คนเป็นพระโสดาบันต้องรู้ว่าตนเป็นพระโสดาบัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
คนเป็นพระโสดาบันต้องรู้ว่าตนเป็นพระโสดาบัน _จากลูกอยากรู้ _1. การไม่รู้ตัวว่าเป็นอรหันต์ กับการไม่รู้ตัวว่าเป็นพระโสดาบันแล้ว มีความต่างกันอย่างไร เพราะเคยได้ยินพ่อท่านพูดว่า คนไม่รู้ตัวเอง เป็นพระโสดาบันก็คือคนที่ยังไม่ได้เป็นพระโสดาบันใช่หรือไม่คะ พ่อครูว่า…ก็ใช่สิ คนที่ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นพระโสดาบันก็คือยังไม่ได้เป็นพระโสดาบัน หรือแม้แต่เป็นพระโสดาบันแล้ว แต่ตัวเองไม่ได้ตรวจให้ดีว่าเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็มีเยอะ ไม่ใช่น้อย แต่คนที่ไม่ได้เป็นพระโสดาบันเลยตรวจให้ตายก็ไม่เป็น อันนี้ก็กำปั้นทุบดินจะไปถามทำไม เพราะฉะนั้นก็ลองตรวจดูตัวเองบ้าง ว่าเป็นอย่างไรก็อธิบายเสริม ว่า โสดาบันเป็นอย่างไร ที่จริงโสดาบันนั้น มันสำคัญมาก ตรงที่จะต้องรู้ความเป็นกาย ตอบชัดๆเลยก็คือ โสดาบันรู้เริ่มรู้ความเป็น กาย ถูกต้อง ความหมายของภาษาบาลี ภาษาพระพุทธเจ้าคำว่า กาย คืออย่างไร คำว่ากาย..อาตมาก็อธิบาย เป็นความเข้าใจผิดกันจริงๆ มันเข้าใจกันผิดมาได้อย่างไร อาตมาก็งงๆ เหมือนกัน กายมันมีสภาพ สอง ไปเข้าใจ กายเป็นหนึ่ง แล้วไปเข้าใจ กาย เป็นวัตถุด้วยมันออกนอกไปไกลๆ แต่กายจะต้องเป็นสอง สองกาย เน้นจิตเป็นหลักด้วย แต่ไม่เข้าใจ แต่เข้าใจว่า กาย เป็นหนึ่งแล้วเอาวัตถุเป็นหลักด้วย เป็นมิจฉาทิฏฐิของศาสนาพุทธ ตรงกาย คำเดียวนี้หมดเลยศาสนาพุทธไม่มีโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นสังโยชน์ข้อแรก อาตมาอธิบายวนเวียนอยู่ตรงนี้ สังโยชน์ข้อแรกคือ คือกาย 2. แล้วมาเรียนรู้ตัวเอง สักกะ เออ กายเรารู้แล้วว่าเป็น 2 แต่อย่างไร 2 อย่างไรจึงจะปฏิบัติธรรมได้ 2 คือภายนอกภายใน รูปนาม จิตกับกาย แล้วก็ต้องแยกจิตแยกกายนี้ให้ละเอียดเป็น เมื่อเรียนรู้แยกจิตแยกกายได้แยกจิตมา จนทำให้จิต พีชะได้ แยกจิตจากพีชะ ให้เป็นอุตุได้ สรุปง่ายๆสั้นๆ อ
อ่านต่อ
ย่างนี้แหละจบเลย ทำให้จิตอุตุได้ก็สบายแล้ว แต่จิตของเราเป็นจิตเสียแล้ว มาถึงเลิกได้เพราะพลังงานจิตเป็นพลังงานสุดยอดของสัตว์โลก สามารถที่จะมี วสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ จะให้เกิดจะให้ตาย จะให้มีกรรมอย่างไร อกุศลกรรมไม่ทำเลยเพราะ จิตไม่มีตัวปลอมไม่มีกิเลสในจิตแล้ว เพราะฉะนั้นกรรมทุกกรรมที่ทำจึงไม่มีเลยที่จะเป็นอกุศลเป็นบาป ไม่มี บาปนั้นไม่มี เพราะว่าบุญมันฆ่าบาปหมดแล้ว บุญคู่กับบาป กุศลกับอกุศลคู่กัน จริงๆบาปมันก็หมดแล้วกับบุญเลย แต่ที่จริงคนมันติดคำว่าบาปหนักกว่าอกุศล ถ้าบอกว่าบาปนี้หนักกว่าคนมันกลัวกว่ากุศลคนก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้าบอกว่าบาปลงนรก แต่ถ้าบอกว่าอกุศลก็ไม่เกี่ยวกับนรก ที่จริงแล้วมันก็เกี่ยวกับนรกด้วยนั่นแหละ เพราะฉะนั้นเข้าใจภาษาเป็นสื่อในการรู้จักเป็นสภาวะ โสดาบันรู้กาย เรียนรู้กายที่มีรูปนาม มี 2 มีนอกมีใน แล้วก็มารู้จักสภาวะเป็นจิตมี แต่ต้องมีปัจจัยคือข้างนอกเกิดด้วย มีวัตถุมีทุกอย่าง ที่กระทบสัมผัสข้างนอกแล้วก็มีข้างนอกปฏิบัติด้วยเสมอ พวกปฏิบัติหลับตาจึงเป็นพวกโมฆะ เลิกได้ โง่อย่างเดียรถีย์เท่านั้นไปยึดถืออยู่ แล้วคุณก็จะเป็นเดียรถีย์ไปตลอดกาล คนที่ไปหลับตา พูดแล้วก็นึกถึงพวกที่นั่งหลับตา ท่านเอาชีวิตมาทิ้งเลยนะบางทีบวชมาตั้งแต่เป็นเณร จนทุกวันนี้เป็นพระแก่อายุ 90 จะร้อยก็มี บางคนก็เป็นร้อย แล้วก็หลงหลับตาอยู่นั่นแหละ จะทำอย่างไร อาตมาพูดนี้เขาไม่ฟังหรอก พวกที่หลับตา นอกจาก ไม่ฟังแล้วออกกฎระเบียบด้วยว่า เถรสมาคมห้ามฟังโพธิรักษ์ เขาบาปมากเลยนะ ห้ามคบหา เขาทำบาปขนาดไหน เขาปิดประตู โง่ตัวเองไม่ว่า ตัวเองอยู่ในนรกไม่ว่า แล้วไปบอกคนอื่นว่า อย่าไปออกจากนรกนะ ให้อยู่ในนรกด้วยกัน อย่าไปมองสวรรค์ มองสวรรค์มันบาปนะ ที่จริงเรียกสวรรค์มันก็ไม่ถูก เพราะว่าศาสนาพุทธไม่มีทั้งสวรรค์และนรก อันนี้ก็ไม่มีใครเอามาพูดหรอกในศาสนาพุทธทุกวันนี้ เขาก็จะไปสวรรค์ทำทานก็จะไปสวรรค์ ปริภุญชิตสามีติ ทำทานแล้วจะต้องได้เสวยในชาติต่อไป ส่งให้ผู้ตายได้อีก อยู่ไหนก็ไม่รู้ทั้งที่กรรมเป็นของของตน ทำอย่างงมงายเต็มไปหมด โสดาบันรู้จักกาย แล้วรู้ให้หมดวิจิกิจฉา นี่คือสังโยชน์ข้อที่ 2 จะบอกว่าไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ตีขลุมไปหมด ที่จริงหมดสงสัยในคำว่า กาย นี่แหละ หมดกังขา เข้าใจดีว่า กายคืออย่างไร แล้วมารู้จักสักกาย ปฏิบัติกับสักกาย รูปนามภายนอกภายในแล้วมีภาวะ 2 ไปกระทบสัมผัสกับอะไรๆ เรียนรู้แล้วจับมาพิจารณา ว่านี่กิเลสร่วม ลดกิเลสๆ ตรงนี้เท่านั้นแหละศาสนาพุทธ ต้องมีสัมผัสแล้วมีกิเลสเกิด แล้วก็รู้กิเลสให้ทัน รู้จักวิธีทำให้กิเลสลดๆๆ จนเก่ง พอกิเลสแหลมหน้ามา เจอมาเจอหน้าปัญญาเราปั๊บก็ดับ จนกระทั่งกิเลสไม่กล้าแหลมหน้า จนกระทั่งเข้าใกล้ไม่ได้ กิเลสเข้ามาถูกรังสีหายหมด ไม่เข้าใกล้ เป็นอย่างนั้นจริง สุดท้ายก็สบาย กิเลสไม่เข้ามาวอแวเพราะมีรังสีห้อมล้อมไว้เข้ามาไม่ถึงตัวเรา กิเลสเข้าไม่ถึงตัวหรอก นี่คือเรามีฤทธิ์ มีราศี กิเลสเข้ามาไม่ถึงตัวเรา ซึ่งอันนี้อาตมาพูดจากตัวเอง กิเลสมันมีสารพัดอาตมาเห็นเต็มไปหมด แต่มันเข้าไม่ถึงตัวอาตมา เข้ามาไม่ถึงหรอกเข้าไม่ได้ เข้าอาตมาไม่ได้ ภาษาง่ายๆชัดๆ แต่ทุกคนก็ต้องคิด เพราะคุณยังไม่เป็นอย่างอาตมา มาเจอมันเล่นเดี๋ยวก็มีเดี๋ยวก็มี มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น ก็พูดให้ฟังเท่านั้นก็ทำไปแล้วจะเหมือนอาตมาได้ ก็ต้องมาเป็นอย่างอาตมามาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นพระโสดาบันเมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็เรียนรู้วิธีเรียกว่า ศีลพรต ก็ปฏิบัติจรณะ 15 นั่นแหละคือ ศีลพรต จรณะ 15 วิชชา 8 นั่นแหละคือ ศีลพรต มันก็ย่นย่อและสรุปลงสู่เป้า ของศาสนาพระพุทธเจ้าแล้วนะที่อาตมาพูด ปฏิบัติเป็นพระโสดาบันผ่านสังโยชน์ 3 ข้อ เข้าใจและปฏิบัติได้จึงจะเกิดผลลดกาม ลดปฏิฆะ สังโยชน์ข้อต่อไป จากนั้นก็เป็นอุทธัมภาคิยสังโยชน์ เป็นรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา คุณก็ปฏิบัติตั้งแต่ต้นก่อน แล้วคุณจะไม่ต้องเป็นห่วงหรอกสำหรับสังโยชน์สูง เอาตั้งต้นไปปฏิบัติถึงเวลาวาระก็จะรู้เอง อาตมาอธิบายอยู่ตลอดเวลา มันรู้อยู่ตลอดเวลาพาดพิงอยู่ตลอดเวลาไม่ต้องห่วงเลย นั่นคือโสดาบันอธิบายไปถึงสังโยชน์ 10 แล้ว
640225_พ่อครูตอบปัญหา งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์