วิชชา 8 จากการปฏิบัติจรณะ 15.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิชชา 8 จากการปฏิบัติจรณะ 15 แล้วมาตั้งใจศึกษาจรณะ 15 โดยเฉพาะกำลังสรุปเข้าไป อปันกปฏิปทา 3 มาเรียนรู้อันนี้สำรวมอินทรีย์ 6 เรียนรู้เรื่องกินนี่แหละ กวฬิงการาหาร มันจะมี รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ให้ศึกษากิเลสที่ขึ้นกิเลสที่มี ไม่ต้องไปพูดถึง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขหรอก เอาตัวรสชาติ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนี้ ตัวนี้แหละ เป็นตัวลึกซึ้งซับซ้อน มาพิจารณาให้ดีอ่านอาการในจิต เออ.. เรายังชอบรส ชอบกลิ่น ชอบสี ชอบรูปร่าง ชอบอะไรไปจนกระทั่งถึง ยศ สรรเสริญ รูป รส กลิ่น เสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุดยอดก็คือ ยังหลงว่ามันเป็นสุขอยู่ ยังพอใจยินดีชื่นใจ ยังยินดี พอใจ ชอบมาก ชอบมากมันมากมันหยาบแล้วนะ ชอบน้อยๆอยู่ นี่ยังชอบอยู่น้อยๆ ยังพอใจในอาหารนี้ พอใจๆ มหาบัวว่า ยังชอบ ยังพอใจๆ นั่นแน่ะ ใจพอไม่ใช่พอใจ เห็นไหมมันชัดเจน เคยได้ยินไหมมหาบัวว่า พอใจๆ แทนที่จะบอกว่าขอบใจ พูดเป็นโลกุตระบอกว่าพอใจ ที่จริงต้องใจพอ พอแล้วพอ เหลือแต่คำว่า พอ พอที เพราะฉะนั้นคำว่า พอคำเดียว นี้ พยัญชนะคำว่า พอ ตัว พ กับ อ นี่ยิ่งใหญ่ พ คือ พฤติ คืออาการ ส่วน อ คือ สูญ ก็เท่ากับคุณไม่รู้จักอาการเลย แล้วคุณก็สูญอยู่ตรงนี้ มี nich แล้วมี protoplasm เกาะตรงผนัง มันไม่กระดิกเลยก็เลยไม่รู้แต่ที่จริงมันมีตัวเกิด กลล ก ก็ กะ อยู่ตรงนี้ พอ ล ก็เป็นพลังงาน สามเส้า ย ร ล พลังงานมันกระดิกๆ คุณอยากแล้วมีพลังงานคุณก็ยังไม่รู้ จน กลล กลล มีกลล สองตัว มันจึงจะแรงมันจึงพอรู้เรื่อง พยัญชนะจะบอกสภาวะพวกนี้ ใช้คำว่าพยัญชนะ กลละ กับ กลละ สองเส้า ส่วน nich คือเหมือนห้อง แล้วมีภายในมี cytoplasm ส่วน protoplasm เป็นภายนอก เหมือน อ.อ่าง มีหัว ติดอยู่ตรงนี้ หยุดขยายตรงนี้ก่อน จากคำว่าปุญญาภาคิยะ เป็นส่วนของบุญก็มาเป็นปุญญาภิสังขาร การป
อ่านต่อ
รุงแต่งอย่างเก่งอย่างเป็นบุญ แล้วก็ลดกิเลสๆ จนหมดเรียก อปุญญาภิสังขาร หมดบุญ เสร็จ งานของบุญ ไม่ต้องมีตัวบุญ ไม่ต้องมีคำว่าบุญ อปุญญะ จบ เพราะฉะนั้นอภิสังขารมี ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อเนญชาภิสังขารคือพลังงานที่ปรุงแต่ง ปรุงแต่งโดยไม่มีกิเลสแล้ว จึงมีแต่จิตที่สะอาด ปริสุทา ปริโยทาตา สั่งสมจิตเป็น มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิตที่เป็นแกนของจิตวิญญาณเลย ทั้งบวกทั้งลบ ทั้งศรัทธา ทั้งปัญญา อยู่ในนี้หมดเลย แก่น Dynamic Static เก่งทั้งคู่เจริญอย่างได้สัดส่วนไม่แย้งกันไม่ทะเลาะกันไม่วิวาทกัน ลงกันช่วยกัน อองลอง เป็นอย่างดี เป็นคู่ที่ช่วยกันและกันถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ตลอดกาล จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยหมดเลย เป็นองค์คู่ เป็นองค์รวมของเทวะ สองสหายคู่หู ที่แยกเป็นกาย เป็นนอกเป็นใน อะไรอีกเยอะแยะทำงานเป็น มุทุภูตธาตุ หลังมุทุภูตธาตุคือกัมมัญญา กระทำด้วย อัญญาหรือปัญญา ควบคุมจัดการจึงดีตลอด ครบ สัปปุริสธรรม 7 ครบมหาปเทส 4 ได้ตลอดเวลาๆ กรรมทุกกรรมก็เป็นกัมมัญญาทั้งนั้นเลย เป็นตัวเจริญไปตลอด เป็นตัวที่พัฒนาสะอาดสะอ้านไปตลอดจะไม่มีบกพร่อง สัพพปาปัสสะ อกรณัง กระทำอะไรขึ้นมา กรรมกิริยาที่กระทำจะไม่มีตัวบาป จะไม่มีตัวไม่ดี ตัวกลิ ตัวโทษตัวภัย ไม่มีตลอด เพราะฉะนั้นทุกกรรมจึงมีแต่ดีๆๆ ก็เอาภาษาคำว่ากุศลก็ว่าดี มาเรียกร่วมกัน ทำทุกกรรมมีแต่กุศลมีแต่ดี ส่วนบาปนั้นเลิกแล้ว อย่างไรๆก็ไม่มีบาปเกิด สัพพปาปัสสะ อกรณัง มีแต่กุศลเกิด จิตอย่างนี้สั่งสมไปก็มีแต่สะอาดเลื่อมพราย มีราศีรังสี มีกัมมันตภาพรังสี ส่วนสุดท้ายก็เป็นกัมมะ อันตะ รังสี กัมมันตภาพรังสี อันตะ แปลว่าที่สุด เป็นกรรมที่ทำที่สุด เป็นราศี เป็นรังสี ที่ไปสุดๆ สะอาดสะอ้านผ่องใสมีฤทธิ์แรงออกไปเรื่อย กัมมันตภาพรังสี มีแต่อำนาจ มีแต่พลังเด็ดขาด พลังมีฤทธิ์แรง ไม่มีอะไรสามารถทำร้ายได้ ตัวเองก็ประภัสสร ผ่องใส อะไรก็เข้าไม่ได้ มีแต่สะอาด แวววาว แพรวพราย มีแต่ผ่องใสยิ่งกว่าเพชรใส ไม่ใช่ใสแบบธัมมชโยนะ ใสแบบธัมมชโยเป็นใสแบบมาร เป็นเทวปุตมาร มารหลอกเขาว่าเป็นเทพ หลอกเขาว่าเป็นบุตรพระเจ้า สรุปแล้ว จิตสะอาดสั่งสมลงเป็น อเนญชา ยิ่งขึ้นๆ ไม่หวั่นไหวๆ ตั้งมั่นแข็งแรง เพราะฉะนั้นที่อาตมาพยายามอธิบายว่า จิตที่จะเป็นอุเบกขานี่ เป็นจิตที่จบจากกระบวนการของ จรณะ 15 วิชชา 8 วิชชา 8 ตั้งแต่วิปัสสนาญาณไปจนกระทั่ง จบอาสวักขยญาณ แยกให้ฟังแล้ว เตวิชโช เป็นกลุ่มหนึ่งของ วิชชา เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจบัญชี ส่วน 5 ในวิชชา5 เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจบัญชี วิชชา 3 เป็นวิชชาที่รู้จักกิเลส แล้วก็ล้างกิเลสได้หมด เพราะฉะนั้นตัวคุณเป็นพ่อค้าเป็นผู้ทำต้องลงบัญชีทั้งหลายแหล่อยู่ คุณต้องจัดการทำของคุณให้มันถูกต้อง ให้มันมีเนื้อแท้ ให้มันมีความจริงครบครัน ผู้ตรวจบัญชีจะได้มาตรวจ ผิดเขาก็จับได้ ถูกเขาก็จะจับได้ตรงนี้แหละ ได้เท่าไรก็จะรวมยอดให้ตรงนี้แหละ เพราะฉะนั้น วิชชา 5 วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธญาณ สามญาณนี้เป็นตัวตั้ง วิปัสสนาญาณ ตัวปัญญา มโนมยิทธิ เป็นตัวเจโต ปัญญา มันเป็นตัวแยกแยะรู้แล้วเห็นจริงเลย ปัสสะ ปัตตะ เห็นอย่างลืมตาโพลง รู้จักกิเลสจัดการฆ่ากิเลส กำลังการฆ่ากิเลสก็คือ มโนมยิทธิ เป็นฤทธิ์ที่มีพลังแรง พลังจัดการ มโน คือจิต ส่วน มย ที่ทำสำเร็จ เป็นมโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทำลายกิเลส โดยปัญญาเป็นตัวฤทธิแรง วิปัสสนาญาณเป็นพลังงานฌาน เผาราคะ เผาโทสะ เผาโมหะ ละลายหายสำเร็จ มยะ แปลว่า ความสำเร็จ เป็นความสำเร็จของจิต ทำสำเร็จๆ พอทำได้สำเร็จๆ เก่งมากขึ้นมากขึ้นก็เรียกว่า อิทธิวิธญาณ ก็คือ มโนมย กับอิทธิ คำว่า อิทธิคือ หลากหลาย ก็คือมโนมยิทธิเก่งขึ้นมากขึ้นหลายเหลี่ยมมากขึ้นก็เรียกว่า อิทธิวิธญาณ เมื่อปัญญา วิชชา ทำความจริงได้มากขึ้น 3 เส้านี้ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธญาณ ซึ่งเป็นตัวสำเร็จผล เสร็จแล้วก็เป็นตัวประณีตวิจิตรของจิตพิสดารขึ้นเรียกว่า ทิพย์ โสตะ แปลว่ารู้ มีความรอบรู้ มีความรู้ยิ่ง โสตะ สุตะ นี่ ยิ่ง สัตตะ แปลว่าร้อย คำว่าร้อยนี้คือเต็ม จากหยาบมาละเอียดคือทิพย์ เก่งขึ้น ละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น จากหยาบมาละเอียดเรียกว่าโสตทิพย์ เป็นตัวที่ 4 ของวิชชา วิชชา ตัวที่ 5 เจโตปริยญาณ 16 ก็กระจายผังของกิเลสทั้งหมด คำว่าปริยะ คือ รอบ เจโตคือจิตทั้งหมด ตั้งแต่กิเลสราคะ โทสะ โมหะ สามเส้าใหญ่ กิเลสหลักๆเลย รู้หน้าตาตัวตนมันดีหมดเลย แล้วทำให้มันลดฤทธิ์ ลดอำนาจ ลดแรง ให้กิเลสมันตาย ราคะก็ลดลงๆ โทสะก็ลดลงๆ โมหะก็ลดลงๆได้ วีตะแปลว่าไม่มี ลดลงมาหาความไม่มีได้เรื่อยๆ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) รู้กิเลส ทำให้กิเลสลดลงจนหมด(วีตะ)
4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) วีตะ คือ ให้โมหะหมดลงก่อน ที่หลงใหล หลงเลอะ หลงคลั่งไคล้ ไม่เอา หลงใหลก็ไม่เอา หลงหลับไหลก็ไม่เอามาเอาตื่นเต็มรู้ชัดๆว่ากิเลสตอนนี้กำลังเกิดอยู่นี่ ทำให้มันลดลงได้ๆ คุณก็รู้ความลดละจางคลายบางเบาจนกระทั่งมันหมดมันไม่มี ขยายความเป็นตัวที่ 7 ที่ 8 ของเจโตปริยญาณ 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) เป็นสองตระกูลของธรรมชาติของจิต พระพุทธเจ้าก็ต้องจำนน สายเทวะกับอเทวะ สายปัญญากับศรัทธา หากสายอเทวะ สายปัญญาแต่อ้อนแต่ออกก็ง่าย แต่สายศรัทธาสายเจโต ก็อีกอย่างนึง สายโมคคัลลานะกับสายพระสารีบุตร มันคนละสายจริงๆ สายธัมมานุสารีกับสายสัทธานุสารี มันคนละสายจริง เพราะฉะนั้นถ้าไม่ยอมรับว่าอันนี้ต่างกัน มันเหมือนเชิงดูถูกว่าศรัทธามันจะช้า เจโตมันจะไม่เก่งทางเฉลียวฉลาดทางรู้เร็ว ทางฉลาดไว มันไม่ใช่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นสายสามเส้า สัทธาวิมุติ คุณก็วิมุติ ของคุณได้แต่เป็นวิมุตแบบโลกีย์ มันไม่ได้มีจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่ได้มีญาณปัญญาที่รู้รอบ ตั้งแต่วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธญาณ แล้วรู้ละเอียดลงไปเรื่อยๆเป็นโสตทิพย์ แล้วก็มารู้เจโตปริยญาณที่กำลังอธิบายอยู่ สังขิตตัง คือพวกเจโต ศรัทธา สายวิกขิตตังคือ สายปัญญา แต่ที่บอกว่าสายเจโต วิกขิตตัง มันก็ฟุ้งซ่านเก่ง จับกันมาเป็น สังขิตตัง ก็จับตัวเป็นก้อนเก่ง ก็ต้องอธิบายอย่างนี้เพราะเป็นสายที่ยาก สายเจโตศรัทธาก็ยากกว่าสายปัญญา สังเกตนะว่า เจโต มีภาษา 2 ตัว เจโตกับศรัทธา ถ้าเจโตกับศรัทธา 2 ตัวมันน่าจะเก่งกว่าปัญญา เปล่า มันเก่งในการติดยึด มันเก่งในการเกาะตัว มันเก่งในการเหนียวแน่น แทงด้วยหอก 500 เล่ม 300 เล่ม 600 เล่มแล้วมันก็ยังไม่กระดิก อาตมาก็ใช้ไปแล้ว 700 เล่ม เดี๋ยวจะเป็น 800-900 จะแทงทะลุหรือไม่ก็ไม่รู้นะนี่หมดไป 600 เล่มแล้วนะตอนนี้ ตอนนี้อยู่ในปาง 7 กำลังทำเต็มที่แล้ว หรือจะใช้อาวุธในอนาคตเป็น 800 ก็เอา พูดโดยพยัญชนะไปเรื่อย สรุปแล้วเมื่อคุณรู้จัก 7 กับ 8 นี้แล้ว ชัดแล้วนะ สองตระกูล ตระกูลเจโต ปัญญากับตะกูลศรัทธา พอคุณสามารถทำได้ดีขึ้นก็เรียกว่า มหัคตะ 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) ทั้งมหะและอัคคะ แปลว่ายิ่งใหญ่ทำให้เจริญขึ้น ถ้าทำไม่ได้ก็ไป อมหัคคต มันยังไม่ออกไปจากอันเก่าเลย ดีไม่ดีมันจะเสือกต่ออีกก็ยิ่งแย่ ส่งให้เจริญได้มากขึ้นเป็น มหัคตะ ถ้าคุณสามารถทำได้นั่นคุณเจริญ พอเจริญแล้วก็มีแต่ดีๆๆ เรียก สอุตรังจิตตัง 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) คุณก็จะมีแต่ดี แต่มีปฏิภาณหรือว่ายังไม่จบ ดีกว่านี้ก็ยังมีอีก ยังๆไม่จบคุณจะรู้ อันนี้แหละอาตมาเตือนชาวอโศก เพราะมันรู้มาก สรุปเข้าเป็นเรื่องๆไปบ้าง อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาอย่างไรบอกอีกที พวกเราสรุปได้จะเป็นพระอรหันต์ อาตมาเห็นอยู่หลายคนว่าจะเป็นอรหันต์แล้วนี่ มันก็เฟอะๆฟะๆมันรู้มากไป ส่วนคนที่เป็นเจโตมาได้ความรู้ปัญญาก็หลงไปกับความรู้ ส่วนปัญญาตัวเองมีเก่าก็หลงไปกับปัญญา ตัวเจโตศรัทธามาได้ปัญญาก็หลงปัญญานั่นแหละเลยมีแต่หลงกับหลง เลิกเสียทีสิเจ้าหลง เพราะฉะนั้นจาก สอุตตรัง แล้วมาอนุตตรัง 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง)
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ พ่อครูว่า…สอุตรังจิตตัง อาตมาเคยชมที่ท่านแปลในพระไตรปิฎกว่า จิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีก เป็นสำนวนไทยที่ชัดเจน มีแต่จิตดีที่เกิดไม่มีจิตชั่วแล้ว ถึงขั้น สัพพปาปัสสะ อกรณัง แล้ว ไม่มีจิตไม่ดีเกิดแล้ว มีแต่จิตดีเกิด แต่มันยังไม่จบ มันยังไม่ถึงที่สุด มันยังไม่ถึงอนุตตระ มันยังไม่ถึงเหนือสุดยอดเลย ไม่มีอะไรจะยอดอีกแล้วในระหว่างที่จะทำต่อไป มันยังไม่ถึง อนุตตรังจิตตัง จบ อนุตตรังจิตตัง มีสองอันเป็นคู่ เป็นคู่สมาธิ อีกคู่หนึ่งเป็นคู่ปัญญา คู่สมาธิ นั้นเรียกว่า สมาหิตะ กับอสมาหิโต ตรวจสอบอีก อันนี้ตรวจสอบด้วยเจ้าพนักงาน สามเส้า บุพเพนิวาสานุสติญาณจุตูปปาตญาณอาสวักขยญาณ นี่แหละคือผู้ตรวจบัญชี ตรวจยังไงตรวจบัญชี ในขณะที่คุณฟังอาตมาคุณเป็นนักบัญชีของตัวเอง ปัจจุบันคุณก็ตรวจ ก็ระลึกถึงของเก่า คุณระลึกอย่างอัตโนมัติ เออ.. อันนี้เคยผ่านอันนี้ได้แล้ว แต่มันเร็ว เรียกว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ สติ รู้จักของเก่า สอง ในการตรวจก็ยิ่งเร็วอีก ตรวจอะไร ตรวจความเกิดกับตรวจความดับ กิเลสเราเคยเกิด กิเลสเราเคยดับ กิเลสเราดับได้มากได้น้อยก็ตรวจ ตัวที่ 2 คือจุตูปปาตญาณ ญาณ ที่มีทั้งตัวดับ เคลื่อนไป ยังเคลื่อนอยู่หรือดับได้แล้ว จุติ มีทั้งเคลื่อนและหยุด จุ จากสามตัวแสงสว่าง ติ หมายถึงตัวตั้ง ต ตัวตั้ง จ ตัวสว่าง จุตู ก็สว่างสามตัว ที่จริง จตุ นี้ คือ 4 นี้จุ ตินี้อิ ตัว อุ พลังงานมากกว่า พลังงานสว่างมากกว่าพลังงานตัวตั้ง ทำงานตัวสว่างมีตั้ง 3 4 5 จุตู อะอาอิอีอุอู มีตั้งพลังงาน 5 ครบกว่า จ คือสว่างตัว Dynamic ตัวเครื่อนตัววิ่ง ต คือตั้ง ตัว Static จุตูปปาตญ คำว่า ปาตะ แปลว่าหล่นลง ก็เอามาดู ดูทั้งจุ ทั้ง ติ ที่มันเกิดขึ้นมา ตรวจสอบตัวนี้ จุตูปปาตะ จากของเก่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ก็มาตรวจตัวความเกิดความดับของกิเลส ก็คือจุตูปปาตญาณ แล้วเราสามารถทำให้กิเลสมันดับ ดับได้สนิทไหม คุณก็ตรวจได้ กลับไปถึงอาสวะตัวที่ 3 ดับไปถึงตัวที่ 3 อาสวักขยญาณ ไม่เกิดอีกๆๆ จนกระทั่งคุณมั่นใจของคุณเอง ว่า กระทบสัมผัสร้อยครั้งพันครั้ง หมื่นครั้งแสนครั้ง อะไรก็แล้วแต่มันก็ไม่เกิดอีก หรือมันยังหลอกหลอนเราอยู่ ก็ตรวจความมั่นคงได้ สมาหิตะ กับ ความหลุดพ้นหรือการมีปัญญารู้แล้วว่า เห็นแล้ว แจ้งแล้ว วิมุติแล้ว พ้นแล้ว ไม่เหลือแล้ว สะอาดหมดจดแล้ว สมาธิหรือสมาหิตะ เป็นเจโต วิมุติเป็นปัญญา หรือยังไม่ครบ วิมุตติญาณทัสสนะยังไม่ครบหรือครบวิมุตติญาณทัสสนะแล้ว ก็ตรวจกิเลสหมด ให้รู้จริง รู้ชัด รู้บริบูรณ์ รู้แทงรอบ ปฏิเวธ แทงสัญญาเวทยิต เอาสัญญานี้มาตรวจ เวทยิตตังนิโรธังโหติ เวทยิตตังแปลว่าเคล้าเคลียอารมณ์ทุกสัดส่วน แทงรอบทุกอย่าง ทั้งนอกทั้งใน ทั้งลึกทั้งบาง ละเอียดหมด ชัดเจน ว่า ไม่เหลือ อเสสะ อเสขะ ไม่เหลือ หมดจบ สิ้นอาสวะ คุณก็รู้ได้ด้วยตนเอง ญาณ ปัญญาของคุณเอง สะอาดบริสุทธิ์ของคุณเอง ถ้าคุณผิดก็ผิดของคุณเอง ก็หลอกตัวเองก็แล้วแต่ ถ้าตรวจลวกๆมันก็ไม่รู้จริง ถ้าตรวจแล้วหมดจดได้จิตสะอาดเป็นจิตบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา กัมมัญญา ทำงานได้ดีเก่งมากยิ่งขึ้นมีปาฏิหาริย์มากขึ้นจิตก็ยิ่งสะอาดบริสุทธิ์ประภัสสรมากยิ่งขึ้น ประภัสสร ป กับ ภ ตัว ป เป็นตัวตั้งความสมบูรณ์ของจิต แล้วก็เจริญมากที่ขึ้นเป็น ผ ต้องมีผัสสะ ต้องมี ผัสสะมาหา พ คือพฤติ อาการของจิต ภ ก็เจริญมากขึ้น เจริญๆยิ่งอยู่ๆ โภ คำว่า ภ เสร็จแล้วก็สรุปตรงที่ ม คือ จิตวิญญาณ มม หรือ มน จะเรียก มม มมังก็ได้ หากอวิชชา มมัง ก็เป็นตัวหยิ่งผยอง ถ้าเป็นตัวเต็มก็เป็น มม อย่างคำว่า ธรรมะ ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า ธมม ส่วนบาลีใช้คำว่า ธรรมะ ออกบาลีใช้ธ ธงกับม ม้า 2 ตัว ก็เป็นธรรมะที่ลงตัว เป็นธรรมะที่สูงสมบูรณ์แบบแข็งแรงเจริญงอกงาม ด้วยนัยยะที่อธิบายมา ก็พอสมควรนะไม่ใช่คร่าวๆแต่ละเอียดพอสมควร ตรวจตราด้วยเตวิชโชเป็นผู้ตรวจบัญชี ตรวจความจริงตรวจความผิดความถูก ความลงตัวความสมบูรณ์แบบของผลที่ได้ ที่ต้องการ คือผลที่คาดว่าจะได้ เช่นใน 5 ปีนี้ผลที่คาดว่าจะได้ของโครงการจะได้ 2000 ล้าน ทำเข้าเป้าไหม ที่เราก็ตรวจสอบเหมือนกัน นี่เกินเป้านะ นี่เลยเป้าแล้ว เกินเป้า ก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นความเลยเถิด เป้าของมันสมบูรณ์สุดก็เรียกว่ากิเลสหมด กิเลสหมดแล้ว กุศลยังอยู่ เพราะฉะนั้นคำว่าบุญเป็นตัวตัดเส้นสุดท้าย ทำให้กิเลสหมดแล้วเลิกจบ มีหน้าที่ทำให้กิเลสหมดเผากิเลส เป็นตัว ปุญญะ เป็นตัวบอกว่า จบแล้วนะ กิเลสหมดแล้วนะ เสร็จกิจแล้วนะ เพราะฉะนั้น ขอลา บุญก็ขอลา เลิกจบ ก็ไม่มีบุญกัน นัยยะ สำคัญที่อาตมาอธิบาย เป็นเรื่องที่ ถ้าปุญญะ ไม่รู้จบ วนอยู่นั่นแหละ มันก็วน แล้วเมื่อไหร่มันจะรู้จักจบ รู้จักหยุด รู้จัก 0 รู้จัก 1 และเป็น 1 ไม่มี 2 และ 1 ไม่มี 2 เป็น 0 เลย แม้จะมี 2 ก็มีรู้กับ 0 เท่านั้น 1 เป็นตัวอาศัย 0 ถ้าจะ 2 คุณก็นับเป็น 1 กับ 0 ไม่มีขึ้นมาเป็น 2 แล้ว ใช้สังขยาเลขมาอธิบาย สามเส้า มีแต่ 0 กับ 1 ไม่มี 2 แล้ว ทีนี้ 3 คืออะไร คือตัวประธานคือตัว วสวัตตีโก คือผู้ยัง สองอันนี้ให้อยู่ในอำนาจ เอ็งจะเกิดได้เองก็เกิดแค่ 1 ไม่เช่นนั้นก็ต้อง 0 เป็น 2 ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความสำเร็จสูงสุดของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ แล้วทำได้จริงพิสูจน์ได้ ใครเชื่อบ้างว่าพิสูจน์ได้ …. ไปพิสูจน์ได้แล้วบ้าง ...ใครพิสูจน์ได้แล้วมากบ้างหลายบ้างแล้ว ….ทำไมไม่กล้ายกนะ แสดงว่า ยังไม่กล้า ดี ไม่หลงตัวเอง คือ ไม่อวดดี แม้จะมีก็ไม่ค่อยอวด ไม่อยากอวดดี ก็ไม่เป็นไรไม่เสียหาย เผลอๆ ก็สูงเสียแล้ว เผลอๆก็เสร็จเสียแล้ว
640224_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์