สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ธรรมที่เป็นอยู่ผาสุก 5 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ธรรมที่เป็นอยู่ผาสุก 5 ประการ _ใบฟ้า...ในวาระ สู่แดนทองฉลอง50 ปีโพธิกิจ ขอนิมนต์เทศน์เรื่องธรรมะเป็นอยู่ผาสุก5 ประการแก่ลูกๆและมวลมนุษยชาติตามสมควรด้วยเจ๊า พ่อครูว่า… 6. อานันทสูตร ล.22 [106] พ. พึงมี อานนท์ แล้วตรัสต่อไปว่า ดูกรอานนท์ 1 ภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยตนเอง ไม่ติเตียนผู้อื่นในเพราะอธิศีล 2 เป็นผู้ใส่ใจตนเอง ไม่ใส่ใจผู้อื่น 3 เป็นผู้ไม่มีชื่อเสียงย่อมไม่สะดุ้งเพราะความไม่มีชื่อเสียงนั้น 4 เป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน 4 อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน 5 และย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุสงฆ์พึงอยู่เป็นผาสุก ดูกรอานนท์ อนึ่งเราย่อมกล่าวได้ว่า ธรรมเครื่องอยู่เป็นผาสุกอย่างอื่น ที่ดีกว่าหรือประณีตกว่าธรรมเครื่องอยู่เป็นผาสุกเช่นนี้ ย่อมไม่มี ฯ ธรรมะที่ทำให้เป็นอยู่ผาสุก 5 ประการ ๑. ถึงพร้อมด้วยศีล ไม่ติเตียนผู้อื่นเพราะอธิศีล ๒. เพ่งดูกรรมของตนเอง ไม่เพ่งโทษผู้อื่น ๓. ไม่มีชื่อเสียง ย่อมไม่สะดุ้งเพราะไม่มีชื่อเสียงนั้น ๔. ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌานทั้ง ๔ ๕. กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๑๐๖) *ไม่สะดุ้ง = โน ปริตสฺสติ
ทั้ง 5 ข้อคือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือไตรสิกขา ขยายเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 วิชชา 8 มีเจโตปริยญาณ 16 คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. สราคจิต (จิตมีราคะ) วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ)
อ่านต่อ
สโทสจิต (จิตมีโทสะ) วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) สโมหจิต (จิตมีโมหะ) วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) อาตมามีสภาวะทั้งหมดแล้วจึงเอามาพูดได้ เอาอุตริมนุสธรรมอวดไป แล้วเขาก็บอกว่าอาบัติ แต่เป็นอรหันต์แล้วไม่มีอาบัติหรอก แม้บอกกับอนุปสัมบันก็ไม่มีอาบัติ สงฆ์ประกาศยกสติวินัยให้อาตมาแล้วด้วย มาพูดนี้ไม่ได้ผิดวินัยอะไรสักอย่าง ยกไว้แล้ว อาตมาแม้พูดแรง ด่า แต่ไม่ได้ไปมีจิตไปเบียดเบียนใคร ไม่ได้รังแกใคร เช่นตำหนิมหาบัว ตำหนิธัมมชโยก็บอกด้วยความเมตตาด้วยความจริง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลไม่ได้ติเตียนผู้อื่นด้วยอธิศีล ที่พูดไปนี้เป็นอธิศีล จริงๆ ใครจะติเตียนเขาต้องมีความเหนือเขา แต่ถ้าตัวเองไม่เหนือเขาแล้วไปติเตียนเขาก็จะไปไม่รอด เตี้ยอุ้มค่อม คนที่ไปติเตียนเขาโดยที่ตัวเองไม่มีอธิศีลนั้นแล้วก็ไม่เป็นอยู่ผาสุก ตั้งตนในคุณอันสมควรก่อน พร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง การเพ่งดูตน ต้องรู้ตน อ่านตน ขจัดกิเลสในตนอย่าไปเพ่งผู้อื่น ผู้ไม่ไปเพ่งผู้อื่น คำว่าเพ่ง คือเพ่งโทษ เพ่งโทษกับเพ่งคุณต่างกันนะ อาตมามีแต่เพ่งคุณไม่เพ่งโทษ บอกโทษของเขา เพื่อให้เขาแก้ไขปรับปรุงจะได้เป็นคุณ บอกธัมมชโยหรือมหาบัวเป็นต้น เอามาเป็นตัวอย่าง อาตมาพูดเหมือนไม่เคารพ มหาบัว แต่อาตมาเคารพเพราะบวชก่อน แต่คุณธรรมเคารพไม่ได้ เพราะหลอกผู้อื่นทางธรรม หลอกอุตริมนุสสธรรม ตัวเองไม่ได้บรรลุพระอรหันต์แต่ก็ไปบอกว่าตัวเองบรรลุซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด แม้ไม่รู้ตัวก็เถอะ ถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครรู้ อาตมาพูดเพื่อให้รู้ ไม่ใช่พูดเพื่อให้ได้ลาภยศสรรเสริญให้คนมายอมรับนับถือ อาตมาพูดแต่สัจธรรมอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับ โลกียธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อาตมาพูดเป็นโลกุตระ พูดสัจธรรมอย่างเดียว อาตมาเองเมื่อหมดตัวตนก็จบไม่ต้องเพ่งดูตนก็ได้ แล้วจิตไม่เพ่งดูตนตัวเองไหม ก็ต้องรู้ตัวเองเพราะว่าจิตของผู้ที่หลุดพ้นแล้วมี มุทุภูตธาตุ พูดเลยแสดงอะไรออกไปต้องมีสติรู้ว่าตัวเองแสดงอะไรออกไป สิ่งไม่ควรก็ไม่ทำ สิ่งที่ควรก็ทำ คุณต้องพยายามดูตัวเองตัวเองไม่พ้นแล้วไปติผู้อื่นก็ไม่สมควรแล้ว เตี้ยเท่านี้แล้วไปติผู้สูงไม่ควร ควรต้องดูที่ตนอย่าไปเที่ยวว่าคนนั้นคนนี้ไม่มีสิทธิ์ ผู้เพ่งตน รู้โทษผู้อื่นแล้วบอกผู้อื่นให้รู้ตัวก็เป็นความเป็นอยู่ผาสุกข้อที่ 2 เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงก็ไม่ปรารถนาตนเองเป็นผู้มีชื่อเสียง อาตมาเป็นผู้ไม่มีชื่อเสียงในเถรสมาคมเขาไม่ได้ยกย่อง อาตมาไม่สะดุ้งเพราะชื่อเสียงที่เขาไม่ยอมรับอาตมาก็ไม่เคยสะดุ้ง ถ้าอาตมาจะมีชื่อเสียง คนก็ต้องรู้คุณค่าในตัวอาตมา อาตมามีอะไรดีที่จะให้เขาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อาตมาแสดงออกคนที่มีปัญญามีความรู้ว่า โอ้อันนี้น่าได้เขาก็จะยอมรับอาตมาเอง สิ่งที่เขายอมรับนี่แหละคือชื่อเสียง เป็น favourite (นักรบธรรมว่า ผู้รู้ยอมรับว่านี่คือสุดยอดของพุทธ) พ่อครูว่า..เป็นผู้ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 อาตมามีฌานในตัวทุกเวลา ผู้ที่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ก็ต้องสร้าง ฌาน ทำใจในใจให้เป็นไฟฌาน กำจัดกิเลส ราคะโทสะโมหะ ต้องทำใจในใจให้ได้ให้เป็น จนกระทั่งได้โดยสบายๆเป็นอัตโนมัติ อาตมาผ่านมาหมดแล้ว ฌานทั้ง 4 มีประจำตัวอัตโนมัติ ฌานนั้นเผากิเลสหมดแล้วด้วย เป็นพลังงานที่เหมือนกับที่เรามี รปภ.ป้องกันตัว พลังงานฌานไม่ให้ศัตรูราคะโทสะโมหะเข้ามาตอแย เป็นพลังงานที่อยู่ในตัวเลย พูดเป็นปุคลาธิษฐานที่จริงเป็นธรรมาธิษฐาน ผู้มีฌานแล้วก็ไม่ต้องเข้าไม่ต้องออก มีอยู่แล้ว แต่ผู้ที่จะต้องไปหลับตาแล้วทำฌานนั้นเป็นสิ่งที่ผิดไปจากพุทธ พลังงานไฟฌานคือพลังงานสลายราคะโทสะโมหะ ให้ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 ธรรมะทำให้ผาสุก 5 ประการนี้ เป็นการอธิบายอย่างพิสดาร กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ อาตมาก็เป็นแล้วมีแล้ว สรีระร่างกายมีพยาธิทุกข์มาไม่กี่วันนี่ก็หายแล้ว ก็เลยได้มาเทศนา