ปฏิจจสมุปบาท โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตอน 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข4 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิจจสมุปบาท โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตอน 2 มาต่อ อาตมาตั้งใจจะต่อ ปฏิจจสมุปบาทให้จบ อาตมาเขียนต่อไปแล้ว ต่อจากเมื่อวาน ... คนผู้สามารถมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความสุข-ทุกข์”และสามารถจัดการกับ“เหตุแห่งทุกข์”ให้หมดสิ้นไปได้อย่าง“เที่ยงแท้”เป็น“นิยตะ”ยั่งยืนตลอดไปจึงคือ “คนเจริญ” คนชาวโลกียะ คือ คนที่ยังไม่มีความรู้ที่เป็น“อัญญ ธาตุ”เกิดขึ้นในจิตแม้แต่ 1 หน่วย ก็คือ ผู้ยังเป็น“โลกียชน” หรือปุถุชนเต็มตัว ยังไม่มีเครื่องชี้บ่งความเป็น“อาริยชน” ถ้ามีบ้างแล้วก็มากขึ้นจนเพียงพอถึงขั้นที่จะ“เข้าใจ” ธรรมที่เป็น“โลกุตรธรรม”ได้ ขั้น“เข้ากระแส”ก็เริ่มเป็น“อาริยบุคคล”ขั้น“โสดาบันบุคคล” เพราะมีความรู้“อื่น”ขึ้นในจิต “อื่น”คำนี้ ศัพท์บาลีว่า อัญญ ดังนั้น คนผู้ใดในจิตยังไม่มี“ธาตุ”ที่เป็น“อื่น”นอกไปจาก“โลกียธาตุ”ที่ตนมีอยู่เดิมแต่ไหนแต่ไรตามประสาของคนปุถุชน คนผู้นี้ก็มีแต่“เฉโก” คนผู้นี้ยังมี“ความรู้”วนอยู่ในกรอบของ“โลกียะ”ไม่เจริญออกไปจากกรอบเดิมมาเป็นคน“โลกุตระ”ได้เลย หรือไม่เจริญเป็น“อาริยบุคคล”ขึ้นมาเป็น“อื่น”ออกจากความเป็นชาว“โลกียะ”ได้ มีแต่ความรู้“เฉโก”เดิมๆอยู่ คนแบบ“โลกุตระ” คือ คนอย่างไร? มีอะไร“อื่น”ขึ้นมาเป็นเครื่องชี้บ่งสำคัญยิ่งไฉน? แบบไหนกันหรือ? คนแบบ“โลกียะ” คือ คนที่ยัง“ไม่พ้นสุข-ไม่พ้นทุกข์” เพราะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” โดยเฉพาะ“นิพพาน”ที่เป็น“ความไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์”ใน“เวทนา” คนผู้จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“นิพพาน” ก็คือ ผู้มี“ความรู้”แบบ“โลกุตระ”ที่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง”ถูกต้อง “ความรู้”แบบ“โลกุตระ”คือ คนผู้หลุดพ้นจาก“อวิชชา” คนผู้ยังมี“อวิชชา”อยู่ คือ คนยังไม่มี“ความรู้”ที่แปลกใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นความแตกต่างจา

อ่านต่อ

กความรู้แบบ“เฉโก” นั่นคือ มันเป็นความรู้แบบ“ปัญญา”หรือ“ญาณ”หรือ“วิชชา” อันเป็น“ความรู้”ที่เป็น“อื่น”จาก“เฉโก” ที่สามารถ“หลุดพ้น” “เฉโก”คือ “ความรู้”ที่ยัง“อวิชชา” จึงยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ปฏิจจสมุปบาท”ได้เลย ก็ไม่สามารถ“ดับเหตุ”ที่มันเป็น“ปัจจัย”ทำให้“เกิดภพ-เกิดชาติ”สำเร็จ จึงไม่สามารถ“ดับภพ-ดับชาติ”ให้ตนจนกระทั่ง“ไม่มีภพ-จบชาติ”เด็ดขาดได้ ไม่ว่า“ความเกิด”ของ“ความโง่”หรือ“ความไม่รู้” ไม่ว่า“ความเกิด”ของ“วิญญาณ”ที่เป็น“อัตตา”ของตน ทุกๆคนที่มีความเป็นคนนั้น มีสิทธิ์ทำได้ ไม่ว่า“คน”ในศาสนาใด ลัทธิไหน ก็มีสิทธิ์เช่นกันทั้งนั้น ไม่มีละเว้นเลยสักคน เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่ได้ปิดกั้นใครที่จะมาเรียนรู้ จนหมดกิเลส จนดับภพจบชาติ ไม่ปิดกั้นที่ใครจะมาเรียนรู้ฝึกฝน ให้สัมมาทิฏฐิเถอะแล้วสัมมาปฏิบัติจะได้มรรคผล ถ้าคนผู้นั้นไม่สามารถเรียนรู้“ความเจริญ”เป็น“อาริยบุคคล”ให้“สัมมาทิฏฐิ”แบบ“โลกุตระ”ได้กันอย่างแท้จริง ก็จะทำ“ความเกิด”ที่“เกิด”อยู่ คือ ผู้ยังมี“ชีวะ”ของตนอยู่ ซึ่งคนชาว“เทฺวนิยม”ที่ยังมีภูมิแค่“โลกียะ”หรือ “เฉโก”อยู่จะ“ตาย”ลง คือ ตายสิ้นลมหายใจไปแต่ละชาติ ร่างของคนผู้นี้ที่เป็นซากศพถูกเผา หรือถูกฝังทิ้งไว้ในโลกแล้ว คนผู้นี้ก็จะยัง“ตาย-เกิด ; เกิด-ตาย”วนเวียนอยู่ในกาล คนผู้นี้ยังไม่มี“ปัญญา”เป็น“โลกุตระ”บรรลุ“อรหันต์” จึงยังไม่สามารถ“ตาย”ด้วย“นิพพาน 3”อันได้แก่ “สุญญต นิพพาน-อนิมิตตนิพพาน-อัปปณิหิตตนิพาน”ไปจาก“กาล”ได้ อาตมานำคำว่ากาละให้เรียนรู้ พระพุทธเจ้าบอกว่า กาละกลืนกินสรรพสัตว์ ตายแล้วตายเล่าอยู่ในกาละ เทวนิยมจะออกไปจากกาละไม่ได้วนเวียนอยู่นิรันดร เขามีความรู้ว่า เขาจะไม่มาเกิดอีก เขาจะไปอยู่กับพระเจ้า คนผู้นี้ก็ยังไม่สามารถทำที่สุด“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน” สลาย“จิตวิญญาณ”หรือ“อัตตา”ของตนไปได้ ก็ยังมี“เชื้อ(อุปาทิ)ชีวะ”อันเป็น“จิตวิญญาณ”หรือ“อัตตา” ที่สลาย “จิตนิยาม”ของตนไปสู่ความเป็น“ดินน้ำไฟลม”ไม่สำเร็จแน่ ไม่ว่า จะเป็นการตายของ“พระเจ้า” หรือการตายของ“อัตตา” หรือการตายของ“ความโง่(อวิชชา)” หรือการตายของ“กาย” หรือการตายของ“จิต” หรือการตายของ“ความรู้สึก(เวทนา)” หรือการตายใดๆก็ตาม ไปจาก“กาล” คนผู้นี้ก็ตายอย่าง“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”ด้วย “การตาย”แบบ“นิพพาน 3”ไม่ได้ ถ้าไม่สามารถเรียนรู้“ความเจริญ”เป็น“อาริยบุคคล”ที่ “สัมมาทิฏฐิ”แบบ“โลกุตระ”ได้กันอย่างแท้จริง “ความเกิด-ความตาย” หรือ“ความเกิด-ความไม่เกิดอีก” นั้นต้องมี“ปัญญา-ญาณ-วิชชา” จึงจะสามารถ“ตาย” ด้วย“นิพพาน 3”ทำ“ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”สูงสุด หากผู้ใดยังมี“อวิชชา”หรือมีแต่“เฉโก”ก็ยัง“ไม่พ้นความเกิดแล้วเกิดอีก-ตายแล้วตายอีก” วนเวียนไม่มีที่จบ ผู้นั้นยังมี“อัตตา”หรือมี“สังขารหรือวิญญาณ”ของตน“เกิด-ตาย ; ตาย-เกิด”วนแล้วเวียนเล่า ลงนรก-ขึ้นสวรรค์ตามที่ตน“หลง”ใน“สมมุติธรรม”อันเป็น“อัตตา”อยู่ตลอดไป พวกเรามีบารมีมาอยู่กับหมู่กลุ่มนี้ได้จะไม่ค่อยสุขค่อยทุกข์ขึ้นสวรรค์ลงนรกอย่างเขาหรอก แต่คนข้างนอกเขานรกหนักนะ นรกหนาเยอะแยะยิ่ง ต่างประเทศฆ่ากันเป็นเบื่อเขาไม่รู้สึกรู้สา เมืองไทยนี่ไม่ได้เป็นแบบนั้น นี่กำลังเล่น หมากลี่กัน สังคมประเทศไทยโดยเฉพาะการเมืองกำลังเล่น หมากลี่กัน (เล่นซ่อนหา ) นี่ขณะนี้สังคมประเทศไทยกำลังเล่น หมากลี่ แม้แต่ในวงการศาสนา ธัมมชโยยังไปเล่นหมากลี่อยู่เลย “ชีวิต”ของคนผู้นี้ก็จะวนเวียน“ตกนรก-ขึ้นสวรรค์”ไปในวัฏฏสงสารอยู่ในกาล ไปกับ“อวิชชา”ของตน “หลุดพ้นจากความวนเวียนอยู่ในกาลหรือวัฏฏสงสาร”ไม่ได้เลย เพราะอะไร? เพราะ“อวิชชา” เป็นปัจจัย จึงมี สังขาร แต่คนผู้“อวิชชา” ไม่มี“ความรู้” ว่า 1. เพราะ “อวิชชา” เป็นปัจจัย จึงมี สังขาร 2. สังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ 3. วิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป 4. นามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ 5. สฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ 6. ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา 7. เวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา 8. ตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน 9. อุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ 10. ภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ 11. ชาติ เป็นปัจจัย จึงมี โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส จึงต้องเป็นคนผู้มี“วิชชา”หรือมี“ญาณ-ปัญญา”ให้ได้ ผู้มี“วิชชา-ญาณ-ปัญญา”จึงจะมี“ความรู้” เป็นผู้“พ้นอวิชชาสวะ 8”ได้ ก็จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“การเกิด-การดับ” จึงสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“การดับชาติ”ได้สำเร็จแท้ เพราะมี“ปัญญา 8” ก็“รู้จบ”ความเป็น“ชาติ 5” อันได้แก่ (1) ชาติ (2) สัญชาติ (3) โอกกันติ (4) นิพพัตติ (5) อภินิพพัตติ (1) ชาติ คือ การเกิด ทุกอย่าง ทุกชนิด มีความหมายกลางๆทั่วไป ไม่ว่า การเกิดของพลังงานที่เป็นไปของ“มหาภูต 4”วัตถุดินนำ้ไฟลม สสาร อวกาศ มหาจักรวาล ที่ยังไม่นับเป็น“ชีวะ” ซึ่งแตกต่างจาก“การเกิด”ของ“ชีวะ” ที่เริ่มตั้งแต่ “เห็ด(อหิจฉัตตกะ)”แล้วก็“ภูตคาม-พีชคาม-เจตภูต-ปาณะ-เจตสิก-สัตตะ-จิตวิญญาณ-มนุษย์“มิลักขะ” จนถึงมนุษย์อารยะหรืออริยะแบบโลกียะ” อันยังไม่ใช่“อาริยะ”อยู่ จนกว่าจะมี“ความรู้”ขั้น“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“การเกิด”ของ“ชีวะ”ที่เป็นมนุษย์“อาริยะแบบโลกุตระ” มนุษย์อาริยะแบบโลกุตระ จึงจะ“พ้นอวิชชาสวะ 8” “อวิชชาสวะ 8” ได้แก่ (1) ไม่รู้ทุกข์ (ทุกเข อัญญาณัง) (2) ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ (ทุกขสมุทเย อัญญาณัง) (3) ไม่รู้ ความดับทุกข์ (ทุกขนิโรธ อัญญาณัง)(4) ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ ถึงความดับทุกข์(ทุกขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อัญญาณัง) (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... ว่าตอนนี้ผมกำลังวิจัยเรื่องก่อนเกิดทุกข์ครับ พ่อครูว่า... (5) ไม่รู้ในส่วนอดีต(ปุพพันเค อัญญาณัง) (6) ไม่รู้ส่วนอนาคต(อปรันเตอัญญาณัง) (7) ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตและอนาคต (ปุพพันตาปรันเตอัญญาณัง (8) ไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาทว่า สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันเกิดขึ้น(อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปันเนสุ ธัมเมสุ อัญญาณัง) ; [พระไตรปิฎก เล่ม 34 ข้อ 712] ชีวะจะมีสัญญากำหนดเพื่อจะมีสัญญาสังขารมีการกำหนดรู้ธาตุที่มันต้องการแล้วก็เอามาปรุงแต่งตัวของมันแต่มันไม่มีเวทนา มีแค่รูปสัญญาสังขารสำหรับพืช (2) สัญชาติ คือ การเกิดของสัญญาที่มีมาติดในภาวะชีวะนั้นๆ ตั้งแต่ ชีวะขั้น“เห็ด(อหิจฉัตตกะ)” (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... แต่ก่อนผมสงสัยว่า มหาภูตรูป จะกลายเป็นชีวะได้อย่างไร ผมก็เลยนึกถึงตอนเป็นเด็ก พอผมเอาน้ำใส่ขวดไว้ นานไปก็มีสีเขียวเกิดขึ้น ไปเรียนรู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากอาโปธาตุ ชีวะเกิดจากน้ำนี่แหละ คราวนี้สปอร์เห็ดที่พ่อท่านหาคำศัพท์มาว่า อหิจฉัตตกะ ผมก็เลยพอเริ่มจับได้ว่า จากอุตุมาเป็นชีวะ สปอร์เห็ดตัวนี้ มันก็จะพัฒนาไป ภูตคาม ผมเลยให้นิยามของภูตคามว่า พืชอะไรก็แล้วแต่ที่ยังไม่แข็งแรง ถ้าย้ายมันก็ตาย เช่นเกิดจากราก กำลังเกิดจากลำต้น กำลังเกิดจากยอด กำลังเกิดจากเมล็ด กำลังงอกราก ถ้าย้ายมันตายเลย อันนี้มันมีภูตะของมันอยู่ แต่พีชคาม ถ้าย้ายไปมันก็เกิดได้อีก พ่อครูว่า... อันนั้นคือภาวะการเกิดของพลังงานที่ สู่แดนธรรมพูดไป มาพูดถึงอวิชชา 8 “อวิชชาสวะ 8” ได้แก่ (1) ไม่รู้ทุกข์ (ทุกเข อัญญาณัง) (2) ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ (ทุกขสมุทเย อัญญาณัง) (3) ไม่รู้ ความดับทุกข์ (ทุกขนิโรธ อัญญาณัง)(4) ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ ถึงความดับทุกข์(ทุกขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อัญญาณัง) (5) ไม่รู้ในส่วนอดีต(ปุพพันเค อัญญาณัง) (6) ไม่รู้ส่วนอนาคต(อปรันเตอัญญาณัง) (7) ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตและอนาคต (ปุพพันตาปรันเตอัญญาณัง (8) ไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาทว่า สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันเกิดขึ้น(อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปันเนสุ ธัมเมสุ อัญญาณัง) ; [พระไตรปิฎก เล่ม 34 ข้อ 712] (2) สัญชาติ คือ การเกิดของสัญญาที่มีมาติดในภาวะชีวะนั้นๆ ตั้งแต่ ชีวะขั้น“เห็ด(อหิจฉัตตกะ)” เป็นต้นไป-ภูตคาม-พีชคาม-เจตภูต-ปาณะ-เจตสิก-สัตตะ-จิตวิญญาณ-มนุษย์อารยะหรืออริยะแบบโลกียะ และมนุษย์อาริยะแบบโลกุตระ อารยะ เป็นทางเทวนิยม แต่อริยะเป็นทางพุทธนี้แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นสายหลับตา ของชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิในยุคนี้ ถ้าให้พวกหลับตากล้า ประกาศตัวเองเพราะชาวปฏิบัติสายพุทธทุกวันนี้ก็ยังเชื่อว่าต้องหลับตาปฏิบัติเป็นนิโรธจึงจะตัดกิเลสสิ้นอาสวะได้ เขาถืออย่างนั้นกันเขาจึงไม่กล้าประกาศ เพราะเขามิจฉาทิฏฐิเสื่อมแล้วเรียนพยัญชนะมามากมาย แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจชัด เป็นต้นไป-ภูตคาม-พีชคาม-เจตภูต-ปาณะ-เจตสิก-สัตตะ-จิตวิญญาณ-มนุษย์อารยะหรืออริยะแบบโลกียะ และมนุษย์อาริยะแบบโลกุตระ เรียกกันว่า “สัญชาตญาณ” ซึ่งชีวะที่เริ่มมี“การกำหนดรู้”และเป็น“ความจำ”ใน“ชีวะ”ของตน คือ หน้าที่ของ“สัญญา” ภูตคาม มันติดอยู่กับที่ จะเป็นในน้ำหรือบนบกก็ตาม เพียงแต่ว่า “ชีวะ”ระดับ“เห็ด(อหิจฉัตตกะ)”เป็นต้นไป-ภูตคาม-พีชคาม-เจตภูต จะยังไม่มี“การผูกเวร” ไม่มี“กรรมวิบาก”ที่เกิดจาก“ความรัก-ความชัง” ยังไม่ยึดความเป็น“ตัวตน” อันมีการผูกมัดรัดรึง และมีการแก้แค้นโกรธเคือง ต่อเนื่องการข้ามชาติไม่รู้จักจบ เพราะไม่มี“ความรู้”ที่เจริญถึงขั้น“จิตนิยาม” จะยัง“ปัญญา-ญาณ-วิชชา”ที่เป็น“โลกุตระ” นี้คือ “ชาติ”ของ“ชีวะ”ที่ระดับ (2) ที่ชื่อว่า “สัญชาติ” และ“สัญชาติ”นี้ ยังมีได้“2 แบบ” คือ (1)แบบ “สัญชาติ”ของ“ชีวะ”ระดับ“พีชนิยาม”กับ (2)แบบ“สัญชาติ” ของ“ชีวะ”ระดับ“จิตนิยาม” ก็จะมี“สัญชาติ”ที่แตกต่างกัน เช่น “พีชนิยาม”ก็จะมี“สัญชาตญาณ”ในความเจริญในกรอบของ“พืช” ที่ยังไม่มี“กรรมวิบาก” ไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ ฟังความหมายที่ว่าพืชมันไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีกรรมวิบากให้ดีๆ ไม่เช่นนั้นถ้าเราไม่เข้าใจไม่ชัดตรงนี้แล้ว เราจะมาแยกพืชแยกพลังงานจิตของเราเองให้เป็นแบบพืช ถ้าเราแยกเป็นพืชไม่ได้ พลังงานมีลักษณะคุณสมบัติแบบพืชเราทำไม่ได้ เราก็สิ้นทุกข์สิ้นสุขไม่ได้ สิ้นพยาบาท ผูกเวรผูกกรรมที่จะต้องรักรัดตรึงดึงดูดกันต่อเนื่องไม่ได้เราทิ้งไม่ได้ เราจะละไม่ได้ จะต้องมีกรรมมีวิบาก มีสุขมีทุกข์อยู่

ส่วน“จิตนิยาม”ก็จะมี“สัญชาตญาณ”ในความเจริญที่ยิ่งขึ้นถึงขั้น“สัตว์”มีการสะสม“กรรมวิบาก”และมีสุข-มีทุกข์ “พีชนิยาม”หรือ“พืช”ยังไม่มี“บาป”ไม่มี“บุญ” “พืช” มันมีแค่หน่วยกิตของ“กุศล(ดี)”ของ“อกุศล(ไม่ดีหรือชั่ว)”ขึ้นไปตามประสาของ“พืช” ที่มันยังมี“หน่วยกิต”ของพลังงานที่เป็น“ชีวะ”สะสมใส่“วิบาก”ของ“พืช”เอง เป็นธรรมชาติสามัญ มันก็มีพืชแต่ละตัวแต่ละชนิดที่มันจะมีสัญญากำหนดรู้ยึดหรือไม่ยึด จะเอาหรือไม่เอา มันก็มีของมันเหมือนกัน พลังงานปรุงแต่งกันหรือ“สังขาร”ที่เรียกว่า“ชั่ว(อกุศล)ว่า“ดี(กุศล)” แม้แต่พืชก็สะสมดีชั่วเหมือนกัน สะสมลงเป็น“ชีวะ”ขั้น“กรรมวิบาก”ก็ต้องเริ่มต้นจาก“ชีวะ”ระดับ“ปาณะ” เพราะฉะนั้น สังขารหรือว่าพลังงานที่จะยึด ยึดในความเป็นชีวะที่จะเป็นกรรมวิบากมา มีทุกข์มีสุข มีรักมีชัง มีกุศลอกุศลพืชมันก็เริ่มต้นมีบ้างแล้ว แต่พอเป็นสัตว์มีรักมีชัง มีทุกข์มีสุข จากชีวะระดับ ปาณะ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ“ศีล”ไว้เป็น ข้อ 1 “อย่าไปทำให้พลังงานที่สังขารถึงขั้นปาณะตกล่วงหรือต่ำลง” อย่าไปทำ เพราะ“สังขาร”ขั้นนี้มันเริ่มเป็น“ชีวะ”ที่มี“กรรมวิบาก” ทั้งรักผูกพันกัน ทั้งชังแก้แค้น เข่นฆ่ากันข้ามชาติแล้ว ไม่เหมือน“พลังงานชีวะ”ระดับ“มหาภูต 4”หรือแม้ที่เริ่มเป็นชีวะขั้น“เห็ด(อหิจฉัตตกะ)”-ขั้น“ภูตคาม-พีชคาม-เจตภูต”ซึ่งมันยังไม่มี“ตัวตน”ที่ยึดติดเป็นกิเลสขั้น“อุปาทาน” (เจตภูต จะเป็นขั้นที่ก้ำกึ่งที่จะมีตัวตน ยึดเป็นกิเลส) แม้เป็น“ชีวะ”แต่มันยังไม่ยึดมั่นผูกพัน มีรักมีชัง จึงยังไม่มี“กรรมวิบาก”ผูกพันแก้แค้นเป็น“นิยายปุพเพสันนิวาส” เพราะฉะนั้นพวกนี้มันยังไม่เป็นนิยายบุพเพสันนิวาส ใครเคยดูกันบ้างแล้ว อาตมายังไม่เคยดูเลย แต่ได้รับฟัง มันร่ำลือว่าได้เงินเยอะ ดังไปถึงต่างประเทศ “พลังงานสังขาร”ที่เป็น“ชีวะ”ก็ต้องถึงขั้น“ปาณะ”ขึ้นไป จึงจะสะสม“กรรมวิบาก”ที่เป็นกิเลส“ผูกพัน”ยึดความเป็น“อัตตา” เริ่ม“ดูด-ผลัก”กันเป็น“รัก-ชัง”ขึ้นมามี“ตัวตน” มี“ของตน” จึงต้องระวัง“พลังงาน”เริ่มจากขั้น“ปาณะ”เป็นต้นไป ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็น“ศีล”ข้อ 1 ว่า “ปาณา ติ ปาตา เวรมณี” แล้วให้ปฏิบัติกันตั้งแต่“อย่าฆ่าสัตว์”ที่เป็น “สัตว์”ที่เริ่มมี“ร่างอันถึงขั้นเป็นกาย”กันไปทีเดียว ขอยืนยันว่า “ร่างที่มีกาย”ทีเดียวนะ! ปาณะนี่ เขาแปลว่า อย่าฆ่าสัตว์ ความจริงพลังงานนี้จะเรียกว่าสัตว์เต็มๆยังไม่ได้ ถ้าสัตว์จะใช้คำว่า สัตตะ แต่เป็นปาณะ ต้องเป็นเจตสิก มีสัตตะ แล้วจึงจะเป็นจิตนิยาม _สู่แดนธรรม... ถ้าอย่างนั้นศีลข้อนี้จึงกำหนดความละเอียดลึกกว่าสัตว์ พ่อครูว่า... ลึกกว่า ฉะนั้นผู้ที่แปลปาณะว่าสัตว์นี่ ก็ยังเข้าใจ ปาณะ เป็นพลังงานอย่างที่อาตมาไล่นี้ไม่ได้ ขออภัยไม่ได้อวดเก่ง แต่เขายังไม่มีรายละเอียดรู้พลังงานในระดับที่กำลังอธิบายอยู่นี่ มันวิวัฒน์พัฒนามาตั้งแต่ มหาภูต เป็นเห็ด _สู่แดนธรรม... ถ้าอย่างงั้นผมขอถามว่า ไม่ต้องเอามีดเชือดคอสัตว์ให้ตาย แค่ให้มันขวัญเสียก็ถือว่าทำให้ ปาณะให้ตกร่วงได้หรือยังครับ พ่อครูว่า... ใช่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ชีวกสูตร ที่บอกว่าเป็นบาปไม่ใช่บุญเป็นอันมากเลยที่บอกว่า มีเจตนาไม่ดี ตั้งแต่ 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภนฺติ หรือ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง (สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ)ชีวกสูตร ล.13 ข.60 ข้อที่ 5 นี้เอาไปปรุงเป็นอาหารเอร็ดอร่อยอย่างดีเสร็จแล้วก็นำอาหารนั้นมาถวาย ถวายแค่นั้นนะยังไม่ได้รับ ยังไม่ได้กินนะ ยังไม่ได้ฉันนะ นำมาถวายภิกษุหรือพระพุทธเจ้า บาปข้อสุดท้ายจบ อกัปปิยะ ควรจะทำอย่างนี้เลยควรจะทำอย่างนี้เลย อย่าว่าแต่ให้พระฉันเนื้อสัตว์เลยแค่นำเป็นอาหารมาถวายแค่นี้ก็บาปหนักที่สุดข้อที่ 5 แล้ว ฟังความนี้เป็นไหม อาตมาไม่ได้มาบิดเบี้ยวแปลงสาร นะ พูดถึงลักษณะบาปบุญให้ฟังชัดๆ คนที่รู้ละเอียดอย่างอาตมาจะไปกินไหมเนื้อสัตว์ คนไม่รู้อย่างอาตมาก็แน่นอนซัดเข้าไปปากมอมเลย รู้อย่างอาตมาจะไปกินได้ยังไง เพราะอาตมาเชื่อบาปเชื่อบุญ _สู่แดนธรรม... จะถามต่อนะครับ ในชาวอโศกเราไม่ได้มีการฆ่าสัตว์อย่างนั้นแล้ว ผมจำได้ว่าตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มอยู่สันติอโศก ตอนนั้นสมัครเป็นอารามิกอยู่ในความดูแลของท่านสมณะ ท่านฟ้าไท ท่านอาจารย์ 1 ท่านเคยเทศน์ไว้ว่า อย่าได้ไปทำให้จิตของคนเราตกร่วง คือถ้าหากทำให้จิตของเขาตกร่วงจะถือว่าทำปาณาติบาตได้หรือไม่ครับ พ่อครูว่า... ได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ปาณาติปาตา เวรมณี ปาตะคือตกร่วง ยังไม่ถึงฆ่า _สู่แดนธรรม... คือด่าว่ากันหรือไม่ครับ พ่อครูว่า... ทำให้จิตของเขาเสื่อมลง ปาณะมันเสื่อมลง มันตกร่วงก็คือมันต่ำลง เสื่อมลง อย่าฆ่าสัตว์นี้ก็หยาบแล้วมันบาปใหญ่แล้ว ลึกไปกว่านั้นก็ยังมีบาปละเอียดลงไปอีก ท่านอนุโลมให้เป็นพื้นฐานขั้นต้น ขั้นหยาบ อย่าฆ่าสัตว์ การฆ่าสัตว์นั้น ฉะนั้นการฆ่าคนจะบาปไหม ...บาป ก็แค่ฆ่าสัตว์นี้เขาก็ยังไม่รู้เรื่องกันเลยคน ใช่ไหม จะไปพูดทำไมถึงละเอียดละออไปถึงขั้นปาณะ ขั้นอะไรอีก อย่าไปทำให้ตกร่วงนะ ถือว่าเป็นบาปเหมือนกัน เพราะฉะนั้นศีลข้อ 1 ปาณาติปาตา ปฏิบัติกันตั้งแต่อย่าฆ่าสัตว์ที่เป็นสัตว์ที่มี“ร่าง”ที่ยังไม่เป็น“กาย”คือ “ร่าง(สรีระ)”ที่เป็น“ซากศพ” หรือ“ร่าง”ที่ไม่มี“กายภายใน”ร่วมรับรู้กันเป็น“อายตนะ” “อายตนะ”คือ “ภาวะที่ทั้งรวมกันของภาวะ 2 คือ “อายกับตน”ที่ผู้“อวิชชา”แยกไม่ออก ต้องเป็นผู้มี“วิชชา”จึงจะแยกออกได้ว่า เป็นภาวะของ“นาม-รูป”เป็นต้น นำรูปปรุงแต่งก็เป็นอายตนะ ในปฏิจจสมุปบาท สังขารวิญญาณนามรูปอายตนะ เป็นกลุ่มหนึ่ง รายละเอียดต่อไปอีกเป็นผัสสะเวทนาตัณหาอุปาทานภพชาติอีกกลุ่มหนึ่ง หรือจะเอาภพชาติไว้ทั้งสองนี่ก็ได้ เกิดเป็นภพเป็นชาติ เพราะฉะนั้นเอาแต่แค่ผัสสะเวทนา ตัณหาอุปาทานอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ ปรุงแต่งกันตามผัสสะแล้วก็มีเวทนา ส่วนรูปนามนั้นหยาบกว่า ผัสสะก็เป็นขั้นเวทนาจะละเอียดขึ้น เพราะฉะนั้นจะละเอียดไปถึงขั้นเรียนเวทนาก็ไปแยกเวทนาที่จะมีตัณหาหรืออุปาทานในเวทนา แล้วก็จัดการกับตัณหาหรืออุปาทาน จัดการตัวนั้นได้ ภพ ชาติ จึงจะดับ นี่อธิบายเสริม หรือเป็น“ภาวะ 2”ของ“กาย-จิต” และ“ภาวะ 2”อื่นๆอีกมีมากมาย ที่สำคัญคือ แยก“เหตุ”กับ“ปัจจัย”ที่มันร่วมปรุงแต่งกันอยู่เป็น“สังขาร”ทั้งหลาย เช่น ใน“ปฏิจจสมุปบาท”เป็นต้น ผู้มี“วิชชา”หรือ“ปัญญา-ญาณ”ก็สามารถแยกออกได้ตั้งแต่ภาวะหยาบไปถึงภาวะละเอียด หยาบคือ ตั้งแต่เป็น“ดินนำไฟลม”อันเป็น“มหาภูต 4”ที่ยังไม่เป็น“ชีวะ” จาก“พลังงานมหาภูต 4”จึงจะเจริญเป็น “พลังงานชีวะ”เริ่มตั้งแต่“เห็ด(อหิจฉัตตกะ)”แล้วจึงค่อยเจริญขึ้นๆเป็น“ภูตคาม”ชีวะที่เกิดแต่“หัว” แล้วก็เป็น“พีชคาม”ชีวะที่เกิดแต่ราก จากนั้นก็จะหลุดลอยตัวออกเป็นตนเอง”ชื่อว่า พลังงาน“เจตภูต” ซึ่งยังไม่มีที่เกาะที่ยึดใด “เจตภูต”เมื่อมี“แห่งที่อาศัย”หรือมี“แหล่งที่เกาะที่ยึดได้”ก็เป็น“ปาณะ” “ปาณะ”สูงขึ้นก็ไปสู่“เจตสิก”สู่“สัตตะ”สู่“จิตวิญญาณ” “พลังงานชีวะขั้นจิตวิญญาณ”จึงเป็น“วิทยาศาสตร์” ชั้นสูงละเอียดยากกว่าจะรู้ได้ยิ่งกว่า“พลังงานชีวะขั้นพืช” ซึ่ง“พลังงานชีวะขั้นจิตวิญญาณ”นั้นที่สูงถึงขั้น“จิตนิยาม”แล้ว ก็ยังมีแบ่งเป็น“สัตว์”แบ่งเป็น“คน” และแน่นอน“สัตว์”ก็ยังมีความเป็น“สัญชาตญาณ”แตกต่างจาก“คน”แน่ๆ ซึ่งก็ต้องศึกษาจึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ละเอียดลออ ทีนี้มาถึงคำว่าสัญชาตญาณของสัตว์ มันจะยังไม่พัฒนานัก แต่มันจะมีธรรมชาติของการพัฒนาของสัตว์แต่ละตัวเหมือนกัน โดยธรรมชาติมันก็พัฒนาของมันเหมือนกัน จนกว่ามันจะพัฒนามาเป็นคนได้เหมือนกัน แต่เป็นคนชั้นต่ำก่อน อย่างในศาสนาฮินดูเขาจะบอกว่ามีตั้งแต่คนแคระ เป็นหมู เป็นสิงห์ เป็นคนแคระ ค่อยๆโตขึ้นมาพัฒนาขึ้นมาอะไรพวกนี้ จะมาก็ชักเลือนๆไปแล้วเหมือนกัน ของพวกฮินดู ไม่ได้ทบทวน เขาก็มีของเขาเหมือนกันแต่ของพุทธนี่ละเอียด เพราะฉะนั้นจะต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงให้ละเอียดลออไป ตามลำดับ (3) โอกกันติ คือ “การเกิด”ระดับกลาง ที่จะเรียนรู้“ภาวะ 2”ได้อย่างสำคัญ ถ้าแค่ขั้น“โลกียะ”ก็รู้แค่“ชั่ว-ดี” เป็น“อกุศลวิบาก-กุศลวิบาก” ซึ่งสำหรับ“สัตว์”เดรัจฉานก็มีการสะสมใส่“วิบาก”เป็น“ผลกรรมของตน”ไปตามยถากรรม สัญญามันก็โตขึ้นกำหนดดีกำหนดชั่วได้จะเห็นได้ว่าสัตว์บางตัวเป็นสัตว์มีเมตตา สัตว์ส่วนใหญ่มันก็ไม่มีเมตตาถ้าใครไปทำอะไรมัน มันยึดมันถือ มันก็ไม่ฟังเสียงเลยใช่ไหม มันก็เหมือนกับคนที่เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ถ้าอะไรมาแตะสิ่งที่ตัวเองหวงแหนตัวเองต้องการ ก็แย่งชิงกันเข่นฆ่ากัน ก็เหมือนกับจิตวิญญาณสัตว์ ส่วน“เทฺวนิยม”ก็ยังเป็น“ความรู้”ตามแบบ“โลกียะ” แค่ความรู้ที่เป็น“เฉโก”อยู่ ยังไม่มีพัฒนาการเป็น“โลกุตระ” ถ้าสัตว์ชั้นต่ำมันก็แยกออกยาก แต่มันก็จะวิวัฒนาขึ้นเป็น“สัตว์เจริญ”ขึ้นตามยถากรรม ตามพัฒนาการของไหวพริบที่สัตว์แต่ละตัวจะพึงมี กว่าจะ“รู้ดีทำดี-รู้ชั่วละชั่ว”นั้น ก็ต้องสะสม“ไหวพริบ”ใส่ตัวตนกันไป เจริญขึ้นตามลำดับๆ ซึ่ง“สัตว์เดรัจฉาน”หรือ“ปุถุชน”คนผู้ยัง“อวิชชา”นั้น จะเริ่มเรียนรู้“ดี-ชั่ว”ไปตามไหวพริบของภูมิธรรมแห่งคนแต่ละคนหรือสัตว์แต่ละตัว ตาม“ธรรม”ที่มีทั้ง“สมมุติธรรม” ทั้ง“ปรมัตถธรรม” “พืช”ยังแยก“ดี”แยก“ชั่ว”ใน“กรรมกิริยา”ไม่ได้เลย “พืช”มันก็แค่พัฒนาเนื้อหาสาระของตัวมันเองเท่านั้น “พืช”ก็พัฒนาหรือเสื่อมไปตามเหตุปัจจัยแวดล้อม มากกว่า เพาะพืชมันยังไม่มีความเป็น“ตัวตน”แข็งแรงพอ “สัตว์”ก็จะมี“พลังความเป็นตัวตน”แข็งแรงกว่า“พืช” “สัตว์”เริ่มพอรู้ว่า อะไรควร-อะไรไม่ควร จึงมีพัฒนา การ คือ“สัตว์”เริ่มจะสามารถแยก“กุศล”แยก“อกุศล”ได้ไปตามลำดับของ“สัตว์”ที่เจริญสูงขึ้นตาม“ขั้นชั้น”แต่ละขั้นๆ แต่“สัตว์”ก็ยังไม่ยึดถือจริงจัง“ดี-ชั่วเป็นเรื่องสำคัญ ทำชั่วก็ได้ขอให้ได้ทรัพย์สินเงินทองลาภยศอย่างที่เห็นกันในนักการเมืองเจ้าประคุณเอย ดูแล้วเบื่อไม่ลงเลยนะ “คน”จึงจะนับเอา“ดี-ชั่ว”เป็นการวัดระดับการเจริญของคน ของสังคมตาม“สมมุติธรรม”ของแต่ละหมู่เหล่า เพราะฉะนั้นไม่เที่ยง ชั่วดีไม่เที่ยงตามสมมุติแต่ละหมู่กลุ่ม ทั้ง“สัตว์เดรัจฉาน”ทั้ง“ปุถุชน”คนผู้ยัง“อวิชชา”ต่างก็“มีสุข-มีทุกข์” แต่ยังไม่มี“วิชชา”เรื่อง“สุข-ทุกข์”แน่นอน จะมีก็แต่“ไหวพริบ”ที่เป็น“สัญชาตญาณ”ของแต่ละตนของตนที่จะพึงสะสมอัตราการก้าวหน้าให้แก่ตนตามชอบ สะสมมาเป็น“อุปาทาน”ใส่“สัญญา”เป็น“สัญชาตญาณ”ที่เจริญตามที่ตนเองชอบ สูงขึ้นหรือต่ำลงไปตามลำดับแห่ง“ไหวพริบ” หรือ“ปฏิภาณ”ของสัตว์หรือปุถุชนนั้นๆ ที่ยึดไปตามประสา ตามประสาผีเข้าผีออกกิเลสเป็นหลัก ซึ่งเป็น“ดี”เป็น“ชั่ว”ก็ตาม“โลกียธรรม”สามัญทั่วไป สัตว์มันก็จะเจริญไปตามประสาของมันแต่ละระดับ คนที่ยังเป็น“ปุถุชน”ก็จะเจริญกันไปตาม“ธรรม”ที่เป็น “โลกียธรรม”ซึ่งจะไม่มี“ความเที่ยงแท้” เป็นแต่“สมบัติผลัดกันชม” แย่งไปหมุนเวียนกันไป ตกนรกขึ้นสวรรค์ สมบัติผลัดกันชม ขออธิบายให้ละเอียดแซมไป ขอถามพวกเรา คุณทักษิณตกนรกหรือขึ้นสวรรค์? ...ตกนรก ถามอีกที ทักษิณตกนรกหรือขึ้นสวรรค์? ....ตกนรก ทำไมเก่งจังเลย เขาขึ้นสวรรค์ชั้น 14 คุณจะไปว่าเขาตกนรกได้อย่างไร เห็นไหมความหลงของคน ดึงดันจะขึ้นสวรรค์ชั้นที่ตัวเองดันทุรัง แต่พวกเรามองออกแล้วว่าเป็นนรก เพราะพวกคุณไม่ทำ ใช่ไหม นรกจะไปทำทำไม แต่เขาไม่รู้เขาหลงว่าเป็นสวรรค์ เห็นไหมนรกกับสวรรค์ มันเป็นความโง่ เป็นมายาหลอกอย่างนี้ สุขทุกข์เป็นนักมายากล มันหลอกอย่างนี้ เขานึกว่ามันเป็นสุขเขาก็เป็นสุข เขาได้แล้วเขาสุข ได้นรกเขานึกว่าสุข แต่เรามองออกว่านรกสวรรค์คืออะไร นี่คือภาษาสิริมหามายา ขอบคุณคุณทักษิณที่ให้มาเป็นตัวอย่างได้อธิบายวันนี้ แต่อาตมาไม่เอาอย่างคุณหรอก พวกเราก็ไม่เอา แต่ว่าต้องเอามาอธิบาย (อีก 9 นาที ) พวกนี้ยังแย่งชิงกัน ถึงขั้นแย่งฆ่ากัน ยังไม่รู้“กรรมวิบาก”ดี หรือยังไม่เชื่อ“กรรมวิบาก”จริงจัง ก็“เกิด-ตาย ; ตาย-เกิด”กันหมุนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร ชาติแล้วชาติเล่านับชาติไม่ถ้วน นี่ยังจะหมุนวนเวียนไปขออภัยแถมอีกนิด อย่างคุณทักษิณเกิดมาชาตินี้ ได้สมบัติวั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน