580101-ทวช.งานว.บบบ.รุ่นที่ ๓ ต้อนรับปีใหม่ ๕๘.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580101- ทวช.งานว.บบบ.รุ่นที่ 3 ต้อนรับปีใหม่ 2558 โดย พ่อครูโพธิรักษ์ พ่อครูว่า … วันนี้วันที่ 1 แล้ว ก็มีเสียงพลุดังกัน เขาจะสนุกสนาน เขาก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นอยู่ เด็กก็ต้องอาศัยการเล่น ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยก็ตาม ลึกๆสัตว์โลกต้องการสิ่งที่รู้สึกพอใจ เรียกว่าบำเรออัตตา มันเกิดมาด้วยอวิชชา แล้วสร้างอัตตาโดยไม่รู้ตัว อย่างพีชะไม่มีอัตตาเพราะไม่มีรักมีชัง มีแต่อันนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่ แล้วก็รับมาสังขารรูป ส่วนสัตว์เริ่มมีอัตตา นอกจากรับมาให้ตนแล้วยังมีอัตตา หยั่งลงยึด ตั้งลงในจิต สื่อธรรมะพ่อครู (นิยามชีวิต 5) ต อน จิตนิยามมีลึกถึง 3 ชั้น จิตนิยาม มีลึกถึง 3 ชั้น ( กาม รูป อรูป ) (consciousness subconsciousness unconsciousness) พีชะนิยาม ไม่ถึงอรูป ไม่มีสัญญาหยั่งถึง มันมีกิริยานะ พืชเคลื่อนไหวของมันเอง แต่ไม่มีธรรมะ มันจะไม่สั่งสม แต่ที่ทรงไว้เรียกว่าธรรมะมีในสัตว์เป็นต้นไป พีชะ กับ จิต ต ่าง กันที่มีธรรมะหรือไม่ เมื่อเป็น จิตนิยาม จะสั่งสมอัตตาได้ แต่ พีชะ ไม่สะสมอัตตา ไม่มีเวทนา มีแต่สัญญา กับสังขาร ปรุงแต่ง กับ กำหนด ตัวธรรมะนี่ตอนแรกจะเป็นอวิชชา เป็นสัญชาติญาณ เกิดโดยอัตโนมัติไม่รู้ กว่าจะมาเรียนรู้เป็นสัตว์ แม้อเวไนยสัตว์ก็ไม่มีปัญญาเรียนรู้ถึงระดับธรรมะ คนจะเรียนรู้ถึงระดับธรรมะต้องมีญาณปัญญาอ่านเข้าไปรู้ถึง ธรรมายตนะ กับ มนายตนะ หรือ มโน ซึ่งมโนเป็นแกนกลางจิตเลย จิต มโน วิญญาณ มันมีสภาพภาวะซับซ้อน มโน นี่ขั้นอรูป ส่วนกามภพ ก็ระดับจิตสำนึก เป็นระดับ วิญญาณ ถ้าลึกมาเป็น จิต ก็เป็นธาตุรู้รวม แล้วลึกถึงแกนจิต สุดท้ายถือว่าไม่เกี่ยวกับสภาพข้างนอก เป็นเศษธุลีสุดท้าย เป็นขั้น อรูปสัญญี เป็นขั้นสุด ผู้มีก็สามารถอ่านวจีสังขารได้ มนายตนะ กับ ธรรมายตนะ ทำงานร่วมกันน
อ่านต่อ
ี่ในระดับอรูป ผู้ใดมีญาณหยั่งรู้อรูป ได้นั้น ก็เพราะว่าเราได้ฝึกอย่างสัมมาทิฏฐิ ฝึก สังกัปปะ 7 เป็น อ่านจิต ตักกะ แล้ววิตก วิจัย วิจาร ได้ คือเมื่อจิตดำริแรก ก็อ่าน วิจัย จัดการพฤติกรรม อภิสังขาร ตามความรู้ความสามารถของเรา เรียกว่า สังขาร หรือเรียกว่า เพ่งรู้ เพ่งเผา เพ่งกำจัด เพ่งชำระ(ปุนาติ) หรือ ปหาน เมื่อวานเราพูดถึง วิโมกข์ 8 วันนี้มาพูดอีกให้ละเอียด ผู้ใดสามารถอ่าน ดักวจี เรารู้สึกตัวในวจีสังขาร แล้วไม่ให้มันออกมาเป็น กายกรรม วจีกรรม ใครดักได้ทัน ยั้งไว้ได้ แล้วประมาณอีก ให้มันเบาหรือแรงกว่านี้ มีไหวพริบว่าจะเลือกคำพูดว่าให้เอาระดับไหน ผู้ดักทำได้คือ อ่านสังกัปปะได้ ใช้จิตตนทำกับจิตตนได้ คือผู้มีบารมี ส่วนผู้ทำไม่ได้ก็ไม่มีบารมี มันจะออกมาโดยสัญชาติ หรือสัญชาติญาณ เป็นอัตโนมัติ เราไม่มีจิตเร็วไวพอ เรียกว่า ชวนจิต ที่เป็นมุทุภูตธาตุ ที่จะเจริญด้วยมุทุภูเต ทั้งเจโตและปัญญา รู้ก็เร็ว ปรับก็ง่าย จะเป็นได้ต้องฝึก พวกเราหากพากเพียรก็จะได้ สังกัปปะ 7 คือการทำใจในใจ เราจัดการเป็นช่าง เป็นศิลปิน จัดการองค์ประชุมจิต ระดับสังกัปปะ ที่เป็นกายในกาย ที่ลึกระดับอรูป เราจะทำ สัมมาสังกัปปะ เราต้องรู้ธาตุที่เป็น อารัมธาตุ อารัพธาตุ แล้ว เป็นตัวที่ 4 คือ ปรักกัมธาตุ ก็จะมาสร้างเส้าใหม่ ก็เกิด ถามธาตุ ฐิติธาตุ มีกำลังตั้งฐานที่มั่นอีก ก็เป็นสองเส้า แล้วมีกำลังสูง เหมือนน้าวสายธนู ให้ลูกธนูพุ่งออกไป ที่จะเป็นตัวที่ 7 เรียกว่า ความสำเร็จของจิต ที่ได้เป็นธาตุพยายาม เป็นสัมมาวายามะ ผู้ใดจัดการได้ ยิ่งเรารู้จุดเริ่มอารัพธาตุ(ไม่มีอารมณ์เหมือนพีชะ) แล้วมีอารัมภธาตุ (อารมณ์) มี นิกกัมธาตุ นาม คือ ธาตุรู้ รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ ในรูป 28 มี มหาภูตรูป อยู่ภายนอก ส่วน ปสาทรูป นี่กึ่งกายกึ่งจิต หากไม่มีจิตเข้าไปทำงานกับประสาท มันก็ไม่เกิดวิญญาณ แม้ร่างกายเรามีประสาท อยู่ในร่าง แต่ไม่ทำงานมันก็แปะกันไว้เฉยๆ แต่เมื่อไหร่มันคน ก็มี รูปนาม ที่สังขาร เป็น รูปกาย คือเริ่มสังขารแล้ว เกิดจิตรู้ แต่ถ้าเป็นนามกายก็เป็นความรู้สึกเต็มเลย นามกาย คือ จิตสังขาร รูปกาย คือ กายสังขาร แล้วใน กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร เมื่อคนทำ นิโรธ ได้ อะไรดับก่อน...ก็วจีสังขารดับก่อน นั่นคือการทำงานในสังกัปปะ 7 ก็จัดการวิตก วิจาร วิตกคือ รู้จักจิตดำริ แล้วอ่านองค์รวมของความนึกคิด รู้เหตุปัจจัยว่าเป็น กาม หรือ พยาบาท แล้วเปลี่ยนพฤติของมันได้ ที่เป็นความเคลื่อนไหวของมัน เราก็จับมันได้แล้ว จัดการให้ดีได้ เป็นพฤติที่จะให้มีอย่างยิ่งก็เป็น วิจาร ทำได้สำเร็จก็เป็น สัมมาสังกัปปะ แล้วไปผ่านด่าน การกรอง เป็นความละเอียดอีกขั้น ทำได้ก็ละเอียดขึ้นๆ จนผ่านไประดับแรกก็ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา สามชั้น ก็สะอาดสุดยอด แล้วเป็น วจีสังขาร ผู้จะ นิโรธ เป็น ต้องจัดแจงตัวนี้ ก่อนอื่นในจิตเป็น วจีสังขาร และอยู่ในกายด้วย เกิดใน มนายตนะ กับ ธรรมายตนะ เป็นอายตนะสุดท้าย แล้วพอเป็น วจีสังขาร ก็คือสำเร็จ เป็นนิโรธที่วจีสังขารดับ พอเสร็จแล้วออกมาเป็น วจีกรรม ที่ท่านเรียกว่า ออกจากนิโรธ พวกฤาษีจะดับจิต ไม่รู้จักวจีสังขารหรอก เข้าใจสังขารไม่ถ้วนรอบ หรือเอาวจีสังขารไปปนกับวจีกรรม เพราะไม่รู้ว่าวจีสังขารเกิดที่ไหน หทยรูป ที่ไหน ก็ไม่ชัด กายสังขาร คือ สภาพของรูป 28 ครบหมดทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม ประชุมองค์ประกอบครบ ก็เกิดกายสังขาร แล้วถ้าจะควบคุม ปุถุชนก็ระงับ ควบคุมได้ตามมารยาทสังคม ระดับสามัญสำนึก เป็น วิกขัมภนปหาน กดข่ม แต่พอผู้ศึกษาเข้าใจ จักขายตนะ รูปายตนะ เกิดกายสังขาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีคู่กระทบ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็เป็น อายตนะ 10 ก็เหลือ อายตนะ 2 คือ มนายตนะ กับ ธรรมายตนะ เป็นขั้นอรูป ผู้เรียนรู้ในกายก็จะระงับกิเลสในส่วน ภายนอก จนถึง กายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ก็ขึ้นกามคือ สำนึกเป็นภพนอกขั้นที่ 1 แต่พอขั้นที่ 2 ทำได้แล้วก็ไม่ต้องทำอีก คือ อนาคามี เป็นผู้มี นิโรธ จะเป็นได้ต้องดับ กายวิญญาณ ที่เกี่ยวกับภายนอก ทำนิโรธได้ ต้องอนาคามี แต่ถ้าไม่ถึงอนาคามีก็ได้แค่ วิราคะ บรรเทา ยังมีเวียนกลับได้ แต่ถ้านิโรธนี่ดับ ขั้นไม่เวียนกลับ นิยตะ แต่อรหันต์นี่ก็ยิ่งแน่นอนว่าไม่เวียนกลับ เมื่อออกจากนิโรธ อะไรเกิดก่อน ก็ จิตสังขาร ซึ่งมนายตนะกับธรรมายตนะเป็นจิตสังขารข้างใน แต่ถ้าจะออกมาภายนอกต้องเกิดจากจิตก่อน ผู้ไม่สัมมาทิฏฐิ ก็จะพูดนิโรธแบบเข้าๆออกๆ แต่ที่จริงคือ ลำดับการเข้า การออก ของคำว่ากาย ที่พ ระพุทธเจ้า ว่า หายใจเข้าก็รู้ว่าเข้า หายใจออกก็รู้ว่าออก ไม่ได้หมายถึงแค่ร่างเท่านั้น แต่คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ด้วย ผู้จะรู้ต้องดับกามภพได ้ แล้ว ตัวรูป(subconscious) ก็จะออกมาให้รู้ถึงภายนอก แม้อนาคามีก็เรียนรู้ จิตรูปาวจร แล้วกำจัด กิเลสรูปาวจร ขณะมีองค์ประกอบนอกครบ ในครบ แต่กิเลสที่จะไปปรุงร่วมกับภายนอกนั้นไม่มีแล้ว ตา ก็กระทบรูปปกติ แต่กิเลสไม่มีไปปรุงแล้ว นิโรธแล้ว จึงมีการสังขารได้อย่างแคล่วคล่อง ทำให้ ปริโยทาตา ปริสุทธา มี มุทุกัมมัญญา พระอนาคามี มีการรู้ภายในได้ดี สัมผัสแล้วรู้ ในก ็ ตรวจสอบ อากาสาฯ วิญญานัญจาฯ อากิญจัญญาฯ เนวสัญญาฯ พระอนาคามีอยู่เหนือกิเลสกาม ล่วงพ้น กามสัญญา เข้าสู่ รูปสัญญา ล้างรูปสัญญา พ้น ปฏิฆะสัญญา เหลือแต่อัตตาข้างใน กำหนดได้ว่ า โอฬาริกอัตตา เราดับได้แล้ว ทำมนสิการได้ เราก็อมนสิการ เป็น อปุญญะ แล้ว รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ใจเป็นจริงด้วย การไม่ใส่ใจใน นานัตตสัญญา ก็คืออัตตานอก เราดับได้แล้ว รู้แจ้ง รู้ดี แต่อุเบกขาได้แข็งแรงเลย ผู้ล่วงพ้นในขั้นอากาสาฯ นั้นไม่มีกามราคะ ปฏิฆะ ตัวโทสะ ปฏิฆะไม่ต้องมีเลยได้ แต่โลภะราคะก็ยังต้องอาศัยอยู่ก็เป็นขั้นตอน จนดับรูปสัญญา ก็คือ อนาคามี แท้ เหลือแต่ อนุสัย เศษธุลีละอองจริง โดยไม่ได้ทิ้งรูป 28 การปฏิบัติธรรมของพ ระพุทธเจ้า มีทั้ง วิญญาณ และ สัญญา แต่ว่าฤาษีจะมีแต่สัญญา ไม่มีกายครบพร้อม นอกและใน หรือมีจิตเป็นวิญญาณที่ต้องรวมนอกและในด้วย แต่ใน รูปภพ อรูปภพ ก็ไม่มี วิญญาณ มันมีแต่ สัญญา ไม่ได้ไปรู้วิญญาณตอนตายหรอกนะ ใครเห็นผี นอกตัวไม่มีหรอก ใครกลัวผีก็เดินเข้าไปหามันเลย ท่องไว้ว่าแค่ตาย คนเห็นนั้นมันเป็น มโนมยอัตตา ซึ่งมีเป็นธรรมชาติของทุกคน เป็นอัตตาที่ปรุงแต่งเองในจิต ในฝันนี่มโนมยอัตตาทั้งนั้น จะให้เกินจริงอย่างไรก็ได้ตามใจ ถ้าเราเข้าใจจะรู้ว่าภาวะนิโรธเป็นอย่างไร จะเข้าใจ สังขาร 3 อวิชชามีสังขารเป็นปัจจัย หากมีวิชชาก็จะสังขารได้ดีขึ้น ผู้จะสังขารได้ดีต้องรู้วิญญาณ ที่เป็นนามธรรมเกิด เมื่อมีผัสสะภายนอก แล้วเกิดอัตตาภายใน มีระดับหยาบ หรือกลาง ละเอียด รูปที่รู้ด้วยตา เห็นเส้นแสง สีเสียง คุณก็กำหนดเอาเอง เป็นอินทรีย์ ขนาดของมัน มีความต่างเป็น ลิงค ะ มีสองเพศคือ อิตถีภาวะ และ ปุริสภาวะ ที่บอกสภาวธรรมไม่ใช่แค่รูปหยาบหญิงชาย แต่หมายถึงภาวะจิตที่มีสูงสุดเป็ น ปุริสสัตตมะ คือ ปุริสภาวะ ที่อยู่สูงสุดอุตตมะ อ่านได้ในส่วนตน เอโก จับสักกายะได้เมื่อไหร่คือ หทยะ(สถานที่-วิหารติ) มันเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม ใครจะไปกำหนดที่ห้องหัวใจก็แค่ใช้งาน อย่านึกว่าเป็นรูปจริงๆ มันมีชีวิตเท่าไหร่ แรง เบา มี อิตถินทรีย์ ก็ยังดิ้นอยู่ จนกว่าจะหมดดิ้น สงบ เป็น ปุริสภาวะ เราต้องฆ่าชีวิต สัตว์โอปปาติกะ พอฆ่าได้ก็เป็น วิสังขาร ก็มาอยู่อาศัย ( วิ หาร) ส่วนผู้อวิชชา ไม่รู้หทยรูป มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน ก็อาศัยกวฬีงการาหาร อาศัยอย่างอวิชชา แต่ถ้าผู้ทำได้ก็อาศัยอย่างเหมือนมัน เป็น ปุริสัตตมะ ทำไปตามกรอบปริเฉทรูป เราไม่เก่งก็ทำได้แต่ในหมู่กลุ่มเล็ก หรือรอบวงเล ็ ก แล้วค่อยขยายไป ทำให้มันว่าง เป็น อนันโต อากาโสติ เก่งขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็จบที่ ปริเฉทรูป ควบคุมวิญญัติได้ ทั้งกายและวจีวิญญัติ ก็ควบคุมจากภายใน แล้วค่อยออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม แต่ถ้าอยู่ภายในคุณ จัดการกับมันโดย วจีสังขาร ผู้ปฏิบัติธรรมมีนิโรธจึงดับที่วจีสังขารก่อน มาการดักการกรอง วจีสังขารเป็นตัวท้ายก่อนปล่อยเป็นกรรม ถ้าจัดการ ทำจิตสังขารเก่งก็คือทำสังกัปปะ 7 แล้วผู้มีนิโรธจะควบคุมวจีสังขารได้ วจีสังขารจึงเกิดตามหลังจิตสังขาร กายสังขาร ไปดูที่อากาสาฯ วิญญานัญจาฯ กัน ดิน น้ำ ไฟ ลม มีอากาศธาตุแทรกอยู่ เป็นที่ๆนามจะไปเชื่อมต่อด้วยกับมหาภูตรูป ครบทั้ง ดิน น้ำ ไฟ ลม อากา ศ ธาตุ และวิญญาณธาตุ อากาศเป็นธรรมายตนะ ส่วนวิญญาณเป็นมนายตนะ ในขณะที่เป็นอรูปฌานจึงลึกถึงอากาสาฯ อากาศเป็นรูป เมื่อทำให้พ้นได้ตั้งแต่กรอบเล็กจนถึงกรอบใหญ่ หลายปริเฉท รวมเป็น content ก็ทำได้เก่งตามบารมี ทำให้ว่างได้ รวมเป็นบริบท เราต้องประมาณตนว่าตัวเราก็เท่านี้อย่าประมาทอวดดี จากอากาศก็ถึงวิญญาณ เราอนุโลมไปสังขารกับเขา แล้วเราแลบเลีย ก็ให้รู้อย่าประมาทไปเล่นเชียวก็อ่านรู้เร็วไว ควบคุมยับยั้งหรือให้มันแข็งแรงได้ เราทำให้มันเป็นนักรบที่แข็งแรงเป็นสมาทหัง อ่านวิญญาณก็สะอาดอยู่ทำความบริสุทธิ์แม้จะปรุงแต่งไปกับเขา ทำให้ทรงวินัย แล้วถึงมีเรือนว่างอาศัย เรือนว่างนี้เป็นนามธรรมนะ เป็นที่อาศัยของนามธรรม คุณก็อาศัยเรือนใจเป็นวิญญาณ วิญญาณก็เป็นเรือนว่างแข็งแรงขึ้น ทำงานให้สังคมดีขึ้นๆนี่คือ ความเจริญของลักษณะธรรม อนุโลมปฏิโลมได้ก็ระวังบัญญัติวินัยทรงวินัย ก็จะอนุโลมปฏิโลมได้ดี มีวิตกวิจารถึงอุเบกขาเร็วไว ไม่ได้คิดถึงปีติสุขสักเท่าไหร่ แต่มันมีเลี้ยงเราอย่างผรณาปีติเป็นพลังแฝง เป็นมโนวิญญัติ ของใครของมันไม่มีใครล่วงรู้ได้ แล้วเราก็อภิสังขารของเรา ซึ่งอเนญชาภิสังขารนี่สั่งสมให้เป็นองค์คุณอุเบกขาดีขึ้นๆ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา จะรู้โทษของความประมาท จะลดความอยากได้หน้าตา จะเห็นโทษภัยของความประมาท ไม่หลงโลกีย์อยากเด่นดัง อะไร พ ระพุทธเจ้า ตรัส ความไม่ประมาทนี้เป็นธรรมสุดยอด ในอุปกิเลส 16 ตัวท้าย มี มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ตัวมานะนี่ดีประโยชน์แต่ถ้ายึดก็เป็นมทะ มัวเมาเลย มีทั้งหยาบละเอียด แต่นี่เป็นเมาละเอียดคือ มทะ (สุรา เมาหยาบ – เมรยะ คือเมาระดับกลางข้างนอกรู้ร่วมด้วย – เมาระดับ มัชชะ ก็เมาระดับละเอียด) ระดับละเอียดลึกเข้าไปก็ไม่มีภาษาจะพูดกันแล้ว อากิญจัญฯ คืออะไรล่ะที่จะไม่ให้มี ในอานาปานสติ ตัวที่ปัสสัมภยังจิตตัง(ทำจิตให้สงบรำงับ) และอภิปโมทยังจิตตัง คือรักษาจิตให้เบิกบานร่าเริงให้เบาลหุตาเท่าที่เราอาศัยได้ บางคนแล้วแต่จริตต้องอาศัยแรงเบาไม่เท่ากัน แต่ว่าต้องมีทิศทางไปหาความเบา รู้สภาวะแววไวเร็วไว ดัดได้ เป็นมุทุตา ก็สามารถทำกัมมัญญตาได้ อย่างมีสัปปุริสธรรม จะรู้ขนาดจัดสรรนอกในได้สัดส่วน ทำให้เจริญ อุปจยะ จะตัดก็ได้ก็ตัดสันตติได้ เราตัดเองเราเป็น อมตบุคคล เรากำหนดกรรมได้ เป็นผู้มีกรรมอยู่ในกำมือ ไม่มีใครล้างกรรมจัดกรรมให้เรา ไม่มีใครมาเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรา เราเป็นเจ้าของกรรม กัมมสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กำหนดตายเกิดได้ คำว่าปรสัตตานัง คือเราเป็นผู้รู้ความต่างว่าอันนี้เบาหรือแรง อ่อนหรือแข็ง เรากำหนดเองได้ ตามบารมีจริง ไม่ประมาท ประมาณได้สัดส่วนแล้วน้อยไว้ ไม่ทำมากเกิน ไม่ขาดทุนแต่ถ้าใครมากแล้วจะพลาด ใครเข้าใจรู้ดีจะอัปปิจฉะ อยู่กับความน้อยก็พอ ไม่ใช่ว่ามีมากแล้วพอ คนมีธาตุจิตมักน้อย จึงเป็นลู ก พ ระพุทธเจ้า แต่ก็ไปกับเขาได้ เขาจะมาก เราก็น้อย แต่ไปกันได้ แม้จะอุปจยะ ทำสันตติอย่างไร ก็ต้องมีชรตาไปตามลำดับ ทุกอย่างไม่เที่ยง เหตุปัจจัยบางอย่างทำลายได้ เราต้องรู้ให้ทันต้องศึกษาฝึกฝน ลักขณะรูป 4 จึงเป็นเครื่องอาศัยของอาริยะ คนประมาทก็จะต่ออย่างห่ามๆ แต่คนไม่มีตัวตนอยากเด่นดังอะไรท่านก็ไม่เสียท่า แล้วจะไม่น้อยไปจนไม่พอ ท่านทำได้ผลพอดี จะประมาณตนว่าเสี่ยงไปไหม หากเสี่ยงไปจะไม่ทำ ถ้าเสียท่าจะสะสมอัตตาก็ไม่ทำ สัจจะจริงของคนไม่มีอัตตาจะไปเสี่ยงทำไม ในประโยชน์ท่านทั้งนั้น พ ระพุทธเจ้า ตรัสว่า อย่าพร่าประโยชน์ตนเพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก คนรู้แจ้งเห็นจริงไม่ได้อยาก ใครได้อัตตาใส่ตนจะไม่ประมาทรู้คุณโทษของสิ่งเกิด ว่าเป็นโทสะ ราคะ โมหะ แต่ถ้าไม่เป็นเราจึงจะต่อ ต้องมีจริง จึงจะต่อได้ สรุปว่าผู้ที่รู้รูป 28 ในมรรคก็คือ ถึงปริเฉทรูป ส่วนวิญญัติ(ใน)จะอยู่ในวิการรูป ผู้ใดจะให้เกิดให้ต่อก็ทำแต่แน่นอนว่ามันก็มีชรตาแต่ต้องมั่นใจ แน่ใจว่าเที่ยงจึงทำ เราก็จะไม่มีอนิจจตา แต่ต้องระวังว่าสุดท้ายก็อนิจจตา ผู้ที่รู้อย่างที่อาตมาว่านี่ ต้องรู้ แบบไม่รู้ไม่มี ให้เป็นเอกบุรุษ จึงจะพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา(ภพ) สู่สัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาทำงานหนักตรวจสอบครบ เป็นนิโรธเด็ดขาดพ้นอาสวะ โดยมีมนายตนะ และธรรมายตนะทำงานอยู่ จนบริสุทธิ์บริบูรณ์จริง แล้วเที่ยงแท้ทุกผัสสะทุกปัจจุบันความจริงว่าสูญแน่ จนเป็นอัตโนมัติ มันมาแรงเบาแค่ไหน มาเหลี่ยมไหน มันก็มีกลไกธรรมจักรทำงานจัดการให้ศูนย์ได้ ทุกปัจจุบันความจริงแข็งแรงมั่นคงเป็นคุณนิธิ ของคุณวิเศษแรงพอ ทำได้อย่างเป็นพลังงานบวกลบ ต้องการให้เป็นอย่างไรก็ได้ อดีตก็สูญ อนาคตก็สูญ อนาคตไม่เคยมี มาถึงก็เป็นปัจจุบันเราก็ทำให้สูญได้เสมอ เป็นเช่นนั้นเอง ตถตา ตถตามี 3 นัย 1 . ตถตายถากรรม พวกตรรกะจะใช้แบบนี้ ไปเป็นเรื่องนอกตัวหมด ห่านมันคอยาว มะม่วงมันต้นโตแต่ลูกเล็ก ฟักทองต้นเล็ก ลูก โต นี่ก็ตถตาแบบยถากรรม 2 . ตถตาแบบมรรค คือเริ่มรู้สักกายะ รู้ทหยรูป มี อิตถีภาวะเช่นนี้ ไม่สงบ แต่ถ้าทำสงบได้ก็เป็นเอง ปุริสภาวะ พอเรารู้ตัวผีก็ตัวเดียวกับอิตถีภาวะ ตัวหลอกที่สุดคือมายา แต่เป็นแม่ของพ ระพุทธเจ้า เลยคือ สิริมหามายา แต่ที่จริงคือตัวทำให้เกิด มีธาตุแห่งความเกิด ก็คือตัวเดียวกับอิตถีภาวะ แต่ถ้าหมดธาตุแห่งความเกิดก็เป็นปุริสภาวะ คุณรู้ผีตัวแรกเลยก็คือรู้ว่าสักกายะ ยิ่งเป็นตัวแรกๆที่รู้เลยเป็น First impression เลย ว่ามันเป็นเช่นนี้เองหรือผี เป็นอิตถีภาวะ โลภะ ราคะ โทสะ มันเกิดธาตุรู้สัมผัสแรกพบเลย ก็เลยรู้ว่าเป็นเช่นนี้เอง ตถตา 3 .ตถตาปรมัตถ์ คือ ตถตาแบบผล คือได้ผลแล้วเป็นเองแล้ว เป็นกตญาณ จบไม่ต้องทำอะไรให้มันเป็นอีก เป็นตถตาปรมัตถ์ อาตมารู้รากของบาลีนะแต่มันเลือนไปแล้ว เช่น ก คือเริ่ม ข คือคู่ของมัน ค คือก่อร่างสร้างเรือนแล้ว ปีนี้วันนี้วันที่ 1 มกราคม อย่ารู้แต่ภาษา แต่ไม่ได้สภาวะ นักอภิธรรมจะรู้ภาษามา จะไม่รับอาตมา รับได้ยาก เพราะคิดว่าตนเองเก่งกว่า ผู้ใดรับอาตมาได้มีปรโตโฆษะ โยนิโสมนสิการก็จะมีสัมมาทิฏฐิเพิ่มขึ้นๆ พวกเราที่มาเรียน ว.บบบ. จบ