เพลง คนโลกเก่า.docx

โฟลเดอร์เนื้อเพลงพ่อครู เพลงพ่อครู
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.92 KB
วันที่แก้ไข27 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

เพลง คนโลกเก่า • แทรกมวลแมกไม้ลอยมา แทรกดินแทรกฟ้าลอยไกล แทรกธารทะเลโลมไล้ พลังแทรกซ้อนบ่อนไซแทรกซอนไปทุกที่ • ร้อยสื่อพันสารหว่านล้อม แพร่ยวนย้อมไปเร็วรี่ นั่นคือสื่อเชื้อโลกีย์ ย่ำยีบีทามานุษย์สุดทุกข์สุดทน • ตราบใดไม่ย้อนทวนทาง ตราบใดไม่ล้างใจคน ตราบไม่ยอมฝึกฝน ลดโลภโกรธหลงส่งตนจนหยุดลามร้อนเร่า • ร้อยหมื่นรวยล้านลาภล้น ยอดคนยศใครใดเท่า ปราดเปรื่องเขื่องล้นคนเรา ก็ยังคือคนโฉดเขลาเก่าซ้ำโลกเดิม.

เพลง“คนโลกเก่า”นี้ เดิมคือเพลงว่า “พลังรัก” ซึ่งแต่งทำนองและเนื้อไว้ตั้งแต่ ๕ มี.ค. ๒๕๑๐ แล้วนำทำนองมาใส่เนื้อร้องใหม่เป็นเพลง“คนโลกเก่า” เสร็จเรียบร้อย เมื่อ ๑๒ มิ.ย. ๒๕๒๘ อัดเสียงครั้งแรก ๒๘ เม.ย. ๒๕๒๙ ให้ พูลศรี เจริญพงษ์ ขับร้อง และมีปราจีณ ทรงเผ่า แยกเสียงประสาน เสร็จ ๒๑.๑๒ น.อัลบั้มและแผ่นเสียงลองเพลย์ชุด“ขวัญ”วางตลาด มิ.ย.๒๕๒๙ สาระเนื้อหาของเพลง“คนโลกเก่า”นี้ เนื้อเพลงตั้งแต่ยังเป็นเพลง“พลังรัก”ก็เป็นการบรรยายแบบสายลมแสงแดด โลกีย์เต็มคราบนั่นแหละ “แทรกมวลแมกไม้ลอยมา แทรกลมแทรกฟ้าลอยไกล แทรกธารทะเลโลมไล้ พลังแห่งรักจากใจ แทรกซอนไปทุกที่ ร้อยขวากพันหนามกั้นขวาง กีดกางพลังรักพี่ ไม่อาจต้านทานรักที่มี ด้วยแรงพลังรักนี้ท่วมท้นสุดทาน จะเพียรแทรกซ้ำซอนใจ จะวอนเทพไท้บันดาล จะตายขอยอมอาจหาญ แม้เป็นทาสรักจวบกาลก็ยอมซานซบมั่น ร้อยยากสุดเข็ญเช่นใด หมื่นโพยแสนภัยกางกั้น จะคงมั่นรักนิรันดร์ เพิ่มพูนพลังรักขวัญให้สูงท่วมทวี” ดังนี้แล เพลง“พลังรัก” มันก็คือ เพลง“ราคะ”ที่แสนอ้อยสร้อยร้อยเปอร์เซนต์นั่นเอง ซึ่งอาตมาได้หยุดทำเด็ดขาดแล้ว ละอายพอแล้ว รู้ดียิ่ง ว่ามันไม่ใช่“ศิลปะคือมงคลอันอุดม(เอตัมมังคลมุตตมัง)”แต่อย่างใดเลย แม้แค่ขั้น“สาระ” ถ้าผู้ใดใคร่รู้ว

อ่านต่อ

่า “งาน”ใดจะจัดเข้าขั้นเป็น“ศิลปะ”หรือไม่นั้นต้องตรวจดูดีๆ ตามมาตรฐานการวัดความเป็น“ศิลปะหรือไม่” ๕ ระดับ ได้แก่ “ลามก-ราคะ-สาระ-ธรรมะ-โลกุตระ” ซึ่งระดับ ๑ ต่ำสุดนั้นจัดอยู่ในระดับ“ลามก” แน่นอนว่านับว่าเป็น“ศิลปะ”ไม่ได้เลย เป็น“มงคลอันอุดม”ไม่ได้แน่นยิ่งกว่าแน่ “ลามก”แท้ๆ ต่อมาขั้น ๒ ก็คือระดับ“ราคะ” มันก็ยังไม่เข้าขั้น“ศิลปะ”อยู่ดี ซึ่ง“งาน”ขั้นนี้แหละที่มีมากมายหลากหลายในสังคมโลก ไม่ว่า“งาน”นั้นจะเป็นจิตรกรรม-ปฏิมากรรม-สถาปัตยกรรม-วรรณกรรม-เพลงดนตรีและนาฏกรรมก็ตาม ถ้ายังไม่มีคุณค่าพ้นระดับที่ ๓ ขึ้นไป ก็จัดเข้าเป็น“ศิลปะ”ยังไม่ได้ แต่เพราะโลกยังมีคนโลกีย์มากมายเต็มโลก คนก็ย่อมประโลมราคะ,โทสะ,โมหะอยู่เป็นธรรมดาสามัญ ยังหลง“โลกีย์”ที่ต่ำอยู่ว่าเป็น“สาระ” ก็ย่อมยกย่อง“โลกีย์”นั้นๆกันเป็น“สาระ” แต่ยังเป็น“คุณงามความดี”เข้าขั้น“ธรรมะ”ยังไม่ได้ อย่างเก่งก็แค่ขั้น“เพื่อสาระชีวิต”เท่านั้น แต่ถ้าถึงขั้นเป็น“เพลงหรืองาน”ที่มี“การปรุงแต่งด้วยโลกียรส ๖”จึงจะเริ่มนับเข้าหาความเป็น“ศิลป์” โดยวัดเปอร์เซ็นต์ว่า มี“โลกียรส”มากไปกว่า“สาระ” หรือมีสาระ”มากกว่า“โลกียรส” ถ้าโลกียรสมากกลบสาระ”ก็ไม่นับว่าเป็น“ศิลป์” ได้แค่“งาน”ขั้นที่ ๓ ตรงนี้แหละนัยสำคัญยิ่งๆ ที่เป็น“ภาวะหมุนรอบเชิงซ้อน”(ปฏินิสสัคคะ) ที่กลับกันไปมาระหว่าง“สุนทรียศิลป์กับสาระ”อันเป็น“องค์ประกอบสำคัญ” ๒ อย่างที่ชี้บ่งความเป็นศิลป์”คือ“(๑)สุนทรียะกับ(๒)สาระ” ถ้ามีแต่“สาระ” ก็เป็นได้แค่“สารคดีหรือวิชาการ”เท่านั้น ยังนับเป็น“ศิลปะ”ไม่ได้ จึงจัดอยู่ในขั้น“สาระ” ก็แตกต่างกันตรงนี้ ยังมีนัยะละเอียดอีกที่จะได้สาธยายกันต่อไป. • สมณะโพธิรักษ์ (๒ ธ.ค. ๖๐) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๓๐ ม.ค. ๖๑ ครั้งที่ ๘๗]

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน