560816_รายการเรียนอิสระ ณ สวนลุมฯ เรื่อง เก็บอัตตาใส่เซฟก่อนได้ไหมประเทศไทยทุกข์แย่แล้ว.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข15 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560816 รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดย พ่อครู และอ าจารย์ กฤษฎา เรื่อง เก็บอัตตาใส่เซฟก่อนได้ไหมประเทศไทยทุกข์แย่แล้ว

อ าจารย์ กฤษฎาเร ิ่ มรายการที่สวนลุมฯ ...วันนี้ วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2556 เป็นรายการพิเศษเป็นครั้งแรกที่มาจัดนอกสถานที่ มาจัดที่สวนลุมพินี วันนี้ อาจารย์ กฤษฎาให้ประเด็นว่า ถอดรหัสธรรม อ าจารย์ กฤษฎาว่าเมื่อกองทัพธรรมมาอยู่นั้นก็มีวิถีชีวิตที่แปลกแต่ดี ซึ่งก็เกิดจากการปฏิบัติธรรมนั่นเอง ต้องกราบนิมนต์ พ่อครู ถอดรหัสธรรมว่าอยู่อย่างไร พ่อครู ว่า...ที่ถามนี้เน้นไปทางธรรมะ พระพุทธเจ้าท่านชัดเจนที่สุดเลย ในสุริยเปยยาลสูตร มีว่าไว้ถึงแสงอรุณที่จะมาก่อนพระอาทิตย์ ฉันใด ธรรมะ 7 อย่างของพระพุทธเจ้าจะต้องเข้าใจก่อนและเป็นได้ก่อนเข้าถึงก่อนคือ สัมปทา (การเข้าถึง การบรรลุ) พระอาทิตย์คือ มรรคองค์ 8 คือจะต้องมีแสงอรุณก่อนที่จะเจอพระอาทิตย์ ซึ่ง แสงอรุณมี 7 อย่างคือ [ 129 ] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค มิตรคือผู้ที่สนิท กอดคอตายได้ พึ่งเกิดแก่เจ็บตายได้เลย สหายคือผู้ร่วมประโยชน์ ส่วนกัลยาณสัมปวังโก คือองค์รวมของทั้งหมด อาตมา ก็แปลว่า สังคมส่ิงแวดล้อมดี อย่างที่มาชุมนุมนี่ จะเป็นเรื่องที่มากันเอง เต็มใจมารวมตัวกัน เป็นกลุ่มหมู่ตามธรรมะ ที่ได้บำเพ็ญปฏิบัติแล้วเกิดผล จึงเกิดการรวมตัวเป็นมวลหมู่ และมาชุมนุมกัน ประชุมกันอยู่ เมื่อรวมตัวเป็นหมู่กลุ่มเราจะไปทำงานอะไรเราก็ทำด้วยกัน จึงเป็นหมู่กลุ่มที่มาร่วมกันทำ แล้วเราก็ทำอย่างมีเป้าหมาย ไม่ได้ทำอย่างเละเทะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราเป็นผู้ไร้ปัญญา ท่านสอนให้เราสร้างปัญญาแก่ใจเราจริง มีภูมิปัญญาที่จะขับเคลื่อนชีวิตเรา เราจึงมีหมู่กลุ่มที่เกิดผลผลิตตามที่พระพุทธเจ้าพาทำ เมื่อเราทำได้แล้ว แล้วมีเหตุการณ์ของสังคม เราก็มา

อ่านต่อ

รวมกันตามเหตุการณ์

[ 131 ] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 132 ] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 133 ] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 134 ] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 135 ] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 136 ] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ทำไมหมู่กลุ่มอโศกเป็นนักธรรมะทำไมต้องออกมาชุมนุม อาตมา ก็ตอบว่า ทำเพราะเห็นว่าควรทำ ทำตามสมควร เห็นควรว่าถูกธรรม ที่เห็นว่าควรทำเพราะเราใช้ปัญญาตัดสิน ทุกคนโง่เท่าที่ตนเองฉลาด และทุกคนฉลาดเท่าที่ตนเองโง่ เมื่อเราไตร่ตรองวินิจฉัยว่าควรทำเราก็ออกมา แล้วตัดสินอย่างไร เราก็ใช้ หลักมหาปเทส 4 คือ 1 .สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 2 . สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย 3 . สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 4 . สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรฯ ล. 5 ข. 92 ) แล้วการชุมนุมนี้ควรออกมาร่วมกันให้มากไหม?ก็ควรออกมา แล้วกลุ่มที่มาชุมนุมนี่ดีไหม เป็นไปเพื่อมนุษยชาติไหม ก็ใช่นี่ ก็ควรนี่ ดูแล้วก็ไม่ขัดกับสิ่งที่ควร และควรกับส ิ่ งที่ควร เพราะเรามาทำนี่ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน เราทำเพื่อคนส่วนใหญ่ เพื่อปวงประชาชน เห็นว่าสิ่งนี้ท่านไม่ได้อนุญาตแต่เป็นสิ่งที่ควร เราก็ยกทัพโยธามา เราออกมาทำพฤติกรรม ที่เรามีเราเป็นจริงมาทำ สิ่งที่ทำจึงเป็นเรื่องจริงของชาวอโศก มีความจริงด้วยประการฉะนี้ ก็ให้ผู้รู้มีวิจารณญาณกันเองว่าเราหวังดีหรือหวังร้ายต่อสังคม เรามั่นใจว่า ล้านเปอร์เซ็นต์ _ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … สภาพที่ผมไปเห็นความเป็นอยู่ของอโศกหลายสถานที่ มีคำพูดที่อโศกทำอยู่คือ สาธารณโภคี และที่สวนลุมฯเป็นที่สาธารณะ อยากให้ อาตมา อธิบายสาธารณโภคี อาตมา ว่า ...การชุมนุมนี่เราอโศกมีการชุมนุม โดยหลักเกณฑ์ที่เราประกาศชัดเลยว่า ของเราเป็นการชุมนุมประท้วง Neo protest คือการชุมนุมประท้วงแนวใหม่ ที่เขาทำก็รู้สึกว่ามีส่ิงอิงแอบอยู่ แต่ของเราไม่มีสิ่งอิงแอบซ่อนแฝงอยู่ เราก็เลยตั้งชื่อของเราว่า นีโอโพรเทส Neo protest คือมาจากคำว่า นิวหรือ New คือใหม่ ส่วน Neo เป็นภาษาเก่าแปลว่าใหม่เช่นกัน เราก็ทำแผ่นพับออกมาว่าเรามีเป้าหมาย มียุทธวิธีอย่างไร เราก็พากเพียรทำตามเจตนารมณ์ คำถามว่าเป้าหมายของการชุมนุมข้อหนึ่งคือ เราเอาวิถีชีวิตสาธารณโภคีมาแสดง ยุทธวิธีการชุมนุม (Strategies) 1 . สุภาพ สงบ และเรียบร้อย 2 . ไม่มีความรุนแรง 3 . เสนอ ความรู้ และความจริง 4 . ไม่หยาบ ไม่ผิด กล่าวคำแรง เสียงดัง เท่าใดก็ได้ เป้าหมายของการชุมนุม (Goals) 1 . ไม่มุ่งหาปริมาณเป็นเอก แต่ มีปริมาณการแสดงออกเป็นประชาธิปไตย 2 . แสดงคุณภาพของความเป็น ประชาธิปไตย (จิตที่มีธรรมะ) 3 . เพื่อมาแสดงสิทธิ์ร่วมชุมนุม ยืนยันอำนาจอธิปไตยของมวลประชาชน 4 . ไม่มุ่งหมายชนะหรือแพ้ ให้ความรู้ความจริงเป็นตัวตัดสิน 5 . เอาวิถีชีวิตความเป็นสาธารณโภคีมาแสดง(มีทรัพย์สินเป็นของส่วนกลางให้ทุกคนต่างร่วมกินร่วมใช้ได้)

พระพุทธเจ้าท่านว่า...ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้นก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พตปฎ.เล่ม 21 ข้อ 25 ) แต่ถ้าคนธรรมดาก็ว่าอยากได้ไหมถ้าได้คนมาก ก็อยากได้ แต่สำหรับตัวเราต้องตั้งใจฝึกเลยว่าอย่าอยากใครเห็นว่าดีก็มานับถือได้ เราไม่มีกิเลส ถ้าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ จบ เราต้องอ่านตัวเองออก

_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … คนมาปราศรัยก็ไม่ใช่เพื่อให้โด่งดังมีชื่อเสียงมีโลกธรรม พ่อครู ว่า … มีคน sms มาว่า อาตมา อย่างคุณ 8705 เราก็เอามาพิจารณาว่ามันจริงหรือไม่ เราต้องไม่ลำเอียงด้วยอคติ 4 เราตรวจจริงแล้วเราก็ไม่มีอย่างเขาว่า ก็รู้ว่าเขามองไม่ออก เราไม่ถือสาอะไร คนที่ว่านี้มีคนติดตามมานานแล้ว ก็มีคนของช่างเทคนิคของช่องบลูสกาย บอกว่า คนนี้เขามีนามแฝงว่า ผมดอกเลา บ้านอยู่สระบุรี พ่อครู ว่าต่อ...เราไม่กระเหี้ยนกระหือรือให้คนมา แต่มามากก็ดี มาน้อยก็ไม่เป็นไร ต้องโทษว่าเราไม่มีความรู้ความสามารถ หรือเราสื่อส ิ่ งไม่ดี แต่ถ้ามีการก้าวหน้าอยู่ก็ทำไป

เชื่อว่าผู้มาที่นี่มีปัญญา เราไม่ปะเล้าประโลม เราไม่บังคับ เราไม่ใช่สิ่งไม่ซื่อสัตย์ทุจริตเราเจตนาทำตรงๆ ถ้าคนจะมาก็มาด้วยใจด้วยปัญญา คนอยากสนับสนุนก็มา ผู้ใดพยายามพากเพียรมาก็เป็นเรื่องจริงของเขา คนออกมานี่คือ 1 คน 1 เสียง ในระบอบประชาธิปไตย นี่คือการชุมนุมประท้วงรวบรวมบุคคลสดๆ เรามีเวลาถ่ายทอด ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปเราตั้งใจจะถ่ายทอดตั้งแต่ 16 . 00 น.เป็นต้นไป จากเดิมเร ิ่ มตอน 17 . 00 น. ใครจะมาช่วยก็มากัน ศิษย์เก่าก็ควรมากัน เรามาทำเพื่อพิสูจน์ว่า คนไทยรู้จักสิทธิหน้าที่ประชาธิปไตยแล้วออกมาแสดงคะแนนเสียง ออกมาแสดงตัว แสดงอำนาจอธิปไตยขั้นที่ 1 ในอธิปไตย 8 ขั้น ที่ อาตมา คิดขึ้นมา โดยมีอ าจารย์ ปราโมท นาครทรรพรับรอง เพื่อให้เกิดความจริงด้วยว่าประชาชนจะปฏิบัติไหม เราไม่รีบร้อน แต่ได้เร็วๆ ก็ดี มันเป็นโอกาส เวียนมาสนับสนุน ถ้าอัตราการก้าวหน้าดี ก็มองเห็นว่าไทยเราจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่ทำแบบที่เขามาหามวล เรียกร้องจัดตั้ง ไม่ใช่ประชาธิปไตย มาหามวลมาสร้างอำนาจให้แก่ตนเองเท่านั่น อย่างหลายประเทศที่เป็นอยู่ มั่นใจว่าคนไทยเราศึกษาได้ ช้าหน่อยไม่เป็นไร นีโอโพรเทสคือประชาธิปไตยแท้ คือออกมาประท้วงมาใช้สิทธิ์ สดๆ ไม่ใช่ของแห้ง เป็นอธิปไตยลำดับที่ 1 เลย และเราไม่มุ่งหมายชนะหรือแพ้ เรามาเอาความจริงมาประกาศ แล้วมันจะเป็นไปเอง ถ้าคุณจะยอมเราก็ไม่ถือว่าคุณแพ้ เพราะคุณรู้ว่าควรเลิกทำส ิ่ งไม่ดี ก็เลิกก็จบ เราไม่ถือว่าเราชนะไปหยามหยันเขาอีก อย่างนั้นไม่จบ เป็นเรื่องไม่สูงส่ง อาตมา เป็นลูกพระพุทธเจ้าจึงมาแนะนำให้ทำอย่างนี้

_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า ที่ พ่อครู พูดนี้ตรงกันคำว่า “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยๆ ไขความจริงกันออกมาให้มากๆ หมดๆ” อาตมา ว่า … ใช้สูตรนี้คือ “ดูไป” Go on and See out คือค่อยๆ ทำไปตามจริง แล้วทำไปให้ถึงผลสำเร็จสูงสุดยอดเลย อาตมา ทำงานใช้ภาษาที่เรียกว่าชนะหรือได้ผล เราไม่ใช้คำว่าชนะก็ได้ แต่เราได้ผลรายทาง ซึ่งผลที่ได้อาจมีไม่ดีก็ได้ ถ้าผลเสียมากเราก็ไม่ดันทุรัง เลิกดีกว่า แล้วเอาวิถีชีวิตสาธารณโภคีมาแสดง ซึ่งชาวอโศกเราทำได้ …. สาธารณะ คือส่วนกลาง ส่วน โภคี คือร่วมกินร่วมใช้อาศัยส่วนกลาง ของกลางนี้ไม่ใช่ของใครแต่คือของแต่ละคนคนละนิดละหน่อยเอามาร่วมกัน เราทำได้เป็นชุมชน ทุกชุมชนอโศกอยู่ในระบบสาธารณโภคี ที่มีอยู่หลายสิบชุมชน แต่ไม่ถึงร้อยชุมชน ทั่วประเทศกระจายอยู่ ทุกคนทำงานแล้วร่วมกินร่วมใช้ส่วนกลาง แม้ชาวอโศกข้างนอกมาทำงานในอโศกก็ทำงานฟรีกินใช้ส่วนกลาง พอกลับออกไปก็เลิก แต่คนที่อยู่ประจำเลย นี่เสียภาษี 100 % ทำงานฟรี กินใช้สวัสดิการส่วนกลาง เต็มตัวเลย เป็นเรื่องที่คอมมิวนิสต์เขาอยากได้ ส่วนทุนนิยมก็อยู่กันอย่างไม่ยุติธรรม คนที่ควรเสียสละกลับไม่ค่อยได้เสียสละกลับไปรีดนาทาเร้นคนยากจน สมัยพระพุทธเจ้าท่านทำสาธารณโภคีในหมู่สงฆ์ได้ มีศีลที่เป็นข้อควรทำ อย่างอิสระ แล้วปฏิบัติศีลเพื่อขัดเกลากิเลสไป แม้จิตคุณไม่บรรลุ คุณมา สมาทานศีลนี้ก็ได้แล้ว ศีลของพระพุทธเจ้าคือจุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 ข้อ มหาศีลอีก 7 ข้อ เป็นธรรมนูญของพุทธ ท่านไปไหนก็ประกาศอันนี้ ไม่ว่าไปแคว้นไหนๆ ซึ่งท่านไปในรัฐไหนๆ คนของรัฐนั้นแคว้นนั้นก็มาสมัครเข้าในรีตของท่าน เมื่อมาบวชแล้วพระเจ้าแผ่นดินก็ยกคนของท่านให้ แม้เป็นยุคที่ไม่รู้จักสิทธิ มนุษยชน เป็นยุคสมบูรณายาสิทธิราชเต็มๆ ทั่วทั้งหมด แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ทันสมัย ปลดแอกความเป็นทาส ความเป็นวรรณะ ใครมาอยู่ในลัทธิท่านก็เสมอกันหมด หมดความเป็นทาส ความเป็นวรรณะไปเลย แม้เป็นลูกเจ้าลูกนายมาบวชแล้วก็เท่ากับคนอื่น แม้ลูกชาวนามาบวชก่อน เจ้าชายมาบวชทีหลังก็ต้องกราบภิกษุชาวนาผู้บวชก่อน พระพุทธเจ้าทำได้ในสมัยนั้น เสร็จแล้วสงฆ์อโศกก็เท่ากันหมดคือ 1 . ญาติปริวัตตังปหายะ 2 . โภคะขันธาปหายะ คือทุกคนสลายญาติ ทุกคนมาเป็นญาติกันในกลุ่มหมด แม้ญาติข้างนอกเขาปฏิบัติอย่างเราก็บอกว่าเราต้องมาอยู่ในหมู่กลุ่มนี้ มาเป็นญาติธรรม แต่ถ้าญาติทางสายเลือดเขาไม่อนุญาตก็ทำไม่ได้นะ คำว่าญาติปรวัตตังจึงลึกซึ้งคือเป็นญาติธรรม พึ่งเกิดพึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตายกันได้ นั่นเอง จะพูดให้ชัดคือตัดญาติข้างนอกมาเป็นญาติธรรม ส่วนโภคทรัพย์ ถ้ามาเป็นญาติธรรมแล้ว โภคทรัพย์ทุกอย่างเป็นของส่วนกลาง ทุกคนไม่ยึดถือเป็นของส่วนตัว กินใช่ร่วมกันหมด ยุคพระพุทธเจ้าไม่ทำถึงฆราวาส แต่ทำในสงฆ์ ไปที่ไหนก็สำเร็จหมด พระพุทธเจ้าไปรัฐไหนๆ ก็สำเร็จหมด ไปแคว้นไหนๆ ทุกแห่งยอมหมดเลย แล้วเป็นสาธารณโภคี ไม่มีใครสะสมเป็นส่วนตัว _อ าจารย์ กฤษฎาว่า … ไปที่โรงบุญ มังสวิรัติ ทุกคนไปทำบุญคือชำระกิเลส ผู้มากินก็ชำระกิเลสด้วย ไปเห็นวัฒนธรรมการเข้าแถว ญาติธรรมมาเสียสละมาฝึกปฏิบัติธรรม มาก่อนเลิกทีหลัง ลองสังเกตดู พ่อครู ว่า … ชาวอโศกมาทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติได้ก็มีกรรม กาย วาจา เสียสละสร้างสรร ส่วนใจมีกิเลสก็สอนให้อ่านให้ออก แล้วล้างกิเลสตนเอง ผู้ที่ล้างได้ก็สบาย แล้วทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชน ผลที่ได้ก็เป็นพลังหรือพละอินทรีย์ ในการสร้างสรรจริง บรรลุแล้วเราจะมีพลัง 4 คือ 1 . ปัญญาพละ 2 . วิริยะพละอย่างไม่ต้องฝืนเป็นปกติถ้าบรรลุจริง เมื่อยก็พักไม่เมื่อยก็เพียร 3 . อนวัชชะคือการงานอันปราชญ์หรือผู้รู้ไม่ติเตียนหรอก ถูกตามมหาปเทศและสัปปุริสธรรม ส่วนผู้ไม่รู้จะติเตียน 4 . สังคหพละคือการสงเคราะห์เกื้อกูลกัน อย่างมี

สาราณียธรรม 6 ทำให้เกิดพุทธพจน์ 7 1 . สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2 . ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) ไม่ใช่ความรักอย่างโลกๆโลกีย์ 3 . ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4 . สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) มีใจเกื้อกูลช่วยเหลือเฟือฟายกันจริงๆ 5 . อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) เป็นจิตที่ไม่ก่อวิวาท ไม่สร้างไม่ทำจริงเลย แน่แท้เลย ผู้ใดทำได้ก็สมบูรณ์ยอดเยี่ยม 6 . สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7 . เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) เป็นความเป็นเอกภาพ เนียนสนิท ควรแน่นผนึกทั้งกาย วาจา ใจ เห็นได้ชัด (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล. 22 ข. 282 - 283 )

_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า จะเห็นได้ชัดว่ากองทัพธรรมไปชุมนุมจะมีระบบระเบียบ เป็นนามธรรม 7 หลักนี้ เป็นจริงในพุทธพจน์ 7 ข้อนี้ แล้วจะเห็นถึง สาราณียธรรม 6 คือ 1 . เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2 . เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3 . เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4 . แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) เกิดโดยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นของส่วนรวมเป็นของสาธารณโภคี 5 . มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6 . มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 282 - 283 )

_อ าจารย์ กฤษฎาว่า สาธารณโภคีที่ชัดเจนคือ โรงบุญมังสวิรัติ ทุกอย่างเอามารวมกันจึงเป็นของสาธารณะแล้วเปิดให้คนภายนอกมาใช้ของกลางของอโศกได้ พ่อครู ว่า … เรามาชุมนุมจะเอาวิถีชีวิตสาธารณโภคีมาแสดง เราก็ทำไปเรื่อยๆ เราทำมาหลายที่แล้ว เราทำอย่าง Go on and see out หลักเกณฑ์อโศกมี 3 ข้อ ใครเข้ามาก็จะทำคือ 1 . ไม่มีอบายมุข 2 . ไม่กินเนื ้ อสัตว์ 3 . ศีล 5 เป็นพื้น อบายมุข เช่น สุรา คือ ขั้นกล้า ส่วน เมรยะ คือ ขั้นกลาง ส่วนมัชฌะคือ ขั้นปลาย คุณมาอย่างเอาระดับสุระหรือสุรา แต่จะมีความเมาระดับเมรยะหรือมัชฌะ ก็มาลดเลิก ถ้าลดละเลิกได้หมดก็เป็นอรหันต์นั่นเอง เราเอาของ พระพุทธเจ้ามาเปิดเผยว่า อกาลิโก ไม่จำกัดกาล เอหิปัสสิโก คือพิสูจน์ได้ แม้เป็นส ิ่ งที่ยากก็ตาม เราจะทำในส ิ่ งที่ทำได้ยาก เราจะอดทนในส ิ่ งที่อดทนได้ยาก อโศกเรามีอุดมการณ์ ถ้าไม่แต่งงานได้มีศีล 8 ได้ก็ดี พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญคนโสด คนโสดท่านว่าเป็นบัณฑิต คนโง่ฝักใฝ่ในเมถุนย่อมเศร้าหมอง

_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … ลองมองดูสายตาญาติธรรม แม้อายุมากแต่สายตาไม่เหนื่อยล้าเลย มีพลังทำงานดีตลอด ลองสังเกตดูว่า พ่อครู จะพาทำอย่างไร พ่อครู ว่า … ไม่มุ่งหมายแพ้ชนะ แต่เรามาทำส ิ่ งดีให้เกิดได้ ถ้าก้าวหน้าได้ก็ทำต่อ ถ้าไม่ก้าวหน้าก็เลิก

_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า … พวกเราไปทานอาหารฟรีกันแล้วเขาอยู่กันได้อย่างไรก็ฟัง พ่อครู อธิบายได้ ระบบสาธารณโภคีจะอยู่ได้ แล้วเราควรสร้างกองทัพประชาชนในรูปแบบนีโอโพรเทสแล้วธรรมะย่อมชนะอธรรม พ่อครู ว่า … เป็นสัจจะ แย้งไม่ได้ ธรรมะชนะอธรรม ส ิ่ งที่เราพากันทำเราเรียกว่าการเมืองหรือธรรมะหรือไม่ ธรรมะแปลว่าส ิ่ งที่ทรงไว้ ตั้งแต่ดินน้ำไฟลม ที่เป็นรูปธรรม ที่สามารถเห็นรู้ได้ มันทรงอยู่อย่างพอดีเหมาะสมไหม ไม่เบียดเบียนตนหรือใครหรือไม่ ? ถ้าผู้ใดที่มีธรรมะคือทรงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ ความมีส ิ่ งประเสริฐ ส ิ่ งดีงามเรียกว่าธรรมะทั้งนั้น จากตนเองตั้งแต่ในจิต ในวาจา ในกัมมันตะ คือการกระทำทั้งกายรวมหมดออกไปเป็นองค์รวมเรียก กายวิญญัติ เป็นองค์ประชุมของกาย วาจาใจ ใครรู้อันนี้เห็นอันนี้เรียกว่ารู้จัก กายวิญญัติ ก็จะรู้ว่าอย่างอโศกและคนที่มาร่วมกันทำ ก็จะเกิดรูปแบบองค์รวม ผู้มีดวงตาปัญญาจะเห็นแล้วรู้ว่าเป็นส ิ่ งพาเจริญ ไม่ใช่สิ่งพาเสื่อมทำลาย แต่เป็นความเจริญทั้งรูปธรรมและนามธรรม ผู้มีปัญญาจะเห็นได้ แต่ถ้าในหมู่คนโง่แยกธรรมะหรืออธรรมไม่ได้ เขาเห็นก็ขวางหูขวางตาเขาก็ทำลาย แต่ถ้าในสังคมที่มีปัญญา จะเห็นว่าสิ่งนี้ไม่น่าทำลาย ไม่น่าต้าน ควรส่งเสริม จะเกิดตามสัจธรรม เขาจะไม่ต่อต้าน จะรู้ว่ามาทำนี่เพื่อมนุษยชาติ ทำส ิ่ งดี เขาจะไม่ต้านและส่งเสริม

_ อ าจารย์ กฤษฎาว่าเห็นหน้ากากขาวมาด้วย พ่อครู ว่า … การใส่หน้ากากขาวก็เพื่อให้คนไม่รู้ว่าเรามาทำส ิ่ งนี้ ส่วนผู้ที่ออกมาแต่ไม่อยากให้ใครรู้ ไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือส่วนตัวไม่อยากเปิดเผย ก็ใช้หน้ากากออกมา ก็เป็นส ิ่ งที่ใช้โอกาสออกมาส่วนผู้ไม่มีสิ่งซับซ้อนก็เปิดเผยมา เช่น พล.อ.ปรีชา เป็นต้น เราไม่ได้ทำสิ่งเลวทรามเราจะปิดบังทำไม เราไม่กลัวเสียโลกธรรม เราไม่มีหน้ากากก็ได้ แต่เราก็เห็นใจข้อจำกัดของคนที่ต้องใส่หน้ากากก็ทำส ิ่ งดีแล้ว

_ อ าจารย์ กฤษฎาว่าอยากให้การชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมนุมเพื่อสลายอัตตา พ่อครู ว่า … หน้าปกของหนังสือพิมพ์เราคิดอะไรเป็นบทกวีเรื่อง “เห็นแก่ตัวหรือที่แท้เห็นแก่ใคร”

ซึ่งอัตตาแบ่งเป็นสามอย่าง 1 . โอฬาริกอัตตา คือ อัตตาหยาบใหญ่ เช่น ย ึ ดว่านี่คือที่ดิน คือบ้านของกู คือยศตำแหน่งของกูเอาไปเบ่งข่มคน นี่คือหยาบๆ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จิตเรายังยึดถือ มีเงินแล้วจ้างคนไปทำชั่วแทนตน ทั้งที่ตนเป็นต้นตอคิดชั่ว แล้วเอาเงินจ้างเขาทำ มีอำนาจด้วย คนถูกจ้างก็เป็นทาสเขา 2 . มโนมยอัตตา คือ สำเร็จด้วยจิต คือยึดอยู่ แม้ไม่ยึดข้างนอกก็ยึดข้างใน เราต้องล้างต่อ จนเหลือน้อยเป็นขั้น 3 . อรูปอัตตา คือ ขั้นไม่มีรูปแล้ว และถ้าเราหมดก็หมดอัตตาคือ หมดเห็นแก่ตัว ก็เป็นอรหันต์ แต่ต้องทำตามลำดับขั้นไป

“เห็นแก่ตัวหรือที่แท้เห็นแก่ใคร”

( 1 ) ตัวที่เห็นแก่นั้น คือใด เห็นแก่ตัวคือใคร ที่แท้ เห็นตัวจากใดไฉน จึ่งประจักษ์ ตัวนา คนชั่วแก้ตัวแม้ ผิดก้อหลอกตน ( 2 ) คือคนที่ไม่รู้ อัตตา 3 ต้องหยั่งรู้รูป-นาม อัตตะแท้ ตัณหาแรกคือกาม โอฬาริกะ อัตตาเฮย มโนมยอัตตาแล้ อรูปด้วยอัตตา 3 ( 3 ) รูปนาม 3 อัตตะนี้ คือตัว-การเลย ใครยึดตีนยันหัว อัตตะแท้ เลวต่ำหยาบบ่กลัว นรกสัก กายใด เห็นแก่ตัวนั่นแล้ บ่งชี้ตัวกู ( 4 ) ไม่ต้องดูอื่นให้ ยาวความ แรกเริ่มกูเกิดกาม อัตตะร้าย เห็นทุกขณะตาม ทันเกิด เถิดเทอญ ตัวสัตว์อุบัติคล้าย เทพล้วนหลอกกู ( 5 ) ไม่รู้กูจึ่งได้ โง่เอง เห็นแก่กูบ่เกรง หยาบกร้าน พรางซ่อนแอบลวงละเลง เสียบใส่ กันแล หลอกอยู่นอกแต่บ่ต้าน หลอกร้ายตัวเป็น ( 6 ) เห็นแก่ตัวนั่นแท้ กูเอง หลงโลกจึงหลงเสง(แข่ง) ดิ่งสู้ โทษใครก็ถูกเผง บ่โทษ ตนเลย กิเลสง่ำจนไม่รู้ มืดด้วยอวิชชา ( 7 ) ฆ่าคนอื่นที่แท้ ฆ่าตน ได้แก่ตัวใช่คน อื่นได้ ชื่นชอบลาภยศผล ก็กิเลส อ้วนแฮ แต่ไป่รู้ชาติใกล้ เกิดแล้วอัตตากู สไมย์ จำปาแพง 9 ส.ค. 2556 [นัยปก เราคิดอะไร ฉบับ 278 ประจำเดือน กันยายน 2556 ] ก็มีแต่สร้างกิเลสให้แก่ตนเอง โดยไม่รู้ว่ากิเลสนั่นร้าย และขณะนี้การชุมนุมในประชาชนคนไทยนั้นมีปัญญารู้ว่าอะไรคืออะไร ส ิ่ งควรขจัดคืออะไร แล้วผู้มีใจต่อประเทศชาติมีอยู่หลายคน ผู้มีมีบทบาทสูงต่อสังคมรู้ตรงกันหมดว่าอะไรควรกำจัดแต่มารวมตัวกันไม่ได้เพราะ “อัตตา” คำเดียว ทำอย่างไรจะลดได้ คุณเก่งแล้วก็อย่ายึด ฉันลดตัวไม่ได้ คุณต้องยอมฉัน อะไรต่างๆ พวกนี้มันมีอยู่ตลอดรวมกันไม่ได้ ส่วนผู้รวมตัวได้ เพราะอำนาจเงินอำนาจทุจริต บังคับด้วยยศชั้น ปูนบำเน็จ ใครไม่ทำตามย้าย ปลด เสียโลกธรรม เป็นอำนาจให้ตกเป็นทาส น่าสงสาร บางทีก็ไม่น่าสงสาร เพราะมันหลงโลกธรรมมากเกินไป แทนที่จะเห็นแก่ประเทศชาติ แต่กลับเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญมากเกินไป สงสารที่หลงโลกธรรม แต่ไม่น่าสงสารที่ทำไม่ไม่เลิก ถ้าเป็นแก่ประเทศชาติเพ ิ่ มขึ้น สลายอัตตากัน เพราะอัตตาตัวนี้แหละไปตรวจดูให้ดี เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า พูดไปสองไพเบี้ย น ิ่ งเสียประเทศไทย ที่น ิ่ งคือ กลัวเสียโลกธรรม ยึดอัตตาตัวตนจัด โดยไม่เห็นแก่ความเดือดร้อนส่วนรวม อาตมา ว่าค่าเฉลี่ยความเดือดร้อนมากขนาดนี้ แต่เขาจำนน เขาพูดไปสองไพเบี้ย แต่ถ้าน ิ่ งเสียประเทศไทยนะ ไม่ใช่เสียตำลึงทอง ก็พูดเถอะ ถ้าพูดไปเสียแต่สองไพเบี้ย แต่น ิ่ งเสียประเทศไทย ที่ไม่กล้าพูดเพราะกลัวเสียลาภ ยศ สรรเสริญ โลกธรรม และอัตตา อาตมา มีคนด่า แต่ว่า ด่าแล้วไม่ถูก อาตมา เลย เพราะเป็นคนหายตัว เป็นคนตัวหาย เป็นคนไม่มีอัตตา เป็น invisible man ใครพูดด่ามาก็เอามาพิจารณา เขาด่าถูกก็ขอบคุณเขา แต่ถ้าเขาด่าไม่ถูก ตรวจแล้วไม่จริง เราไม่เป็นอย่างนั้น เขาไม่รู้ เขาไม่มีข้อมูลพอเขาก็เข้าใจผิด เราตรวจตัวเราไม่ใช่เป็นอย่างที่ว่า เช่นยกตัวอย่าง เขาว่า อาตมา เป็นสัตว์นรก อาตมา ก็ศึกษาสัตว์นรก แม้เทวดาปลอมเป็นสมมุติเทพ อาตมา ศึกษาแล้วก็ไม่เอา แต่มาเป็นอุบัติเทพดีกว่า แล้วก็มาเป็นคนโลกใหม่ ปโลโลโก แล้วเราก็รู้ว่าอยังโลโก คือ คนโลกเก่าของเราเป็นอย่างไรแล้วเราล้างอัตตาตัวตนได้ ล้างหมดก็เป็นอรหันต์ เราก็ไม่มีตัวตน เราก็รู้จริงว่าเราไม่มีตัวตน เราไม่ได้ไปปดคนอื่น เราพิสูจน์ด้วยตัวเอง เอาตัวมาพิสูจน์ได้ แม้ในกาลนี้ มาพิสูจน์ตน ตราบในโลกมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตราบนั้นโลกไม่ว่างจากอรหันต์ อาตมา ไม่มีตัวตน แต่มีปัญญาใช้ปัญญาทำงานตลอดเวลา สรุปว่า … เรื่องของคนที่ยึดอัตตาแล้วไม่ล้างอัตตานี่แหละสำคัญ แน่นอนว่าล้างไม่ได้ง่ายๆ หรอก แต่กาละนี้เก็บอัตตาไว้ก่อนได้ไหม เข้ามาร่วมทำงานกันก่อนทำตามเป้าหมาย เรามีเป้าหมายร่วมกัน รู้กันว่าเจตนาจะขจัดอะไร มี interest point ชัดแล้ว เป้าสำคัญนั้นชัดแล้ว มาร่วมมือกันก่อน อัตตาตนเอง ใครจะบอกว่าสำคัญไม่สำคัญอย่างไรก็มา ไม่สำคัญก็มา ถ้าสำคัญย ิ่ งใหญ่ยิ่งดี มาร่วมกันทำเป้าหมายให้สำเร็จลุล่วงก่อนได้ไหม ใครฟังแล้วก็เอาไปไตร่ตรองกัน เราจะมารวมตัวกันทำงานใหญ่ เพราะสังคมไทยเราทุกข์หนักมากแล้ว ถ้า อาตมา ไม่มีจิตเห็นทุกข์ใหญ่ของประชาชนแล้ว อาตมา จะไปนั่งปักตูดที่ไหนก็ได้แล้ว ใช่ไหม อาตมา ไม่เดือดร้อน เพราะ 1 . ไม่เป็นหนี้ 2 . พึ่งตนรอด 3 . ทำกินใช้เหลือเฟือ มีสิ่งเหลือ 4 . มีเหลือก็เอามาบรรเทาทุกข์ประเทศ ใครไม่เห็นว่าสังคมประเทศชาติไม่ทุกข์ก็แล้วแต่ แต่ อาตมา ว่า อาตมา ไม่ทุกข์นะ เชื่อไหม? ไม่เดือดร้อนจริงๆ แต่มาทำเพราะเห็นทุกข์ของสังคม เห็นทุกข์ของคนไทย อาตมา ผิดหรือ ใครจะด่าว่าย่ำยีก็ตาม ว่าไม่สงบเป็นพระไม่สำรวมอยู่กับที่ อาตมา ก็ว่าทำอย่างสมควรแล้ว ย ิ่ งมีคนไม่เข้าใจย ิ่ งต้องออกมาทำ ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมวะจะต้องเป็นกูวะ อาตมา ออกมาทำด้วยความมั่นใจ ไม่มีอะไรซับซ้อน สังคมไทยเดือดร้อน เขาเดินหน้าปู้ยี้ปู้ยำประเทศไม่หยุดเลย ทำอย่างหน้าด้านหน้าทนเลย อาตมา ถึงบอกว่าออกมาร่วมมือกันเถอะ เก็บอัตตาใส่เซพ ราคาแพงไปเถอะ แล้วออกมาทำงาน เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ _ อ าจารย์ กฤษฎาสรุป ...วันนี้คงเข้าใจในประเด็นที่ชัดเจนแล้วว่า ถอดรหัสธรรมการชุมนุมเพื่อการปฏิบัติธรรม คำตอบที่ชัดแจ้งที่สุดคงได้รับฟังจาก อาตมา แล้ว ส ิ่ งสำคัญคือการออกมาของอโศกไม่ได้ทำเพื่อลาภยศสรรเสริญ โดยทำตามมหาปเทส แล้วทำส ิ่ งควรทำ เพราะทุกข์ของสังคมประเทศนั้นมากพอแล้ว อาตมา และกองทัพธรรมอยู่ได้รอดแล้ว เป็นคนจนที่รวยที่สุด ...พี่น้องมาช่วยกัน ถ้าพูดไปสองไปเบี้ยนิ่งเสียประเทศไทย...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน