สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ต้องใจเพชร จึงกล้าจน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ต้องใจเพชร จึงกล้าจน พ่อครูว่า...อาตมาคงจะต้องพูดถึงเรื่องความจนหรือว่าการมาเป็นคนจน อีกนานพอสมควรเลยทีเดียว ในโลกขนาดนี้ยุคนี้ทุนนิยมจัดจ้านมาก ครอบงำความคิดของคน ให้คนหลงความรวย จนโง่ หลงความรวย จนเข้าใจยากมาก ว่าความรวยความจนมัน จริงๆแล้วมันไม่ใช่คุณสมบัติ หรือโทษสมบัติกับใครเลย ความจนหรือความรวย ไม่ใช่โทษสมบัติหรือคุณสมบัติของไทยและ ถ้าจะต้องนิยามกันว่าคนจนคืออะไร คนรวยคืออะไร มันต้องนิยามกันให้ชัดเจน คำว่าคนจนมันก็คือ คนที่ไม่สะสมวัตถุสมบัติ ไม่สะสมเอาไว้เป็นของตัวของตน ไม่เป็นของตัวของตัว ถ้ามันจะต้องมีบ้าง มันเป็นส่วนรวมอุดมสมบูรณ์ ก็ควรอุดมสมบูรณ์แล้วสะพัด เป็นต้นทุนที่จะใช้ทำงาน ยิ่งงานใหญ่กว้างก็ยิ่งต้องใช้ทุนมาก ใช้แล้วก็ทำงานให้มันเกิดผลผลิต ให้มันเกิดผลได้ขึ้นมามากขึ้นๆ แล้วนำผลได้ที่มากนั้น ออกไปสะพัดต่อผู้คน ส่วนตนเองนั้น แต่ละบุคคล มันไม่ต้องมากเพิ่มเลย มีปัจจัย 4 แล้วมีบริขาร ยุคนี้มันไม่ใช่แค่บริขาร 8 ที่พระพุทธเจ้าท่านกำหนดให้ภิกษุเท่านั้น บริขารคือเครื่องใช้เป็นปัจจัยชีวิตจำเป็น ในยุคของพระพุทธเจ้ากำหนดให้ภิกษุมี 8 ชนิดเท่านั้น ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตที่ตั้งอยู่เท่านั้นเอง แต่ทุกวันนี้เท่าที่ตั้งอยู่มันไม่พอ มันต้องช่วยสร้างสรร กับมนุษยชาติ ยิ่งมีความรู้ความสามารถในการที่จะทำงานอาชีพ ทำกัมมันตะ เพื่อให้เกิดผลผลิต เพื่อให้เกิดสินค้า ให้เกิดสิ่งที่จะต้องเอาไปกินไปใช้ ของมนุษยชาติที่จำเป็น มันก็จะต้องมีพอสมควร แล้วก็สะพัด เกิดผลแล้วสะพัด เกื้อกูลกัน เพราะฉะนั้นตัวบุคคลแต่ละบุคคลนั้น จึงเป็นคนที่ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวมาก ไม่มีรายได้ผลตอบแทนมาให้แก่ตนเองมาก ที่อาตมาพูดยืนยัน เอาตัวเองเข้าอ้างอิง เปรียบเทียบ เอาคณะหมู่
อ่านต่อ
อโศกไปยืนยันเปรียบเทียบ ซึ่งมันต่างจากตูน Bodyslam คนที่เข้าใจอยู่ว่าแนวคิดที่จะไปตั้งตัวเองว่าเหนือกว่าคนอื่นนั้นมันต่ำ ต้องอ้างตัวเองต่ำกว่าคนอื่น แล้วตัวเองจะสูงกว่าคนอื่น นั่นอย่างนี้ก็เข้าใจกัน แต่ว่าอาตมาพูดความจริง ยิ่งเป็นความจริงที่จริงๆ เป็นความจริงที่ซับซ้อนลึกซึ้ง อาตมาเองขอแวะบอกตรงนี้ อาตมาเองไม่กลัวนะว่า ความจริงที่อาตมาเสนอ แสดง ประกาศอยู่นี่ อย่างที่อาตมาเป็นและหมู่อโศกเป็นและพาทำให้เป็น ความจริงพวกนี้อาตมาไม่กลัวว่าคนจะไม่เข้าใจในอนาคต อาตมามั่นใจว่าคนจะเข้าใจในอนาคต เพราะว่าคนยุคนี้แสวงหาความจริงที่ลึกซึ้ง ซับซ้อนหลายชั้น ซึ่งคนเข้าใจยาก ของอาตมาที่ทำ เป็นความจริงลึกซึ้งซับซ้อนหลายชั้น อย่างตูน Bodyslam นั้นไม่มากชั้นเท่าไหร่ มันพอเข้าใจได้ มันเป็นเรื่องของโลกีย์ธรรมดา แล้วมันก็เป็นเรื่องของการเข้ากับยุคสมัย ที่เป็นผู้ที่เสียสละเป็นผู้ให้นี้ใครก็ชอบใครก็ยินดี มันเป็นโลกียะ แต่ถ้าจะเป็นโลกุตระแล้วการให้นั้น คนให้ต้องให้แล้วกิเลสตนเองลดลงๆ จนไม่มีกิเลส การให้ทุกที ต้องกิเลสลดลง จนไม่มีกิเลส แต่คนที่ให้ แล้วกดข่มจิตตัวเองได้ อ่านจิตไม่เป็น โดยเฉพาะไม่รู้จักตัวกิเลสสักกายะ ยังไม่เข้าข่ายโลกุตระ ตั้งแต่สังโยชน์ตัวแรก ต้องรู้สักกายะต้องรู้รูปนามของตัวเองเป็นธรรมะ 2 อาตมาพูดไปนี้เป็นภาษาธรรมะ ชั้นโลกุตระ เป็นบัญญัติที่ต้องใช้ ถ้าไม่ใช้ก็ต้องอธิบายขยายความมันจะยาววุ่นวายมาก ก็จำเป็นจะต้องพูดให้ลัดให้สั้น ตัดๆอย่างนี้ซึ่งก็จำเป็น คนก็เข้าใจยังไม่ค่อยได้แต่ก็จำเป็นจะต้องพูดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อาตมาก็ชัดเจนตัวเองว่าโลกกำลังต้องการความฉลาดแบบโลกุตระ ความฉลาดและปัญญาไม่ใช่ความฉลาดแบบเฉโก แล้วเขาก็เดินทางเข้ามาเรื่อยๆ อาตมาดีใจที่ตูน Bodyslam แสดงออกมันเป็นระดับความดีงามที่ชัดที่ดี สมัยนี้มันเห็นแก่ตัวจัดจ้านแล้ว ไม่ค่อยเฉลี่ยออกมาเลย องค์ประกอบที่ตูนแสดง มันเป็นเกี่ยวกับเรื่องความตาย เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของคน ตูนเอง เสียสละกำลังกายของตัวเองอดทนมากใช้สุขภาพตัวเองให้แข็งแรง ลำบากลำบนมากมาย ทรมานทรกรรมเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมาก แสดงออกและมีสิ่งตอบแทน ก็ไม่เอาเข้าตัวเองอีกก็เป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนเป็นการตอบแทนที่ชัด ซึ่งเป็นโลกียะธรรมดา ว่าคนไม่เอาไม่เห็นแก่ตัวพูดง่ายๆนี้ มันเป็นรูปธรรมที่ชัด แม้ใจจะมีกิเลสอยากได้ลึกซึ้งซับซ้อนหรือไม่ ก็ไม่มีใครกล้าจะละลาบละล้วงไปล้วงเข้าไป เพราะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมาก เหมาะสมกับยุคสมัย จึงเป็นที่ยอมรับของคนในประเทศไทย แม้แต่ต่างประเทศเขาก็ปฏิเสธข่าวคราวนี้ไม่ได้ ปฏิเสธสัจจะความจริงที่ตูนทำอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ในความซับซ้อนตรงนี้ อาตมาก็ทำไปอย่างที่เห็น อาตมาก็เข้าใจ ทำไมไม่ลดลงไปทำไมจะต้องแข็งต้องยึดไว้ให้จัดจ้านจะต้องมาเป็นคนจน อะไรที่จะต้องดูเคร่งดูเหมือนเป็นความลำบาก อาตมาก็จำเป็นจะต้องยืนหยัดยืนยันอันนี้ เพราะแม้แต่ในประเทศไทย ผู้บริหารประเทศผู้ที่ดำเนินเรื่องราวที่จะใช้ปฏิภาณความรู้ ในเรื่องที่จะต้องบริหารเศรษฐกิจเป็นต้น ก็ยังบริหารเศรษฐกิจ ยังไม่มั่นใจ ยังเข้าใจไม่ได้ว่า จริงๆแล้ว ต้องดำเนินตามศาสตร์พระราชา ต้องมาจน ต้องทำแบบคนจน ไม่ใช่คนจนที่ไม่ดี แต่เป็นจิตที่ต้องมีปัญญาความเฉลียวฉลาดโลกุตระ ว่า เป็นความฉลาดที่ไม่เหมือนโลกีย์ มันฉลาดกันอย่างมีความรู้ ความแน่ใจ ความมั่นใจ ความเห็นจริง และความเป็นจริง จิตใจมันเป็นจริง มันจะต้องมาจนจริงๆ แล้วก็รู้ยอมรับว่ากิเลสเรายังไม่หมดยังสั่งสม อยากรวยอยากมี ไม่กล้าจน มันยังมีอยู่ ถ้าไม่กล้ามาจนจริงๆ ถึงใจ ใจเพชรจริงๆ ไม่ใจเพชรจริงๆไม่มากล้าจน ถ้ามีใจเพชร แล้วมีใจแข็งใจจริงใจยินดีมีปัญญาชัดเจนฉลาดก็พยายามที่จะทำให้ตัวเองจนได้จริงๆ ไม่ปล่อยให้กิเลสแฝงในตัวเองซับซ้อนหลอกคนอื่นต่อ ทุกวันนี้มีเยอะ ทำตัวเป็นคนรู้คนเข้าใจ แต่ความเป็นจริงยังไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าคนรู้และเข้าใจจริง จะมารวมกันกับชาวอโศก ที่พาฝึก คนจะไม่กลัวชาวอโศก คนที่มาอยู่กับชาวอโศกนี้ อยู่กันอย่างสบายใจแม้แต่จะปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตา คือปฏิบัติธรรมได้ยาก ตัวเองนั้นฝืนมาก ทวนกระแสโลกียะเข้าสู่กระแสโลกุตระไม่ค่อยได้ อดทนเอา แต่มันมีปฏิภาณปัญญาเข้าใจว่าอันนี้มันดีจริงๆ ตายก็ตายวะ มันเอาจริงๆ นั่นเรียกว่าศรัทธาแรง แต่ตัวปัญญาที่จะเป็นพลังงานที่ไปลดกิเลสมันยังไม่พอ พลังงานที่จะเป็นพลังงานทางปัญญาที่จะมีประสิทธิภาพ มีอุณหธาตุที่มีฤทธิ์มีประสิทธิภาพ ลด ไฟ ราคะ โทสะ มันไม่พอ อาตมาก็จำเป็นต้องพูดภาษานี้ ไม่เก่งที่จะอธิบายให้ละเอียดให้เข้าใจง่ายๆกว่านี้ ใช้ศัพท์ภาษาไทยง่ายกว่านี้ อาตมายังคงต้องใช้ภาษาบาลีใช้ศัพท์วิชาการ ไม่รู้จะทำอย่างไรให้มันเก่งกว่านี้ แต่อย่างไรๆเสียอาตมาก็ไม่เบลอ ไม่เผลอไม่เล่น ชัดเจนจริงๆมั่นใจจริงๆว่า ที่อาตมาเข้าใจนั้นและมุ่งหมายนั้น มันไม่ผิด พูดอย่างนี้ก็เหมือนกับดันทุรังอวดดี มันดูซับซ้อน คนไม่ชอบหน้าก็จะบอกว่ายึดมั่นถือมั่นตัวเอง ความเห็นตัวเอง ความเห็นคนอื่นไม่ถูกต้องเอาของตัวเอง ยืนยันว่า อาตมาไม่เปลี่ยนแปลงความเห็นเลย จะบอกว่านี่คือความยึดมั่นถือมั่น แต่มันคือความยืนหยัดยืนยันไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่น ความยืนหยัดยืนยันนั้นไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่ความดันทุรัง นี่ไม่ได้พูดแก้ตัวแต่พูดด้วยความเข้าใจ มีปัญญาอันชัดเจน ไม่ได้มีสาเฐยจิต หรืออยากอวดโอ่อะไร พูดอย่างกระจ่างชัดเจน 601211_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องโลกุตระจึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้