สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน รู้รูปนามได้จึงเข้าถึงวิโมกข์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน รู้รูปนามได้จึงเข้าถึงวิโมกข์ -พิทักษณ์…..กราบนมัสการครับ เรื่อง วิโมกข์ ๘ ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 เฉพาะ วิโมกข์ ข้อที่ 2 ในข้อ 66 กับ ข้อ 101 แปลเป็นไทยต่างกัน
ใน พตปฎ. เล่ม 10 ข้อ 66 วิโมกข์ ข้อที่ 2 ความว่า ๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน ย่อมเห็นรูปในภายนอก นี้เป็น วิโมกข์ข้อที่ ๒
ใน พตปฎ.เล่ม 10 / ข้อ 101 เฉพาะวิโมกข์ข้อที่ 2 ความว่า ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สอง ฯ ข้อหลังนี้ ตรงกับที่พ่อครูอธิบายครับ พ่อครูว่า…คำว่ามีความสำคัญหรือไม่มีความสำคัญในบาลีของวิโมกข์ข้อที่ 2 บอกว่า อัชฌัตตัง อรูปสัญญี พหิทารูปานิปัสสติ มีข้อความเท่านี้ ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) อัชฌัตตังคือภายใน ที่มีทั้งรูปและอรูป แต่เขียนแต่อรูปคือละไว้ในฐานที่เข้าใจ อาตมารู้จักสภาวะ และเข้าใจความหมาย มั่นใจว่าไม่ได้พูดผิด แล้วคุณจะได้ปฏิบัติครบ ในภายใน หากคุณหมดกามภายนอกแล้วก็เหลือแต่ภายใน ก็มีภวะ ก็จะเป็นรูปกับอรูป คุณก็ต้องกำหนดรู้ เรียกว่าสัญญี คือผู้กำหนดรู้ ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) คนที่ตาบอดก็รับรูปเห็นรูปไม่ได้ ต้องมีประสาทสัมผัสครบ แล้วต้องสัมผัสอย่างเห็นๆ เรียกว่าปัสสติ รูปก็เห็นด้วยตา หูก็ได้ยิน จมูกก็ได้กลิ่น ลิ้นรับรสสัมผัส วิโมกข์ 8 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อท.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุ
อ่านต่อ
ภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.10 ข.66 / ล.23 ข.163 4.ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา(พ้นรูปฌาน) เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้ (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) 5. ผู้ที่ล่วงพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้ (สัพพโส อากาสานัญจายตนัง สมติกกัมมะ อนันตัง วิญญาณันติ วิญญาณัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) 6. ผู้ที่ล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงจึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร (สัพพโส วิญญาณัญจายตนัง สมติกกัมมะ นัตถิ กิญจีติ อากิญจัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) 7. ผู้ที่ล่วงพ้น อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (สัพพโส อากิญ-จัญญายตนัง สมติกกัมมะ เนวสัญญานาสัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) หรือจิตวิญญาณต้องพ้นสิ่งที่ไม่รู้ และไม่มีที่จะไม่รู้ . . . . 8 .ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญา-นาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง (สัพพโส เนวสัญญานาสัญญายตนัง สมติกกัมมะ สัญญาเวทยิตัง นิโรธัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) หรือพ้นอวิชชาสังโยชน์ อันผู้เข้าถึงแล้ว พึงทบทวนตรวจสอบอย่างอนุโลมบ้าง อย่างปฏิโลมบ้าง ทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง หรือบางขณะก็อยู่ในอารมณ์บางขณะก็ไม่อยู่ในอารมณ์แห่งวิโมกข์ 8 อยู่บ้าง-ไม่อยู่บ้างตามคราวที่ต้องการ ตามที่ปรารถนาและตามกำหนดที่ประสงค์ จึงบรรลุเจโตวิมุติ - ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุติ พตปฎ. เล่ม 10 ข.66 (มหานิทานสูตร)
แต่เขาเข้าใจวิโมกข์ได้จากการทำฌานหลับตา ไปนั่งหลับตาปิดหู ผิดตั้งแต่ต้นทางเลย ก็เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสถามพราหมณ์ว่าอาจารย์ท่านสอนอย่างไร 10. อินทริยภาวนาสูตร (152) [854] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกร อุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการ เจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียง ด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของ ปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัส แล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ
พ่อครูว่า...เท่านี้ก็น่าจะสะดุดน่าจะเข้าใจแต่ทำไมเป็นโจรปล้นศาสนาถูกเอาไปฆ่าเช้ากลางวันเย็นด้วยหอกร้อยเล่มก็ยังฆ่าไม่ตายเสียที ไม่ลืมตามาสักที ไม่มาเข้าใจสักที ไม่มารู้จักวิญญาณ ไม่มารู้จักนามรูป เป็นโมฆะหมดเลยไปนั่งหลับตาก็เลยจึงได้ชื่อว่าเป็นโจรปล้นศาสนา ไม่รู้นามรูปก็ปฏิบัตินาม 5 รูป 28 ไม่ได้ไปดับนามอีกโดยไปนั่งหลับตาแบบเดียรถีย์ นาม 5 ต้องมี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คุณทำใจในใจไม่ได้ไม่ถูกระบบระเบียบแบบแผน ตามวิธีของพระพุทธเจ้า คุณทำใจในใจไปนั่งหลับตาก็ทำใจในใจเหมือนกันแต่เป็นมิจฉาทิฐิ เพราะคุณไม่มี ผัสสะ ก็ไม่มีนามที่ชัดเจน เพราะว่าผัสสะแล้วจึงจะมีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คุณไม่ได้เรียนรู้วิญญาณ
วิญญาณนี้เป็นธาตุรวมของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร รวมครบ อาตมาเอามาอธิบายโดยพิสดาร มากมายไม่รู้เท่าไรๆ คุณเปิดใจรับดีๆ ตั้งใจ ยิ่งเป็นผู้แสวงหา อยากจะได้ธรรมะพระพุทธเจ้าอยากจะบรรลุธรรมฟังให้ดีๆ อาตมาบอกไปหมดเนื้อหมดตัวไม่ได้มีความลามกในจิตเลย บอกไปด้วยความจริงที่จำนนที่จะต้องบอกยืนยันความจริงทั้งหมด อาตมาพูดมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว พูดแต่ความจริงไม่พูดผิด คนก็เลยหมั่นไส้ ว่าอวดตัวอวดตน แต่ที่เขาอวดผิดๆ โฆษณาประกาศผิดๆ ช่องทั้งหลายแม้วัดต่างๆสอนกันก็อวดผิดๆ อวดสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การต้องการอวดแสดงออกให้ผู้อื่นรู้เห็น หากเอากิเลสไปปนก็อยากอวดตัวตนเป็นมานะ เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง หากไม่มีกิเลสนี้ก็คือแสดงธรรมดานี่แหละแสดงความจริงไปตามความจริงเป็นธรรมดา อาตมาอยู่ในประเด็นนี้ ไม่ได้มีกิเลสไม่ได้มีลักษณะที่จะอวดโอ่ อวดตัวอวดตนอะไร ไม่ใช่แก้ตัวนะ แต่พูดความจริงสู่ฟัง พวกเราที่เชื่อชัดเจนเล้ว ได้รับประโยชน์แล้วมีสัมมาทิฏฐิก็ไม่มีปัญหา แต่พวกที่ยังไม่ชัดเจนยังสงสัยยังคลางแคลงใจ มันจะจริงหรือครูบาอาจารย์เขาสอนมาก่อน แล้วนี่มาพูดไม่เหมือนครูบาอาจารย์เป็นร้อยเป็นพันที่เขาสอนกัน อาจจะทั้งหมด จะมีใครสักหนึ่งคนที่สอนเหมือนกับอาตมาไหมในยุคนี้ (สมณะฟ้าไทว่า ไม่มี ก็บอกว่าพระโพธิสัตว์มีแค่ 2 องค์ในยุคนี้) พ่อครูว่า..ก็จริง ถ้าผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจจริงจะมาสอนไหมว่าต้องมาจน เขามีแต่สอนให้รวยไปหาสวรรค์วิมาน ก็มีคนที่เป็น พุทธมามกะ พุทธบริษัท อาตมาก็มาพูดในหลวงก็พูดประเด็นนี้คือต้องมาทำตัวให้เป็นคนจน ไม่ผิดไปจากศาสนาพุทธเลยต้องมาทำตัวให้เป็นคนจน ไปทำตัวรวยนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ พูดอย่างชัดเจน พูดถึงตรงนี้แล้ว ถ้าประเทศไทยหรือพุทธศาสนิกชน คนไทยเป็นชาวพุทธ 95% หากมีความเข้าใจสัมมาทิฎฐิ ว่าจะต้องปฏิบัติตนให้เป็นคนจน แต่ไม่ใช่คนจนที่สิ้นไร้ไม้ตอกไม่ใช่คนจนขี้เกียจขี้คร้าน เป็นคนจนที่ซำเหมาอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ แต่เป็นคนจนที่ยิ่งใหญ่เป็นคนจนผู้ที่ขยันหมั่นเพียรมีวรรณะ 9 วรรณะ 9 นี้ยืนยันถึงความจนอย่างชัดเจน ข้อที่ 8 บอกว่าไม่สะสม ข้อที่ 3 อัปปิจฉะคือมักน้อย เอาน้อยๆ คือกล้าจน อาตมาแปลว่า กล้าจน แค่กล้าจนก็ยังมีอยู่บ้าง แต่อปจยะ คือไม่สะสม ตัวที่ 8 ของวรรณะ 9 แม้น้อยก็ไม่สะสม 0 เลย แต่วิริยารัมภะคือยอดขยัน ปรารภความเพียรมีความขยันเป็นอัตโนมัติของชีวิตแต่ไม่สะสมส่วนตัวเอง อาตมาพาให้พวกเราบรรลุผลเป็นวรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 ผู้เอามายืนยันฟอ้างอิงตามความจริงเอหิปัสสิโกท้าทายให้มาพิสูจน์ ว่าอาตมาพาพวกเราเป็นได้ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าหรือไม่ สมณะฟ้าไท สรุปจบ 630119_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ผู้ไม่รู้นามรูปก็คือโจรปล้นศาสนาที่ฆ่าไม่ตาย