สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน เรียนรู้เวทนาให้ลึกซึ้งจากมูลสูตร 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข3 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน เรียนรู้เวทนาให้ลึกซึ้งจากมูลสูตร 10 มูลสูตร 10 มี ฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด จะทำการมนสิการต้องทำที่ใจ ซึ่งมันไม่มีรูปร่างตัวตนอะไร มันต้องสังเกตถึงความเคลื่อนไหวอาการของจิตเรา อาการอย่างนี้เรียกว่าอาการกาย มีภายนอกภายในกระทบสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วมันมีการเคลื่อน กายต้องเป็น2 มีรูปนาม แล้วเราก็สามารถหยิบเอามาวิจัยวิเคราะห์เอาอาการของจิตนั้นขึ้นมาจัดการ กระทำ ทำใจนี่แหละ มนสิ ที่ใจนี่แหละ การ คือการกระทำ กระทำที่ใจมนสิการ ของใครของมัน ไม่มีใครทำให้ใครได้ แม่ก็ทำให้ลูกไม่ได้ ลูกก็ทำให้แม่ไม่ได้ ต้องทำของตนเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อการกระทำต่อ จากมนสิการ ในมูลสูตร 10 หากเข้าใจไม่ได้ครบและปฏิบัติไม่ได้จะไม่เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ทำอันนี้ได้แล้วไปทำอันโน้น ทำอันนี้ตกหล่นแล้วก็ไปทำอันโน้นอีกมันก็เสียเวลาไม่เป็นลำดับที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นมนสิการได้ การจะเกิดตัวปฏิบัติคือเวทนา เป็นฐานปฏิบัติ เพราะฉะนั้นควรจะทำใจในใจทำตรงไหนทำที่เวทนา จัดการที่เวทนาเป็นกรรมฐาน ถ้าไม่มีผัสสะ ไม่เกิดเวทนา ก็ปิดประตูสำหรับพวกนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 สามารถอภิสังขารจัดการสำรอกล้างตัวกิเลส จนจิตของเราสะสมประชุมลงไปจากการที่ได้ล้างให้สะอาดในการทำให้เกิดเวทนาที่บริบูรณ์ เวทนา 108 แล้วก็มี ผัสสะ ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนาให้ปฏิบัติ ไปอ่านพระไตรปิฎกใน พรหมชาลสูตรให้ดี แม้แต่สูตรอื่น ต้องมีผัสสะ 6 ผัสสะ 3 ถ้าไม่มีผัสสะไม่มีทางปฏิบัติได้ แม้แต่ในทางปฏิบัติ นาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ต้องมีผัสสะ ในรูป 28 นาม 5 รูปนามสองอย่างนี้ของศาสน

อ่านต่อ

าพุทธ ถ้าคุณไม่สามารถเข้าใจในรูปที่ 28 นาม 5 แล้วปฏิบัติจัดการรูปนาม รู้จักเหตุปัจจัยของรูปนาม ในทุกปัจจุบันธรรมที่เชื่อมโยงสัมผัสปรุงแต่งกันมีอายตนะ ถ้าหากปฏิบัติธรรมไม่มีอายตนะไม่เกิดการสัมผัสแล้วก็มีสะพานเชื่อมโยง สะพานเรียกว่าอายตนะ เชื่อมโยงระหว่างสองสิ่งที่เรียกว่าเทวะ ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าต้องตีแตกแยกแยะ เมื่อเกิดผัสสะมีเวทนาแล้วจัดการกับเวทนาให้บริบูรณ์ ให้เป็นเวทนาที่เป็น เอกคตาธรรม เอกธรรมกับเอกคตาธรรม ต่างกัน เอกธรรมคือธรรมะที่ทรงไว้ในความเป็นหนึ่ง การนั่งหลับตาทำให้จิตเป็นเอกธรรม ไม่ได้ทำจิตให้เป็นเอกคตาธรรม มันมีอะไรเคลื่อนไม่เอา สะกดให้เป็นหนึ่งจนได้สำเร็จแข็งแรงตั้งมั่นเป็นหนึ่ง คุณก็ได้ผลแบบสมถะจิต กดเข้านิ่งเข้าหยุดๆๆ แล้วถึงจะมีปัญญาโผล่ขึ้นมาเป็นความรู้ ซึ่งความรู้ที่เกิดขึ้นมาในจุดที่นั่งสะกดจิตนั้นมีแต่สัญญามีแต่ความจำเก่าเกิดมาให้รู้คุณไม่มีของใหม่ไม่มีสิ่งที่จะสร้างสรรใหม่ศึกษาใหม่ปรับปรุงใหม่เรียนรู้ใหม่ทำให้เกิดแบบใหม่มีอะไรใหม่ ที่ประกอบไปด้วยทุกอย่างที่สัมผัส ทั้งความเป็นสัตว์และความเป็นของ ในกิเลสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเป็นกามคุณ 5 ในภายนอก ซึ่งเป็นของหยาบ โอฬาริกอัตตา ตั้งแต่กาม ที่หยาบจนถึงอบาย หากไม่สามารถเข้าใจที่อาตมาอธิบายเป็นพระสูตรต่างๆต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ให้เห็นรูปร่างของกระบวนการ ที่อาตมาอธิบายได้อย่างที่พูดนี้เพราะอาตมาชัดเจนมีสภาวะพวกนี้หมดไม่ได้สับสนเลอะเทอะ ดูสัดส่วนทุกอย่างที่อธิบายตรงไหนบริบทไหน จะจัดการกับบริบทไหนหยิบประโยคไหนเอามาขยายความไม่สับสน มันจะเป็นจัดการของการปรุงแต่งกัน มีการสังเคราะห์สังขารกันในคำที่อาตมาได้อธิบายมาเป็นหมวดหมู่ สรุปตรงนี้ ถ้าเราปฏิบัติธรรมไม่รู้จักรายละเอียดของนามธรรมที่อาตมากล่าวคร่าวๆนี้ คุณไม่ได้มนสิการ เมื่อทำใจในใจไม่เป็นก็จบเลย แม้คุณทำใจในใจเหมือนกัน ฤาษี นักปฏิบัติธรรมที่เขาสะกดจิตทำใจในใจแบบสมถะ วิธีสมถะถ้าเขาก็มีแตกต่างกันไปตามแต่ละอาจารย์แต่ละสำนักเยอะมาก แต่พุทธมีอย่างเดียวตรงกันหมด พุทธมีสำนักเดียว แม้จะแยกสาขาก็มีสำนักเดียวไม่ผิดเพี้ยนกัน สัจจะมีหนึ่งเดียว คุณจะแตกแยกสาขาไปกี่สาขาก็ไม่ไปพูดผิด บอกว่าอาจารย์โน้นปฏิบัติแบบนั้นแบบนี้แล้วไปนิพพานอย่างเดียวกันไม่มีหรอก “มรรค มีองค์ 8"นั้นคือ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น"(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) ล.25 ข.30 ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ทางนี้คือทางอาริยะอันประเสริฐ มีทางนี้ทางเดียว คาถาธรรมบท มรรควรรคที่ 20 [30] ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ธรรมอันพระอริยะเจ้าพึงถึง 4 ประการประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลายวิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีจักษุประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าและอรูปธรรมทั้งหลาย ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ทางอื่นไม่มี เพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละ เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง ด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ การไปนั่งหลับตาไม่มีสัมผัสเป็นเหตุก็เลิกเหมือนกัน ในมูลสูตรต้องมีสัมผัสเป็นเหตุในการปฏิบัติธรรม หากไม่มีสัมผัสผัสสะก็ไม่มีเวทนาที่เป็นทิฏฐธรรม เป็นสิ่งที่ปรากฏมาในปัจจุบัน ภาษาบาลี ทิฏฐะหรือทิฏฐิ หรือทิฏเฐ นี้แปลว่าปัจจุบัน ถ้าไม่มีสิ่งที่สัมผัสในปัจจุบันมันไม่จริง ใน สาม กาละ อดีต ปัจจุบัน อนาคต อดีตก็ไม่จริง อนาคตก็ยิ่งไม่จริงใหญ่เลย อดีตนั้นเป็นคลังสมบัติคลังความจำของเรา มันก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏแท้เป็นเรื่องที่ยืนยันกับใครๆได้ในปัจจุบัน การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าท่านเน้นมาถึงที่สุดที่ปัจจุบัน แล้วมันจริงที่สุดไม่ต้องไปวกวนซับซ้อนไม่ต้องไปซุกไว้ก่อน ไม่ มันเรียงลำดับ เสร็จแล้วเสร็จเลยๆ ไม่ต้องไปทบทวนอะไรมากมาย มันเสร็จแล้วมันจบในตัวมันเอง ทำความเข้าใจให้ดีๆธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ ล. 9 ข. [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ [87] ตตฺร ภิกฺขเว เย เต สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺธมฺมนิพฺพานวาทา สโต สตฺตสฺส ปรมทิฏฺธมฺมนิพฺพาน ปฺเปนฺติ ปฺจหิ วตฺถูหิ เต วต อฺตฺร ผสฺสา ปฏิสเวทิสฺสนฺตีติ เนต าน วิชฺชติ ฯ เวทนาเป็นสิ่งที่ถูกรู้โดยเรา มันเป็นนามธรรม แต่ตอนนี้มันถูกรู้ ด้วยจิตด้วยปัญญาของเราเป็นตัวประธาน ตัวเวทนาเป็นตัวถูกรู้เป็นตัวกรรมเป็น object ตัวธาตุรู้ปัญญาของเราเป็นตัว Subject จริงๆแล้วเวทนาก็เป็นนามธรรม แต่ตอนนี้มันเป็นรูปธรรมเป็นผล มันเป็นสิริมหามายา คนที่รู้สภาวะแล้วไม่เมาในพยัญชนะ เดี๋ยวก็บอกว่าเวทนาเป็นนามธรรม แล้วก็บอกว่ามันเป็นรูป มันเป็นรูปได้อย่างไร ก็อย่างนี้ เข้าใจให้ได้ซะ ถ้าเข้าใจไม่ได้ก็ตายซะ อาตมาสนุกที่ได้ร้อยมาลัยธรรมนี้ เป็นศิลปิน ซึ่งต่างจากศิลปะที่เขาเลอะกันเต็มไปหมดแล้ว นี่ก็กำลังบอกไม้ร่มให้จัดภูมิทัศน์ ตอนนี้คนนับถือไม้ร่มเป็นอาจารย์ก็ไปกันใหญ่เลย มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ตอนนี้ก็อายุ 78 ปีแล้ว

หัวข้อที่เราจะบรรยายคือเปิดโลกบุญนิยม เรื่องของบุญ อาตมาขยายความถึง บุญ ที่มันเป็นคุณ คุณ หมายความถึงความเจริญที่ดีขึ้น ทำให้เป็นคุณคือเจริญดีขึ้น มันซ้อนลึกละเอียดมาก เพราะบุญมันเป็นภาษาเป็นคำของศาสนาพุทธ ปุญญะ แต่เดี๋ยวนี้เอาไปใช้เป็นกุศล เป็นสมบัติมันผิดหมดเลย เพราะว่าบุญมันเป็นเครื่องมือฆ่าอย่างเดียวไม่มีหน้าที่อื่นเลย น่ากลัว เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุแล้วเป็นอรหันต์แล้ว อย่าเอาบุญมาให้ฉันอีก คนนั้นคนนี้มายัดเยียด คนไม่รู้ก็เอามายัดเยียดให้แต่ถ้ารู้แล้วก็ไม่มีปัญหา คนไม่รู้อยากได้คำว่า บุญ แล้วไม่รู้ว่าบุญคืออะไร ทั้งที่บุญคือเครื่องมือฆ่า จริง คนที่ทำเครื่องมือฆ่าให้แก่ตัวเองไม่เป็น สร้างเครื่องมือฆ่ากิเลส แล้วก็ฆ่ากิเลสอย่างเดียว แล้วมีปัญญาร่วมตลอด เป็นตัวเดียวกัน ปัญญามาก่อน ปุญญะใช้พยัญชนะ อะ สำหรับปุญญะ สระ สั้นง่ายลัด สระอะ เป็น ลัดคัดสั้น เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่เดียว พลังงาน อะ อา อิ อี อุ อู หมายถึงดีกรีของพลังงาน น้ำหนักประสิทธิของพลังงานต่างๆ อะ อา อิ อี อุ อู หรือแม้แต่ตัวตน รากเหง้าของภาษาบาลี วรรคที่ 1 ก ข ค ฆ ง วรรคที่ 2 จ ฉ ช ฌ ญ วรรคที่ 3 ฏ ฐ ฑ ฒ ณ วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น วรรคที่ 5 ป ผ พ ภ ม เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ เสร็จแล้วก็คือตัวตนที่เกิดขึ้นจะไปร่วมกับพยัญชนะหรือสระ ที่ท่านตั้งขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดองค์ประกอบสื่อสารให้คนรู้ คนเราฉลาดก็เอาพยัญชนะเหล่านี้มาต่อกัน รวมกันแล้วสะกดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเอามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน มาสะกดกันก็มีส่วนหนึ่ง ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ฝรั่งเศส มาสะกดกัน แต่ของจีน เกาหลี เอามารวมกันเป็นกระจุกๆ เป็นตัวๆ บอกสภาวะไป มันมีลักษณะของตัวพยัญชนะ 2 แบบใหญ่ๆ แม้แต่ของทางตะวันออกกลาง ไม่จุ้มแต่ใส่ข้างบนข้างล่างเป็นขีดขีดเป็นจุดจุด ทั้งของจีนของญี่ปุ่นก็เป็นกระจุกเป็นก้อน ส่วนของตะวันออกกลางยาวยืดยาด มันส่อจิตวิญญาณลึกๆเหมือนกัน เป็นอจิณไตย พูดถึง 3 ลักษณะ ของจีน เกาหลี ญี่ปุ่น กับแขกขาวตะวันออกกลาง กับเอเชียที่เป็นพยัญชนะแบบไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส พวกนี้เป็นลักษณะผสมกัน มันก็เป็น นัยยะของมนุษยชาติ ถ้าจะแยกแบบของทางจีน แยกออกก็ไม่มาก ก็เอามาเป็นกระจุก แต่ของทางตะวันออกกลาง แยกง่ายแต่ยาวยืด เดินทางไกล เพราะฉะนั้นพวกนี้อีกนาน สรุปแล้ว สายยาวนาน สายที่จะเร็วกว่ากัน สายที่กระจุกนี้ตีแตกแยกยาก พวกถีนมิทธะเจโต บรรลุยากกว่า ส่วนสายของไทย นี้ตีแตก distinquish ตีแตกแยกง่ายกว่า โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าค้นพบสิ่งเหล่านี้ชัดง่าย จึงเอามากระจายเป็นพยัญชนะ สายพระพุทธเจ้าใช้ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษก็มีรากฐานจากบาลีมา คำว่าบุญนี้ ขยายความที่ได้เรียบเรียงไว้ คำว่า ได้บุญ นี้เป็นสิริมหามายา คำว่า ได้บุญ คือไม่ได้ คนที่ได้บุญนี้คือคนที่ไม่ได้คือคนที่เสีย แต่ไม่ใช่เสียหาย เสียสิ่งที่ควรจะเอาออกไปจากตัวเองได้แล้ว เรียกว่าเนกขัมมะ เอาออก สละออกเกลาออกเฉือนออกไม่ให้มันมีในตัวเรา ล้างออกไม่ให้มันมี ไม่ให้มันเข้ามาอยู่ในตัวเราเป็นอันขาด ไม่อยู่ในตัวอัตตา ผู้ที่จะเข้าใจ นามธรรมพวกนี้ ก็จะต้องเรียนรู้หมวดนามธรรม 5 รูป 28 รูป 28 มีครบทั้งดินน้ำไฟลม การปฏิบัติธรรมที่ไม่เกี่ยวกับดินน้ำไฟลมเลยก็อยู่แต่นามธรรม หากหลับตาเข้าไปอยู่ในนามธรรมเลย นี่คือประเด็นง่ายๆว่าพวกหลับตานี้สูญจากการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า โมฆะตั้งแต่นั่งหลับตา คุณไม่เกี่ยวกับดินน้ำไฟลม ที่สัมผัสเกิดเป็นเหตุปัจจัยแล้วเกิดรูปนามเป็นเทวะเป็นภาวะคู่ แล้วความเป็นคู่นี้แหละคุณจะต้องแยกแยะรูปนามสลับกันไปมาเป็นสิริมหามายา เริ่มต้นตั้งแต่ คุณมีตาหูจมูกลิ้นกาย เป็น ปสาทรูป แล้วก็โคจระ สามารถดำเนินโคจระ ตาหูจมูกลิ้นกายไปเกี่ยวข้องกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ภายนอก เมื่อไปเกี่ยวข้อง ตากระทบรูปก็เกิดสภาพให้เห็นรูป หูกระทบเสียงก็เกิดสภาพให้ได้ยินเสียงเกิดเห็นรูป เมื่อมันมีสังขารธรรมด้วยอวิชชา คุณก็ไม่เข้าใจสังขารสังขารนี้คือวิญญาณ สังขารเกิดกลุ่มชีวะของจิต ชีวิตินทรีย์ เกิดวิญญาณ แต่คุณแยกวิญญาณเป็นนามรูปไม่ได้ วิญญาณเป็นนามรูปแล้ว คุณจะต้องเข้าไปรู้ นามที่เป็นรูปของสังขาร สิ่งที่ปรุงแต่งกันเป็นสังขาร เมื่อคุณสามารถแยกแยะรูปนามได้ คุณก็มีธาตุรู้ปัญญา ก็จะรู้ว่าตัวนี้แหละคือตัวการที่จะปฏิบัติคือเวทนา คือความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์ แยกตัวเวทนาในเวทนา ตัวเวทนาคือกายชนิดหนึ่ง กายตัวนี้ตั้งแต่หยาบคือดินน้ำไฟลม เกี่ยวข้องสัมผัสจนกระทั่งเข้ามาถึงจิต จิตก็วิเคราะห์วิจัยเป็นเจตสิกต่างๆแยกออกมาได้เป็นเวทนาเจตสิก โดยใช้สัญญาเป็นตัวเอก เป็นตัวประธาน หยั่งรู้กำหนดรู้เรียนรู้กำหนดหมายให้ชัดเจน แล้วพร้อมกันนั้นก็มีวิตก วิจัย วิจาร วิจัยคือตัวกลาง วิตกคือเริ่มเกิด วิจารคือวิจัยอาการของตัวเกิด รวมเรียกสั้นๆว่าวิตกวิจาร ก็คือวิจัยนั่นแหละ 2 ตัววิตกวิจารเรียกว่าวิจัย เมื่อสัมผัสกันเกิดเวทนาเกิดความรู้สึก เกิดความรู้สึกขึ้นมาแล้วคุณไม่รู้ทันมันก็ปรุงแต่งเป็นสังขาร แล้วคุณก็เสพสังขารนั้นว่าเป็นความอร่อยเป็นความสุขเป็นความพอใจ อวิชชาคุณก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็นทั้งนั้น สั่งสมลงไปเป็นความโง่ สั่งสมลงไปในอวิชชา คุณก็เก็บสมบัติอวิชชาสมบัติโง่สมบัติที่บอกว่ามันอร่อยมันสุขมันดี แต่เมื่อคุณรู้ทันแล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่สมบัติ มันอาศัยกันเกิดชั่วคราวเท่านั้น แม้แต่มันอาศัยกันเกิด คุณคิดว่ามันเป็นสุข แต่แท้จริงว่ามันไม่ใช่มันเป็นทุกข์ จริงๆแล้วสุขมันผีหลอก ตัวจริงมันคือทุกข์ มันเป็นผีหลอกใส่หน้ากาก นี่ล่ะ คนถ้ารู้ทันว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไปไม่มีอะไรเลยในมหาจักรวาลนี้ แต่คุณไปถูกผีหลอกว่าสุขนะ ไปเกิดวิปริตว่า สุขเป็นทุกข์ วิปริตว่า มันไม่ได้เป็นสมบัติที่เที่ยง มันไม่เที่ยงแต่คุณก็ยึดว่ามันเที่ยง มันเกิดขึ้นมาใหม่คุณก็ปรุงแต่งขึ้นมาใหม่อีก แล้วไปหลงว่ามันคืออันเก่า ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ มันสัมผัสใหม่ในกาละ อธิบายกาละ เหมือนเราใช้ปลายเข็มปลายปากกา จึ๊ก ทีหนึ่งจะไปจึ๊กที่สองไม่ได้ ความจริงมี จึ๊กเดียว ปัจจุบันมีจึ๊กเดียว แม้คุณจะจึ๊กซ้ำที่เก่า คุณก็ย้ำในอดีตนะ แม่นที่เดิมเลยไม่มีใหม่ให้เห็นเลยที่เก่าที่เดิมเลยคุณก็ย้ำอยู่กับที่นะ ฉึกแรกคืออดีต แต่ฉึกนี้คือปัจจุบันมันไม่ใช่อันเดียวกัน มันเก่าตกอยู่ในสมัย แต่มันใหม่เสมอๆ มันเก่าอยู่ในสมัย แต่ทุกกรรมกิริยามันใหม่เสมอ อนาคตใหม่ นี่แหละคือตัวขี้หลอก ทันสมัยใหม่เสมอ มันจะเอาแฟชั่นใหม่มาหลอกอยู่ตลอดเวลา พวกที่บ้าแฟชั่นยังอีกนานไอ้หนูเอ้ย ที่จะเกิด ยังดักดาน แล้วหลงว่าใหม่เสมอ อนาคตใหม่แท้ๆมันคือเก่า เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดรู้จักใหม่รู้จักเก่า ไม่ยึดติดในความใหม่ไม่ยึดติดในความเก่าเอาปัจจุบันอย่างเดียว แล้วก็อยู่กับปัจจุบัน ที่นี้คุณจะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างเป็นสุขคุณต้องมีบารมี คนไม่มีบารมีคุณก็อยู่กับปัจจุบัน ไม่สุขหรอก 620407_เทศน์ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เปิดโลกบุญนิยม ตอน2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน