักธรรมะ ว่าอย่างนี้ทำได้ เหมือนปัญญา นิรันดร์กุล บอกว่าทำได้แล้วก็ได้รางวัล ทำได้ เข่งทำได้ กิ๊ฟทำได้ สมมุติๆ ทำได้แล้ว ก็จะรู้เองว่าเราทำได้ อย่างนี้เป็นต้น มันไม่ได้ปิดบัง มันเปิดเผย แต่มันลึกซึ้งมันเป็นอจินไตย มันต้องรู้ได้ด้วยตน ต้องสันทิฏฐิโก ต้องเอาตัวเองนั้นเข้ามาปฏิบัติแล้วคุณถึงจะเกิดเป็นปัจจัตตัง แล้วคุ ณถึงจะรู้ได้เอง คนรู้ตรงกันก็จะพูดกันเข้าใจว่า อ๋อ..อย่างนี้ของเราก็มี คุณก็มีเราก็มี มันก็จริง แม้จะอธิบายเป็นภาษายากแต่คนก็อธิบายได้ ถ้ามีพยัญชนะ มีความรู้ความสามารถ มีปฏิสัมภิทาญาณ สามารถแยกแยะเหมือนอย่างอาตมาอธิบายได้มาก เพราะอาตมาเป็นสายนี้โดยตรงอย่างนี้เป็นต้น _สู่แดนธรรม... ปัญหาเรื่องความพลัดพรากหรือความตาย พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นเราก็ศึกษาไปเถอะจากอิสลามมาศึกษาศาสนาพุทธจนป่านนี้ได้ความรู้ถึงขั้นนี้แล้ว มันไม่ง่ายหรอกที่เราแหม จะหมดความกังวลหรือว่าเข้าใจเรื่องการตายการเกิดแล้ว ไม่ต้องห่วงหาอาวรณ์กัน มันไม่ง่าย เพราะฉะนั้นต้องค่อยๆศึกษาไปไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่เข้าใจ ศึกษาไปอย่าใจร้อน ศึกษาไปปฏิบัติไปเรื่อยๆมันจะมีภูมิปัญญาที่จะรู้ได้ด้วยตนว่า จริงๆแล้วการตายการเกิดนี่ มันไม่ยิ่งใหญ่เท่าไหร่หรอกถึงขั้นอรหันต์ก็ชัดเจนแล้ว ถึงขั้นอนาคามีถึงขั้นไม่ต้องไปถึงอรหันต์ก็จะชัดเจนแล้ว ไม่กลัวแล้วตาย เกิด เกิดตาย เพราะคุณเชื่อกรรมคุณเชื่อวิบากจนสามารถทำกรรมวิบากด้วยปัญญาของเราเองเลยกำหนดทำได้ ละชั่วประพฤติดี ทำแต่ดีไม่ชั่วอีก อันนี้เป็นแค่สมมุติด้วยเป็นโลกียะ ดีชั่วนี่เป็นโลกียธรรม เพราะฉะนั้นเราจะมาเกิดอีกชาติไหนชาติไหน มีสมมติอยู่กับสังคมไหนก็แล้วแต่ เราก็ไม่ทำชั่วกับเขา ทำแต่ดี เที่ยงแท้ นิยะตะด้วย นี่เป็นการจบกิจขั้นที่ 1 ที่อาตมาอธิบายไปแล้ว ขั้นที่ 2 สุขทุกข์ ต้องอ่านสุขทุกข์ให้ออก เวทนาในเวทนาจริงๆ เมื่อดับสุขทุกข์ได้นี่แหละ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อยู่ตรงนี้ พอเป็นอรหันต์ก็ เวทนาที่เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนาจนถึงโสมนัสเวทนาหรือโทมนัสเวทนา คุณจะเข้าใจอาการของจิตแบบนี้เลยว่า โสมนัสก็ไม่มี สุขทุกข์ก่อนโน้น ละก่อนได้แล้ว โสมนัสโทมนัสก็ละได้อีก เป็นอุเบกขา อธิบายทุกข์สุขก่อนนั้นได้ สำนวนที่ท่านแปลไว้ในพระไตรปิฎก ดับทุกข์ดับสุขก่อนๆนั้นได้ แล้ว ดับสุขทุกข์ในปัจจุบันที่ละเอียดได้อีก จนเป็นอุเบกขา คุณก็จะอ่านรู้ อาการ ลิงค นิมิต ว่าอุเบกขาเป็นอย่างไร มันไม่มีแล้วสุขทุกข์ มันไม่มีบวกไม่มีลบ มันกลางๆจริงๆ มีความรู้รอบ มีแต่ความเป็นพลังงานที่เราสามารถอยู่กับโลก โลกที่คุณหลุดพ้นแล้วตั้งแต่อบาย โลกอบายโลกกาม คุณหลุดพ้นแล้วก็ไม่บวกไม่ลบกับมันจริงๆ มันก็มีอยู่ในโลกนี้แหละตาหูจมูกลิ้นกายเราก็สัมผัสรับรู้ แต่เราลอยตัว มันไม่มีฤทธิ์อะไรกับเราที่จะไปแวะโน่นแวะนี่ที่จะไปเป็นสุขเป็นทุกข์หรือเอียงไปทางโน้นเอียงไปทางนี้ เป๋ มาถูกกระทบแรงๆก็ยังไป ถูกกระทบแล้วก็ยังมีผลอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีแล้ว แข็งแรงหรือไม่มีตัวตน ให้พลังงานของโลก มันเหมือนไม่ถูกกับเราเลย มันหลุดพ้นอย่างนั้น มันสุดยอดอย่างนั้น ที่พูดนี้เป็นภาษาของปรมัตถ์ เป็นภาษาของจิตเจตสิกรูปนิพพาน เป็นภาษาของอาการของจิต โดยเฉพาะเวทนาเจตสิก ฉะนั้น เรียนรู้นี่ เรียนรู้ที่เวทนาในเวทนานี่แหละ จะรู้เจโตปริยญาณ 16 จะรู้กายทั้งหลายแหล่ สามารถทำให้มันเป็นธรรมะที่สมบูรณ์แบบ โลกุตระสูงสุดได้ กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วจะทำได้พิสูจน์ได้จริงๆ เพราะฉะนั้น จะกลัว หมดกลัว มันไม่ลึกซึ้งอะไรเท่าไหร่หรอกเรื่องการเกิดการตาย เพราะฉะนั้นจะรู้ว่าเป็นธรรมดา และจะไม่เศร้าหมอง แค่เราพ้นจบกิจในระดับต้น ยังไม่ถึงขั้นหมดทุกข์หมดสุข ขั้นต้นคือ เราทำแต่ดีไม่ทำชั่วเลย มั่นใจเลยว่า ถ้าไปหลงดีชั่วมันแค่สมมุติ คุณอยู่ศาสนาอิสลาม เขาบอกว่าทำดีเป็นเช่นนั้น คุณก็ทำตามสิ ทางโน้นยึดถือ ไม่ทำชั่ว แตกต่างตามคำสอนพระศาสดาคุณก็อยู่ได้แล้ว คุณมาอยู่กับพุทธ ดีเป็นยังไงของพุทธ ชั่วแบบพุทธยังไง คุณก็ทำดีแบบพุทธไม่ทำชั่วได้จริงๆ ซึ่งอาจจะต่างกันกับอิสลาม แต่นี่เป็นของพุทธ คุณก็ทำได้ ของอิสลามก็ทำได้ ของพุทธก็ทำได้ ตาม คุณอยู่โลกไหนก็โลกนั้น โลกอิสลามหรือศาสนาอิสลาม โลกพุทธคุณก็อยู่กับศาสนาพุทธก็กำหนดต่างกัน หลักเกณฑ์ที่ไม่ทำ อย่าทำนะ อย่างนี้ชั่ว บาปนะ อย่างนี้ทำอย่างนี้ คุณเรียกว่าบุญก็ตาม แต่ที่จริงบุญกับกุศลมันไม่ใช่อีก นี่ก็รายละเอียด อันนี้กุศล อันนี้อกุศลอย่าทำ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น คุณก็ทำได้ดีพ้นแค่นี้คุณก็ไม่กลัวแล้วทุกข์ที่จะเกิดมา ที่จะต้องกลัวเศร้าหมอง กลัวมันจะเกิดมาเพราะไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา คุณเกิดอีกกี่ชาติคุณก็ไม่มีตกต่ำ คุณไม่มีสิ่งชั่ว คุณไม่ต้องลงนรก คุณไม่ต้องไปเดือดร้อนอะไรอีก มีแต่จะเจริญขึ้น เจริญขึ้น เจริญขึ้น เพราะฉะนั้นคุณจะตายเกิดจะตายเกิดอีกกี่ชาติมันก็คือความตายความเกิด เพราะฉะนั้นคุณจะต้องไปทุกข์เศร้าหมองกับคนตาย มันก็ต้องตายต้องเกิด คุณไม่รู้ คุณไม่ศึกษาธรรมะก็แน่นอน คุณศึกษาธรรมะแม้จะหนีดีหนีชั่วคุณก็หนีไม่ได้ คุณต้องเวียนมาชั่วอีก ขออภัยพูดจริงๆ แม้แต่พระเจ้า แม้แต่ศาสดาของเทวนิยมคุณไม่พ้นชั่วหรอก ขออภัยที่พูดสัจธรรม คุณไม่พ้นหรอกเพราะคุณไม่รู้รายละเอียด จบกิจข้อที่ 1 คุณยังทำไม่ได้เลย เพราะคุณไม่รู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน คุณไม่รู้รายละเอียดของจิตเจตสิก รายละเอียดของสภาวะพลังงานทางจิตวิทยา ชีววิทยาที่อาตมาขยายไป คุณไม่รู้คุณทำไม่ได้ แต่พุทธนั้นทำได้ แม้แต่ยังเป็นๆยังไม่ตาย คุณจะทำให้จิตเป็นอุตุ คุณจะทำให้จิตเป็นพีชะ คุณจะทำให้จิตเป็นจิตนิยาม คุณก็ทำได้แล้วตอนเป็นๆ อุตุเป็นยังไง อาตมาก็ขยายความรายละเอียดไปเยอะแล้ว นี่ก็ทวนอีกนิดหน่อย อุตุมันคือเป็นธาตุพลังงาน มันไม่ใช่ชีวะ มันไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มันไม่มีเศร้าไม่มีหมอง คุณกลัวเศร้าหมอง มันไม่มีแล้ว ทำจิตให้เป็นอุตุได้คุณก็ไม่มีปัญหา ไม่เป็นอะไร คุณก็ยังทำไปได้เรื่อยๆ ทำเป็นพีชะ ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างพวกพืชที่มันไปเกี่ยวกับโลกนี้ คุณก็เป็นอุตุ โลกอบายนี้ เป็นอุตุแล้วไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่ไปยุ่งด้วย แม้จะไปเป็นพืชเราก็ไม่ไปยุ่งด้วย คุณทำได้พลังงานอย่างนี้ คุณจะรู้เอง ถ้ายังเป็นจิตอยู่ก็หยาบ กลาง ละเอียด เท่าที่คุณทำได้ก็หมดสุขหมดทุกข์ นอกจากหมดสุขหมดทุกข์ แล้วหมดการเกิด การตาย ที่จะอยู่ใน กาละ พระอรหันต์ที่หมดสุขหมดทุกข์แล้ว จนจะเข้าใจ กาละอย่างละเอียดสำคัญ อย่างที่อธิบายไปแล้ว อย่างจบกิจดีชั่ว จบกิจเป็นอรหันต์ จบกิจเป็นอรหันต์โพธิสัตว์ที่ยิ่งลึกไปเรื่อยๆ รู้จัก กาละ ทำกาละ จัดการกับกาละที่เราจะเกี่ยวข้องกับกาละ เราจะอยู่กับกาละอีกนานหรือไม่นาน มันเป็นสิทธิของเรา อยู่เหนือกาละ ตรงที่เราจะอยู่กับกาละหรือไม่ แต่เราไม่ไปทำลายกาละในมหาจักรวาล เอกภพนั้นทำไม่ได้ ไม่มีใครทำได้ 1. จบกิจโลกีย์ธรรมดา 2. จบกิจขั้นโลกุตระ จบกิจขั้นสุขทุกข์ 3. จบกิจต่อภพภูมิของอรหันต์และโพธิสัตว์ 4. ก็คือทำกาละในมหาจักรวาลนี้ ก็จะรู้เรื่องมหาจักรวาลเรื่องจิตวิญญาณที่ละเอียดต่างๆ คุณทำได้เก่งขึ้นหมด จะเก่งแค่อรหันต์สุขทุกข์ ก็เป็นอนาคามี เมื่อกี้นี้เอาคำว่าอนาคามีมาขยายความมันไม่เวียนกลับมาเกิดอีก ที่จะมาที่จะมามีร่างเป็นมนุษย์ไปอยู่ในภพสัมภเวสีอีกนาน พูดกันไม่ได้ พูดกันยากไม่เป็นปัจจุบัน เพราะนั้นพระเจ้าให้เอาปัจจุบันนี้ จบเลย หมดแม้เป็นพระอรหันต์ก็ทำได้ แล้วทำได้จริง เพราะฉะนั้นการจบของพระพุทธเจ้าจึงจบในปัจจุบันที่ยังอยู่ในร่างตอนเป็นๆ ให้สัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์แล้วคุณก็จะตายอย่างไม่มีความสงสัย พ้นวิจิกิจฉานุสัย วิจิกิจฉาที่เป็นสังโยชน์ อาสวะ ก็ระดับหนึ่ง อวิชชาสวะ วิจิกิจฉาในระดับสังโยชน์ 10 นั้นแค่วิจิกิจฉาในหมวดต้นเท่านั้น สังโยชน์10 วิจิกิจฉาก็คือรอบหนึ่งของอาสวะ อาตมาก็เคยขยายความอาสวะต่างจากอนุสัยอย่างไรแล้ว อาสวะนั่นก็แค่ระดับหนึ่งหมดอาสวะแล้วก็อยู่ในโลก หมดอาสวะแล้วเป็นอรหันต์ได้ และมีอนุสัยได้ ก็เคยอธิบายมาแล้ว อย่าไปบอกว่าพระอรหันต์หมดอนุสัย ไม่หมด ยังดำเนินอนุสัยได้ต่อ จนสุดท้ายเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังมีอนุสัย เป็นพระโพธิสัตว์แล้วก็ยังมีอนุสัย หรือจะบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังมีอนุสัย อนุสัยก็คือ สยะ ตัวตนที่มีตัวน้อยนิด หรือตามพระพุทธเจ้าตามพระโพธิสัตว์ที่อาศัยใช้ สยะ อันนี้เป็นสยะ อาศัย จึงเรียกว่าอนุสัย ใช้งานเท่านั้น สลายเมื่อไหร่ก็ได้ สยะก็ดี สลายเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะพ้นสวะไปแล้ว พ้นสักกะไปแล้ว เคยอธิบายสักกะ สวะ สยะ ต่างกันอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเรื่องรายละเอียดพวกนี้ อาตมาพูดไปอธิบายไปตามภูมิ ศาสนาตามภูมิของโพธิรักษ์ ไม่เหมือนใคร แล้วก็ยังไม่มีใครจะมาเหมือนในยุคนี้ ไม่มีใครเหมือน ขออภัยที่พูดแล้วเหมือนหลงตัวหลงตน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ส มณะฟ้าไท... เราได้ฟังพ่อครูพูด ถึงขั้นอนุสัยขั้นเป็นโพธิสัตว์เป็นพระพุทธเจ้าเลยนะ ของเราต้องมาศึกษาว่าอาสวะอะไรยังเหลืออยู่บ้าง จัดการให้เรียบร้อย แล้วก็สั่งสมเป็นอนุสัยที่จะเสียสละตามพ่อครูไปในยุคสมัยนี้ เรียกว่าเดินตามพ่อครูไปเรื่อยๆ พ่อครูปรินิพพานแล้วก็เดินของใครของมันอีกที แล้วแต่ใครจะเดินต่อไม่เดินต่อก็ว่ากันไป แต่ตอนนี้เราก็เดินตามท่าน เพราะว่าท่านเป็นโพธิสัตว์ที่มีปัญญามาก สามารถอธิบายได้ลึกซึ้งทั้งในมุมลึกและมุมกว้าง ให้มนุษยชาติเข้าใจอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ 661222 จบกิจทั้ง 4 อย่างมีปาฏิหาริย์ของพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน