ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 1 ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร เป็นสูตรที่ว่าด้วยความคิดความเห็น วาทะของคน เกิดจากอะไร อะไรคือที่ตั้งของทิฏฐินั้น มีที่มาที่ไปแบบไหน นำพาชีวิตเราให้ดำเนินไปอย่างไร ความคิดความเห็นหรือวาทะ เอามาเป็นคำพูดของคนเกิดจากอะไร ทำให้เราได้รู้ว่า อะไรคือศัตรูตัวร้ายกาจของเรา แล้วเราจะมีกลยุทธ์ กลอุบายอย่างไรในการต่อสู้อย่างไรให้รอดพ้นออกมาได้อย่างมีอิสระเสรี ยิ่งกว่าเอกราชทั้งปวง พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงพระสูตรนี้ว่าคือ ตำราพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยม เป็นพระสูตรแรกในพระไตรปิฎกเล่มที่ 9 คือเล่มที่เริ่มพระสูตร เมื่อปุถุชนจะกล่าวชมตถาคต ชมได้เล็กน้อยเพียงเรื่องศีลเท่านั้น (ปุถุชนไม่มีปัญญามากพอที่จะรับรู้ความรู้ลึกซึ้งละเอียดลออ พอจะรับรู้ได้เรื่องความดีของศีลเท่านั้น) เรื่องของศีลก็จะมี จุลศีล 26 ข้อ มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีล 7 ข้อ นี่คือ รากฐานของศาสนาพุทธ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธภิกษุทั้งหลายไม่มีแล้วเรื่องศีลนี่ ไม่ได้ใส่ความเป็นเรื่องจริง ไม่มีความรู้ไม่เอาถ่านกับเรื่องศีล ไปมีวินัย 227 เพราะฉะนั้นไปถามภิกษุเถอะ..ภิกษุท่านถือศีลเท่าไหร่ ท่านจะตอบว่าอย่างไรก็ตอบว่า 227 ข้อ เขาเอาวินัยมาตอบ นี่คือหลักฐานชัดเจนยืนยันว่า ภิกษุทุกวันนี้เสื่อมถึงขั้น ไม่มีศีลของพระพุทธเจ้า แต่เขายังมีวินัย ถ้าวินัยปาราชิก 4 เขายังดีอยู่ สังฆาทิเสส 13 เขายังดีอยู่ก็ยังพอทำเนา แต่เดี๋ยวนี้เละหมดเลย ปาราชิก 4 ก็เละ สังฆาทิเสส 13 ก็เละ ไม่ต้องไปพูดถึงปาจิตตีย์ อาบัติอื่น ที่อ่อนแรงกว่านั้น โอ้โห ถือว่ากันว่าเป็นเรื่องปกติ ถือเป็นเรื่องละเมิดได้ปกติ หรือไปมีเอาสิ่งที่มันผิดในเดรัจฉานวิชา ซึ่งเป็นข้อห้ามในมหาศีล เขาไม่รู้เรื่องเลยเอามาใส่ไปหมดเต็มไปหมดเลย เป็นพิธีการเป็นระบบระเบีย
อ่านต่อ
บอย่างโน้นอย่างนี้ นั่นแหละแล้วก็ไม่เข้าใจ ไม่แตกฉานในเรื่องของคำความของพระพุทธเจ้าอธิบาย ในมหาศีล เดรัจฉานกถา เดรัจฉานวิชาเต็มไปหมด เดรัจฉานคืออะไร ได้รับฉันคือมันขวางทางนิพพาน เดรัจฉานวิชาก็คือความรู้ที่มันขวางทางนิพพาน กถาคือคำพูดที่ขวางทางนิพพานกลายเป็นคำพูดก็ขวางทางนิพพาน คำบรรยายก็ขวางทางนิพพาน คำอธิบายธรรมะก็ขวางทางนิพพาน เป็นเดรัจฉานกถาไปหมด การรู้การปฏิบัติประพฤติทุกอย่างเป็นเดรัจฉานวิชาหมดแล้วไม่มีทางไปนิพพานเลย เพราะฉะนั้นมหาศีลของเขามีเต็มไปหมด ขวางทางนิพพาน พิธีการต่างๆไสยศาสตร์ต่างๆ เต็มไปหมด นี่คือความเสื่อมที่น่าสงสารมาก อาตมาถึงต้องลาออกมาจากเถรสมาคม เพราะมันสุดจะแก้ ไปแก้ไม่ได้เลย แตะตรงไหนก็เละไปหมดเลย สร้างใหม่ดีกว่า อาตมาจะต้องลาตามธรรมวินัยพระพุทธเจ้า ลาออกอย่างถูกต้องต่อหน้าสงฆ์ 180 รูป ที่วัดหนองกระทุ่ม อาตมาก็ประกาศลาออกมาตั้งแต่ในวันที่ 6 สิงหาคม 2518 เสร็จแล้วก็ออกมาเป็นนานาสังวาสตั้งแต่บัดโน้น วันร้ายคืนร้าย พ.ศ.2532 มหาประยุทธ์ก็เขียนหนังสือขึ้นมา 3 เล่มซัดอาตมา พวกคณะสงฆ์ก็ซัดเล่นงานอาตมาไป โอ้โห ลากกันจนต้องขึ้นศาล ให้ฆราวาสมาตัดสินอะไรต่ออะไรเละ ผิดธรรมวินัยอะไรกันไป เอาละพอ อาตมาก็ไม่กล่าวต่อ นี่ก็คือเรื่องวิบากของอาตมามันเป็นจริง ที่อาตมาต้องทำงาน อาตมาก็ไม่ได้ท้อแท้แต่เหนื่อยจังเลย แต่ก็เป็นไปได้ ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริงฺ เป็นไปได้จนถึงวันนี้ ต่อของคุณทำมาด้วยใจ... เรื่องของศีลก็จะมี จุลศีล 10 ข้อ มัชฌิมศีล 26 ข้อ มหาศีล 7 ข้อ ธรรมะอย่างอื่นที่มีความลึกซึ้ง สงบประณีต ละเอียดคาดคะเนเอาไม่ได้เป็นเรื่องของบัณฑิต คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง สงบปานใดประณีตอย่างไรละเอียดถึงขั้นนิพพาน คาดคะเนเอาไม่ได้ อตักกาวจรา รู้ได้เฉพาะบัณฑิตแท้ ไม่ใช่บัณฑิตที่ไปสอบมาจากตำราอาจารย์ให้คะแนนมาเป็นบัณฑิตสอบไม่ใช่ แต่เป็นบัณฑิตที่เกิดจากสภาวะจริง บัณฑิตอย่างอาตมาเกิดจากสภาวะจริง อาตมาไม่ได้ไปสอบ ไม่มีใครมาให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ก็ไม่มี ปริญญาตรีแม้แต่สักใบก็ไม่มี อย่าไปว่าปริญญาเอกเลย แม้แต่ปริญญาจัตวาก็ยังไม่มี อย่างท่านประยุทธ์นี้มีปริญญาเอกกิตติมศักดิ์จากทั้งในและต่างประเทศเยอะแยะ ปริญญากิตติมศักดิ์จากศาสนาพุทธนอกประเทศก็ให้ในประเทศก็ให้ เขาก็เข้าใจเห็นว่ามีค่ามีราคาละเอียดลออก็ดีแล้วเริ่มต้น ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนให้ผู้อื่นรู้แจ้ง นี้เป็นเหตุให้กล่าวชม ตถาคตพูดถูกต้องตามความเป็นจริงโดยชอบเพราะฉะนั้นจะชมก็ชมตรงปัญญาไม่ใช่ชมที่ศีลเท่านั้น ปัญญาที่พระพุทธเจ้าทำให้แจ้งด้วยพระองค์เอง มันยิ่งกว่าศีลสรุปตรงนี้ ธรรมเหล่านั้นคือทิฏฐิ 62 ประกอบด้วยอดีต 18 อนาคต 44 ซึ่งเป็นดังดุจตาข่ายปกคลุมเอาไว้ เมื่อโผล่ก็โผล่อยู่ในตาข่ายนี้ ติดอยู่ในตาข่ายนี้ เปรียบเหมือนชาวประมงผู้ชำนาญ ใช้แหตาถี่ ทอดลงหนองน้ำเล็กๆ แทบจะติดไข่ปลาเลยนะ บรรดาสัตว์ตัวใหญ่ในหนองน้ำนี้ทั้งหมดถูกครอบเอาไว้ มันก็ตกอยู่ในข่ายนั้น ผุดขึ้นก็ผุดอยู่ในแหนี้ ติดอยู่ในแหนี้ นี่แหละคือพวกติดอยู่ในโลกียะ พระพุทธองค์รู้ชัด ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ และการเกิดขึ้นของทิฏฐินั้น ว่ามีมูลเหตุมาจากอะไร จะมีวิธีทำให้ความเกิดนั้น มันดับด้วยกลวิธีอย่างไร ซึ่งการเกิดทิฏฐิ 62 นั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งหมด (เป็นคุกขังสัตว์ ที่แข็งแกร่งที่สุด ) เมื่อพุทธะเกิด อริยสัจ 4 จึงถูกเปิดเผย อริยบุคคล 4 จึงจะสามารถเกิดขึ้นได้ มาดูกันว่าพราหมณ์ต่างๆในยุคพระพุทธองค์นั้นก็คือพระต่างๆในสมัยนี้นี่แหละ พราหมณ์ต่างๆคือผู้เสื่อมจากจรณะ 15 วิชชา 8 นั่นเอง พราหมณ์ก็คือพระ พระก็คือพราหมณ์ในศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์มันสลับกันไปสลับกันมา พราหมณ์เสื่อมพุทธขึ้น พุทธเสื่อมพราหมณ์ก็ขึ้น วนกันไปอย่างนั้นเป็นภาวะ 2 มาดูกันว่าพระพุทธองค์มีวิธีแก้ไขอย่างไร เราทำตามได้ไหม การสรรเสริญคุณจะถูกต้องมากน้อย ตามที่เราปฏิบัติได้เข้าถึงได้ เกิดจริงที่เรามากขึ้นมากขึ้นไปตามลำดับ มาเริ่มต้นที่ อดีต 18 ก. ปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิ ๑๘ [๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นไปตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ๑๘ ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นไปตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ ๑๘ ประการ. สัสสตทิฏฐิ ๔ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ? ปุพเพนิวาสานุสสติ ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ นี้เป็นฐานะที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยงย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง. สัสสตทิฏฐิ ๔ [๒๘] ๒. อนึ่ง ในฐานะที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง? [๒๙] ๓. อนึ่ง ในฐานะที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมี ทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคน บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง. [๓๐] ๔. อนึ่ง ในฐานะที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคน
จบภาณวารที่หนึ่ง. เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๔ [๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่าง ไม่เที่ยง จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกนั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่าง ไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการ? ๕. (๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน บรรดาสัตว์จำพวกนั้น ผู้ใดเกิดก่อน ผู้นั้นย่อมมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราเป็นพรหม เราเป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครข่มได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้ว และกำลังเป็น ที่พระพรหมผู้เจริญนั้นนิรมิตแล้วนั้นเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้ เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้วจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง. [๓๒] ๖. (๒) อนึ่ง ในฐานะที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่า ขิฑฑาปโทสิกะ มีอยู่ พวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา เมื่อพวกนั้นพากันหมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์ คือ การสรวลเสและการเล่นหัวจนเกินเวลา [๓๓] ๗. (๓) อนึ่ง ในฐานะที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชื่อว่า มโนปโทสิกะ มีอยู่ พวกนั้นมักเพ่งโทษกันและกันเกินควร เมื่อมัวเพ่งโทษกันเกินควร ย่อมคิดมุ่งร้ายกันและกัน เมื่อต่างคิดมุ่งร้ายกันและกันจึงลำบากกายลำบากใจ พากันจุติจากชั้นนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่สัตว์ ผู้ใดผู้หนึ่งจุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้ว ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต นี้เป็นฐานะที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง. [๓๔] ๘. (๔) อนึ่ง ในฐานะที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิดกล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้ อย่างนี้ว่า สิ่งที่เรียกว่าจักษุก็ดี โสตะก็ดีฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายก็ดี นี้ได้ชื่อว่าอัตตา เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ส่วนสิ่งที่เรียกว่าจิตหรือใจหรือวิญญาณ นี้ชื่อว่าอัตตา เป็นของเที่ยงยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่เที่ยงเสมอไปเช่นนั้นทีเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยงย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง จะบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง จากข้อ 1 ถึงข้อ 3 จากการระลึกชาติได้ แล้วไปเห็น มหาพรหมเป็นพระพรหมเที่ยงเพราะระลึกไปแล้ว ยังเห็นอยู่ที่เดิมมีความดูระลึกไปได้แค่นั้น อาศัยขันธ์ระลึกได้แค่นั้น(ต่อจากนั้นระลึกไม่ได้ ) ส่วนตัวเองเป็นพวกตรงกันข้ามน้าเล็กไม่ได้จึงบอกว่าตัวเองไม่เที่ยงจึงบัญญัติว่าบางอย่างเครื่องบางอย่างไม่เที่ยง พ่อครูว่า... พอพูดถึงตรงนี้ทำให้นึกได้ว่า พระเจ้ามีบัลลังก์เที่ยงจนพวกที่วนเกิดวนตายไม่เที่ยงแล้วไปอยู่กับพระเจ้าที่เที่ยง พระเจ้าเที่ยงอยู่กับที่ไม่เกิดไม่ตายไม่ไปไม่มาก็เป็นสมมุติชนิดหนึ่ง สมมุติว่าเป็นผู้เป็นใหญ่เป็นผู้บัญชาเป็นผู้เกิดเป็นผู้ให้เกิดเป็นผู้สร้างทุกอย่าง ถ้าคุณยังเป็นทาสยังเป็นผู้ไปเชื่อพระเจ้าว่าเป็นผู้ใหญ่เป็นใหญ่และก็เที่ยงอยู่อย่างนี้คุณจะเที่ยงตลอดกาลนานไหม คุณเที่ยงตามพระเจ้าไง เชื่อตามพระเจ้าว่าเที่ยง คุณก็จะต้องมีทิฏฐิหรือลัทธิว่าเที่ยงตามพระเจ้าและคุณก็ไม่แปลไปเป็นอื่นไม่ได้คุณสูญไม่ได้ แต่คุณต้องวนเวียน พระเจ้าอยู่กับที่ แต่คุณนั่นแหละวนเวียน หมาหอบแดด พระเจ้าเล่นไม่ต้องเป็นหมาหอบแดดด้วย อยู่อย่างนี้ ก็เลยอยากเป็นพระเจ้าบ้างแล้วจะเป็นได้ไหม ไม่ได้ จะเป็นผู้เที่ยงอย่างนี้และเป็นผู้เที่ยงอย่างมีอยู่นะ ไม่ใช่เที่ยงสูญหายนะ ได้ อาฬารดาบส หรือ อุทกดาบส เป็นต้น ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่มี แต่เขาเชื่อว่ามี สรุปลงไปที่คำว่ามีและคำว่าไม่มี ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า โลกนิโรธกับคำว่าโลกสมุทัย ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43
อันตานันติกทิฏฐิ ๔ [๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ ๔ ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกนั้นอาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ ๔ ประการ. ๙. (๑) บรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ย่อมมีความสำคัญในโลกว่ามีที่สุด เขากล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ . [๓๖] ๑๐. (๒) อนึ่ง ในฐานะที่ ๒ สมณพราหมณ์พวกที่พูดว่า โลกนี้มีที่สุดกลมโดยรอบนั้นเท็จโลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้ (มีฤทธิ์ทางใจสูงกว่าข้อแรก) ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้วปรารภแล้วมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้. พ่อครูว่า... ก็แสดงว่ามันมีโลกอันหนึ่งที่คุณหาที่สุดไม่ได้ กับโลกที่มันไปไกลมันโค้ง.0001แล้วก็ไปอย่างมีองศาของ กว่าจะมาจบตรงนี้อีกกี่ล้านล้านปีกว่าจะมาชนตรงนี้ มันหาไม่ได้นี่พูดให้มันชัดๆ ส่วนจิตคุณจะมีฤทธิ์ตามหามันอีกเท่าไหร่ก็แล้วแต่แต่คุณก็ตามหามันไม่สุด สรุปก็คือหาที่สุดไม่ได้ประเภทที่มีที่สุด กลับหาที่สุดไม่ได้กับประเภทที่หาที่สุดไม่ได้ [๓๗] ๑๑. (๓) อนึ่ง ในฐานะที่ ๓ บรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต จึงมีความสำคัญในโลกว่า ด้านบนด้านล่างมีที่สุด ด้านขวางหาที่สุดมิได้ เขากล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด สมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่าโลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ นั้นเท็จ ถึงสมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ไม่มีที่สุดหาที่สุดรอบมิได้ นั้นก็เท็จ โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิตย่อมมีความสำคัญในโลกว่า ด้านบนด้านล่างมีที่สุด ด้านขวางไม่มีที่สุด ด้วยการบรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ . [๓๘] ๑๒. (๔) อนึ่ง ในฐานะที่ ๔ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด กล่าวแสดงปฏิญาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้อย่างนี้ว่า โลกนี้มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ สมณพราหมณ์พวก ที่กล่าวว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ นั้นเท็จ ถึงสมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ไม่มีที่สุดหาที่สุดรอบมิได้ นั้นก็เท็จ ทั้งสมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุดนั้นเท็จ โลกนี้มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่าโลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ ๔ ประการนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ จะบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ สมณพราหมณ์พวกนั้นทั้งหมด ย่อมบัญญัติ
อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ [๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง มีทิฏฐิ ดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจา ดิ้นได้ไม่ตายตัวด้วยเหตุ ๔ ประการ ก็สมณพราหมณ์ ผู้เจริญพวกนั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆย่อมกล่าววาจา ดิ้นได้ไม่ตายตัวด้วยเหตุ ๔ ประการ? ๑๓. (๑) ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ก็ถ้าเราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล จะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล หรือนี้เป็นอกุศล คำพยากรณ์นั้นของเราจะพึงเป็นคำเท็จ คำเท็จของเรานั้นจะพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เรา ความเดือดร้อนของเรานั้นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่กล้าพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวแต่การกล่าวเท็จเพราะเกลียดการกล่าวเท็จ เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ จึงกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า ความเห็นของเราว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว . [๔๐] ๑๔. (๒) อนึ่งในฐานะที่ ๒ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เขามีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศลก็ถ้าเราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล จะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศลนี้เป็นอกุศล ความพอใจ ความติดใจ หรือความเคืองใจ ความขัดใจในข้อนั้น พึงมีแก่เราข้อที่มีความพอใจ ความติดใจหรือความเคืองใจ ความขัดใจนั้น จะพึงเป็นอุปาทานของเรา อุปาทานของเรานั้นจะพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เรา ความเดือดร้อนของเรานั้นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่กล้าพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวแต่อุปาทาน เพราะเกลียดอุปาทาน เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า ความเห็นของเราว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว. [๔๑] ๑๕. (๓) อนึ่ง ในฐานะที่ ๓ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เขามีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศลก็ถ้าเราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล จะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล หรือนี้เป็นอกุศล ก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียด ชำนาญการโต้วาทะเป็นดุจคนแม่นธนูมีอยู่แลแม้ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นเที่ยวทำลายทิฏฐิด้วยปัญญา เขาจะพึงซักไซ้ไล่เลียงสอบสวนเราในข้อนั้น เราไม่อาจโต้ตอบเขาได้ การที่โต้ตอบเขาไม่ได้นั้น จะพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เราความเดือดร้อนของเรานั้น จะพึงเป็นอันตรายแก่เรา เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่กล้าพยากรณ์ว่านี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวแต่การซักถาม เพราะเกลียดแต่การซักถาม เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า ความเห็นของเราอย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๓ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว. [๔๒] ๑๖. (๔) อนึ่ง ในฐานะที่ ๔ เป็นคนเขลา งมงาย เพราะเขลา เพราะงมงาย เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ สรุปจบ 660920 ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 1 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก