ตัวอย่างรายละเอียดการปฏิบัติธรรมในฆราวาสอโศก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข4 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

ตัวอย่างรายละเอียดการปฏิบัติธรรมในฆราวาสอโศก มีอีกอันหนึ่งเขียนมาว่า _กราบแทบเท้านมัสการพ่อครูด้วยความเคารพยิ่ง วันที่ 2 ธันวาคม ขออนุญาตกราบรายงานผลการปฏิบัติธรรม ก่อนจะรู้จักชาวอโศกก็ศึกษาจากสำนักอื่นๆบ้าง แต่กิเลสก็แค่สงบ วิกขัมภนปหาน เท่านั้น ไม่พ้นทุกข์พ้นสุข วนอยู่กับทุกข์โลภโกรธหลงแล้วๆเล่าๆ หาทางดับทุกข์ไม่เจอ เมื่อรู้จักชาวอโศกปฏิบัติใหม่ๆ กิเลสภายนอกลดได้ มอซอ กินมังฯ ทำงานฟรี ไม่มีอบายมุข ต่อมาเมื่อเข้าไปรับผิดชอบงาน ก็หลงไปกับการทำงานไม่ค่อยได้ฟังธรรม (พ่อครูว่า…ระวังนะ ผู้ที่เอาแต่ทำงานไม่ได้ฟังธรรม ) ทำใจในใจไม่เป็น ทำงานเป็นอย่างเดียว และเก่งงานขึ้นเรื่อยๆพร้อมอัตตาก็โตตามความเก่งไปด้วย หลงงานจนเสียอารมณ์ ไม่เกิดมรรคผลแต่อย่างใด จับกิเลสล้างกิเลสภายในยังไม่ได้ เพราะปฏิบัติไม่เป็นไปตามลำดับ เริ่มปฏิบัติตาม อปัณณกปฏิปทา 3 ถือศีล แล้วก็สำรวมอินทรีย์ ไม่มองนอกตน ก็ลดการเพ่งโทษถือสาได้มากขึ้น จริงจังกับการลดละเรื่องการกินอยู่หลับนอน เรียนรู้ กวฬิงการาหาร ฝึกฝนแยกแยะเวทนาแท้เวทนาเทียม ตามรู้สุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ในขณะเคี้ยวกลืน ค่อยๆรู้ตื่นมากขึ้น เมื่อกระทบอายตนะ 6 วันไหนกินไม่ปรุงแต่งจะจับมโนสังขารได้ไวมาก ฝึกปรับภายในใจไปเรื่อยๆเมื่อกระทบสัมผัส เมื่อกระทบผัสสะแยกแยะว่า จิตเกิดวิปลาส 4 หรือไม่ เราเข้าไปยึดอะไรว่าเที่ยงว่าสุขไม่มีตัวตนเรื่องใด อะไรไม่ควร ได้บ้างในแต่ละวัน ปฏิบัติธรรมผ่านการทำงานที่พร้อมไปกับการเฝ้ามองดูกิเลสที่เกิดขึ้นจากอายตนะ 6 ที่กระทบ แล้วจัดการกับกิเลสที่เกิดขึ้นจากการทำงานดุจแม่วัวกินหญ้าไปด้วย แล้วก็ชำเลืองดูลูกน้อยไปด้วย โดยไม่เคยหลบไปนั่งหลับตาแม้แต่ครั้งเดียว ค่อยๆเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นและค่อยๆจัดการกับกิเลสลงไปได้เรื่อยๆ เกิดค

อ่านต่อ

วามเบาว่างภายในเกิดปิติ ใจก็สุขเย็น เมื่อกระทบผัสสะก็รู้สึกขอบคุณโจทก์ที่ทำให้ได้ตรวจว่าหลุดพ้นในเรื่องนั้นๆหรือยัง ถ้ายังไม่หลุดพ้นก็ฝึกต่อจนกว่าจะไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วโจทย์เดิมๆนั้นๆก็จะมาเรื่อยๆ จนกว่าเราจัดการได้ ไม่สุขไม่ทุกข์เรื่องนั้นได้ ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมจริงๆ ไม่ต้องเรียกร้องไม่ต้องแสวงหาผัสสะมันจะมาเอง เมื่อปฏิบัติตามหลัก อปัณณกปฏิปทา 3 ก็จะเกิดสัทธรรม 7 เกิดศรัทธาในผลที่ปฏิบัติได้ มีหิริโอตตัปปะในบาป แม้เล็กแม้้น้อย แม้ในจิตก็ละอาย (พ่อครูว่า... อาการหิริ อาการละอายเป็นตัวชี้บ่งความเจริญ มันไม่ใช่ละอายอย่างเหนียมๆ แต่มันรู้สึกว่า เรานี่ไม่ควร มันจะรู้สึก) สิ่งใดเป็นอกุศลจะไม่ทำเลยเกิดพหูสูตมั่นคงในแนวทางที่ปฏิบัติชัดขึ้น มีวิริยะพากเพียรต่อเนื่องมั่นคงสติก็แววไวๆกับอายตนะ 6 เกิดฌานปัญญา จัดการกับกิเลสได้ทันท่วงทีตามลำดับ (ชนะมากกว่าแพ้) กิเลสหลบไปทันทีกระทบอายตนะ 6 (พ่อครูว่า... กิเลสหลบไปทันทีคือ ธรรมฤทธิ์ของปัญญาที่รู้เท่าทัน กิเลสหลบไปทันทีคือธรรมฤทธิ์ของปัญญาที่รู้เท่าทัน คือปัญญา อาตมาก็เคยอธิบายย้ำมันจะเป็นอย่างนั้นมันจะมีธรรมฤทธิ์) กิเลสจะหลบไปทันทีในขณะที่กระทบอายตนะะออกอย่างไม่ผิดเพี้ยนเลย สุดท้ายฟันธงได้ว่าทั้งสิ้นทั้งปวงล้วนเกิดจากอัตตาของเราเอง ล้มลุกคลุกคลานอยู่ในสนามรบกับกิเลสสู้ไม่ถอยตั้งตบะให้กับตนเองทุกวัน ในเรื่องกินอยู่หลับนอน(ไม่มีออกพรรษาหรือเข้าพรรษา) วันละนิดวันละหน่อยทำน้อยแต่ทำประจำ จนเอาอยู่กับเรื่องอาหารได้เกิน 60% ( ประเมินแบบกดคะแนน) เข้าไปอ่านเวทนาเทียมที่เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น ว่าคำไหนเป็นเวทนาเทียม - แท้ รู้ความจริงตามความเป็นจริงได้มากขึ้นตามลำดับ ฝึกมองตนจนเป็นนิสัย ชัดเจนว่า ผัสสะที่เกิดขึ้นในแต่ละวันล้วนมาตรวจวิมุติของเราว่า หลุดพ้นจากทุกข์สุขในเรื่องนั้นๆ จนหมดอนุสัย ตามที่พ่อครูนำมาอธิบายขยายความหรือไม่ ซึ่งก็เป๊ะทุกอย่าง ขอบอกว่าเป๊ะทุกอย่าง โดยมี เจโตปริยญาณ 16 เป็นตัวตรวจเช็ค (พ่อครูว่า... อธิบายมานี่เข้าหลักเข้าเกณฑ์นะใครฟังตามที่เรียนรู้มาเรื่อยๆ จำหลักเกณฑ์ได้จะรู้ความจริง ) ผ่านมาหลายสิบปี ปัญญาก็แหลมคมขึ้นจัดการกับกิเลสในเวทนาได้ตามลำดับ เกิด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ก็จะรู้ว่าเป็นอุเบกขาแล้วกับเรื่องเดิมๆเรื่องไหนยังไม่หมดก็จะรู้ว่ายังไม่หมด และอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น กิเลสไม่สามารถออกมาทางวจีกรรมและกายกรรม เกิดแค่มโนก็สามารถจัดการลงได้และรู้ว่านี่คืออรูปอัตตา ที่เราต้องล้างออกให้หมด วันนี้พ้นทุกข์พ้นทุกข์ได้มาพอสมควร และมีฉันทะเป็นกำลังที่จะวิริยะต่อไปอยู่กับปัจจุบันอย่างไม่สุขไม่ทุกข์ มรรคผลที่ได้วันนี้ล้วนมาจากการปฏิบัติธรรมตามแนวพระพุทธเจ้าที่พ่อครูนำมาอธิบายขยายความ แยกด้วยทั้งสิ้น จึงขอยืนยันว่าอยู่กับผัสสะนี่แหละ มีโยนิโสมนสิการเข้าไปอ่านเวทนา จัดการกับกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็จะรู้ว่าเรายังมีจิตวิปลาส 4 ในเรื่องใด โดยมี เจโตปริยญาณ 16 ตรวจว่าพ้นทุกข์พ้นสุข มีวิมุติในเรื่องนั้นๆหรือไม่ เมื่อกระทบอะไรก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง มีโยนิโสมนสิการ นี่เป็นธรรมะ 2 เรามีทำหน้าที่ให้เป็น 1 และจัดการให้เป็น 0 ไม่เกี่ยวกับคนอื่นอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น การปฏิบัติธรรมของชาวอโศกเปรียบเหมือนมีแผนที่ให้เดิน เปรียบได้กับหัวข้อธรรมต่างๆในการปฏิบัติและมี GPS(พ่อครู ท่านสมณะ ) คอยบอกคอยบอกว่าเราถูกทางหรือไม่หากมา ผิดทาง GPS ก็จะบอกให้เราย้อนกลับไป อาจจะเสียเวลาบ้าง แต่ถึงเป้าหมายแน่นอนและมีความเจริญไปตามลำดับ และขอบอกราชธานีอโศกนี่แหละเหมาะที่สุด เพราะนอกจากอาหารจะอุดมสมบูรณ์ไร้สารพิษแล้ว ผัสสะก็อุดมสมบูรณ์ (พ่อครูว่า... พวกเราหมอเยอะ ตำรวจเยอะ ) มีผู้เสียสละมากมายหลากหลายบิดรมารดา ที่ส่งใจให้เรา โดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ให้เรานำมาตรวจว่า ยังมีหรือไม่มีกิเลสในเรื่องนั้นๆหรือไม่ มาๆ อย่ารอช้า อยู่ไหนรีบมา เก็บเสื้อผ้าแล้วมาราชธานีอโศกกัน นิพพานนี่ดีนะ เป็นสุดยอดของความสุข เป็นสุขที่ว่างจากกิเลส กว่าจะได้นิพพานแต่ละเรื่องนี่ก็ยากนะ ใช้เวลามากต้องเพียรพยายามฝึกไม่ยึดล้มแล้วล้มอีกแต่ได้แล้วได้เลย กราบแทบเท้าขอบพระคุณพ่อครูผู้เป็นพระอรหันต์นิยตโพธิสัตว์ที่มีเมตตาต่อสัตว์โลก พร้อมอบรมสั่งสอนแล้วสั่งสอนอีก มายาวนานถึง 53 ปีออย่่างไม่รู้เหน็ดหน็ดรู้เหนื่อย (พ่อครูว่า... อาตมารู้นะอย่าหาว่าอาตมาไม่รู้เหน็ดไม่รู้เหนื่อย อันนั้นให้เศรษฐาเขาเถอะ เศรษฐาเขาทำงานไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย แต่ อาตมารู้นะ ) กว่าลูกคนนี้จะเข้าใจเข้าถึงความเบาว่าง พ้นทุกข์พ้นสุขมาได้บ้าง สองบ้าง ก็ใช้เวลาหลายสิบปี ลูกตั้งใจว่า ไม่ว่าชาตินี้ชาติหน้าหรือชาติไหน จะขอร่วมเดินตามรอยเท้าพ่อครูตลอดไปและตลอดกาล ขอตั้งจิตร่วมสืบต่อพระศาสนาจนครบ 5,000 ปี ตามกำลังความสามารถอันน้อยนิดที่มีอยู่ กราบแทบเท้านมัสการด้วยความเคารพบูชายิ่ง นิรนาม บ้านราช (คนละคนกับชื่อลูกนิรนามนะคะ)

พ่อครูว่า... นี่เป็นตัวอย่างอ่านไปให้ฟัง เป็นตัวอย่างของคนที่มาเรียนรู้แล้วก็เข้าใจทฤษฎี เข้าใจระบบระเบียบกระบวนการ ของความรู้และปฏิบัติไปได้มรรคได้ผลอะไรต่อไป นี่เป็นตัวอย่างที่อาตมาอ่านให้ฟัง อย่างนี้แหละถูกต้อง ถูกต้องแล้ว ดีแล้ว ประเสริฐจริง เพราะฉะนั้นแต่ละคน แต่ละคน ฟังไปแล้วก็ตรวจสอบตัวเอง ตัวเองจะเอาจริงเอาจังอะไรแค่ไหนก็คิดดู แล้วทำได้อะไรแค่ไหนก็ตรวจสอบไป เพราะฉะนั้นก็ ผู้ที่มาและฟัง วันนี้ก็ยังเป็นพัน นั่งฟังธรรมกันอยู่วันนี้วันที่ 1 ยังอยู่ครบแล้วก็จะอยู่กันอีกเท่าไหร่ยังไม่รู้ แต่ก็คงจะกลับๆกันไปไม่ใช่น้อย ผู้ที่จะอยู่เลย จะต่อหรือตั้งใจจะไปแล้วอีกงานก็จะมาก็แล้วแต่ ตัวใครก็ตัวใคร อาตมาก็ทำงานไปจนอายุ 90 ปีนี้ 90 ขึ้น 7 เพราะอาตมาเกิด 2477 ปีนี้มัน 2567 ถ้ามัน 2577 ก็100 ปี เพราะฉะนั้นต้องพยายาม อาตมาตั้งใจจริงๆ จะพยายาม กระเสือกกระสน อีลาก อีเลื่อไป ไปให้ถึง 77 นี่มัน 67 ไปให้ถึง 77 ให้ได้ ถ้าถึง 5 มิถุนายน 77 ก็สมบูรณ์แบบ 100 ปีถ้วน เลย 5 มิถุนายน 2577 ก็พูดไป แล้วก็ทำ มันเป็นการท้าทายพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าถึงอิทธิบาทว่า อายุขัยนี้อาตมาพิสูจน์มาแล้วแหละแต่เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนเลยว่า คนเรานี่ทุกวันนี้อายุคนทุกวันนี้มันสั้นแล้วใช่ไหม 100 ปีหายากแล้ว 90 ก็น้อย อายุ 60 70 ก็ถือว่าไม่ค่อยจะแน่นอนแล้ว เพราะฉะนั้นทางการก็ปลดเกษียณกัน 60 ตามสากลส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเมืองไทยอายุทั่วไปหรือทั่วโลก ทุกวันนี้ยุคนี้มันประมาณนั้น มันไม่เหมือนยุคหลายๆยุคที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส อยู่ในตำนานอยู่ในพระไตรปิฎกบอกว่าคนอายุตั้งหลายร้อยปี หลายพันปีก็ยังมี 80,000 ปียังมีเลย โอ้โห ไอ้อย่างนั้นเราคิดไม่ออกเลยเนาะ อายุ 80,000 ปีนี้ 670101 พ่อครูเทศนาต้อนรับปีใหม่ 2567 เรื่องปฏิจจสมุปบาท ตอน 2 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน