ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 2 อาตมาเอาของคุณ ทำมาด้วยใจใต้ร่มโพธิ์ อ่านมาได้หน่อยหนึ่งแล้วหลายหน้า ซึ่งได้วิเคราะห์วิจัย พรหมชาลสูตร จนมาถึงข้อ 4 รอฟังผ่านไปถ้าไม่ถึงภูมิก็ผ่านไป
(4) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล (อมราวิกเขปิกทิฏฐิ 4) 13. เกรงว่าจะพูดปด //จึงพูดปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ มิใช่ (อะไร) ก็ไม่ใช่ 14. เกรงว่าจะยึดถือ จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 15. เกรงว่าจะถูกซักถาม จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 ไม่รู้ชัดว่านี่กุศลหรืออกุศล ถ้าพยากรณ์ชำนาญการโต้ ถ้าหากมีบัณฑิตผู้เข้าใจวาทะ โต้เหมือนกับลูกธนู เราก็จะตอบโต้ไม่ได้ ก็เลยพูดปฏิเสธ 16. เพราะโง่เขลา จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย ใครมีความเห็นอย่างไรก็ว่าไปตามเขาอย่างนั้น จึงมีความเห็นดิ้นได้ ไม่ตายตัว ทั้งหมด 4 ประการเป็นความเห็นแบบปลาไหลใส่สเก็ตทาจารบีวิ่งบนลานน้ำแข็งลื่นและไม่หกล้มด้วยนะ
(5) หมวดเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ (อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ) มี 2 อย่าง เห็นว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ 17. เห็นว่าสิ่งต่างๆ มีขึ้นเอง โดยไม่มีเหตุ เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ พวกเทวดาชื่อว่า อสัญญีสัตว์ ได้จุติ(เคลื่อน)เข้ามา หรือเคลื่อนออกไป จุติ เพื่อออกจากชั้นนั้น เพราะความเกิดออกจากสัญญา พวกเทวดาชื่อว่า อสัญญีสัตว์ เพราะฉะนั้นดับเป็น อสัญญีสัตว์ ได้แล้ว พ่อครูว่า…คุณก็จุติใหม่ก็เคลื่อน ออกจากชั้นนั้น เพราะความเกิดของสัญญา สัญญาคุณไม่ดับหรอก ไม่หมดหรอก แต่คุณดับสัญญาแต่มันก็มีสัญญาอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นสัญญาเมื่อบรรลุเจโตสมาธิ เมื่อจิตมันตั้งมั่น สะกดแน่แน่นเข้าไปแล้ว สัญญาตามระลึกความเกิดแห่งสัญญา สัญญาก็จะทำงานตามระลึกถึงความเกิดของสัญญา มันเป็นคว
อ่านต่อ
ามจำ มันเป็นความกำหนดรู้ นี่คือหน้าที่ของสัญญามันทำได้ เพราะฉะนั้นมันมีความจำใช่ไหม อีกเยอะแยะเลยที่มันจะไปกำหนดรู้ได้อีก จึงกล่าวว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ เพราะเหตุอะไร เพราะข้าพเจ้าเมื่อก่อนไม่ได้มีแล้ว เพราะ อสัญญีสัตว์ ดับไปไม่มีความรับรู้ แต่สัญญามันก็มีอยู่มันก็ปรุงแต่งขึ้นมาว่า โอ๊ ไม่มีนี่ อสัญญีสัตว์ โลกก็ไม่มี อัตตาก็ไม่มี แต่เพราะเหตุอะไร เพราะข้าพเจ้าก่อนนี้ก็ไม่มี ก็เดา แต่ตอนนี้เราก็ไม่มี (ระลึกตามสัญญาลงไปแล้วไม่เจออะไร ไม่มีสัญญาใดๆ เป็น อสัญญี คือความดับดำมืด ระลึกได้ เท่าที่สามารถจะตามกำลังของจิต ต่อจากนั้นไประลึกไม่ได้ เหมือน อาฬารดาบสก็ดี อุทกดาบส ก็ดี ทำหยุดได้แล้ว คือนั่งหลับตาสะกดจิต สุดท้ายมันจะไปจบ อสัญญีสัตว์ ทั้งนั้น เช่น สัตตาวาส 9 ฌาน 1 2 3 4 เป็นมิจฉาฌาน พอไปถึงขั้นดับ อสัญญีสัตว์ เขาก็หลงว่า อสัญญีสัตว์ เป็นนิโรธดับความรู้ ดับความนึกคิดตามจำ มันกลายเป็นไม่ปรุงแต่ง แต่สัญญามันยังมีอยู่มันก็ทำงานพิเศษ เพราะฉะนั้น อรูปฌานอีก 4 ของ สัตตาวาส 9 จาก อสัญญีสัตว์ ก็ไปอีก 4 อย่างรวมเป็น 9 อันนี้จะมี อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ แล้ว วันนี้จะมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นตัวโง่ที่สุด อันนี้จะใช่ก็ไม่ใช่ จะไม่ใช่ก็ไม่ใช่ จะรู้ก็ไม่รู้ จะไม่รู้ก็ไม่รู้อันนี้มันเคลิ้มๆ สารพัด สัญญาทำงานสารพัดก็คือ เนวสัญญา สัญญากำหนดไปได้สารพัดเละเทะ แต่ไม่รู้เรื่องสักอย่าง พวกนี้เป็นพวก โง่สำมะปี๋ โง่มะลำมะลอย โง่ทั่วทิศทั่วแดน โง่สมบูรณ์แบบ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เป็น สัตตาวาส ข้อที่ 9 เพราะฉะนั้นพวกระลึกได้อย่างนี้ก็นึกว่ามันเกิดอย่างลอยๆ แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ามีเห็นไหมมันก็ยังมีตัวตน (เมื่อหมดพลังกดข่ม สัญญาที่ดับไม่ถูกวิธี ) เมื่อรู้ตัว ก็คลี่คลายขยายตัว เกิดมีขึ้นเพราะไม่ได้น้อมไป เพื่อเป็นผู้สงบแล้ว (ไม่ได้ ทำสมถะต่อเนื่อง หมดฤทธิ์การกดข่ม ) 18. นักเดา เดาเอาตามความคิดคาดคะเนว่า สิ่งต่างๆ มีขึ้นเองโดยไม่มี เป็นนักตรึกนักค้นคิดอันนี้แหละเป็นพวกฟุ้งซ่าน แสดงปฏิภาณตามที่ตรึกได้ พวกสญชัยเวลัฏฐบุตร แล้วมีทิฏฐิบัญญัติว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ อปรันตกัปปิกวาท ผู้ปรารภเบื้องปลาย แบ่งย่อยออกเป็น 44 สำนัก (อนาคตอีก 44) พ่อครูว่า… อาตมาว่าใครที่สนใจส่วนตัว ก็ไปอ่านจากพระไตรปิฎกนะ แล้วก็ทำความเข้าใจเท่าที่ทำได้ สงสัยก็มาถามเอาแต่ละคนก็แล้วกัน เพราะว่า ถ้าอธิบายไปอีก อ่านไปอีก จะเข้าใจยาก อาตมาก็อธิบายไม่ง่าย ยากเหมือนกัน ต้องพยายามที่จะอธิบาย ก็จะเสียเวลาไปมาก เพราะมันเกินฐานปฏิบัติจริงของพวกเรา ผู้ที่จะรู้ทิฏฐิทั้งหมดครบ 62 อดีต 18 อนาคต 44 ก็พระอรหันต์ที่เป็นพระพุทธเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อรหันต์ระดับที่ 6 ขนาดอาตมาอรหันต์ลำดับที่ 4 ยังไม่ถึงอรหันต์ลำดับที่ 6 ไม่สับสนนะ อรหันต์ระดับที่ 1 2 3 4 5 6 ไม่สับสนนะ ดีแล้วพวกเราเรียนรู้ชัดเจนกำหนดบัญญัติ กำหนดสภาวะ แม้เราจะยังไม่ถึงแต่เราก็เข้าใจแล้วว่า อ๋อ มันมีขั้นชั้น เพราะฉะนั้น กล่าวคำว่าอรหันต์ มันจึงมีการหมุนรอบเชิงซ้อน ก็มีกับไม่มี เป็นหรือไม่เป็น กลับไปกลับมา อรหันต์แล้วทำไมจะต้องมามีเมีย ต้องมาแต่งงาน เป็นโพธิสัตว์ระดับสูงแล้ว จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้าเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้าชาติที่เป็นพระพุทธเจ้ายังต้องแต่งงานมีเมียมีลูกอีกเล่า นี่มันก็งงใช่ไหมก็สับสน เป็นไปได้ยังไง เป็นไปแล้วก็ต้องไม่มีสิ แต่เป็นได้สำหรับบางองค์ อย่างอาตมานี่เคยพูด ว่าอาตมาจะพยายามบำเพ็ญตน ให้ปางสุดท้ายที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจะไม่มีการแต่งงาน จะไม่มีเมีย ไม่มีพวกนี้ ตั้งจิตไว้อย่างนั้นเลย จะเป็นพระพุทธเจ้าที่ปางสุดท้าย มันทำให้คนงง แต่ที่จริงที่มีเมียนั้นสูงกว่า ที่ไม่มีเมียนะ สูงกว่า ไม่มีเมียนี่มันง่าย มีเมียแล้ว ไปมีเมียแล้วก็มีเหตุปัจจัย ที่จะต้องบริหารเนี่ย ยากกว่าที่ไม่มีเมีย ไม่มีเมียนี่บริหารง่าย คนเดียว มีเมียนี่ เราคนเดียวบริหารตนเองก็ยังไม่ง่าย แล้วไปเอาอีกคนมาเป็นคู่ชีวิตบริหาร เอาเถอะ ใครไม่รู้ก็มีก็แล้วกัน อ้าว อาตมาก็ขอผ่านอันนี้ไว้ อนาคต 44 นี้มันก็จะเยอะแยะไม่ใช่น้อยๆ ก็ขอผ่านไปก็แล้วกัน นี่เขาก็วิจัยอะไรมาอีกแผ่นหนึ่ง ที่เป็นความคิดไปมากๆ เข้ามันจะกลายเป็น โลกยตศาสตร์ จะเป็น โลกจินตามากนะ 660922 สัทธรรม 7 ที่จะทำให้เกิด ฌานของพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก