560826_รายการเรียนอิสระ โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา ที่สวนลุมฯเรื่อง Neo politics 2.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560826 รายการเรียนอิสระ โดย พ่อครู และอ าจารย์ กฤษฎา ที่สวนลุมฯเรื่อง Neo politics 2
อ าจารย์ กฤษฎาดำเนินรายการที่เวทีกลางสวนลุมฯ …วันนี้วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2556 เมื่อวานนี้ พ่อครู ได้ตอบปัญหาเกี่ยวกับการเมืองที่น ักศึกษา ธรรมศาสตร์ถามมา ซึ่งคำถามหนึ่งที่ผมได้ฟังคือ อโศกไม่ยกย่องตัวเอง แต่เวลาฟัง พ่อครู ได้ยกตัวเองมาอธิบายเช่นกันกับผมที่มักยกตัวอย่างตัวเองในการนำเสนอ แต่ไม่ได้เป็นการอวดตัวแต่อย่างใด
_ ครั้งที่แล้วมีการตั้งคำถามว่า สำนักสันติอโศก ซึ่งแท้จริง สันติอโศกคือสำนักที่ปฏิบัติใกล้เคียงกับพุทธกาลหรือไม่? พ่อครูตอบ ว่า … สิ่งที่เราปฏิบัติมาเป็นหมู่กลุ่ม มีนักบวชมาปฏิบัติตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าแล้วได้หมู่กลุ่มมีญาติโยมมาบริจาคที่ที่จะให้เป็นอารามอาวาส แต่เราเรียกพุทธสถาน เรามาด้วยใจจริง มั่นใจว่าเราสัมมาทิฏฐิ เราทำตามพระพุทธเจ้าแล้วได้มรรคได้ผล คำว่ามรรคผลคืออะไร? มรรคคือทางปฏิบัติ ที่ได้ผลที่ใจ แน่นอนได้กายกับวาจาก่อน แล้วใจก็จะได้ตามมาก เราทำตามศีล เช่นจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ท่านก็ตราเป็นธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักเลย เป็น the rule of law ที่ตราไว้แล้วท่านก็ประกาศของท่านไปเมื่อผู้ใดปฏิบัติได้ แล้วได้ผลจิตใจลดกิเลสได้ สำรอกกิเลสได้จริงเช่น มันยังติดยึดในการใช้นำมนต์ใช้ไสยศาสตร์การทำนายทายทัก ส ิ่ งเหล่านี้เป็นสามัญของคนที่ติดยึดแต่ผู้ที่ละวางได้ก็ไม่ติดยึดไม่นับถือไปใช้กับชีวิต แต่ไม่ได้ไปทำร้ายทำลายคนที่เขายึดถือ เราก็ทำตามคำสอนคือ อานุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้า เมื่อเราทำแล้วได้ผลจริง ตามอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ คนได้ผลจริงก็มารวมกันเหมือนจิตใจที่นำ้ไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหานำ้มัน มาร่วมกันอย่างมีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เกิดกลุ่มหมู่พฤติกรรมมีหลักเกณฑ์ที่พระพุ
อ่านต่อ
ทธเจ้าท่านประกาศไว้แล้ว พุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม ส่วนเทวนิยมคือ ลัทธินับถือเทพเจ้าอย่างไม่เข้าใจ เรียกโดยภาษาวิชาการว่า เป็นการยึดถืออย่างอุปาทาน และเป็นอัตตวาทุปาทาน เป็นสภาพพระเจ้าหรือเทวดาตามที่เขาวาดฝัน แล้วมาพูดกันเรียกว่าวาทะพูดถึงพระเจ้า เทวดาแต่ก็ได้แค่พูดถึง ก็คือวาทะ ไป เ ป็นอัตตาหรืออัตภาพ แต่เขาไม่สามารถสัมผัสพระเจ้าได้ เขาถือว่าผ ู้ สัมผัสพระเจ้าได้ต้องเป็นพระบุตรเท่านั้น คนอื่นอย่าอุตริยืนยันว่าได้สัมผัสพระเจ้า แต่ของพุทธนั้นสัมผัสพระเจ้าได้ เทวดาได้ตั้งแต่เทวดาน้อยใหญ่จนถึงพระเจ้าเรียกว่าไม่ลึกลับ สัมผัสได้เห็นจริงเป็นอาการลิงคะ นิมิตอุเทส มีญาณปัญญา เรียกว่าวิชชา อย่างรู้แจ้งเห็นจริงเลย ของพุทธนั้นหาพระเจ้าหรือผีได้ในจิตวิญญานตัวเราได้เลย สัมผัสได้เป็นของจริง เราฝึกหัดได้ให้รู้ได้ เทวดามีสองอย่างคือ อุบัติเทพ และสมมุติเทพ เมื่อสมบูรณ์สุดก็เป็นวิสุทธิเทพ สมมุติเทพเป็นเทวดาโลกีย์ การที่จะมีจิตสูงจิตประเสริฐต้องล้างอบายก่อน รู้แจ้งเห็นจริงโอปปาติกสัตว์แล้วมีวิธีปหาน 5 มีหลักปฏิบัติ ในตัวคนมีผีหรือเทวดาอยู่ เวลาเสพสุขก็เป็นสวรรค์หอฮ่อ เป็นกามบำเรอรสอร่อยทางทวาร 5 คือสวรรค์สมมุติเทพเป็นสวรรค์ลวงสวรรค์เท็จ ผู้บรรลุแล้วไม่มีสุขทุกข์กับส ิ่ งเหล่านี้ ล้างความเป็นเทวดาลวงเทวดาเท็จ เป็นจิตวิญญาณเกิดใหม่เป็นอุบัติเทพ สูงสุดเป็นวิสุทธิเทพ
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … ทุกครั้งที่มีโรงทานของอโศกก็จะรู้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่เป็นอาหารมังสวิรัติ เป็นการปฏิบัติธรรมใช่ไหม พ่อครู ว่า … เป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิด อปัณกปฏิปทา ถ้าผู้ใดสังวรสำรวมในศีล เพื่อจะได้ละกามละอัตตา เรียกว่าเนกขัมมะ ทานก็ดีเพื่อล้างกิเลสที่ใจมันอยากได้ คนไม่มีสัมมาทิฏฐิ คือคนทำทานแล้วสร้างอัตตา ส่วนคนปฏิบัติศีลพรตก็ไปสร้างกาม ต้องรู้เข้าใจ สัมมาทิฏฐิ 10 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล (ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) ถ้ามิจฉาทิฏฐิจะสอนทำทานอย่างเพ ิ่ มความโลภ ทำทานนิดเดียวแต่อธิษฐานโลภจัด ใส่บาตรก็นั่งอธิษฐานตั้งนานเอาหมดบ้านหมดเมือง ที่จริงทำทานต้องทำใจให้ลดกิเลส เรียกว่า มนสิกโรติ หรือโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจให้แยบคายถ่องแท้ลดกิเลส ทำทานแต่ได้ความโลภ แล้วเมื่อไหร่จะเจริญพัฒนา 2 .ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ต้องปฏิบัติให้ละหน่ายคลายกิเลส แต่ว่าอ่านการอ่านอัตตาไม่เป็นจึงสะสมอยู่ตลอดเวลา สำคัญที่ต้องมนสิการเป็น ต้องทำใจในใจให้ถูกต้อง 3 .สังเวย (เสวย) ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4 . ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5 . โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6 . โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7 . มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8 . บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9 . สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ต้องทำใจในใจให้เป็น ในมูลสูตร มีมนสิการเป็นแดนเกิด การได้เสพสุขหรือโลกธรรมก็บำเรอสุข เป็นสุขขัลลิกะทั้งนั้น เพราะไม่ปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิ ไปนั่งหลับตาทำสามาธิเท่าใดก็ไม่บรรลุ
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … นักเรียนที่นี่มาปฏิบัติเหมือนกันไหม พ่อครู ว่า … ปฏิบัติหมด ตามฐานะ เช่น เด็กตัวเล็กตัวน้อยปฏิบัติศีล 5 เช่นศีลข้อ 5 หมายถึงอะไร เช่นไม่เสพติดขนม หนูไม่กินท็อฟฟี่ ทีวีที่พ่อแม่ไม่ให้ดู เราก็ทำตั้งแต่เด็กเลยจนถึงผู้ใหญ่เป็นวิถีชีวิตเลย
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า มีคำถามว่า กฎแห่งกรรมเป็นกฎที่ยุติธรรมที่สุด แล้วความหมายที่แท้จริงของกฎแห่งกรรมคืออะไร? พ่อครู ว่า... คำว่ากรรมคือการกระทำ คุณทำผิดทำชั่ว สุก ต ทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก จากทิฏฐิ 10 ถ้าคุณทำดีก็เป็นกรรมดี ถ้าคุณทำชั่วก็เป็นกรรมชั่ว แล้วคุณจะออกกฎหมายมาล้างความผิด ไม่ต้องไปรับวิบากที่ตนต้องรับ ต้องใช้หนี้บาปหนี้เวร คุณไม่ทำ คุณก็ไปล้มล้างความผิด ให้สิ่งผิดเป็นส ิ่ งถูก มันก็ไม่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ถ้าคุณทำแล้วมันเป็นอดีตไปแล้วก็ล้างไม่ได้ สั่งสมเป็นสมบัติของคุณ คุณทำใหม่ ก็เป็นตัวแปรของกรรม เป็นพลังงานที่ละเอียดมาทำให้กิเลสที่เป็นบาปอกุศลลดได้ เช่น ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเคยฆ่าน้องชายต่างมารดาตาย เอาหินทุบตายอย่างทารุณ แต่ต่อมาท่านก็สร้างกุศล ทำดี เศษบาปที่ท่านไปฆ่าน้องชายก็ยังไ่ม่หมด แต่ปฏิบัติธรรมไปมันก็ลด แล้วในปางที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้วยังมีเศษบาปออกฤทธิ์ให้เทว ทั ตกลิ้งหินมาทับพระบาทห้อเลือด ท่านบำเพ็ญกุศลมาจนมันลดเหลือเท่านี้ คุณทำกุศลไปมันก็จะสังเคราะห์เอง บางอย่างมันก็หมดได้ แล้วท่านก็เล่าว่าไปปฏิบัติในป่า 6 ปีคือการใช้วิบาก ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องเลย อ้างอิงในพระไตร ปิฎก ได้ ถ้าทำกรรมแล้วจะบางเบาหรือหนักมันไม่หายไปไหน ไม่ตกหล่น แต่คุณสร้างกรรมที่จะไปสังเคราะห์ปรับเปลี่ยนได้ กรรมปัจจุบันจึงเป็นตัวแปรที่จะไปล้างวิบากได้ คุณทำแต่ดีๆ ละชั่วๆ จนไม่ทำบาปเลย ทำแต่กุศล ล้างกิเลสได้หมดแล้วจากจิต กิเลสมันมาอีกเท่าไหร่คุณก็เหนือมันหมดแล้ว มันจะมาอีกเท่าไหร่ก็เข้าไม่ได้ คุณก็ทำแต่ดีๆ ไป แต่มันไม่หมดวิบากง่ายๆ
_อ าจารย์ กฤษฎาว่า … การที่เรามาชุมนุมมันเป็นวิบากกรรมของเราหรือเรามาสร้างบารมี พ่อครู ว่า... การที่ออกมาจะเรียกว่ามารับวิบากก็ได้ แต่จะเรียกว่ามาปฏิบัติละอกุศลเก่าก็ได้ คุณได้ฟังสัจธรรมก็ไปปฏิบัติก็ได้ คุณฟังแต่ไม่ปฏิบัติก็ไม่ได้ ยิ่งสัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ ผลก็ได้จริง คุณมานี่คุณได้จริงๆ แต่คุณจะมาก็ด้วยปัญญาของคุณเอง ไม่ได้ปะเหลาะ ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ … หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า … เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ ไม่ใช่ว่าจะให้พรรคอโศกย ิ่ งใหญ่ไปล้มล้างลัทธิอื่น อาตมา มีหน้าที่ประกาศสัจธรรมอย่างจริงใจ ใครจะมานับถือหรือเห็นดีอย่างไรก็แล้วแต่ปัญญา
_อ าจารย์ กฤษฎาว่าหลายคนมาก็ใช้เงินตัวเอง เป็นการทำทาน เพื่อมา สร้างกุศล สละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม แล้วภาพการเสียสละส่วนตัวจะช่วยชาติได้ พ่อครู ว่า … ประชาธิปไตยคือคนแต่ละคนคือประชาชน อธิปไตยคือหนึ่งคนมีหนึ่งอธิปไตยหนึ่งอำนาจ แล้วออกมาประท้วง รวมคะแนนเสียงสิทธิของแท้ เมื่อรวมกันแล้วมารับธรรมะปฏิบัติธรรม ตอนนี้เรามาชุมนุ ม ประท้วงการเมือง มันซ้อนอยู่ในกฎเกณฑ์ทางโลกเราทำด้วยจริงใจตามสากล อย่างสงบไม่มีอาวุธแล้วเราก็มีประเด็นประท้วง ว่าอันไหนต้องแก้ไข ก็จาระไนกันไป ท่านที่มีข้อมูลมาก็มาสาธยายกัน ว่าไป อาตมา ก็อยากขอร้องไปถึงผู้ที่มาให้ความรู้ว่า … ขออย่าหยาบได้ไหม คือ 1 .อย่าผิด 2 . อย่าหยาบ เวทีนี้ขอร้องอย่าหยาบ เชื่อว่าเรามีปฏิภาณปัญญาไม่หยาบได้ เชื่อว่าพวกเราไม่มีนิสัยหยาบ ถ้าอยากหยาบอยากมันก็ไปเวทีอื่นก็แล้วกัน ส่วนไม่ผิดนี่ก็ระวังกันอยู่แล้วแต่ขอร้องอย่าหยาบ ผู้ใดมาแสดงก็เป็นหลักฐานการเมือง พร้อมกันก็ซ้อนอีกว่าในการเมืองจะต้องเอาธรรมะใส่เป็นหลัก แล้วเราจะสร้างการเมืองที่มีธรรมะ อาตมา ผิดหรือ มั่นใจว่าไทยเราเป็นเมืองพุทธ ตั้งใจเอาพุทธที่มีสัมมาทิฎฐิมาประกาศ เมื่อได้ผลก็มีกายวจีที่ประเสิรฐ ซึ่งมาจากจิตวิญญาณที่ประเสริฐ พูดไปนี่พวกเราก็ยังไม่เชื่อ แต่ถ้าเชื่อกันมากพอ ออกมาสักล้านคน แล้วไม่ต้องมาทำอะไร มานั่งธรรมดา แล้วให้ผู้นำเสนอเสนอไป เราก็เพียงสนองว่าอย่างนี้ใช่ๆ ปรบมือตบ ก็ได้ เป็นการสนองตอบรับว่าใช่ เรามาเสนออันนี้ต่อรัฐบาล เราก็ทำไป ธรรมะก็คือสงบเรียบร้อยเสนอด้วยปัญญาว่าผิดนะ ทำอย่างนี้ควรนะ นี่คือทำอย่างผู้ดี เราจะทำอย่างนี้ให้ได้
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า ยกตัวอย่าง คนมาบนเวทีนี้ศีลข้อหนึ่งที่จะมีคือ ไม่โกหก ไม่หยาบ นี่คือนีโอโพรเทส พ่อครู ว่า … คือ Neo politics นี่คือส ิ่ งงดงามตามธรรมชาติ ที่เขาถามว่าอะไรคือความงดงามของการชุมนุมคือ สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ คมลึก แม่นประเด็น มันยังไม่เคยเกิดที่จะเอาความสงบสยบความเคลื่อนไหว มีแต่ในหนังจีน แต่เราจะทำให้เกิดจริง เราเอาความสงบไปสยบความรุนแรงเลวร้าย เอาความถูกต้องไปสงบความผิด หวังว่าผู้ที่ทำผิดจะยอมกลับใจซักวันนะ ซึ่งเขาเอาชนะด้วยเรี่ยวแรงมาแต่โบราณแต่ยุคนี้ต้องอาศัยปัญญา ความถูกต้องเหตุผลกันแล้ว คำว่านิติรัฐ คือหลักเกณฑ์ที่รัฐออกมา ส่วนนิติธรรมคือมีธรรมะด้วย เรามาเสนอทั้งนิติรัฐ นิติธรรม
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่าเป็นเหตุที่ทำไม เอฟเอ็มทีวีจึงมาถ่ายทำที่นี่ ซึ่งที่นี ่ ไม่ใช่ม็อบหรือฝูงชนที่บ้าคลั่ง เราเป็นพวกโพรเทส พ่อครู ว่ า… ขอร้องไปยังสื่อสารมวลชนก็ขอเรียกกลุ่มพวกเราว่า โพรเทส อย่าเรียกว่าม็อบ บางทีท่านเรียกว่าดีมอนสเตรท ตามนิติรัฐนิติธรรมสากล เรียกว่าโพรเทสนี่แหละตรงที่สุด ในโอกาสต่อไปก็หวังใจว่าท่านผู้มีปัญญาจะเข้าใจว่าอันนี้มันน่าจะใช้ ให้แยกกันว่า กลุ่มนี้เป็นโพรเทสหรือม็อบ
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … คำว่านีโอแปลว่าใหม่ อันนี้เป็นการประท้วงแนวใหม่เป็นรูปธรรม ทำไมกองทัพธรรมจึงออกมาโพรเทส เราทำอย่างสงบสันติ เป็นดีมอนสเตรชั่น ตัวแบบก็ต้องดี มีศีลธรรม ลดกิเลส ถ้าไม่ก็ยาก อย่างที่กองทัพธรรมมานำเสนอก็ไม่เป็นไปเพื่อเพ ิ่ มกิเลส แต่เห็นว่าบ้านเมืองทุกข์มากจึงออกมา พ่อครู ก็ว่า … นี่ไม่ใช่มองสังคมในแง่ร้าย แต่เอาความสุจริตใจมองว่า สังคมไทยตอนนี้เลวร้าย คือเป็นอธรรม ไม่ใช่เรื่องสัจธรรม ผู้ที่เห็นความจริงในสังคมก็ควรออกมาตามนิติรัฐนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 70 71 และที่อ าจารย์ กฤษฎาว่าทำไมพวกอโศกต้องออกมา คือเราเห็นเป็นหน้าที่ของประชาชน อาตมา เป็นผู้นำกลุ่มของอโศกและมั่นใจว่าไม่ได้มาทำอกุศล จะบอกว่าเป็นโลกวัชชะก็เข้าใจ เราหาคนมาเสียสละได้ เราทำส ิ่ งนี้มันไม่น่าจะผิดอะไร แม้แต่นักบวชก็ออกมาไม่ได้ทำให้เสียสมณสารูปเลย ทำอยู่ในหลักธรรมวินัย ทั้งสัปปุริสธรรม 7 ทั้งมหาปเทส 4 ก็ประมาณอย่างที่สุด ทำตามยุคตามกาละ มันต้องเป็นเราแล้วล่ะ (วะ)
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … ทำไมการชุมนุมที่มีกองทัพธรรมร่วมด้วย ทำไมจึงแตกต่างจากอีกกลุ่มหนึ่งที่ชุมนุมกัน แล้วการมาชุมนุมโดยธรรมควรเป็นเช่นไร และเรามาอย่างไม่ตำหนิใคร พ่อครู ว่า … ตำหนิได้ แต่ตำหนิอย่างมีเมตตา ตำหนิเลย อาตมา ก็มีคนตำหนิ แต่ว่าตำหนิก็อย่ามีอคติ ถ้าใจมีอคติมีพยาบทมีชังแต่พูดว่าไม่มี ก็คือมีบาปสองชั้น ทั้งโกหกแล้วใจก็มีกิเลสอีก
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … คนที่จะนำเสนอข้อมูลก็ควรมีพรหมวิหาร 4 ยกตัวอย่างปตท. เราก็เอาความจริงมาพูดในข้อบกพร่องผิดพลาดข้อเท็จจริง การตำหนิต้องอยู่บนพื้นฐานความจริงเพื่อให้เขาไปแก้ไข พ่อครู ว่า.. ถูกต้อง เสริมว่า ผู้ที่นำข้อมูลมาเปิดเผย แล้วชี้กระหน่ำว่านี่ผิดนี่คอรัปชั่น คุณสังเกตดีๆ ถ้ามันไม่จริงผู้ที่เปิดข้อมูลถูกฟ้องหมดแล้ว แต่นี่ไม่กล้าออกมาแย้งเพราะกลัวถูกเปิดเผยต่อ ก็ตัดสินตามปัญญาว่ามีเค้าความจริง เราจึงส่งเสริม ให้ไปถ่ายทำออกอากาศ เราไม่เล่นพรรคเล่นพวก มีแต่เรารับใช้โลกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโลก
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า ทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง พ่อครู ว่า … ความเชยเราก็ออกให้ดูตลอด อะไรจริงก็ออก อะไรน่าตำหนิก็มี อย่าหาว่ามาโฆษณาตัวเองเลย ค่าเช่าดาวเทียมเราก็เสียสตังค์ แล้วเราก็ทำงานไป ไม่ได้ทำเพื่อค้าขาย ตอนแรกก็นึกว่าเราจะทำไม่ไหวก็ให้มีโฆษณา แต่ว่าก็ลำบากไม่คุ้มเลยที่จะโฆษณา ก็เลยให้ทำขยะวิทยาเอารายได้มาทำทีวี ซึ่งขยะเป็นเรื่องพิษภัยของมนุษย์เยอะเลยทั้งขยะวัตถุและขยะในพฤติกรรมมนุษย์ ยิ่งมีกิเลสยิ่งเป็นขยะร้ายแรง พวกเราต้องช่วยกันกำจัดขยะ ทั้งวัตถุและพฤติกรรม และในจิตใจ และจะย ิ่ งใหญ่ในอนาคต ไม่ต้องเอาอะไรดูแค่แพ็ ก เกจ มีที่ใส่ใหญ่แต่ข้างในเล็กนิดเดียว ขยะก็จะล้นโลกอยู่แล้ว อาตมา ว่า...การสื่อสารทีวีเราก็เอามาทำประโยชน์เพื่อมวลมนุษย์ เราลงทุนหนักเหนื่อย แต่เราก็ตัดไม่มีโฆษณาจริงๆ ทำให้เป็นสื่อสารเพื่อมนุษยชาติอย่างแท้จริงเลย แต่คนก็รังเกียจ หาว่าเราไม่ใช่สื่อสารไม่หาเงินหาทอง ไม่มีบันเทิง เขาก็หาเรื่องหาว่าอวดโชว์ แต่เราไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นเลย ที่จริงเราไม่ได้อยากใช้คำนี้เลย คำว่าทีวีเพื่อมนุษยชาติ แต่แรกเราตั้งว่า ทีวีเพื่อแผ่นดิน For the Earth Tv แต่ก็มีพรรคการเมืองเอาชื่อไปใช้เสีย เราก็เลยมาตั้งชื่อใหม่เป็น FMTV คือทีวีเพื่อมนุษยชาติเลย สรุปแล้วที่เราทำนี่ก็เพื่อมนุษยชาติไม่ได้ทำหาชื่อเสียงแต่อย่างใด ที่เรามาทำถ่ายทอดนี่เพื่อประเทศชาติ เราไม่มีโฆษณาก็เลยทำอย่างอิสระ แล้วเราก็เป็นสื่อสารที่จริงใจเป็นสื่อเพื่อมนุษยชาติจริงๆ นะ
_อ าจารย์ กฤษฎาว่า...มีประเด็นคำถามอีกคำถามหนึ่งว่า พ่อครู เคยเป็นประธานอาชีวสัมพันธ์ พ่อครู ก็ว่า … เป็นงานประสานงานระหว่างอาชีวศึกษา และ อาตมา ก็เรียนอยู่ ได้รับเลือกให้เป็นประธานในปี 2499
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … ที่ผ่านมานักวิชาการ นักการศึกษา ก็หาทางที่จะลดปัญหาเยาวชน คือนักศึกษาอาชีวะตีกัน แน่ว่าในเวทีนี้นักเรียนอาชีวะมาร่วมกันแสดงออกถึงความรักสถาบัน พ่อครู ว่า … เป็นภาพประทับใจมากที่เขาไหว้กันจากเคยทำร้ายกัน แม้จะฝืนใจก็ทำไปเถอะลูกๆ หลานๆ เอ้ย
_อ าจารย์ กฤษฎาว่า … กระบวนการธรรมะส่งผลถึงลูกหลานให้เกิดสามัคคีกัน พ่อครู ว่า … เป็นมโนสัญเจตนาเลย ประสงค์ให้เกิด คนไทยไม่ว่าจะอายุน้อยหรือมากก็มีความปรารถนาจะทำดี เราจะนำพาทำส ิ่ งดี และการมาชุมนุมประท้วงเป็นงานใหญ่ในระดับประเทศ ซึ่งคนเขาหัวร่อย่อว่า จะเอาความสงบสยบความเคลื่อนไหวจะได้อย่างไร อาตมา ก็ว่า I will try
_อ าจารย์ กฤษฎาว่าคนที่ sms เหน็บกันอยู่ก็ดูตัวอย่างน้องๆ ที่มาทำกระบวนการแห่งธรรมได้นะ พ่อครู ก็ว่า … มันมีนิมิตให้เห็น เราไม่ได้หลอกล่อให้มา เราไม่มี เรามีแต่บอกความจริงใจชัดๆ สื่อออกไปแล้วสำนึกปัญญาของเขาเองที่ทำให้เขาออกมา การที่เขารวมกันแสดงส ิ่ งดีมันไม่ดีหรือไง แม้ใจไม่เห็นด้วยแต่การกระทำนี้ดี มันเป็นกุศลกรรมแล้วต่อตนต่อสังคม ซึ่ง อาตมา ไม่มีเวลาไม่มีแพ้ชนะ มันจะสรุปจบอย่างงดงาม เราไม่อยากจะให้จบอย่างถูกไล่ถูกทำร้าย จนต้องเลิกมันเป็นเรื่องอุบา ท ก์ แต่เรายังหวังว่าเราจะทำส ิ่ งที่มันลงเอยด้วยความ เรียบร้อย ง่าย งาม
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … ในวันที่ 7 ที่จะมีการแก้รัฐธรรมนูญพี่น้องที่สวนลุมฯ ก็อยู่ที่เดิมแต่เขาขนตำรวจมามากมาย พ่อครู ว่า … มันมากเกินไม่ประหยัด เป็นเรื่องใหญ่มาก เขาทำเพื่อหลายอย่าง คือ แสดงอำนาจบาตรใหญ่ เพื่อที่จะขู่ ปราม เพื่ออวดอำนาจใหญ่ซ้อนว่าฉันทำได้เอ็งจะทำอย่างไร
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … ปรากฏการณ์พี่น้องสวนยาง ก็ใช้กำลังกัน ต่างปะทะอย่างใส่อัตตากัน พ่อครู ว่า … ไม่ควรเกิดเลย เราก็มาสาธิตมาดีมอนสเตรท ว่าเราทำอย่างนี้ เราต้องการอย่างไรก็เสนอไปแล้วก็ออกมารวมตัวกัน ออกมาแสดงสิทธิเสียงของเรา ให้พยายามศึกษาให้เข้าใจ ถ้าประเทศไทยจบลงด้วย เรียบร้อย ราบ รื่ น ง่ายงาม จะเป็นประชาธิปไตยที่สวยสดงดงามที่สุดในโลก ไม่มีความรุนแรง ใช้ความถูกต้องชนะความไม่ถูกต้อง คนไทยน่าจะมีสำนึกได้นะ หวังไหม? เราไม่รอเราไม่หวังเราจะทำ
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรอกที่ไม่มีการสูญเสีย มารออยู่คงไม่ได้ พ่อครู ว่า … มันมีอัตราการก้าวหน้า ที่มันเป็นปรากฎการณ์ที่เป็นจริง อาตมา ก็คิดว่าคงไม่เบื่อหน้า อาตมา ไว จะพากเพียรมาอยู่ถ้ามาได้
_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … เราอยากให้สังคมไทยเข้าใจว่า Neo protest อะไรเป็นเครื่องประกันว่าสามารถเปลี่ยนประเทศได้ถ้าออกมากัน พ่อครู ว่า … มั่นใจในเรื่องของจิตวิญญาณ มีฤทธิ์มีอำนาจ ถ้ามวลชนของไทยเรามาบอกกันแล้วว่าออกมาเถอะ ออกมาแสดงเสียงอธิปไตย ก็อยากรู้ว่าธรรมฤทธิ์ของจิตวิญญาณถ้าออกมา 1 ล้านหรือ 5 ล้าน ถ้าเป็นจริงออกมาได้วันพรุ่งนี้ แล้วยืนยันว่า คุณปูคุณหยุดนะ พูดสงบเรียบร้อยดีๆ ห้าล้านคน ถ้าไม่หยุดเราจะอยู่กลางถนนนี่แหละ อาตมา ก็ว่าจะแข็งจะทนแค่ไหน จะมีการต้านอยู่ไหม อยากรู้จริงๆ เลย ก็ขอขยายความเติมว่า อำนาจอธิปไตยคือความเห็นรวมของประชาชน 1 คน 1 เสียง 1 ล้านคนก็มีคะแนนเสียงมากกว่า 15 ล้านคนแน่ มันคะแนนเสียงสดๆ เลย 1 ล้านคนเหนือกว่า 15 ล้านคนขี้หมด หวังอยู่ว่าคนไทยจะติดได้ทำได้ จะพยายามจะมากจะนานแค่ไหนก็จะทน
_อ าจารย์ กฤษฎาว่า … บรรพบุรุษว่าความดีย่อมชนะความชั่ว ธรรมะย่อมชนะอธรรม คนไทยเรานับถือพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นก็สอนว่าต้องทำดี ก็อยากดูธรรมฤทธิ์ พ่อครู ก็ว่า … คนที่ดูคงเข้าใจหวังว่า สักวันหนึ่งดอกไม้จะบานสะพรั่ง สักวันหนึ่งคนจริงจังจักหลากหลาย …
_อ าจารย์ กฤษฎาว่า … จะเป็นจริงได้ครับ ซึ่งหลายๆ ครั้งแม้ตัวผมเองก็จะยังไม่เข้าใจ Neo protest แต่มาถึงวันนี้ก็เข้าใจมากขึ้น การเอาธรรมนำหน้าแท้จริงคืออย่างไร วันนี้ถ้าคนไทยมั่นใจว่าเราเป็นคนดีมีศีลธรรมก็จงออกมาทำที่นี่ พ่อครู ว่า … อีกเรื่องต้องย้ำคือ ความหมายของการเมืองใหม่ หรือประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งคนไทยเราทำมา 80 กว่าปีนั้นเก่าเละเลย อาตมา จะเอาประชาธิปไตยที่เก่าเอี่ยมของพระพุทธเจ้ามาเสนอ แล้วหลักธรรมที่พระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่าให้เอาแบบคนจน จะได้สาธยายว่า แบบคนจนคืออย่างไร ลึกซึ้งอย่างไร เป็นจริงได้ไหม จนแล้วจะมากอบกู้บ้านเมืองทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้อย่างไร
_อ าจารย์ กฤษฎาว่า … หลักคิดของสันติอโศกต่อการปกครองในอุดมคติคืออย่างไร แล้วคำถามต่อไป คือนักการเมืองวันนี้ขาดคุณธรรมมากมายเลยทำไม พ่อครู ว่า … ขออภัยที่ต้องพูดความจริง ...ความจริงก็คือคนไม่มีธรรมะเพราะคนสอนธรรมะสอนผิด เขาสอนมาก่อน อาตมา เกิด สอนผิดต่อเนื่องมานาน อาตมา ก็มาแก้ว่าผิดนะ อาศัยพระไตรฯ ยืนยันว่าถูกต้องเป็นอย่างนี้ สอนให้มักน้อยสันโดษ ไม่สะสม (อปัจจยะ) อยู่ในหลักกถาวัตถุ 10 วรรณะ 9 ในหลักตรวจสอบธรรมวินัยก็มี แต่เขาสอนให้คนมักมาก แต่พระพุทธเจ้าก็ว่าธรรมวินัยเพื่อความมักมากไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า แต่ธรรมวินัยที่สู่มักน้อยคือ ของพระพุทธเจ้า พ่อครู ว่า...ต้ องขอกล่าวถึงตนเอง ตอนสมัยทำงานเป็นฆราวาสทำงานได้เดือนละ 2 หมื่นบาท ในขณะที่นายกฯ ขณะนั้นเงินเดือน 8 , 500 บาท ในตอนนั้น อาตมา อายุ 30 ปี ตอนออกบวชอายุ 36 ปี อาตมา ก็ไม่ได้พ่ายแพ้ทางโลก แต่ว่าปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอน ก็เข้าใจแล้วปฏิบัติตาม ศึกษา เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ ปฏิบัติมีบารมีเก่าแต่ปางบรรพ์ ไม่มีอาจารย์ ก็ประกาศว่าเป็นโพธิสัตว์ ที่ไม่ได้พ่ายแพ้ทางโลกไม่ได้อกหักแล้วออกมา มาบวชตั้งแต่ปี 2513 ตอนนี้ก็ 43 พรรษาแล้ว ก็มั่นใจว่าเหน็ดเหนื่อยอย่างไรก็ต้องสู้ ซึ่งกระแสหลักไม่ได้เข้าใจอย่าง อาตมา เลย ตีทิ้งด้วย ก็รักษาตัวรอดเป็นยอดเดี่ยวมาได้ จึงเห็นว่าอกาลิโก ใครจะยินดีมาทำอย่างนี้ก็ยินดีทุกคนเลย อย่ามารวนหรือแกล้งเพราะมันบาป
_ อ าจารย์ กฤษฎาสรุปว่า ...วันนี้ได้เข้าใจว่าธรรมนำหน้าเป็นเช่นไร พ่อครู ว่า … ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา แถมด้วย พุทธพจน์ว่า “ขาดตาปัญญาเสียแล้วก็เหมือนกับคนมีตาบอดเหยียบลงไปได้แม้กระทั่งไฟที่ส่องทาง” แสงแห่งสัจธรรมความดีคือไฟส่องทางคุณก็เยียบกระทืบได้ คนหนอคน ...จบ