เพลง เสรีนี้หนึ่งเดียว.docx

โฟลเดอร์เนื้อเพลงพ่อครู เพลงพ่อครู
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข12 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

เพลง เสรีนี้หนึ่งเดียว

มีดนตรีในสายน้ำ มีลำนำในสายลม มีหริ่งหรีดกรีดระงม เป็นบทเพลงบรรเลงไพร มีแมกไม้ให้คำร้อง มีทำนองในกอไผ่ มีเสรีในหัวใจ จึงรู้สึกและลึกซึ้ง.. ..ซึ้งในสรรพสิ่ง ว่าแท้จริงรวมเป็นหนึ่ง สัจจะสาระจึง มิอาจแปลกแยกตัวตน หากหลอมรวมกันอยู่ เพื่อกอบกู้ผู้ทุกข์ทน ด้วยใจไร้กังวล หลุดพ้นห่วงบ่วงโลกีย์. เพลง“เสรีนี้หนึ่งเดียว” เดิมเป็นบทกวีของ“อิสรา”อาตมาพบเข้าก็รู้สึกซาบซึ้งใจทีเดียว จึงนำมาใส่ทำนอง เริ่มแต่งตั้งแต่ ๒๕ ธ.ค. ปรับไปแก้ไขไป ๒๗ ธ.ค. ๒๕๓๒ ก็เสร็จ นับเป็นกวีบทแรกในกวีทั้งหลายของ“อิสรา”ที่ อาตมาได้เอามาใส่ทำนองเป็นเพลงร้องขึ้นมา แล้วให้ ปฏิพล เหมวรานันท์ แยกเสียงประสาน แยกเสร็จแล้ว ปฏิพลเขาก็ร้องไกด์อัดมาให้อาตมาฟัง พออาตมาฟังแล้ว ก็เห็นว่าเหมาะสมดีมากเลย จึงเอาเสียงร้องของปฏิพล ที่ร้องนี่แหละเป็นจริงเลย เวอร์ชั่นแรกก็เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ แล้วอาตมาก็ตั้งชื่อให้บทเพลงนี้ว่า“เสรีนี้หนึ่งเดียว” ออกอัลบั้มและแผ่นลองเพล์ ในชุด“จากผู้แพ้ถึงคนหยาม” วางตลาดในปี ๒๕๓๒ นั่นเอง ทุกวันนี้ก็ยังหาฟังจากยูทูปหรือกูเกิล ได้อยู่ สำหรับเนื้อหาสาระของเพลงนั้น ก็ตามลีลาแห่งธรรมชาตินักกวีทั้งหลาย ที่นำเอาประดา“สายลมแสงแดด”เป็นต้น อันเป็นธรรมชาติสามัญมาปรุงแต่งกวีกานต์ เป็นสื่อเชิงเปรียบเทียบนำให้คนเข้าใจลึกซึ้งเข้าไปหาสารสัจจะที่เจริญพัฒนาสูงขึ้นๆได้ ตั้งแต่ความเจริญแค่เพลงโลกีย ธรรม จนกระทั่งเจริญเข้าขั้นเป็นเพลงโลกุตระแท้ชัดเจนในศิลปะคือ“มงคลอันอุดม(เอตัมมังคลมุตตมัง)” ของผู้มีภูมิสามารถสื่อออกมาได้ เท่าที่ผู้พากเพียรทำงานทางธรรมอย่างแน่วแน่มีภูมิในตนเอง ตัวผู้สื่อเองลดตัวตนได้ แล้วพามวลมนุษย์เมตตากัน เสียสละช่วยเหลือกันและกันอย่างจริงใจ

อ่านต่อ

ให้คนมีจิตใจพัฒนาเป็นผู้บรรลุธรรมถึงขั้นอัปปมัญญาหรือพรหมวิหาร ๔ ให้ได้ ซึ่งมนุษย์จะมีจิตใจเป็นคนเช่นนั้นได้ก็ต้อง รู้ธรรมสัมมาทิฏฐิ แล้วประพฤติธรรมกันอย่างสัมมาปฏิบัติ การตั้งปณิธานนี้มีใจปักมั่นแม้จะมีอุปสรรคสุดยาก เย็นแสนเข็ญหนักหนาสาหัส ต้องฝ่าฟันกันปานใดๆ ก็ จะมุ่งมั่นไปให้มีผลสำเร็จสู่ความรวมกัน“เป็นหนึ่ง”ให้ได้ แน่วจริงแน่ใจ ไม่มีถอดถอน จะมุ่งมาดพากเพียรให้เกิดโลกุตรธรรมในตนให้ได้ แล้วสืบสานธรรม แพร่ธรรมของพระพุทธเจ้า อันตนแน่ใจว่า เป็นงานที่ดีที่สุดของความเป็นคน ไม่มีงานใดจะดีกว่านี้อีกแล้ว มี“งาน”นี้เท่านั้น ที่จะทำให้คนเจริญ ถึงขั้นเป็นอาริยชนจริงๆ ซึ่ง“คน”นั้นมี “ใจ”เป็นประธานสิ่งทั้งปวงนั่นแหละ ที่เป็น“ตัวเจริญ”แท้ เมื่อช่วยให้คนมีจิตใจเจริญเป็น“อาริยชน”แล้วคนก็จะสำนึกสำเหนียก“ช่วยคน”ประชาชนด้วยกัน โดยมี“เมตตา”จริงๆพาคนให้พ้นทุกข์พ้นยาก พ้นการเบียดเบียน หยุดเข่นฆ่ากัน คนที่บรรลุ“ความรู้-ความจริง” ก็จะหันมาช่วยเหลือเกื้อกูลอุ้มชูอนุเคราะห์กันและกัน ทำประโยชน์ต่อคนหมู่มาก(พหุชนหิตายะ) ช่วยคนหมู่มากให้เป็นสุข(พหุชนสุขายะ) เพราะมี“ปัญญา”อันเป็นความฉลาดโลกุตระเข้าใจกระทั่งถึงความเป็น“อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม” เป็นผู้บรรลุธรรมจริง จึงช่วยมวลมนุษย์และเอื้อโลกได้มากแแน่แท้(โลกานุกัมมปายะ) เพราะรู้ยิ่งทั้ง“โลกาธิปไตย-อัตตาธิปไตย-ธรรมาธิปไตย”ครบสัมบูรณ์ ด้วย“ปัญญา”แท้มิใช่“เฉโก” จึงเป็นความฉลาดของ“อาริชน”จริงๆผู้จริงใจ • สมณะโพธิรักษ์ (๓๑ มี.ค. ๖๑) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๓๔ พ.ค. ๖๑ ครั้งที่ ๙๑]

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน