อุเบกขา 5 กับ ฌาน 4 เหมือนหรือต่างกันอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
อุเบกขา 5 กับ ฌาน 4 เหมือนหรือต่างกันอย่างไร 6. องค์คุณของอุเบกขา 5 กับ ฌาน 4 เป็นสภาวะเดียวกันใช่ไหมคะ พ่อครูว่า…อุเบกขา 5 กับฌาน 4 พอเวลาคนปฏิบัติธรรมแล้ว ทุกวันนี้เป็นมิจฉาทิฐิกันซะเกือบหมด อาตมาว่า ใช้คำว่าเกือบนี่ยังดีนะ น่าจะพูดว่าหมดเลย มันไม่เข้าใจกันถูกเลย แม้แต่ปฏิบัติธรรม ฌาน ก็เข้าใจไม่ได้ว่าปฏิบัติ ฌาน นี้ต้องปฏิบัติศีล และอปันกปฏิปทา 3 จึงจะเกิดสัทธรรม 7 แล้วจึงเป็นกระบวนการที่เป็นเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิด ฌาน 1 2 3 4 ฌาน ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเลย นั่งหลับตานั้นเอาทิ้งขุดหลุมฝัง ของเน่า ตอนพระพุทธเจ้ายังไม่ตรัสรู้ ก็ไปนั่งหลับตาออกปากเขาทำกับพวกเดียรถีย์ ก็เป็นวิบากของท่าน เมื่อท่านตรัสรู้แล้วจะมาสอนแบบตัดรอนเลยไม่เอื้อเขาเลย ก็ไม่ได้ ส่วนอาตมานั้นเกิดมาในยุคที่มีศาสนาพุทธแล้ว ความถูกมันมีอยู่แล้ว ต้องมาล้างความผิดที่มันเกิด กว่าจะเป็นฌาน 4 ก็มีเหตุมีศีลเป็นที่ตั้ง เช่นศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ คนนี้แหละเป็นสัตว์ที่สำคัญ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ก็ต้องอ่านจิตอ่านใจกับคนทั้งหลายนี่แหละ เพราะคนมีสารพัดที่จะยึดถือ เหมือนกันแต่ไม่เหมือนกันทีเดียวมันมีเล็กมีน้อยมีตะแบง หลากหลายนับไม่ถ้วน แล้วเราก็รับลูกให้เป็น ปฏิบัติแล้วก็วางใจ วางใจเก่งขึ้นเรื่อยๆ มุมนั้นมุมนี้ ก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ จิตเราก็จะเป็นฌาน ฌานคืออะไร คือพลังงาน มันเผากิเลส รู้กิเลสดับกิเลส ทำลายกิเลส เป็นอินทรีย์ของ บุญ บุญคือ พละของการดับกิเลสตัวเด็ดขาด อินทรีย์กับพละ ฌาน จึงมี 1 2 3 4 บุญจึงมีอันเดียว อินทรีย์ จึงมีหลายอัน พละ ก็มีอันเดียว อินทรีย์ก็มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ สุดท้ายเป็นปัญญา ปัญญาคือพละ พละคือปัญญา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น แม้ฌาน 4 ก็ยังยากมากที่จะเข้าใจกัน แล้วก
อ่านต่อ
็กลับมาปฏิบัติให้ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า จะได้มีพุทธคุณ จรณะ 15 วิชชา 8 8เป็นพุทธคุณของศาสนาพุทธ อันนั้นมันเป็นเดียรถีย์คุณ ไม่ใช่พุทธคุณ ทำความเข้าใจคำว่าพุทธคุณกับคำว่าเดรัจฉานกันให้ชัด เดี๋ยวเขาเข้าใจเชื่อกันว่าอย่างนั้นพระศาสดาสอนไว้ซึ่งมันไม่ใช่ พระพุทธเจ้าสอนไว้ในจรณะ 15 วิชชา 8 ต้องมีปัญญา ต้องมีฌานให้สมดุล ปัญญารู้ว่าเราปฏิบัติศีลหรือยัง เป็นศีลข้อไหนลักษณะไหนจุลศีลมี 16 ข้อ ข้อไหนบ้างอย่างไร เราปฏิบัติแต่ละข้อก็มีมุมเหลี่ยมต่างๆในการปฏิบัติ ท่านถึงแจกออกเป็น 16 มีศีล 5 ก็ปฏิบัติให้ตรง มาปฏิบัติศีลข้อ 1 2 3 ก็ให้มันตรงให้มันถูกต้องดี เมื่อคุณเข้าใจแล้วอันนี้เราปฏิบัติอันนี้กับสัตว์แล้วก็ปฏิบัติอันนี้ แล้วปฏิบัติได้แล้วผลมันจะเป็นอย่างไร สัตว์เป็นจิตนิยาม ส่วนศีลข้อที่ 2 พีชนิยาม คือของ กับวัตถุ กับพืช ซึ่งไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เป็นนัยยะที่ละเอียดลึกซึ้งที่อาตมาอธิบายธรรมะ ไม่มีวิญญาณไม่มีเวทนา แล้วเป็นไง คุณก็ต้องทำจิตของคุณให้เป็นชีวะเหมือน พีชะ ไม่มีวิญญาณไม่มีเวทนานั่นแหละแต่จิตของเราเป็นจิต เพราะฉะนั้นจิตของเราก็เป็นวิญญาณอยู่ด้วยธรรม แต่ทำให้จิตไม่ต้องไปโง่หลงเหมือนอย่างกับจิตที่มันโง่(อวิชชา) จิตนิยามมันเกิดมาก็มีอวิชชามันโง่ไม่รู้ตั้งแต่สังขารวิญญาณตัวเองก็ไม่รู้แล้วแยกเป็นนามรูปปฏิบัติแล้วเกิดเป็นอายตนะมีวิญญาณแล้วก็รู้เหตุมีตัณหาดับตัณหาได้ ตัณหาไม่ดับลงได้ตกผลึกเป็นอุปาทาน ก็ก่อภพชาติใช่ตัวเองไปนี่คือปฏิจจสมุปบาทชัดเจน มันเป็นเหตุปัจจัยเกี่ยวข้องกันและกัน อธิบายเป็นสภาวะอยู่ในตัวของมันจับพยัญชนะมันก็ง่ายมันสะดวก นี่คือความจริงที่อาตมามี อาตมารู้เอามาขยายให้ฟังอาตมาเป็นอรหันต์อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ที่พูดนี้ไม่ได้อวดตัวอวดตน ย้ำให้รู้ว่าฟังดีๆ อาตมามีแต่ความจริง ไม่ได้พูดโกหก ไม่ได้พูดเหลาะแหละอะไร คนที่มาดูถูกอาตมา ฟังแล้วเหมือนดูถูกคนอื่น มันก็จริงก็ดูถูกเขาได้ แต่ดูถูกอาตมานั้นมันไม่ดีหรอก มันไม่ได้ประโยชน์ ดูถูกอาตมาคุณจะเสียประโยชน์เยอะ เพราะว่ามันไม่ได้ประโยชน์จริงๆ อย่ามาดูถูกอาตมาเลย ควรฟังอาตมาอย่างตั้งใจ อาตมาพูดจริงๆว่า อาตมาเป็นสยังอภิญญา เป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ แม้แต่มากอบกู้ศาสนาในยุคนี้ ก็เป็นความจริงหมดทุกอย่าง ไม่ได้โกหก ไม่ได้เป็นบาปเป็นภัยอะไรเลย อาตมาจะไปทำบาปทำไมอาตมาจะเป็นอรหันต์ก็รู้เรื่องบาป เป็นโพธิสัตว์รู้เรื่องบาปเรื่องกรรมต่างๆ กรรมเป็นบาปเป็นบุญหรือกรรมเป็นกุศล อกุศล อาตมาก็รู้จริงๆเข้าใจจริงๆแล้วจะไม่ทำสิ่งนั้นที่ไม่ควรทำ ก็ทำแต่สิ่งที่ควรทำ ฟังที่อาตมาอธิบายพยัญชนะ มันคือสภาวะอะไร มันละเอียดลออชัดเจนทุกอย่างนะ ที่นี้ความเป็น อุเบกขา 5 กับฌาน 4 อันนี้เป็นแกนนิพพานเลย ฌานที่ 4 ฌาน 1 ยังไม่มีอุเบกขา ฌาน 2 ชั้น 3 ก็ยังไม่มี ฌาน 4 จึงจะมีอุเบกขา หากเรารู้อาการของจิตเจตสิกต่างๆ ว่าอาการอย่างนี้เป็นอาการอย่างนี้ ก็จะรู้อาการวิตกวิจาร รู้อาการของปิติ สุข คือมีฌาน 1 มันกำลังทำงานก็มีปิติแต่มันยังไม่มีมีอุเบกขา ก็ปฏิบัติดีขึ้นเรื่อยๆปีติก็ลดลง วิตกวิจารคือ มันต้องเคร่งคุม เหมือนฝึกหัดอะไรใหม่ๆยังไม่ค่อยคล่อง จะเอาอันนี้ใส่อันนี้จะเอาอันนี้หมุนใส่อันนี้จะประกอบกับอันนี้ เหมือนกับช่างทั้งหลายแหล่มันก็จะเป็น พอเป็นแล้วก็คล่องปุ๊บปั๊บได้ไวขึ้น ฉันใดก็ฉันนั้น ทำได้ดีขึ้น ตอนแรกก็ดีใจทำได้ดี ก็ปิติ พอทำได้คล่องแล้วก็ลดความปิติลงทำได้ก็ชินชา ก็สงบสุข จนเป็นอุเบกขา หมดอุปกิเลส อุปกิเลสคือ กิเลสที่ซ้อนอยู่ มันเป็นเชิงดีใจ ที่จริงไม่ใช่จิตที่เสีย จิตที่ดี แต่ดีเกินไป มันก็เสียพลังหรือไปหลงติดเสียเวลา หลงติดยึด ถ้าไม่ได้แล้วก็ไม่สบายใจ กลายเป็นอุปทานซ้อน มันโง่ซ้อนไม่ดี ท่านก็ให้รู้ตัว แล้วก็เลิกอาการพวกนี้เสีย มันเป็นธรรมดา พอรู้แล้วก็เลิกได้จนกระทั่งเป็นธรรมดา เสร็จแล้วจิตฐานอุเบกขา 5 อาการนี้ ลักษณะที่บริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา ลักษณะที่เจริญด้วยความบริสุทธิ์ แต่ละอาจารย์เข้าใจสภาวะต่างกันก็แปลไปตามภูมิ ส่วนอาตมาก็แปลไปตามอัตโนมัติของอาตมา ใครจะว่าไม่ตรงกับที่เขาแปลก็ไม่มีปัญหา ใครจะเอาตามที่อาจารย์คนไหนแปลก็ลางเนื้อชอบลางยาอาตมาไม่มีปัญหาไม่ได้ไปแย่งชิงอะไร จิตบริสุทธิ์เป็นอย่างนี้ก็ทำการสัมผัสสัมพันธ์กับคนต่างๆ เราก็เกิดอาการอย่างนั้นอย่างนี้ ตอนนี้ยังไม่เก่งยังรับลูกไม่เป็น เจอคนนี้ก็เกิดจิตไม่สงบไม่บริสุทธิ์เกิดกิเลส ดีไม่ดี นึกว่าเราดีแล้ว เจอคนนี้ซัดเข้าไป แรงเลย เรารู้สึกแรงวูบวาบของเราเองเรา อย่างต่ำนะนึกว่าเราเก่ง เก่งแล้วสัมผัสอย่างไรก็ได้ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของพุทธเจ้าไม่ใช่ไปนั่งหลับตาไม่รู้ไม่ชี้ไม่สัมผัสอะไร อันนั้นอาตมาว่า พวกดักดานไปอีกนาน มันไม่ใช่ อย่างนั้นมันไม่มีทางรู้กิเลสและไม่มีทางเข้าใจไม่มีทางเกิดปัญญาที่จะรู้ทันว่า กระทบสัมผัสอย่างนี้ อย่างนี้เป็นกิเลส คนนี้มันมามุมนี้มิตินี้เหลี่ยมนี้ มานัยยะลึกซึ่งแบบนี้ แต่เราก็สะดุด มามุมนี้เราเจอเข้าแรง แสดงว่าเรานี้ไม่เก่งเลย อย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องรู้ความจริงพวกนี้เกิดจากการกระทบสัมผัส ปฏิบัติธรรมไม่มีการกระทบสัมผัส หมดท่าเลย โมฆะ ปิดประตูที่จะเจริญไปตามธรรมะของพระพุทธเจ้า มันน่าสงสาร นั่งหลับตากัน พูดกันอย่างไร เหมือนอาตมาแทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวันเย็น แทงพวกนั่งหลับตา ด้วยปากหอก มุขสตี พูดทิ่มแทงเขา แต่ก็นิ่งอยู่อย่างนั้น จะพูดมุมไหนจะเอาภาษาไหนมาอธิบายเป็นภาษาแทงให้จิ๊กเข้าบ้างว่า โพธิรักษ์มีอะไรดีเหรอ ให้สะดุดบ้าง แต่นี่ไม่รู้ไม่ชี้ ดีไม่ดีพลอยจะรำคาญพลอยโกรธเราด้วย ว่าเราทำไมวะ เอ็งเป็นใคร เราก็บอกว่าเราเป็นโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์นั่นหละที่คุณต้องการ แต่นี่ อรหันต์ จริง อรหันต์เก๊นั่นไปนั่งพูดฝอยอะไร ไปเอาพยัญชนะภาษาอะไรมาพูดก็ไม่รู้ ทั้งที่เรียนบาลีนะ อาตมาไม่ได้เรียนบาลีแต่ก็เอามาพูดได้ อธิบายให้ฟัง ถ้าเข้าใจอุเบกขา 5 สมบูรณ์แล้วคุณทำตามนี้ได้ก็เป็นพระอรหันต์ ถ้าคุณไม่รู้อุเบกขา 5 ลักษณะ แล้วคุณก็ทำให้มันเป็น ปริสุทธา ปริโยธาตา จิตคุณก็เป็น มุทุ ทำการงานอะไรได้ดีก็เป็น กัมมัญญา เพราะคนต้องทำกรรมการงานกับการงาน ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และจิตประภัสสรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปภัสสรา อุเบกขา 5 จึงเป็นแกนหลักที่ใช้ตรวจสอบความเป็นอรหันต์ พูดอย่างนี้เลย แล้วยืนยันว่าไม่ผิดถูกต้องด้วย ผู้ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร พระพุทธเจ้าสอนอะไรไว้ มีคำสอนเหล่านี้หมด แต่เอาไปใช้ไม่เป็น เพราะไม่รู้เอาไปออกนอกลู่นอกทางไม่เข้าทางพระพุทธเจ้า แล้วมันจะรู้อะไร ถ้าเข้าทางอาตมาพูดนี้ ถ้าพูดได้สัมมาทิฏฐิเข้าทาง จะอ๋อๆๆ ไปตลอดเลย แล้วจะเข้าใจว่าอาตมาคือใคร ก็จะค่อยๆมี คนก็เริ่มรู้ มัวแต่ไปหลงงมงายอาจารย์เก๊เชื่อคนสอนที่ผิด ไม่ถูกต้องอยู่อย่างนั้นยึดถืองมงาย ฟังบ้าง ก็เริ่มฟังอาตมาบ้าง แล้วเปิดจิตรับ จะได้ประโยชน์ อาตมาก็อธิบายประกอบไปแล้วอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา 7.จิตที่เป็นอุเบขาทำให้แตกสลายไม่ไห้เกิดการจับตัวเป็นจิตวิญญาณได้อย่างไรคะ พ่อครูว่า…อุเบกขาเป็นการสลายตัวปลอมไม่ใช่ไปดับสลายจิตที่ใสสะอาด แต่จิตใจยิ่งใสสะอาดเป็นจิตไม่มีอะไรหมองไม่มีอะไรปนเปื้อนเลยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ไปสลายจิต แต่ไปสลายกิเลส ล้างสิ่งที่ไม่ใช่จิตนั่นแหละออก ที่เป็นตัวปลอมเป็นตัวมาร พระพุทธเจ้าบอกว่าเราหักขั้วเรือนยอดเธอแล้วมารเอ๋ย ไม่ให้เกิดจับตัวเป็นจิตวิญญาณได้ อย่างไรคะ ก็ฟังอาตมาพูดไปเรื่อยๆ ทำความเข้าใจกับคำอาตมาพูด ตลอดอาตมาไม่พูดอย่างอื่นหรอก พูดให้ล้างกิเลสทำจิตให้เป็นอุเบกขาทั้งนั้น
640225_พ่อครูตอบปัญหา งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์