สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เรียนรู้หัวใจของศาสนาพุทธด้วยไตรสิกขาจรณะ15.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เรียนรู้หัวใจของศาสนาพุทธด้วยไตรสิกขาจรณะ15 ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เราจะต้องมีศีลเป็นตัวต้น เป็นตัวหลัก หากไม่มีศีลเป็นตัวหลักก็สะเปะสะปะ ปฏิบัติยังไม่เข้าหลักไม่เข้าเกณฑ์ ตัวที่จะต้องจากหลักเกณฑ์อันนี้แล้วจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมประกอบมาเป็นชีวิต เกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับสิ่งของต่างๆ สัตว์ตั้งแต่สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่จนถึงมนุษย์ด้วยกันทั้งหมดที่เราสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ จะต้องมีทวาร 5 ข้างนอกทวาร 6 คือใจ มีอายตนะสัมผัสกันอยู่มีอายตนะรับรู้ โดยเฉพาะเกิดเวทนา และเวทนาก็คือกรรมฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นศาสนาที่มีหลักสำคัญที่สุด และเราได้เรียนรู้ทุกข์อริยสัจ ไม่ใช่ทุกข์โลกีย์ ที่คนทั่วไปเขาก็ไม่รู้ สุขก็เป็นสุขที่ อัลลิกะสุขเก๊ คนทั่วไปเขาก็ไม่รู้ แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เพราะที่สุดทุกข์นี่แหละเป็นตัวตัดสินที่แท้ของศาสนาพุทธ เพราะหัวใจของศาสนาพุทธคือทุกข์อริยสัจ เรียนรู้ทุกข์แล้วก็รู้จักวิธีดับทุกข์ รู้จักตัวทุกข์อาการของทุกข์เหตุของความทุกข์ จะรู้เหตุก็ต้องมีปัญญารู้จักปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นเหตุปัจจัยๆ ต่อเนื่องกันไปเริ่มต้นตั้งแต่อวิชชาไปจนกระทั่งถึงลงท้ายเป็น โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส เราศึกษาพยัญชนะเพื่อให้รู้จักสภาวะอาการของจิตที่แท้ จะชัดเจน รู้ทั้งกาย รู้ทั้งเวทนา รู้ทั้งจิต รู้ทั้งธรรม ที่เราทรงไว้ ทรงไว้อย่างไว้อาศัยไม่ใช่อยู่อย่างงมงายว่าธรรมะคืออะไร เรารู้ว่าทรงไว้คืออย่างไร มีอาการอย่างไร มีคุณธรรมคุณวุฒิคุณประโยชน์คุณค่า เขาไม่รู้เรื่อง แต่เราศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าและจะรู้ สามารถที่จะชัดเจน อย่างเช่นหลักเกณฑ์จรณะ 15 จากศีล สมาธิ ปัญญา เวลาปฏิบัติก็จะตั้งเกณฑ์ต้นด้วยศีล รู้ว่าศีล ปฏิบัติแล้
อ่านต่อ
วดีนะเจริญขึ้นนะ อธิ ข้อ 1 เกี่ยวข้องกับสัตว์เรารู้ตัวเพิ่มขึ้นมี สักกายะ มีตัวเราตัวเขามีรูปมีนามแบ่งแยกของเขาของเรา แล้วเราก็ไม่ไปรบกับคนอื่น รบแต่กับกิเลสของตนเอง สัมผัสสัมพันธ์กับสัตว์ทั้งหลายแล้ว เราก็ไม่ไปรบกับคนอื่นไม่ไปเบียดเบียนทำร้ายคนอื่น รบกับตนเอง รบกับกิเลสตนเอง มีศีลแล้ว เราจะต้องสำรวมอินทรีย์ หลักปฏิบัติที่ไม่ผิดเรียกว่า อปัณณกปฏิปทา 3 คุ้มครองสำรวมสังวรในอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วก็ เรียนรู้จากสิ่งที่เรากินเราใช้ โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักจัดสรรรู้จักประมาณรู้จักการจัดการ แล้วก็รู้จักว่า เราใช้เรากิน ของกินของใช้แล้วเราสัมผัสมันก่อให้เกิดกิเลสที่สำคัญมากไหมของกินของใช้ จนเรายึดมั่นถือมั่นของใช้ เป็นของตัวของตนจนหวงแหน กระทั่งคนอื่นใช้ไม่ได้ เอาไปใช้บ้างไม่ได้ หวงจะตาย ตายใส่กุญแจไว้จนกระทั่งคนอื่นเขาหาไม่เจอก็สูญเสีย ขี้เหนียวถึงขนาดนั้นโดยเฉพาะช่าง ฝากถึงช่าง ขี้หวงแหน ตายไปจะเป็นเล็นเกาะหรือเป็นจิ้งจกเฝ้าเครื่องมือไม่ไปไหน ของกูๆ อันนี้ก็เตือนกันไว้ อื่นก็เหมือนกันของใช้ อะไรอื่นก็เหมือนกัน ของควรจะใช้ร่วมกันให้เป็นเศรษฐกิจที่ดี แต่บางทีก็อ้างว่าเขาเอาไปใช้ไม่รู้จักรักษาไม่รู้จักซ่อม มันจะเสียหายอะไรต่างๆนานา ไม่เอามาคืน เราก็ต้องสอนกันเสียสละกัน คนที่พอให้ได้ก็ให้หน่อย จนกระทั่งหวงแหน ใครก็ไม่กล้าแตะ พวกเราละเอียดลออ หากแสดงอาการหวงจัดเขาก็ไม่กล้าแตะต้อง อีกหน่อยจะได้กลายเป็นจิ้งจกเฝ้าของนะ ไม่ให้ไปไหน คนเราทั้งของกินของใช้สัมผัสแล้วมันจะเกิด ข้างนอกเรียกว่ากาม ข้างในเรียกว่าอัตตา มันก็จะปรุงแต่งยึดมั่นถือมั่นเป็นอัตตา เป็นกิลมถะ ลำบากต้องไปรักษาไปเฝ้าไว้ เกิดมาเฝ้าไม่รู้กี่ชาติก็ยิ่งลำบากไม่รู้กี่ชาติ เกิดมาอยู่กับสิ่งนี้ไม่ต้องเจริญพัฒนาหลุดพ้นอะไรอีกแล้ว กับสมบัติอันนี้ที่หวงแหน เอาไว้ เราติดอัตตาเป็นตัวเป็นตน เพราะฉะนั้น โภชเนมัตตัญญุตาเป็นกระบวนการของการขยายความต่างๆนานาไปอีก กระบวนการของสัจธรรมสูตรต่างๆของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นสูตร จรณะ 15 มูลสูตร 10 หรือ อวิชชาสูตร 10 เป็นต้น เช่น ถ้าเราไม่มีสัตบุรุษ แล้วก็ไม่พบสัตบุรุษอย่างสมบูรณ์เราก็ไม่สามารถฟังสัทธรรมอย่างสมบูรณ์ นอกจากเข้าคบแล้วก็ต้องนั่งเข้าใกล้พยายามสดับตรับฟัง สังเกตกายวาจาใจ เพื่อที่จะได้รับซับซาบในความละเอียดละออของธรรมะ รับสัทธรรม คือธรรมะที่ดีได้ จึงจะสามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างบริบูรณ์ เมื่อได้ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ เราก็จะได้ความเชื่อความเห็นความศรัทธาที่บริบูรณ์ที่เต็ม แล้วเราก็จะมีความรู้ที่สามารถจะไปปฏิบัติได้ เริ่มตั้งแต่โยนิโสมนสิการเป็น เราก็สามารถปฏิบัติธรรมถึงใจในใจ มนสิการ ซึ่งเป็นต้นตอของการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ รากเค้าในการปฏิบัติธรรมของพุทธ ถ้าใครไม่รู้มนสิการ ทำการมนสิการไม่เป็น ก็เลิกเลยศาสนาพุทธ