สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน สุริยเปยยาลและอวิชชาสูตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(แสงอรุณทั้ง 7) ตอน สุริยเปยยาลและอวิชชาสูตร ก่อนจะมีบารมี ต้องมีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีเริ่มต้นจากสัตบุรุษ ถ้ามีพระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าท่านเป็นมิตรสหายดีของเธอทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ตอนนี้พระพุทธเจ้ามาอยู่แล้ว โพธิรักษ์จะมาว่าเป็นมิตรดีสหายดีของพวกท่าน พยัญชนะท่านเรียกว่าสัตบุรุษ ไม่ใช่ศาสดาหรอก คุณไม่เชื่อก็ฟรี ฟังฟรีไม่เก็บภาษีหรอกเชื่อก็ช่างไม่เชื่อก็ช่างเชื่อก็ไม่เก็บภาษีไม่เชื่อก็ไม่เก็บภาษี เพราะอาตมาไม่มีสิทธิ์ไปเก็บอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อคุณมีมิตรดีแล้ว ตัวคุณจะต้องมาปฏิบัติโดยมีศีล อันนี้เป็นสุริยเปยยาลสูตร มูลสูตรก็อย่างหนึ่งเป็นแกนหลัก คุณจะเริ่มต้นแสงทองที่มาก่อน ที่คุณจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ คุณต้องมีความครบพร้อมของ 7 สภาพนี้ ถ้าคุณไม่มีความรู้ใน 7 สภาพนี้คุณปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ให้ตายอย่างไรก็สูญเปล่า คุณจะได้อาวุธไปประกอบ [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค .ให้ราชธานีอโศกมีสมาชิกถึงพันคนตั้งแต่ตั้งมา 2532 ตอนนี้ก็ 25 ปีแล้วยังไม่ได้เลย ตอนนี้ลดราคาลงมาว่าขอสัก 777 คน พันคนมันยากฉิบเป๋งเลย ก็ลดราคา cut prize ลดราคา saleๆๆๆ 777 คน อาตมาก็ว่ามีคนคิดอ่านจะมาเหมือนกันก็มาเร็ว จะช้าก็ช้านะ มาซะจะได้ไม่ช้า ผู้ปฏิบัติสุริยเปยยาลสูตร จะต้องรู้ว่าการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องมีศีลเป็นตัวต้น เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญเป็นวิธีปฏิบัติ อาตมาหรือพวกเราเป็นมิตรดีซ้อนเป็นลำดับ [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องมีศีล เมื่อคุณเองมีศีลต้องรู้ว่าสายนั่งหลับตาเขานั่งหลับตาอย่างเดียวไม่เอาศีล เดี๋ยวจิตบริสุทธิ์มันก็เกิดศีลเอง โดยไม่มีเหตุปัจจัยไม่มีหลักการไม่มีจิตไปเกี่ยวข้องในศีล ศีลข้อที่ 1 เขาก็บอกว่าหลับตาไปแล้วมันก็ไม่เกี่ยวข้องกับสัตว
อ่านต่อ
์ไม่ได้ฆ่าสัตว์อะไรมันก็บริสุทธิ์อยู่แล้ว ตีขลุมไป คำอธิบายของคนอธิบายอย่างไรเข้าข้างตัวก็ได้หมด เมื่อคุณมีศีลแล้วคุณจะต้องยินดี ข้อนี้สำคัญมากเลย ฉันทะ [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค เพราะ ฉันทะ เป็นต้นตอของมูลสูตร 10 ถ้าคุณไม่มีความยินดีพอใจเต็มใจที่จะมาเอาตรงนี้นะ จ้างเลย ไม่มีทางได้ มูลสูตรเป็นรากฐานของการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ ถ้าคุณไม่มีความยินดีในศาสนาพุทธ คุณยังฝังอะไรไว้ในยินดีมากกว่าพุทธไว้ในใจ แล้วคุณจะมาเสแสร้งว่า หลอกว่าฉันชอบศาสนาพุทธ ฉันอยากศึกษาศาสนาพุทธ ฉันอยากปฏิบัติศาสนาพุทธ แต่ก้นบึ้งของจิตลึกนั้นคุณไปยินดีในอีก ศาสดาหนึ่ง อีกทฤษฎีหนึ่งอีกแบบหนึ่ง อยู่ในก้นบึ้งเลย ลับเลย คุณจะมาปฏิบัติอย่างไรก็ไม่ได้ ลึกซึ้งนะตรงนี้ เพราะฉะนั้นจึงยากมากเลยที่คุณจะไปถูกหลอกฝังไว้เป็นพวกเทวนิยมแล้ว แล้วจะมาเป็นอเทวนิยมมาเป็นพุทธได้ยากถอนตัวได้ยาก เอาเถอะยังไม่ถอนเต็มรูปแต่ถ้ามีความตั้งใจยินดีสัก 80% คุณจะฝังของคุณไว้อีก 20 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ว่า ปฏิบัติเข้าอีกหน่อย 80% ก็จะเข้าไปเติมเองเป็น 100 แต่ถ้าคุณไม่มีความยินดีมากพอ 50 50 ไม่ได้ 60 ก็ยังไม่ค่อยได้ 70 ก็ยาก แต่ถ้า 80 ขึ้นไปก็ค่อยจะได้หน่อย ต้องมีความพอใจยินดีว่า น่าได้น่ามีน่าเป็น สิ่งนี้น่ามีน่าได้น่าเป็นมากกว่าสิ่งที่เรามีมาไม่รู้กี่ล้านชาติ อันนี้เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์นี่หว่า เจอแล้ว เกิดฉันทะเป็นมูล จะมาตั้งต้นเรียนรู้ อัตตาเป็นตัวสำคัญเลย [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค เทวนิยมตีอัตตาไม่ได้เลย ไม่รู้จักอัตตาว่าคืออะไร ตั้งต้นแต่ โอฬาริกอัตตา มีดินน้ำไฟลม รูป 24 ที่ต้องจัดการด้วยนาม 5 ต้องมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย ไม่มีผัสสะ นามที่จะไปปฏิบัติ คือเจตนา แล้วคุณจะใช้สัญญาไปรู้ คุณจะไม่มีคุณจะไม่รู้จักเจตนา เจตนาคือตัวเหตุ หรือพลังงานตัวการ มันจะเป็นเวทนาสุขหรือทุกข์ตัวเหตุนี่แหละ ตัวเจตนานี่แหละเป็นตัวการ เจตนามี 3 อย่าง เจตนาต้องการให้เป็นกามภพ ต้องการให้เป็นอัตตาเป็นภวภพ อัตตาก็ปรุงแต่งเป็นภพชาติ โศกปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ มาเรียนรู้เป็นเจตนาที่เป็นตัณหา ที่ฝังลงไปก็เป็นอุปาทาน คือ Static ส่วนตัณหาคือ Dynamic เป็นภาวะ 2 ที่เป็นภาวะที่เกิดจาก โคจรรูป ปสาทรูป รวมเป็น 10 แล้วเกิดภาวรูป โคจรสัมผัสกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ตาไปกระทบรูป หูไปกระทบเสียงจนเกิดภาวะรูปเป็นนาม แยก อิตถีภาวะ กับปุริสภาวะ แยกให้ออกว่าเราจะเอาอย่างไร อย่างไรที่เราจะเอาออก ก็คืออิตถีภาวะ แล้วให้มั่นนะ อย่าไปสับสนกับตัวข้างนอกมากนะ ข้างนอกสัมผัสอยู่เป็นเหตุปัจจัยไม่ขาดจากกัน เราชอบแตงไทย ยกตัวอย่าง สองลูกนี้เราชอบแตงไทย พอตาสัมผัสแตงไทย จิตก็ปรุงปุ๊บขึ้นมาเลย คุณเกิดจิต ต้องการแตงไทย สรุปจบเลย นี่ล่ะ สัมผัสปัจจุบันนี้มีอันนี้แหละ อันนี้ยังชอบอยู่ยังเอาปัจจุบันนี้ คุณก็อยากได้อันนี้อยากเกี่ยวข้องกับอันนี้มากินมาดมมาสัมผัส มากินใช้รสมาสัมผัสดมหอมเฉยๆอะไรก็แล้วแต่ในแตงไทยมีทั้งกลิ่นทั้งรส มันกรอบดีนุ่มดี สัมผัสโผฏฐัพพะ ตัณหาที่มันอยากนั่นแหละจัดการมันให้ได้ นั่นแหละคือตัวโง่ ถ้ามันไม่ใช่ของเรา คุณจะได้มาด้วยสุจริตแลกเปลี่ยนซื้อหามาของเขา หากไม่ได้ก็ไม่ไปละเมิด แต่หากยึดมั่นถือมั่นจะเอาให้ได้ แย่งไม่ได้ก็ทำร้าย ก็ยังไม่ยอมให้ก็ฆ่าเลย นี่แหละคือความอยากได้มาจนกระทั่งเลวร้ายที่สุด ทำร้ายสัตว์อื่นเพื่อตนจะได้ อาตมาใช้ศัพท์บอก ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา แล้วมันก็เป็นนิยายอีกเยอะแยะ ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมาอีกเยอะนิยายเรื่องนี้ เราก็อ่านตัวการใหญ่คือตัวต้องการตัวอยากที่จะเอามาบำเรออัตตาในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส บำเรอสมใจ บำเรอใจที่ต้องการมาเป็นตัวกูของกู แต่ถ้ามันเป็นของกินของใช้ของที่สัมผัสรสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจก็เป็นกาม แม้เป็นวัตถุสมบัติได้มา มันก็เป็นสภาพของ ทั้งกามและอัตตา คุณได้เพชรมา 1 ก้อน สวย ใส สะอาด เพชรก้อนโต เป็นสิ่งที่คนยึดยกย่องเชิดชู คุณก็ได้มาสมใจ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเผื่อว่าคุณแยกอัตตานี้ไม่ออก ที่แยกไม่ออกเพราะอะไร เพราะคุณไม่มีความฉลาดไม่มีความรู้ไม่มีความเข้าใจเลย คุณยังมิจฉาทิฏฐิอยู่แต่ไหนแต่ไหน ไม่มีความรู้ความเห็นความฉลาดความเข้าใจทิฐิ เรียนมายังไม่สัมมาทิฐิ มีแต่มิจฉาทิฐิตลอดคุณจะต้องเจอมิตรสหายดีอธิบายให้คุณเข้าใจเรื่อง อัตตา เข้าใจเรื่องทางปฏิบัติ ให้คุณจะต้องเอาจริงมีฉันทะ จนคุณสามารถที่จะมีฉันทะ แล้วก็มาเริ่มปฏิบัติ ตั้งแต่ศีล วิธีปฏิบัติทางปฏิบัติ คุณยอมมีสัมมาทิฏฐิ 10 เข้าใจ เชื่อถือ เป็นความรู้ที่จริง แล้วคุณก็เอาไปปฏิบัติได้ เริ่มต้นตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ จากนั้นไปคุณไปปฏิบัติเป็น เข้าใจทฤษฎีในการปฏิบัติคือมรรคมีองค์ 8 หรือขยายเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 จรณะ 15 ก็ดี ตัดสินไปแล้วก็เหลือโพธิปักขิยธรรม 37 ปฏิบัติได้คุณก็จะเกิดผล เป็นโยนิโสมนสิการ เป็นการทำใจในใจเป็น [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ทำใจในใจให้เกิดมรรคผล โดยอยู่ในองค์ประกอบใดของโพชฌงค์ 7 และมรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์คือการเดินก้าวไปในทาง ก็ไปในหลัก 7 ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเดินได้ 7 ก้าวตอนเกิดมา แต่ก้าวไปด้วยโพชฌงค์ 7 แต่พวกตีสิริมหามายาไม่แตก ก็เลยไปหลงกลของสิริมหามายาบอกว่าพระพุทธเจ้าเดิน 7 ก้าว เป็นตัวตนบุคคลเรา เดินไปแล้วมีดอกบัวมารับที่เท้าเป็นรูปธรรม อาตมาเคยถามว่า พระพุทธเจ้าเดินไปถึงก้าวที่ 7 แล้วนั่งลงหรือยืนอยู่หรือท่านนอนลง หรือท่านทำอะไร ก็ตอบไม่ได้ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์เป็นตัวหลัก แล้วมันจะเกิดต่อเป็นปิติ คือมันปฏิบัติได้รู้แล้วอย่างนี้ได้มรรคผล ได้ความรู้จักกิเลส กิเลสลด ก็เกิดความยินดี ที่รู้ที่เห็นคุณจะมีปัญญา เป็นยาดำ สอดรู้สอดเห็นกับการปฏิบัติอยู่ วิธีนี้ถูกหรือเปล่าปฏิบัติแล้วถูกเนื้อตัวของกิเลสไหม ทำให้กิเลสลดลงได้ไหม ทำได้คุณก็เกิดปิติยินดี กับสิ่งที่คุณทำได้เสมอๆ พูดอย่างนี้แล้วรู้จักจิตตัวเองไหม มีปีติกับตัวเองอย่างนี้ไหม จับให้มั่นคั้นให้ตาย ปีติคือตัวนี้ เป็นโสมนัสเป็นเนกขัมมสิตโสมนัสเวทนา ในเวทนาเขาไม่เอาคำว่าสุขเวทนามาอธิบายในมโนปวิจาร 18 แต่เรียก โสมนัสโทมนัส ปฏิบัติยังไม่ได้ก็เป็นโทมนัส เอาให้ได้ก็เป็นปิติ ได้มาแล้วมันกลับมาอีกก็โทมนัส โทมนัสกับโสมนัสจะสลับกันอยู่อย่างนี้ ในมโนปวิจาร 18 จนกระทั่งทำให้มันเที่ยงให้มันมั่นใจ ให้มันเป็นโสมนัสไปจนกระทั่งเป็น ปีติ ก็ปีติลดลงๆ หากไม่มีมิตรดี จะแรงขึ้นๆ เป็นอุพเพงคาปีติ มันจะแรงจนกระทั่งจับอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น ให้มันเป็นปีติที่เป็น ผรณาปีติ เป็นฐานที่สุขสบายเบา จะไปตื่นเต้น ที่จริงไม่ต้องไปทำอะไรมันก็เบาลง อุพเพงคาปีติ ไม่ไปทำอะไรเพิ่มมันก็จะชินชามันก็จะเบาลง เป็น ขณิกาปีติ 1. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) 2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) 3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) 4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) 5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)
ขุททกะ เป็นตัวเล็กตัวน้อย เริ่มต้น ขณิก เป็นวาระ ชั่วแวบหรือนานก็ตาม แต่จะไปติดให้นานเกินอย่าให้เป็นก้อนแท่ง ถ้าเรียกเป็นเวลาคือ ยามะขณิกะ ส่วน ยาว คือขุททกะ อย่าให้มันมากและนานไม่อย่างนั้นจะสะสมตกผลึก หยั่งลงๆ เป็นก้อนแท่ง เป็นก้อนใหญ่ แข็ง เป็นสปริงใหญ่ อุพเพงคาปีติ ยุ่งยากมากเลย คนที่ไปสร้าง อุพเพงคาปิติมากๆจะเส้นโลหิตแตกตายได้ มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้านมากมาย รวยมากมาย สูงส่งยศชั้นสรรเสริญมากมาย มันไม่เที่ยงทั้งนั้นแหละ มันไม่เป็นตัวกูของกูทั้งนั้นแหละ หากไปหลงอยู่อย่างนั้นก็อีกนานชาตินะจ๊ะ เลิกเถอะ มาเรียนรู้ คุณต้องยินดีในนิพพาน ถ้าคุณไม่ยินดีในนิพพานก็ศีรษะใครศีรษะคุณ let it be ก็แปลว่าช่างเถอะ ถ้าคุณสามารถเรียนรู้แม้แต่ปีติทั้ง 5 ก็เป็นฐานให้การปฏิบัติคือ ผรณาปีติ ผรณาปีติ คือมันมีความยินดี ยินดีอย่างน้อย ท่านอธิบายเหมือนกับเอาจุนสีมาละลายอยู่ในน้ำ ให้น้ำเป็นสีฟ้า แล้วก็เอาตัวเข้าไปชุบไปแช่ เหมือนถ้าเอาไปแช่ สีจุนสีก็เข้าไปแทรกไปอยู่ในทุกส่วนของผ้า ไม่มีเอกเทศใดๆที่จุนสีนี้จะแทรกไปไม่ถึง มันก็ได้ทั่ว ได้ทุกจุด ไม่มีอะไรขาด จิ๊กซอมันเต็มหมด ไม่มีฟันหลอ เป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ นี่ก็ขยายความให้ละเอียดละออจากพระสูตรต่างๆ เอาจิ๊กซอว์แต่ละตัวมา
สรุปแล้ว 7 แสงทองแสงอรุณ สุริยเปยยาลที่มีมาก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น คุณจะเห็นพระอาทิตย์ได้หรือปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้คุณต้องเห็นแสงทอง สุริยเปยยาลนี้มาก่อน คุณต้องได้ความรู้เข้าใจอันนี้ถูกต้องทั้ง 7 อย่างแต่ก่อน โดยเฉพาะหลักสำคัญคือโยนิโสมนสิการ เพราะฉะนั้นโยนิโสมนสิการคือตัวสำคัญมากเลย ถ้าคุณไม่ได้พบสัตบุรุษ แล้วคุณก็ไม่เชื่อสัตบุรุษ คุณไม่มีปรโตโฆษะ คุณก็ไม่ฟังหรือฟังคุณก็ไม่เอา คุณก็ทำการโยนิโสมนสิการไม่เป็น น้ำชาเต็มถ้วยแล้ว แต่ถ้าคุณรับฟังโยนิโสมนสิการเป็นอย่างนี้หรือ มันต้องโยนิโสมนสิการให้ได้ มีสัตบุรุษเท่านั้นที่จะอธิบายโยนิโสมนสิการ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องเจอสัตบุรุษ ถ้าคุณไม่รู้ว่าสัตบุรุษคือใคร คือผู้ที่รู้แท้รู้ชัดเจนธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ จะเป็นปัจเจกบุคคล จะสยังอภิญญา หรือปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แล้วแต่ แต่เป็นผู้ที่รู้ถูกรู้จริงมาอธิบายให้คุณได้ฟัง ถ้าคุณไม่รับอันนี้คุณก็จะอยู่ใน 2 มนสิการไม่เป็น ไปทำใจในใจแบบฤาษีสารพัดอย่าง ฤาษีดาบส สอนการทำใจในใจ ศาสนาเชนก็เป็นแบบฤาษีทำใจในใจแบบสะกดจิตทั้งนั้น ไม่ได้เป็นการเรียนรู้แยกแยะตีแตก แล้วก็ล้างออกๆๆ เหมือนแก้วน้ำที่มีฝุ่น ศาสนาต่างๆทั้งนั้นเลย คุณเรียนรู้วิธีสะกดจิตให้ตกตะกอนแข็งอยู่ใต้ก้นแก้ว แข็งจนกระทั่ง เหนียว แข็ง แน่น จนกระทั่งตีไม่แตกเลย เพราะฉะนั้นพวกที่ปฏิบัติแบบนี้พวกตีไม่แตกมาไม่รู้กี่ล้านชาติ เลยกลายเป็น ฝุ่นก้นแก้ว กิเลสก้นแก้วอยู่อย่างตีไม่แตกเป็นเทวะ ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ถึงกับต้องตีก็เขี่ยขึ้นมาให้รู้ ก้นแก้วนั่นแหละ เอาออกมาแล้วก็จับตัวฝุ่นแม้แต่เล็กละเอียดน้อยก็เอามันละเอียดนะฝุ่นนี่ ทำให้มันออกไปจากแก้ว สลายมันให้ออกไปไม่ให้มันมีในแก้ว และอย่างไม่ประมาท อย่าไปนึกว่ามันจะหมดเมื่อไหร่จะดี อย่างนี้มันจะมีดวงตามีความรู้ได้กว้างขยายเป็นปฏิภาคทวี มีความรู้ความสามารถที่เป็นเครื่องมือ ปหานคือตัวบุญ ที่จะเป็นบุญ ที่เป็นเครื่องมือประหารยิ่งกว่าอาวุธปรมาณูของคนในโลกสมัยนี้ ทำลายทั้งเร็วไวให้หมดสิ้นได้ทันทีทันใด เกลี้ยงสะอาด เป็นอาวุธมหาเก่ง อภิมหาเก่ง บรมอภิมหาเก่ง เป็นเครื่องมือที่สุดยอด เพราะฉะนั้นผู้ที่จะทำใจในใจเป็นนี่แหละ เพราะคบสัตบุรุษ ฟังสัจธรรม มีความเชื่อศรัทธาทำได้อย่างละเอียดละออบริบูรณ์จึงเข้าใจว่าโยนิโสมนสิการเป็นแบบนี้ จึงไปปฏิบัติทำใจในใจได้อย่างบริบูรณ์ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีต้นทางต้นฐานของ สุริยเปยยาล ตัวที่ 7 ได้อย่างพร้อม มีความสามารถพอ คุณถึงจะไปปฏิบัติธรรมได้สำเร็จตามหลักอวิชชาสูตร ถ้าไม่เช่นนั้นคุณไม่ได้ถึงขั้นทำมนสิการเป็น คุณก็จะได้อาหาร เพราะมีอวิชชาเป็นอาหารก็จะได้นิวรณ์ 5 ทั้งกาม พยาบาทเป็นอาหาร ไปตลอดกาล หากคุณลดกาม พยาบาทได้แล้ว ถึงจะค่อยๆมาตีแตก ถีนมิทธ อุทธัจจะไปเรื่อยๆอย่างพ้นวิจิกิจฉา ที่เป็นตัวกลางของอนุสัย 7 มันยังไม่สมบูรณ์แบบจะต้องมีอะไรค้างคา ถ้าคุณเองคุณไม่สามารถที่จะรู้ว่าที่จริงตัวเหตุปัจจัยเป็นตัวการคืออวิชชา นิวรณ์ 5 จึงก่อให้เกิดทุจริต 3 หากคุณจัดการกับนิวรณ์ 5 ไม่ได้ทุจริต 3 ก็เกิด ในกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมก็เป็นอาหารให้แก่ชีวิตของคุณไปเรื่อย หยาบไปเรื่อยๆ ที่จริง ละเอียดไปเรื่อยๆ หยาบไปเรื่อยๆ แล้วก็ละเอียดขึ้นไปเรื่อย ทุจริต 3 คุณก็ไม่จัดการ ก็ไม่ได้สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 สะสมอะไรมากมาย เสร็จแล้วก็ตกเป็นนิวรณ์ หนักเข้าก็สะสมเป็นอวิชชาตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้นคุณจะต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 พวกหลับตาทั้งหลายเอ๋ย เมื่อไหร่จะตื่นเสียที ชาคริยา ให้ลืมตามาปฏิบัติอย่าไปงมงายในการหลับตาเลย อาตมาก็สงสาร อดไม่ได้ที่จะพูดแวะไปหาเขา เมื่อไหร่จะมีสักคนสองคน 5 คน 100 คน รู้ว่าหลับตาปฏิบัติธรรมนี้มันผิด บางคนอายุ 80-90 นั่งจนก้นด้าน พอเสียที มาสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะแล้วจะเกิดปัญญา เป็นองค์ 3 เส้าของธาตุรู้ สติคือตัวเริ่มรู้ สังวรทั้งนอกใน พร้อมตื่นเต็ม ครบ 100 แล้วจะเกิดธาตุรู้ที่เป็นสัมปชัญญะ ให้เป็นสัมปาเทติ สัมปันนะ อะไรต่างๆ ซึ่งมีบาลีอีกเยอะ ก็คือ พัฒนาการของธาตุรู้ เป็นปัญญา สรุปก็คือเป็นสติสัมปชัญญะเป็นปัญญา เมื่อเกิดสติสัมปชัญญะปัญญา คุณก็ทำใจในใจได้ดี โยนิโสได้อย่างถูกต้องลงไปถึงที่เกิด ที่เกิดกิเลส รู้ตัวกิเลสกำจัดกิเลสได้ มันก็ได้ผล เพราะฉะนั้นเมื่อคุณทำใจในใจได้ดี คุณก็จะเกิดเชื่อมั่นเชื่อถือได้บริบูรณ์ ทำใจในใจได้ดี คุณก็ได้สิ่งที่ดี ทำใจในใจได้ดีคุณก็ได้สิ่งที่ดี เชื่อถือเป็นการรู้ เป็นการเห็นความจริง เป็นสัทธรรม เป็นธรรมะที่ดีก็เกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ เป็นสัทธรรมบริบูรณ์ เป็นธรรมะที่ดีแล้วถูกแล้ว ครบครันแล้ว เมื่อทำได้ธรรมะที่ดีบริบูรณ์ คุณก็ได้เป็นสัตบุรุษเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามีอนาคามี อรหันต์ไปตามลำดับ นี่คือกระบวนการของบุญ อวิชชาสูตรทั้งหมด ไล่จาก คบสัตบุรุษ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61)
อุเบกขาเป็นพระนิพพานทั้งตัวต้นและตัวจบอยู่ที่อุเบกขา ..จบ
620407_เทศน์ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เปิดโลกบุญนิยม ตอน2