พรหม 20 ชั้นที่มิจฉาและสัมมา.docx
เนื้อหาในไฟล์
พรหม 20 ชั้นที่มิจฉาและสัมมา _พ่อครูว่า... คนที่หลงยึดถือ เขาก็ยังมี เป็นอรหันต์แล้วไม่มีภพชาติ เพราะฉะนั้น พรหม16 ชั้น 20 ชั้น ท่านรู้หมดแล้ว รู้แจ้งแล้วก็ไม่มี ผู้ยังไม่บรรลุ ยังไม่รู้แจ้งก็ยังมีภพมีชาติ รูปภพ อรูปภพ รูปพรหม อรูปพรหม 16 อธิบายเป็นแสงสีเป็นลำอะไรต่างๆ
พรหม 20 ชั้น
ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ (เป็นบริวาร) ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ (เป็นครู) ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ (เป็นหัวหน้า) ต่อมาอีก 3 ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ ( อาภา แปลว่าแสง) ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ หมวด 3 ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ (หลงเวหา คือพญาครุฑ) ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ
ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ
ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
พวกที่หลงความสว่าง จากนั้นก็คิดว่าเหนือกว่าสว่างก็คือ มืด แต่พรหมแบบมีปัญญาจะรู้ว่า ความดับที่แท้จริงไม่มืด มีแต่สว่างกับสว่าง เพราะว่าจิตวิญญาณที่เอากิเลสออกหมดแล้วมีแต่สว่างไม่ใช่ดับดำมืด ดับดำมืด เป็นสภาวะของสสารไม่ใช่สภาวะของ จิต กิเลสยิ่งหมดไปยิ่งสว่าง ยิ่งสว่างตลอดกาล ไม่มีดับ ไม่มีดำ ไม่มีมืดเลย ส่วน สุทธาวาส 5 มันเป็นของแต่ละบุคคล ถ้าไปตกอยู่ในแดนนั้นแล้วตามบารมี บารมีของผู้ที่ไปตกอยู่ในภูมิของอนาคามีแล้วไม่ยอมเกิดมาอีก ก็จะตกอยู่ในสุทธาวาส 5 ประการ ตามจริตของตัวเอง 12) อวิหา (เหล่าท่านผู้ไม่เสื่อมจาก
อ่านต่อ
สมบัติของตน หรือผู้ไม่ละไปเร็ว, ผู้คงอยู่นาน — realm of Brahmas who do not fall from prosperity) 13) อตัปปา (เหล่าท่านผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร หรือผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร — realm of Brahmas who are serene) 14) สุทัสสา (เหล่าท่านผู้งดงามน่าทัศนา — realm of Brahmas who are beautiful) 15) สุทัสสี (เหล่าท่านผู้มองเห็นชัดเจนดี หรือผู้มีทัศนาแจ่มชัด — realm of Brahmas who are clear-sighted) 16) อกนิฏฐา (เหล่าท่านผู้ไม่มีความด้อยหรือเล็กน้อยกว่าใคร, ผู้สูงสุด — realm of the highest or supreme Brahmas) คือ เมื่อเป็นอนาคามี ตายไปแล้วไม่กลับมาเกิดอีกอยู่ในภพของจิตที่จะสลายไปตามนี้ ซึ่งนานมากเพราะไม่มีอุปกรณ์ที่จะปฏิบัติ พระพุทธเจ้าสมณโคดมจะไม่ตกอยู่ในสุทธาวาสทั้ง 5 ท่านจะกลับมาเกิด มีดินน้ำไฟลม มีตาหูจมูกลิ้นกาย จึงเป็นโพธิสัตว์ อาตมาคนหนึ่งเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ จะไม่เอาอย่างนั้นเพราะเสียเวลา มันนานมาก มันไม่ได้ล้างเลย เอาปัจจุบันมาทำตาหูจมูกลิ้นกายดับแล้วปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลยไม่ต้องค้างอยู่ในภพในอีก ไม่ต้องอยู่ในสุทธาวาส 5 ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
อันนี้คืออรูปพรหมชนิดมาเกิดอีกไม่ใช่จมในสุทธาวาส ซึ่ง มีทั้งแบบมิจฉาและสัมมา สัตตาวาส 4 ก็มิจฉาแล้ว ไปเป็นสัตว์หลับตาปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ฌาน 1 2 3 4 เป็นฌานหลับตาทั้งนั้น ยิ่งมิจฉาหมด ยิ่งฌาน 5 ดับสัญญาไปเลยแล้วก็ไปหลงไม่เป็นนิโรธ พอถึงสัตตาวาสตัวที่ 5 อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็เป็นวิหารปลอม เป็นภพปลอม เป็นนิรมาณกาย สัมโภคกาย และ อาทิสมาณกาย เป็นเรื่องเพ้อพกไปหมดเลย แล้วแต่ใครจะสร้างภพชาติของใครของมัน สร้างภพชาติดาวคนละดวงของใครของมัน ตามเรื่อง เพราะฉะนั้น อรูปฌาน 4 ของอสัญญีสัตว์ เป็นเรื่องเละเทะ ทีนี้ สัมมาทิฏฐิ ไม่มีที่จะไปหลับตา ไม่มีอสัญญีเลย ลืมตาโพลงๆ มีกระทบสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย จึงจะเป็นอรูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 เป็นอย่างนี้ 1.อากาศ 2.วิญญาณ 3.อากิญจัญยายตนะ 4.เนวสัญญานาสัญญายตนะ ผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิจะมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ส่วนผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิจะไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่ต้องไปทวนอีก ประวัติสัมมาทิฏฐิแล้วมาจนถึง อรูป อรูปก็เรียนรู้ 1 อากาศ Space 2 วิญญาณ วิญญาณก็คือวิญญาณ จะเลือกภาษาฝรั่งอะไรก็ตามใจ คือธาตุรู้กับ space กับสภาวะของอวกาศของอากาศ ก็ต้องเป็นคู่อยู่ด้วย เพราะเมื่อเป็นชีวะเป็นจิตนิยามและมันก็ต้องเป็นวิญญาณ ก็จะต้องอยู่กับ จะว่างขนาดไหนก็ตามแต่อากาศ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณก็อยู่กับอากาศว่างที่สุด ว่าง ภาษาพูดก็เป็นเรื่องของสสาร พลังงาน แต่ว่างอย่างปรมัตถ์ก็คือว่างจากกิเลส อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ ก็ว่างจากกิเลสเพราะฉะนั้นอากาศกับวิญญาณแทบจะเป็นอย่างเดียวกัน อากาศคือว่างวิญญาณคือรู้ รู้ว่าง ว่างรู้ ที่จะมีชีวะคือวิญญาณ วิญญาณคือธาตุที่จะเป็นชีวะขึ้นมา ก็อยู่อย่างว่าง ว่างจากอะไรก็ต้องมีเหตุปัจจัย คือว่างจากกิเลส กิเลสไม่มีนิดนึง นิดนึงไม่มีเลย อากิญจัญยายตนะ คือ นิดหนึ่งก็ไม่มี ไม่มีอย่างสัมมาทิฏฐิจึงไม่สงสัยอีกเลยไม่ต้องมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิที่สมบูรณ์และวิญญาณฐิติก็มี 7 เองไม่ต้องมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัมมาทิฏฐิมาตั้งแต่ต้นตั้งแต่ 1 2 3 4 5 6 7 ก็จบ ไม่ต้องมีใช่ ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่พวกที่ยังกั๊กไปกั๊กมา อันนี้ชัดเจนถูกต้องกำหนดสัมมาทิฏฐิมาถูกต้องอากาสคือที่ว่าง วิญญาณคือกิริยาไม่มีกิเลสแล้วก็คือ อากิญจัญยายตนะ ก็จบแล้วนี่ วิญญาณฐิติจึงมีอย่างนี้ สรุปผู้ที่ไม่รู้จักสัจธรรมอย่างสัมมาทิฏฐิก็อธิบายเป็นแสงเป็นสีเป็นอะไรไปหมดเลยเป็นภพเป็นชาติไป เป็นพรหม ตั้งแต่อรูปพรหมยิ่งหยาบ ยิ่งเป็นภพชาติเละเทะ เป็นดินแดนเพ้อเจ้อ พระอรหันต์เจ้าไม่มีภพหรอก พรหม 16 ไปหลงแสงสีอะไร ผู้ที่เป็นอรหันต์อย่างแท้จริง ผู้ที่มีแสงสีอย่างนั้นอยู่ก็ยังมี เราก็ไม่ปฏิเสธว่าสิ่งที่เขามีเพราะเขาไม่รู้เราก็ต้องเข้าใจ..ไอ้น้องเอ๋ย..ยังมีภพอยู่นะ เราก็เอ็นดูเขา เราไปบังคับให้เขาไม่มีก็ไม่ได้ เขายังมีอยู่ เราจึงเป็น อนุปคัมมะ เราไม่มีแล้ว คนที่ยังมีอยู่ก็มี เราก็ไม่ต้องไปถือหางอยู่กับพวกไม่มี มาข่มพวกไม่มีก็ไม่ต้อง ก็มันยังไม่ถึงคราวที่ไม่มี ไม่มีแล้วก็ไม่มีดีแล้วไม่ต้องไปยกตนข่มท่าน ก็จบ เราก็รู้มันจบของเราไม่ต้องไปข่มใคร แต่คำว่าไปข่ม อาตมาพูดเชิงเหมือนข่ม ผู้ผิดผู้ที่ไม่ถูก ผู้ที่ทำลายศาสนา ผู้ที่เป็นโจร โดยโวหารก็ข่มไม่ข่มไม่ได้ แต่คนขี้ตู่ว่าอาตมาข่ม อาตมาจะไปข่มทำไมอาตมาอยู่ของอาตมาดีๆแล้ว อาตมาแสดงธรรม เมื่อยก็ต้องแสดงธรรมก็เป็นโพธิสัตว์เป็นสัมภาระวิบาก เหนื่อยเราก็ไม่เหนื่อย เมื่อยเราก็ไม่เมื่อย เราไล่ไปเรื่อยๆเราไม่เมื่อยเราไม่เหนื่อย ที่จริงแล้วเหนื่อยแทบตาย ไปหลงผิดติดยึด นั่งหลับตาพากันมา 2,500 กว่าปี ไม่รู้จะพูดอย่างไรว่านั่งหลับตานั้นเลิกเสียได้ออกป่าเขาถ้ำก็ให้เลิกเสีย นี่กำลังอ่าน อัมพัฏฐสูตร มันยังไม่ถึงจุดที่จะต้องยืนยันนะ ยังอ่าน ไปไม่ถึงความเสื่อม พระพุทธเจ้าตรัสกับอัมพัฏฐะมาเรื่อย ว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา สถาปนาศาสนาพุทธเอาไว้ ศาสนาพุทธไม่ออกป่าไม่หลับตาปฏิบัติแต่ลืมตามีจรณะ 15 วิชชา 8 จนกระทั่งความเสื่อมเกิดขึ้นมา พอเสื่อมมาก็ออกป่า โดยเข้าใจว่า ผู้ที่มีสมบัติ จรณสมบัติ วิชชาสมบัติคือพระที่อยู่ป่า ซึ่งมันเป็นมิจฉาทิฐิอย่างสนิทเลย วิชชาจรณะ ถ้าจะว่าแล้วอยู่ป่าหรือไม่อยู่ป่าอยู่บ้านไม่อยู่บ้านถ้ามีจรณะ 15 วิชชา 8 แล้ว ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเมือง ไม่ใช่ศาสนาคนป่า เป็นศาสนาสอนคนเมือง ศาสนาอยู่ที่สังคม ไม่ได้เป็นศาสนาที่ไร้สังคม ศาสนาของอาริยะกะ ไม่ใช่ศาสนาของมิลักขะ อาตมาก็พูดมาหมดแล้ว ปฏิบัติธรรมศาสนาพุทธต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นคนตื่นอยู่กับสังคม ตาหูจมูกลิ้นกาย ตื่นๆ สรุปว่า ต้องมาลืมตาปฏิบัติ เลิกหลับตาปฏิบัติ 650518 วิชชาจรณสมบัติ และพรหม 20 ชั้น พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ