สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน การเกิดใหม่และการดับสลายของชาวพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน การเกิดใหม่และการดับสลายของชาวพุทธ _Poonya Tamma : ตายแล้วไม่สูญนะ ร่างกายมันสูญ แต่ใจที่มาสั่งให้ร่างกายทำอะไรนี้ไม่สูญ เราไม่ได้เป็นร่างกายเราเป็นผู้สั่ง เราเป็นนายร่างกายเป็นบ่าว เราคือใจ คือผู้รู้ผู้คิดนี่แหละ เวลาร่างกาย ตายไป ผู้รู้ผู้คิดไม่ได้ตายไปกับร่างกาย ผู้รู้ผู้คิดมีความอยากก็จะกลับมาเกิดใหม่-พระอาจารย์สุชาติ ฝากคำถาม ผู้รู้ ผู้คิด มีความอยาก ก็จะกลับไปเกิดใหม่ ใช่หรือไม่อย่างไร พ่อครูว่า...ตายแล้วถ้าจะไปเกิดเป็นพืชเป็นดินน้ำลมไฟ อันนี้นี่แหละสำคัญ ศาสนาพุทธสามารถทำให้จิตวิญญาณตัวเอง สุดท้ายตายแล้วไปเกิดเป็นดินน้ำไฟลมได้ ไม่ต้องหมุนเวียนมาเกิดเป็นจิตนิยามอีกได้ นี่แหละคือสุดยอดของศาสนาพุทธ โดยธรรมนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ธรรมะคือสิ่งทรงไว้ยังไม่สูญสลายไป กรรมคือการกระทำ กระทำทางกายเป็นกายกรรม ก็หมายถึงการเคลื่อนไหวทั้งหมด ของสรีระทั้งใจด้วย หากเฉพาะวจีกรรมก็คือการกระทำเคลื่อนไหวของวจี เคลื่อนปาก มีคนเคลื่อนไหวริมฝีปากน้อยๆก็ส่งเสียงได้ก็มี มโนกรรมมีแต่การเคลื่อนของมโนก็ได้ กรรมนี่แหละ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรียนรู้ ให้เราสามารถควบคุมกรรม กายและวจีโดยเฉพาะมโนกรรม จิตวิญญาณหรือมโนเป็นตัวประธานให้เกิด ต้องเรียนรู้ถึงจิตวิญญาณจึงจะสามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้ มีวสวัตตี มีอำนาจทางจิตที่จะสามารถทำใจในใจมนสิการให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ศาสนาพุทธมีความสามารถถึงขนาดนั้นและที่สุดแห่งที่สุดคือสามารถทำให้จิตวิญญาณเรานี้ เมื่อเวลาตายสุดท้าย ให้สลายไปเลยทำให้ใจในใจของเราสลายเป็นดินน้ำไฟลมได้เลย เรียกว่าปรินิพพานเป็นปริโยสาน หากยังไม่มีความรู้ที่จะทำให้จิตใจเป็นอุตุได้ก็ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ตายไปแล้วก็
อ่านต่อ
ยังจะต้องเวียนวนกลับมาเกิดเป็นจิตนิยามเป็นสัตว์หรือเป็นมนุษย์ เทวนิยมไม่สามารถสลายจิตวิญญาณได้เขาก็รู้ตัวเขาเหมือนกันว่าเขาสลายไม่ได้ เขาจึงเชื่อว่าจิตวิญญาณนิรันดรไม่มีสูญสลาย พระเจ้าเป็นเจ้าของวิญญาณนิรันดร ตายแล้วสูงสุดก็ไปอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าเป็นเจ้าของจิตวิญญาณ ซึ่งพระพุทธเจ้านั้น สามารถพิสูจน์เลยได้ว่าพระเจ้านี้ไม่ได้มาเป็นเจ้าของจิตวิญญาณเรา เพราะเราสามารถสลายจิตเป็นปริโยสานให้ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แยกธาตุเป็นศูนย์ได้ในความเป็นจิตนิยาม เรียกว่ามีปรินิพพาน นี่คือนัยสำคัญที่ต่างกันระหว่างเทวนิยมกับอเทวนิยาม สุดท้ายศึกษาแล้วจะรู้ว่าจะสูญสลายก็ได้จะต่ออีกก็ได้เวียนเกิดอีกได้ แต่เถรวาทเขาก็ไม่เข้าใจเขาก็ยึดแต่ว่าตายแล้วสูญไม่เวียนกลับมาเกิดอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาตมามีความรู้จากความจริงว่า เป็นพระโพธิสัตว์เป็นพระอรหันต์แล้วกลับมาเกิดอีกได้ เป็นขั้นๆ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าเถรวาทหรือชาวพุทธในเมืองไทยไม่เชื่ออย่างนี้ หากเชื่อว่าตายแล้วสูญอย่างเดียวเป็นพระอรหันต์ แล้วตายแล้วต้องสูญสลายอย่างเดียวไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว อันนี้ถือว่าเป็นทิฏฐิที่เป็นอุจเฉททิฏฐิ ถือเป็นมิจฉาทิฐิอย่างหนึ่งที่เป็นอุจเฉททิฏฐิ ส่วนสัสตทิฏฐิคือตายแล้วไม่มีสูญคือนิรันดรอยู่กับพระเจ้า นี่คือความคิดของพวกเทวนิยม พระพุทธเจ้าแยกความเห็นต่างๆที่เป็นมิจฉาทิฐิคืออดีต 18 อนาคต 44 ความเห็น ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ใช่เป็นสุขนิยม ศาสนาที่เป็นเทวนิยมเป็นศาสนาสุขนิยมมีความสุขนิรันดร ปรารถนาความสุขเอาแต่ความสุข ไม่คิดจะเรียนรู้ทุกข์ เพราะไม่รู้ว่าความสุขกับความทุกข์มันเป็นอย่างไร ความสุขกับความทุกข์มันเป็นคู่แฝดคู่หูแยกกันไม่ได้ เหมือนกระดาษแผ่นหนึ่งเหมือนเหรียญสองหน้า เมื่อแยกกันไม่ได้พระพุทธเจ้าก็จะทำอย่างไรก็ต้องฆ่าทั้งความสุขและความทุกข์ทิ้งไปเลย หมดความสุขหมดความทุกข์ ตั้งแต่ตอนเป็นๆ เป็นพระอรหันต์คือผู้ที่รู้จักความสุขความทุกข์และเป็นผู้ที่ไม่มีความสุขความทุกข์แล้วจิตว่างจากความทุกข์ความสุขเลย โดยศัพท์เรียกว่าอุเบกขาเป็นจิตบริสุทธิ์ สบายไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ...เป็นได้ไหม? 630117_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชาวโลกุตระฟังธรรมเพื่อทำลายตน