โลกุตระสามารถอยู่เหนือ ทำจิตตนให้เป็นอยู่หรือสูญสลายได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
โลกุตระสามารถอยู่เหนือ ทำจิตตนให้เป็นอยู่หรือสูญสลายได้ พ่อครูว่า... ได้ฟังโลกุตรธรรม คนที่ไม่เห็นค่าโลกุตรธรรม ไม่ว่ายุคไหนก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาโลกุตรธรรมไม่มี มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวในเอกภพมหาจักรวาล ที่สามารถที่จะมีโลกุตรธรรมขึ้นมาให้คนรู้จักเรียนรู้และปฏิบัติให้เกิดจิตวิญญาณเป็นโลกุตรธรรม ซึ่งเป็นคุณธรรมขั้นคุณวิเศษอุตตริมนุสสธรรม มีความรู้รอบในความเป็นจิตวิญญาณ และสามารถทำจิตวิญญาณของตน ให้เป็นไปตามที่ตนจะใช้อาศัย จะทำจิตวิญญาณให้ไม่มีเวทนา กลายเป็นจิตวิญญาณที่เหมือนดินน้ำไฟลม เป็นอุตุนิยม เป็นวัตถุไปเลยก็ได้ ไม่มีเวทนาให้เป็นชีวะพีชธาตุได้ ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณมีแค่สังขารสัญญาปรุงแต่งกันอยู่ ประกอบเป็นชีวิต แต่ไม่มีเวทนา ถึงไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีบาปไม่มีบุญอะไรกับใคร ยังไม่เป็นธาตุที่ปรุงแต่งถึงขั้นเป็นบาปเป็นบุญ ซึ่งชาวเทวนิยมทั้งหลาย จะไม่มีโอกาส ไม่มีสิทธิ์ เพราะศาสดาทางเทวนิยมไม่มีความรู้อย่างนี้ ในเรื่องจิต เจตสิก รูป นิพพาน อย่างแท้จริง เขาไม่มี และเป็นคนส่วนมากของโลกด้วย คนที่จะมีบารมี มีปฏิภาณ ปัญญา ธาตุรู้ที่สามารถเข้าใจความโลกุตระได้ ไม่ใช่เรื่องแกล้งเป็น หรือทำเป็นรู้ได้ มันไม่ใช่ มันรู้จริง ไม่ใช่ทำเป็นรู้ ปุโลปุเลไป มันก็ไม่ใช่ ต้องสัมผัสรู้แท้จริงเลย อาการของเวทนาเป็นอย่างไร อาการของสัญญา กำหนดรู้เข้าใจเลยว่าอาการมันเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นนามธรรม กำหนดรู้ได้เลย อาการของเวทนา อาการของสังขารปรุงแต่งกันเป็นอย่างนี้ รวมลงแล้วเป็นวิญญาณ โดยมีสัญญาของตัวเองเป็นกำหนดรู้ กำหนดรู้เวทนา สังขาร วิญญาณ กำหนดรู้เจตนา แล้วสามารถทำใจในใจมนสิการใช้ในใจของตนเองได้ มีความสามารถในนาม 5 นี้จริงๆ ทำได้จริงๆเลย ก็ทำให้จิตเป็นอุตุ เป็นพีชะ แต่จิตก็ยังเป็นจิ
อ่านต่อ
ตนิยามอยู่ แต่มีอิทธิพลเหนือ มีอนุปคัมมะ มี อภิภุย เป็นผู้มีอิทธิพลเหนือสภาพนั้นเลย เหนือภาวะนั้นเลย รู้เห็นเต็มๆ แต่ อนุปคัมมะอภิภุย ในโลกเขาก็มีเป็นโลกีย์ เป็นอบายมุข เป็นกาม เป็นรูป ในโลกคนอื่นเขา แต่ผู้เป็น อนุปคัมมะ เป็นผู้มัชฌิมะ เป็นคนผู้เป็นกลาง ยืนอยู่แล้วก็เห็นรู้อันนี้อยู่ ยิ่งกว่าพระเจ้า รู้ได้หมด ควบคุมด้วย จัดแจงได้ด้วย สำหรับตนเองนะ ไม่ใช่เที่ยวได้ไปจัดการคนอื่น จัดการตน แต่สามารถบอกคนอื่น อธิบายคนอื่น ให้เข้าใจให้เป็นอย่างที่ตนเองเป็นได้ ให้ไปทำตามได้ จริง สามารถถึงอย่างนั้น แล้วที่สุดแห่งที่สุดสามารถที่จะรู้เลยว่า จิตนิยามทำให้เป็นอุตุ ทำให้เป็นดินน้ำไฟลม ชนิดเลิกที่จะมารวมตัวกันติดๆเลย กายสเภทาปรัมมรณา หลังจากการตายนั้น จบไม่มีชีวะอีกเป็นพืชก็ยังไม่เป็นเลย เป็นอุตุ เรียกว่า ปรินิพพานเป็น ปริโยสานตายสิ้นรอบ เป็นครั้งสุดท้ายจบ พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สามารถปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้ว แต่ยังไม่ทำให้แก่ตน ยังพัฒนาเป็นโพธิสัตว์ต่อๆๆๆไป เพิ่มพุทธภูมิไป จนกว่าจะไปถึงสุดท้ายเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ถ้าเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีสิทธิ์ปฏิบัติตนเป็นต้นเค้า จนมีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ท่านไม่แสดงตัว ว่าท่านเป็นผู้มีสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปส่วนตนจึงมีพระพุทธเจ้าขึ้นมา ถ้าหากประกาศก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นมา ถ้าหากประกาศก็มีพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นมา พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นโลกก็เลยไม่รู้จักว่ามีองค์นี้มีภูมิธรรมสูงสุดในความเป็นคน แล้วท่านก็มาช่วยโลก ท่านจะไม่ประกาศซ้อนกับพระพุทธเจ้าองค์อื่น ถ้าจะประกาศท่านเป็นเจ้าของศาสนาแห่งหนึ่งในโลกที่จะพึงเป็น ไม่ใช่ไปแย่งกับพระพุทธเจ้าองค์ไหน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ อจินไตย คิดเอาเดาเอาไม่ได้หรอก เป็นความละเอียดลออลึกซึ้งที่มีนัยยะศึกษาต่างกันไปอย่างละเอียดประณีตจริง นิปุนา ยิ่ง ละเอียดลึกซึ้งซับซ้อน เดาเอาไม่ได้ ที่อาตมาพูดเพราะอาตมามีสภาวะจริง ไม่ได้อธิบายอย่างในตำราที่มีในเถรวาท หรืออาจมีในอรรถกถาจารย์ของมหายาน แต่เถรวาทไม่มี ชาวพุทธในเมืองไทยเป็นเถรวาทไม่ได้เป็นมหายาน เขาก็เลยบอกว่าเอาอะไรมาพูด ....ก็เอาอันที่พูดไปนั่นแหละมาพูด เขาถามว่าเอามาจากไหน มันฟังพอได้ไหม เป็นเรื่องเป็นราวให้สืบต่อขยายความให้ละเอียดลึกซึ้งขึ้นหรือไม่ หรือว่าพูดไปแล้วมีใครรับรู้ได้ด้วย เพ้อๆพกๆ ฟุ้งซ่านไป ก็ไม่ใช่ แต่เอาไปปฏิบัติได้ในแต่ละคนมากบ้างน้อยบ้าง ในผู้ที่ศึกษาผู้ที่มีปฏิภาณไหวพริบ ฟังที่อาตมาพูดสาธยายต่างๆนี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความจริงไม่ได้พูดเล่น พูดเรื่องอย่างนี้พูดเล่นได้อย่างไร หากพูดแล้วเลอะเทอะเขาจะหาว่าบ้าเอา แต่พูดอย่างมีเหตุมีผลมีหลักฐาน และพวกเราฟังเข้าใจมีสภาวะด้วย ก็จะรู้ว่าเราพอมี แต่ละคนก็มี แต่ละนัยยะของแต่ละคน มากคน ร้อยคนพันคนหมื่นคนก็มี นัยยะที่แตกต่างกันมันมีมุมมีเหลี่ยมมีมิติต่างๆที่พวกเราต่างคนต่างกันอยู่นะ ก็รับรู้แต่ละมิติ เหมือนช้างมีสัดส่วนคนละอย่าง แค่นี้เรียกว่าขา อย่างนี้เรียกว่าข้างช้าง งวงช้างหางช้าง ก็มีมากมายหลายมิติมากกว่าช้าง 1 ตัวแสนเท่าพันเท่า สรุปที่คนมาเรียนรู้ที่พระพุทธเจ้าให้มาศึกษา เป็นความรู้รวมยอด ที่ควรจะไปศึกษาอะไรก็แล้วแต่ ศาสตร์ทุกศาสตร์ ทุกวันนี้มีมากมาย แต่ยุค พระพุทธเจ้ามี 18 ศาสตร์ พระพุทธเจ้าก็เรียนจบหมดเทียบได้กับเกียรตินิยมทั้งหมด เหมือนทุกวันนี้ก็มีคนเรียนจบเป็นด็อกเตอร์หลายสาขา 641126_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาอย่างอวดตัวแต่ถ่อมตน ด้วยความจริง