สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ลดกิเลสได้นั้นยอดกว่าการเพิ่มเงินให้คน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ลดกิเลสได้นั้นยอดกว่าการเพิ่มเงินให้คน เรื่องนี้เป็นศาสตร์พระราชา ทีนี้ศาสตร์พระพุทธเจ้า บ้าง
ศาสตร์พระพุทธเจ้าก็พูดถึงรากฐานว่าจะเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ได้ด้วยการปฏิบัติไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา แม้ว่า จะเรียกกัน ไตรสิกขา อีกอันหนึ่งว่า ทาน ศีล ภาวนา ถ้าทาน ศีล ภาวนา ถ้าไม่มีความรู้ไตรสิกขาปฏิบัติจนเกิดปัญญา จนเกิดความจริงที่รู้รอบ คุณไปทำทาน ศีล ภาวนานี้ มันเป็นผลสรุป ถ้าทำศีล สมาธิ ปัญญา มันเป็นเหตุ สร้างเหตุเจริญแล้วก็จะเป็นผู้ที่ให้ทาน ศีล ภาวนา ไปตามลำดับ ก็จะเกิดการทาน ปฏิบัติไปตามศีล ทานแล้วทำใจ ฝึกฝนศีล ตั้งแต่ศีล 5 ศีล 8 ศีล10 ไปตามลำดับ ศีล 9 ศีล 10 เป็นหลักใหญ่ ในจุลศีลมีซอยไว้ ทางกายวาจา ซึ่งถ้าสามารถเข้าใจหลักสูตรพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว อาตมาว่า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาตั้งแต่เกิดประเทศไทย แล้วของเก่าแต่เดิม ของศาสนาพุทธ ก็เป็นของจริงที่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ เสร็จแล้วมาเพี้ยนเป็นมิจฉาทิฐิจนทุกวันนี้ จนอาตมาดึงกลับกู้กลับ ขออภัยที่พูดเหมือนใหญ่ แล้วพระผู้เจริญบางจำพวกท่านไม่รู้อย่างอาตมาหรือ ถ้าท่านรู้ก็ทำหรือช่วยกันทำ จะไม่แยกไป จะสัมพันธ์และช่วยกันทำ จะให้อาตมาไปร่วมก็ทำไม่ได้ เรากลุ่มน้อยไปรวมกับกลุ่มใหญ่กลุ่มน้อยก็จะถูกกลืนไม่เหลือ กลุ่มใหญ่อย่างไรก็ไม่มาทั้งกลุ่มหรอก ไม่มา ก็ทยอยมาก็แล้วกัน คนไหนแน่ชัดก็มารวมกัน จริงๆแล้วมารวมกันทั้งหมู่ใหญ่เราก็ไม่รับเหมือนกัน วิ่งหนี ถ้าเถรสมาคมขอมาร่วมกับเรา เราก็ว่าอย่าเพิ่งเลย จริงๆนะไม่ได้หยิ่งผยอง แต่เป็นสัจจะ ทาน ศีล ภาวนา และศีล สมาธิ ปัญญา ต่างกันอย่างไร ทาน ศีล ภาวนา เป็นผลจากการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ได้แล้ว ปฏิบัติต้องปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาให้เจริญในศีล เ
อ่านต่อ
รียกว่าอธิศีล เจริญจิต เรียกอธิจิต แล้วตกผลึกตั้งมั่น เราก็เรียกอันนั้นว่าสมาธิ โดยมีปัญญา ความฉลาด ที่ไม่ใช่เฉโก โลกีย์ เป็นตัวร่วมรู้ตลอดกาล ขาดปัญญาไม่ได้ ศีลอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น แม้แต่ทำให้ลดละจับกิเลสได้ สร้างปัญญา พลังงานไฟ เรียกว่าฌาน สร้างพลังงานนั้น ขึ้นให้สำเร็จเรียกว่า ไฟฌาน แล้วมาจากทำลาย ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะไปตามลำดับ เมื่อทำได้ตามลำดับ ศีลก็ค่อยก้าวศีล 5 เป็นศีล 8 ความเจริญของอธิจิตก็เพิ่มขึ้น ความเจริญของปัญญาก็เพิ่มขึ้น ความเจริญของวิมุติก็เพิ่มขึ้น ความเจริญของวิมุตติญาณทัสสนะก็ตามไป ก็เป็นศีล 10 ก้าวจากศีล 8 ซึ่งมียาว นัจจะ คีตะวาทิตะ มาลาคันธวิเลปนา
ศีล 8 มีตั้ง 10 ตัว กองพูนเลย นัจจะ คือท่าทีลีลา กายวิญญัติ แสดงออกทางกายวิญญัติ กายวิญญัติหมายถึงองค์รวมของท่าทีลีลาทางกาย และองค์รวมของวาจา องค์รวมของจิตที่ได้เป็นสัมมาหมด เป็นองค์รวม ขึ้นมานั้นเรียกว่ากายทั้งหมด ต่อมา วจีวิญญัติ คือไม่มีท่าทีลีลาอะไร นั่งนิ่งๆมีแต่เสียงพูด จะใช้เสียงหนักเสียงเบาเสียงแรงเสียงนิ่มนวลอย่างไรก็แล้วแต่ เสียงเน้นเสียงไม่เน้นอะไรก็แล้วแต่ ก็คือเฉพาะ วจีกับมโน เป็น วจีวิญญัติ เอาเฉพาะวาจา วาจาก็มี คีตะวาทิตะ วาทิตะคือภาษาที่คัดเลือกมาพูด เป็นร้อยกรองไม่ใช่ร้อยแก้ว กับสุ้มเสียงสำเนียงจะให้ดังให้เบา จะให้สั้นหรือยาว คือคีตะ สุ้มเสียงสำเนียงต่างๆ เรียกเป็นเสียงเพลงเสียงดนตรี ก็คือคีตะ มีทั้งสั้นทั้งยาว สูงหรือต่ำ หนักหรือเบาต่างๆนานา เสียงสารพัด หลายมิติ ก็จัดให้พอเหมาะ วจีวิญญัติ จึงมีวจีกับภาษาที่คัดเลือกมาใช้ ไม่ใช่ภาษาทั่วไป คัดเลือกที่เหมาะมาใช้ มีคีตะกับวาทิตะเรียกว่าวจีวิญญัติ มีมโนเป็นตัวประธานเลือกสรรมาใช้ ประมาณการใช้ ส่วนมโนนั้น บางทีก็เรียกว่า มโนวิญญัติ คือการปรุงแต่งของมโน การจัดสรรของจิต การจัดการของจิต คือจิตของผู้ที่ปฏิบัติก็พยายามทำจิตของตนเอง มนสิกโรติ ทำจิตจัดสรรให้มีทั้งประธาน บวกลบ มีอิตถีภาวะ ปุริสภาวะ สามเส้านี้ บวกลบคูณหารกันให้ได้สัดส่วน มีพลังงานบวกลบ รับกับตัวประธาน สามเส้านี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกอย่าง พลังงานที่ทำ สามเส้านี้ถือว่าหนึ่ง จนเป็นล้านๆๆๆเอกภพเลย จะเป็นความปฏิภาคทวีหมุนรอบเชิงซ้อนเป็นระบบ ไม่ใช่ chaos คนถึงเข้าใจได้ยาก เหมือนกลุ่มไหมกลุ่มด้ายที่พันกันแยกไม่ออก เลยต้องทำไปทีละส่วน อธิศีล อธิจิต เมื่อเกิดศีล 8 มาลา คือของสวย คันธะ คือของหอม วิเลปนะ คือสิ่งที่ประดับผิวพอกทา ธารณะ แปลว่าสิ่งที่ทรงไว้ มัณฑนะ คือ ประดิดประดอยตกแต่งเพิ่ม วิภูสนัฏฐานา คือ ใหญ่ คือฐานที่ตั้งสูงขึ้นใหญ่ขึ้น สรุปง่ายๆด้วยความเข้าใจก็คือ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ท่านเอาแค่ มาลาคันธคือรูปกับกลิ่น มาลาคือรูปสวย คันธคือกลิ่น วิเลปนะคือสัมผัสเสียดสีพอกทา สัมผัสติดกับร่างกายเลย แล้วก็ตกแต่งเพิ่ม มัณฑนะ create สั่งเพิ่มขึ้นไปอีกไม่หยุดหย่อน มันก็ใหญ่ วิภูสนัฏฐานา คือสถานที่ตั้งกองใหญ่ขึ้นๆ ถ้ากองใหญ่ขึ้นๆ ถ้าโลกียะก็เอาปลายแหลมปิรามิดตั้งไว้นิดเดียว ถ้าโลกุตระจะเป็นฐานใหญ่ แล้วขึ้นมาหาปลาย ฐานกว้างแล้วปลายค่อยสูงขึ้น เสริมฐาน ปลายก็เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ แต่ปลายของโลกียะจิ้มอยู่ข้างล่าง แต่ฐานอยู่บนแล้วเพิ่มฐานขึ้นได้เรื่อยๆ มันจะตั้งอยู่ได้อย่างไร มันก็หัวหกก้นขวิด สิ่งเหล่านี้ไม่ได้โมเมพูดเล่น แม้จะเอาอะไรมายกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ฟัง มันก็เป็นสัจจะทั้งนั้น จากศีล 8 มาศีล 9 ยกไว้ในฐานที่เข้าใจ ท่านขึ้นศีล 10 เลย มันเป็นความใหญ่ อุจจาสยน มหาสยนา คือเลิกใหญ่ ไม่ว่าจะใหญ่ด้านไหนมุมไหนมิติไหน หรือมาก ปุถุนี้แปลว่ามากอ้วนใหญ่โตหนา ทั้งนั้น ทุกมิติเลย ที่มันยิ่งขึ้นๆ ทั้งอ้วนใหญ่โตหนามาก ทุกมิติ สรุปแล้ว อุจจาสยน มหาสยนา คืออย่าหลงใหญ่หลงมาก จะต้องเลิกความใหญ่ความมากมีเงินมากมาก ลาภมากๆ ยศมากๆ สุขมากๆ มีอัตตามากๆ ก็สรุปเข้าเป้าก็บรรลัย ถ้าเราทำได้ ศีล 8 แล้วก็ให้มันเกิดแบบ ศีล 10 ก็ทำให้มันเกิดแบบนี้ได้ ขยายเป็นจุลศีล เราก็ไล่มาเรื่อยๆ พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางสาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่ พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลเว้นจากเมถุน ซึ่งเป็นเรื่องของชาวบ้าน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวชมอย่างนี้ว่า พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดคำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อ ไม่พูดลวงโลก. พระสมณโคดม ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียดฟังจากข้างนี้แล้วไม่บอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่บอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกกัน สมานคนที่แตกกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนที่พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนที่พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนที่พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน. พระสมณโคดม ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนโดยมากรักใคร่ ชอบใจ. พระสมณโคดม ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อพูดถูกกาล พูดคำจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดคำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม พระสมณโคดม ฉันอาหารหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดการฉันในเวลาวิกาล พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี และดูการละเล่นอันเป็นข้าศึก พระสมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิว ซึ่งเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. พระสมณโคดม เว้นขาดจากที่นอนที่นั่งสูง และที่นอนที่นั่งใหญ่ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทองและเงิน. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับธัญญชาติดิบ. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสตรีและเด็กหญิง. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับนาและไร่ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเป็นทูตและการรับใช้ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการซื้อและการขาย. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยโลหะ และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวงและการตลบตะแลง พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟัน การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น การจี้ พ่อครูว่า...การกระทำอะไรที่เป็นข้าศึกแก่กุศล ก็ผิดศีล อย่าไปตัดเลยหมดก็ไม่ได้ ฟ้อนรำ การละเล่นอะไรก็ไม่ได้ ก็ตายกันพอดี และเน่าง่ายด้วย ทุกวันนี้อาตมาก็ภาคภูมิใจ โต๊ะตั้งอะไรให้มา อันไหนดูหรูหรา ก็ผ่องถ่ายให้คนอื่นไป มีสิ่งที่อาตมาใช้ของแพงก็คือเก้าอี้ ใช้มาหลายปีเพื่อสุขภาพ สั่งมาจากอเมริกา ผู้อนุเคราะห์เขาก็ส่งเสริม อาตมามีไม่รู้กี่ตัว
สมณะเดินดินว่า...การพัฒนาถ้าไม่มีโลกุตระก็จะไม่ยั่งยืน และถอยหลังอย่างน่ากลัว โลกุตระนี้จะเกิดได้เพราะเราลดกิเลส วันๆหนึ่งเรามีผัสสะมากมาย เราเคยทบทวนหรือเปล่าว่ากิเลสเราลดหรือเพิ่ม…
601211_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องโลกุตระจึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้