ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจด้วยฌานทั้ง 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจด้วยฌานทั้ง 4 สรุปลงตรงนี้ว่า ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนกระทั่งรู้ว่า วิญญาณคืออะไร วิญญาณคือสังขารที่ปรุงแต่งกันขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัย ตั้งแต่เป็นธาตุดินน้ำไฟลม ซึ่งมันสังเคราะห์สังขารกันขึ้นมา เป็นอุตุก็สังเคราะห์สังขารกันอยู่ เป็นความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า จนกระทั่งจับตัวเกิดมาเป็นชีวะ ก็จึงเป็นพืชขึ้นมา จะเรียกว่าอัตตาก็ยังไม่เต็มอัตตา แต่มันก็เป็นตัวตนของมัน มีการยึดถือธาตุ ธาตุต่างๆที่ ฉันก็ต้องเอาธาตุอย่างที่ฉันรู้กำหนดเอา มะเขือเทศก็ต้องเอาธาตุอย่างนี้มาสังเคราะห์ให้ตน เอาพลังงานเอาสารมาสังเคราะห์ให้เป็นเนื้อตัวตน เป็นเนื้อมะเขือเทศ เป็นเนื้อกะหล่ำปลี ธาตุอันไหนมันไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นธาตุที่ต้องการของมัน มันมีของมัน มันจะต้องมีธาตุอะไรบ้าง มันก็รู้ ดินน้ำไฟลม จะละลาย อยู่กับดิน อยู่กับน้ำ อยู่กับลม พืชบางอย่างห้อยต่องแต่ง อยู่บนอากาศ ดูดเอาน้ำเอาลมจากไอน้ำจากลมจากธาตุไฟจากอากาศ แต่ส่วนมากพืชมันก็อยู่กับดิน มันอยู่กับอากาศน้อย อยู่กับน้ำกับดินก็เยอะ มันก็เกิดเป็นชีวะของมัน จนกระทั่งมันพัฒนาธรรมชาติของมันจนถึงรอบครบถ้วนจึงไปเป็นชีวะของจิตนิยาม มันก็เป็นได้ ธรรมชาติของมันมันเป็น มันสะสม เป็นพัฒนาการของมันอย่างนี้ เมื่อมาเป็นจิตวิญญาณพระพุทธเจ้าท่านก็รับผิดชอบ เพราะท่านรู้จบว่าจริงๆแล้วแยกธาตุจิตวิญญาณ ให้สลายไปได้เลยหรือในขณะที่ยังเป็นๆอยู่ ก็สามารถทำจิต ทำใจในใจของตนมีอำนาจ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ เพราะฉะนั้นสามารถทำจิตให้เป็นพืชได้ เป็นอุตุได้ แม้ขณะตอนเป็นๆ มีชีวิตอยู่ จะยังจิตตรงไหน ยังตรงที่ว่า 1 ต้องรู้เลยอาการของจิตต่างๆ ตัวกำหนดรู้ตัวสำคัญก็คือสัญญา เป็นความสามารถของจิตท่านตั้งชื่อไว้ว่าคือสัญญา มันสำคัญมั่นหมาย กำหนดร
อ่านต่อ
ู้อาการของจิต อาการอย่างนี้มันปรุงแต่งกันอยู่เรียกว่าสังขาร อาการอย่างนี้เรียกว่าเวทนา อาการอย่างนี้เรียกว่าเจตนา เพราะฉะนั้นในนามธรรม 1. เวทนา 2. สัญญา 3. เจตนา 4.ผัสสะ 5.มนสิการ นี่แหละคือนามธรรม เมื่อมีผัสสะครบ รูปนามผัสสะ มีสิ่งที่ถูกรู้กับธาตุรู้ของเรา สัมผัสและปรุงแต่งกัน ก็สามารถทำจิตทำใจในใจ จัดการใจได้เรียกว่ามนสิการ จัดการกับจิตใจตัวเองได้ มันปรุงแต่ง ปุ๊บ เป็นจิตนิยามเต็มแล้ว เราก็พยายามทำจิตทำใจของเรา ให้มันมีอารมณ์มีอาการเวทนา ให้เป็นลักษณะแค่พีช หรือให้เป็นลักษณะอุตุ ทำได้ ….ใครทำได้แล้วบ้าง ….ตั้งใจดีๆ ทำใจในใจทำได้แล้วบ้าง ไม่ใช่ทำได้หมด ถามว่าทำได้แล้วบ้าง บางคนก็ สิบตรีทำได้ 2 บ้าง บางคน สิบโททำได้ 3 บ้าง บางคนขั้นจ่ากำลังจะขึ้นดาวแล้ว ก็ทำได้จริงๆ จนกระทั่งทำได้บริบูรณ์ ทำได้คล่องแคล่ว ทำได้ชำนาญ ทำได้เรียบร้อย ก็เรียกว่าจบอรหันต์ ทำได้เรียบร้อยก็หมายความว่า จิตเมื่อมีผัสสะ กระทบสัมผัสกับอะไรก็สามารถมนสิการ ทำจิตของตัวเองให้เป็นอุตุ เป็นพีชะได้ ตามต้องการเสมอ โดยเฉพาะทำให้เป็น พีชะ ตัวกลาง พีชะ มันมีแต่สัญญากับสังขาร มันไม่มีเวทนามันไม่ใช่วิญญาณ เป็นพลังงานที่ไม่มีวิญญาณครอง ยังไม่บริบูรณ์ เป็นวิญญาณ เรียกว่า อนุปาทินกสังขาร สังขารที่ไม่มีวิญญาณครองและไม่มีกรรมครอง สังขารที่ปรุงแต่งอย่างไรก็ไม่เกิดกรรมวิบาก สั่งสมอกุศลกุศล สั่งสมวิบาก โดยเฉพาะมันทำบุญไม่เป็นหรอก แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ทำบุญไม่เป็น แม้แต่ศาสนาเทวนิยมก็ทำบุญไม่เป็น แต่เขาไม่รู้ไม่เข้าใจ เขาก็ขี้ตู่ เอาคำว่าบุญไปเรียก แปลบุญว่าทำความดี ซึ่งผิด บุญ ไม่ใช่ความดี ถ้าจะว่าแล้วเป็นความร้ายด้วย เป็นนักฆ่า บุญนี้เป็นนักฆ่าตัวยง แต่เป็นนักฆ่ากิเลสเท่านั้น ไม่ใช่ฆ่าดาษดื่น สะเปะสะปะไปทั่ว ไม่ใช่ บุญ รู้จักหน้าตาของกิเลสดี บุญ นี่มีปัญญา มีปัญญาฆ่ากิเลสได้ ตั้งแต่เริ่มชื่อว่าทำพลังงานเป็น เริ่มจัดการทำพลังงานจิตให้เป็น เป็นอะไร เป็นพลังงานที่มีฤทธิ์เรียกว่าไฟ แปลเป็นไทยว่า ไฟ ภาษาบาลีว่า ฌาน ผู้ที่จัดการทำการปรุงแต่งจิตของตน มนสิการ ให้จิตเป็นพลังงานไฟ พลังงานฌานได้ รู้จักบุญ เริ่มเป็น ฌาน 1 มีพลังงานความรู้จับกิเลสได้ กิเลสถูกเจ้าพลังงานฌาน มาจับตัว กิเลสนี้มันแพ้ฤทธิ์ปัญญา กิเลสจะหมดได้ด้วยปัญญาอันยิ่ง สัมมัปปัญญา เริ่มต้นใช้ฌาน 1 ก็ เห้ย! ไอ้เจ้ากิเลส แหยมหน้าแล้วนะ ฌาน 1 ฌาน 2 ก็บอกว่า ไป! อย่ามาตอแย อย่ามาอยู่กับฉัน แต่กิเลสมันก็เหนียวนะ ไม่ไปง่ายๆหรอก มันบอกเฮ้ย! ฉันอยู่ที่นี่มานานแล้วนะ อย่ามาไล่ฉันง่ายๆได้ไง ก็เลยต้องรบกัน รบกันด้วยปัญญา ฌานหรือว่าการฆ่าหรือการทำลายกิเลสของพระพุทธเจ้าไม่รุนแรง ใช้ความรู้รบกันด้วยความรู้ รบกันด้วยความชนะแพ้ เอ็งแพ้เพราะเอ็งเป็นตัวร้าย เอ็งมาทำกรรมกิริยาของข้าฯให้เป็นกรรมกิริยาทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี โดยเฉพาะควบคุมใจเลย เอ็งมันตัว แนวที่ 5 เป็นโจรใหญ่ เป็นโจรใหญ่
640223_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์