สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน รู้รูปนามได้ก็แยกกายแยกจิตเป็น.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน รู้รูปนามได้ก็แยกกายแยกจิตเป็น คำที่ใกล้ที่สุด ศาสนาพุทธจะต้องรู้เรื่อง กาย วาจา ใจ ต้องรู้ความเป็น นามรูป นามรูปคือสองสภาพ คือ กาย หรือเทวะ ถ้าไม่มีความรู้ในนามรูป แยกกายแยกจิต แยกไม่ออก ไม่เข้าใจในความเป็นกายความเป็นจิต เมื่อมาบวชแล้วต้องการนิพพาน แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่กันแล้ว พูดไปก็อย่างนั้น ผู้สนใจตั้งใจแสวงหาศึกษาให้ดีจึงฟังอาตมาพูด หากแยกกายแยกจิตไม่เป็นไม่มีทางบรรลุธรรมโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ผู้มาบวช อุปัชฌาย์ต้องให้กรรมฐาน 5 พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ผมก็ยาวหน่อย ทั้ง 5 อย่างเป็นภายนอก ในอาการ 32 ส่วนอื่นๆเป็นอาการภายใน เอามาแยกกายแยกจิตไม่ได้ ส่วนข้างนอกเอามาแยกกายแยกจิต ให้แยกให้เข้าใจว่า เมื่อใดมันมีความเป็นกาย เมื่อไหร่มันไม่ใช่กาย แต่มันเป็นพีชะ เมื่อไหร่มันเป็นจิต ต้องแยกออก เรียกว่าแยกกายแยกจิตออก หากแยกไม่ออก คุณเรียนศาสนาพุทธให้ตายก็ไม่มีสิทธิ์บรรลุเป็นอรหันต์ อุปัชฌาย์เดี๋ยวนี้ไม่มีความรู้เหล่านี้ กลายเป็นอุปัชฌาย์เป็ดอุปัชฌาย์เต่า ไม่มีภูมิ แยกไม่ได้ก็ไม่มีทางเป็นโลกุตระ เป็นนิพพาน บวชทุกวันนี้เพียงเลี้ยงตัวไม่ใช่เพื่อนิพพาน บวชแล้วได้เปรียญ ได้ดร. เอาไปใช้หากินเลี้ยงตน หรือไม่หากินโดยสึกออกไปก็อยู่ในฐานะของภิกษุ ใช้วุฒิของตัวเอง เลื่อนชั้นฐานะ เป็นโลกียะ มีพระที่พยายามปฏิบัติโดยไม่ไปเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของเขา ตั้งใจเป็นพระปฏิบัติ เสร็จแล้วน่าสงสารที่อาจารย์สอนการปฏิบัติเหล่านี้กลายเป็นเดียรถีย์หมดแล้ว ตั้งแต่พาออกป่า เอากายไปทำกายวิเวก นำร่างกายออกป่า เพราะไม่รู้จักกาย เข้าใจว่ากายคือร่างคือสรีระ ไม่ได้เข้าใจว่ากายเป็นสิ่งที่เป็นจิตหรือไม่เป็นจิต กายที่ไม่ใช่จิตกับที่ไม่เป็นกายเลย เอาเล็บมาอธิบาย เล็บของคนเป็
อ่านต่อ
นเล็บชนิดสัตว์กินพืช คือ nail ไม่ใช่เล็บ claw ที่เป็นเล็บของสัตว์กินเนื้อ นี่ก็เป็นสิ่งยืนยันให้เห็นว่าเป็นส่วนของการบอกลักษณะว่าคนเป็นสัตว์กินพืชไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ บางคนก็บอกว่าคนกินทั้งสัตว์ทั้งพืช เล็บที่ยาวออกมาเป็นพีชะ ไม่มีความรู้สึกไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ผู้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าก็รู้ว่ามันไม่มีความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์ โดยเฉพาะจิตของเราไม่มีความรู้สึกความทุกข์ความสุข ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ วิญญาณดับแล้ว วิญญาณโง่ๆวิญญาณอวิชชาดับ เวทนาก็ดับ เวทนาที่มันรู้สึกสุข ทุกข์แต่เวทนาแท้ รับรู้สึกเมื่อผัสสะ ตากระทบรูปนี้ผัสสะก็เห็นรู้สึกว่าเห็น เสียงกระทบหูก็รู้สึกในเสียงเข้าใจในเสียง ถูกต้องตามความเป็นจริงว่าเป็นอย่างไร กลิ่นกระทบ กายสัมผัสก็รู้ ภายนอก ภายใน ปฏิฆสัมผัสโสภายในก็รู้ภายใน หากรู้ภายนอกหยาบๆนี้ไป มีญาณปัญญารู้ตั้งแต่หยาบที่สุดคือ รูปทางตา หยาบที่สุดละเอียดที่สุดไกลที่สุดคือตา เสียงที่ไกลระดับหนึ่งไม่ได้ยินแล้วเดินทางมาหาเรา แต่ตานี่ไกล เห็นได้ถึงท้องฟ้าดวงดาว แต่เสียงดังที่ดวงดาวเราไม่ได้ยินหรอก ตานี่เป็นตัวใหญ่ที่สุดในกระบวนการหยาบและละเอียดอยู่ในตัวมันเองก็ได้เรียนรู้เมื่อกระทบสัมผัสมันเกิดเวทนาไหม หากตาเรากระทบรูปแล้วไม่มีเวทนาเก๊ มีแต่เวทนาแท้ รู้ความจริงตามความเป็นจริงมันเป็นปัญญาด้วย แล้วศึกษาไปรู้เจตนาของจิตอีก เจตนาจะเป็น กาม หรือภวตัณหา หรือเป็นเจตนาไม่มีกามไม่มีภวตัณหา มีแต่วิภวตัณหามีแต่เจตนาสะอาด เราเรียนนาม 5 รูป 28 ต้องรู้นามรูป พระพุทธเจ้าตรัสในปุตตมังสสูตร อาหารข้อที่ 4 วิญญาณาหาร ก็คือเราจะต้องรู้นามรูป ในวิญญาณ ผู้ไม่รู้นามรูปในวิญญาณคือไม่รู้นาม 5 รูป 28 มาศึกษา ผู้นั้นคือผู้ที่ไม่มีนิโรธไม่มีการดับไม่มีการตายของกิเลส เรียกว่าเป็นโจรปล้นศาสนา พระราชาจึงให้เจ้าหน้าที่จับโจรปล้นศาสนาไปฆ่าให้หมดแล้วดันฆ่าไม่ตาย ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มเช้า เที่ยง เย็น ก็ไม่ตาย นี่คือพวกโจรร้ายของศาสนาที่ไม่รู้จักวิญญาณไม่รู้จักนามรูป หากศึกษาแล้วไม่รู้จักนาม 5 และมหาภูตรูป 4 อุปาทายรูป 24 แล้วศึกษาตามนี้ ต้องเรียนรู้นาม 5 รูป 28 แล้วทำตามหลักปฏิจจสมุปบาท นามรูป ปฏิบัติตามหลักธรรม อาตมาอธิบายไม่เก่ง ละเอียดไม่พอ พูดทีไรก็เจาะไปละเอียดเรื่อยๆ การปฏิบัติขาดนาม 5 รูป 28 ก็คือโจรปล้นศาสนาที่พระราชาฆ่าไม่ตาย
หากเราใส่ใจ นาม 5 รูป 28 ก็ไม่ใช่โจรปล้นศาสนา วิญญาณคือธาตุรู้ที่รวมเวทนาสัญญาสังขาร วิญญาณเหมือนรัฐมนตรีควบคุมเจ้ากรม ในหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญนักที่เขียนตั้งแต่เป็นฆราวาส ไม่มีคนรู้ว่าเราปฏิบัติธรรม จนต่อมาคนรู้แล้ว ก็เลิกทิ้งงานทางโลกมาเลย ในปุตตมังสสูตร ตั้งแต่กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เป็นเครื่องอาศัยในการปฏิบัติธรรม หากไม่มีก็ปฏิบัติล้มเหลวหมด ตั้งแต่อาหารคือคำข้าว ท่านก็ตรัสไว้ในจรณะ 15 ต้องเรียนรู้โภชเนมัตตัญญุตา ประมาณในเครื่องกินเครื่องใช้ ในอาหารกินนี่มีกิเลสครบถ้วนเลย เพราะการกินนี่มีผัสสะทั้งหมดตาหูจมูกลิ้นกายใจ ต้องเรียนรู้กิเลสแล้วฆ่ากิเลส อาศัยการกินอาหารเพื่อเรียนรู้กิเลส ทีนี้จะพิจารณาอาหารได้ต้องมีผัสสะ อาหารตั้งในครัว แต่ไม่ได้ไปก็ไม่เอามากิน ต้องมีผัสสาหาร มีผัสสะแล้วถึงจะอ่านนามถึงเจตนาที่มี พอเกิดผัสสะ เกิดเวทนาก็จะมีเจตนาในเวทนาหรือมีมโนสัญเจตนาเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน หากมีเจตนาเป็นกิเลส กามก็ล้างกาม ล้างกามแล้วเหลือรูป อรูป ล้างต่อเป็นอนาคามี ในภวตัณหา โดยไม่ได้หนีจากกามาวจรภูมิ จิตยังดำเนินสัมผัสสัมพันธ์กับความเป็นไปของกามภพ ภายนอก เสร็จแล้วเรียนรู้ดับกิเลสที่เหลือ กิเลสรูป อรูป ก็ไม่มีทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพก็เป็นวิภวภพ ไม่มีภพที่เป็นกิเลสแล้ว แต่มันเป็นความปรารถนาความต้องการ เรียกว่าตัณหา ตัณหาที่ไม่มีรูปภพอรูปภพแล้ว หากไม่มีสภาวะทำชัดเจนจะอธิบายไม่เหมือนอย่างที่อาตมาอธิบาย ตัณหาเป็นธรรมชาติของจิต แต่ตัณหาที่ไม่มีภพแล้วคือตัณหาที่ไม่มีกิเลส แต่เป็นตัณหาที่เป็นอุดมการณ์ พระพุทธเจ้ามีตัณหาที่จะสร้างศาสนา มารมาอาราธนาให้ตายเสีย บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้วตายเสียสิ พระพุทธเจ้าบอกว่ายัง ...หากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกและสาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับคำแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ยังปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรมที่เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอกแสดงบัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ และข่มขี่ปรัปปวาทะที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อย โดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯลฯ . (มหาปรินิพพานสูตร พตปฎ.เล่ม 10 ข้อ 102) (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)
สมณะแสนดิน สมณะฟ้าไท...พวกเราอยากให้พ่อครูอยู่นานๆต้องมาฟังธรรมกันให้มากๆ พ่อครูว่า...ของเราหากแสดงไปไม่มีใครรับก็เสียทิ้งเปล่าๆ แต่เมื่อมีคนรับได้ก็ยินดี
ตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา หากไม่มีผัสสะ ไปตัดลัดขั้นตอนไปนั่งหลับตา ก็ผิด แต่การนั่งหลับตาก็เพื่อตรวจสอบเตวิชโช ถ้าไม่ใช้การเตวิชโชก็ไม่ต้อง จำเป็นก็นั่งหลับตา อาจจะหลับตาเพื่อตรวจดูความหมายของธรรมะบ้างก็ได้ ที่ได้ปฏิบัติแล้ว อะไรที่มันดับได้แล้วอะไรที่ยังไม่ได้ดับ หมดอาสวะหรือยัง เป็นต้น ก็ใช้ ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับตาหูจมูกลิ้นกายไป Concentrate ที่จิต แต่ธรรมดาแล้วต้องลืมตาปฏิบัติ อย่างมีวิชชา วิชชาอยู่ใน 5 หมวดคือ วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) . มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) . อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) . อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138) ในวิโมกข์ข้อแรก ต้องมีรูปและต้องมีผู้รู้รูป รูปีรูปานิปัสสติ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไม่เช่นนั้นไม่มีทางบรรลุพระอรหันต์ได้ สติปัฏฐาน 4 ต้องมีกายตั้งแต่เริ่มต้นเลย เมื่อไม่รู้กาย กายคือจิต มโน วิญญาณ วิญญาณก็ต้องแยกด้วยนามรูป ในปฏิจจสมุปบาท นามรูปเป็นปัจจัยของวิญญาณ เมื่อไม่มีวิญญาณก็ไม่มีเวทนา การปฏิบัติจริงๆของพระพุทธเจ้า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 แล้วไปเอากรรมฐานกสิณ 40 ที่เป็นของเดียรถีย์ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค มันเป็นสมถะหมดไม่เป็นวิปัสสนา ไม่มีการเห็นมีแต่การหลับตา อินทริยภาวนาสูตร ล. 14 [853] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [854] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกรอุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ สมัยนี้พูดไปจะรู้สึกอย่างนี้หรือ? เห็นได้ชัดเลยว่าที่เขาปฏิบัติการออกนอกทางพระพุทธเจ้าไกลแสนไกล ไม่มีทางที่จะบรรลุอะไรเลย อาตมารู้ตัวเองว่ามีอายุขัยแค่ 72 ปีแล้วก็จะตาย แต่เห็นแล้วก็รู้สึกว่าไม่น่าจะตาย ต้องปรับปวาทะ ไม่ได้แปลว่าถกเถียงนะ แต่ว่าผู้ที่มีวาทะทำให้เป็นอื่น เปลี่ยนไปจากศาสนาพระพุทธเจ้าไปหมดแล้ว ต้องทำให้กลับมาให้เห็นจำแนกอธิบายให้ได้เสียก่อน อาตมาจึงต้องมาทำหน้าที่นี้แทนพระพุทธเจ้าในยุคนี้ สมณะฟ้าไท สรุปจบ 630117_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชาวโลกุตระฟังธรรมเพื่อทำลายตน