สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ลดกิเลสได้นั้นยอดกว่าการเพิ่มเงินให้คน(1).docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ลดกิเลสได้นั้นยอดกว่าการเพิ่มเงินให้คน พ่อครูว่า...ก็ขอสรุปเข้าเป้าว่าจะทำอย่างไร ก็ต้องทำอย่างโลกุตระ ทำอย่างไรอย่างไรคุณก็แข่งกับเขาตลอดเวลาแล้วก็สมบัติผลัดกันชม โลกียะไม่มีอะไรอย่างอื่นหรอก ก็เป็นสมบัติผลัดกันชม ใครมีมากก็ได้สบาย แต่ถ้าเผื่อมาลดกิเลส หมดความเห็นแก่ตัวหมดความโลภหมดความเห็นแก่ได้ แล้วจิตก็จะสบาย ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองทรัพย์สินอะไรมาก ลดอันนี้ให้จริง การลดกิเลสของคนได้จริงนี่นะ มันดียิ่งกว่า การเพิ่มเงินให้แก่คน ล้านๆๆๆเท่า การลดกิเลสคนได้จริง มันยอดเยี่ยมกว่าการไปเพิ่มเงินให้คนล้านๆๆๆเท่า แล้วมันจะขี้โลภเพิ่มขึ้นๆ ไม่มีทางเบาไม่มีทางง่าย มีแต่ทางหนักหน้า อาตมาว่าเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เถิด ศึกษาให้ดีๆ ทำอย่างไรจะเรียกว่าทำแบบคนจน หรือมาขาดทุนคือเราได้กำไร ซึ่งจะต้องไม่ได้กลับมาเกินทุน ช่วยกสิกรก็ต้องได้กลับมาเกินทุน อย่างนี้ไม่จบ เกษตรกรจะต้องมีเงินได้ต่ำกว่าทุนให้มีชีวิตรอด แหม ถ้ามาก็เห็นใจเขานะ เพราะจะทำให้เกษตรกรเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ก็จะต้องทำอย่างทฤษฎีพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่เราเป็นอย่างนี้ได้เพราะทฤษฎีพระพุทธเจ้า ของในหลวงก็ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ มันไม่มีอย่างอื่นเลยไม่มีทางเลือกอื่นเลย ศาสตร์พระราชา พระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เคยอ่านไปแล้วแต่ขออ่านซ้ำ พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517
“.....การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแ
อ่านต่อ
ต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยประเทศหลายประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้.....” (ปัจจุบันนี้ประชากรไม่พอกินพอใช้เพราะวิถีชีวิตเปลี่ยนไปเป็นซื้อกินซื้อใช้ ไม่ทำกินทำใช้ เลยมีผลให้หนี้สินท่วม ทั่วหน้ากัน) พ่อครูว่า...พอกินพอใช้คือสันตุฏฐีธรรม เท่านี้เราพอ เกินกว่านี้เราสะพัดออก เท่านี้ก็คือเศรษฐกิจที่หมดความเห็นแก่ตัวแล้วด้วยพยัญชนะภาษา ตัวเองมีแค่นี้พอ ไม่เห็นแก่ตัว อาจจะมีความเห็นแก่ตัวอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เกินกว่านี้ไม่เอาแล้ว นี่คือขีดสันโดษ แล้วทำให้ตัวเองกินน้อยใช้น้อยลงก็พอกินพอใช้ แม้น้อยลง สุขภาพไม่เสีย แต่มีการสร้างสรรการพัฒนา ได้เงินมาก็เอามาพัฒนาต่อได้ มีการหมุนเวียน มีสมรรถนะมีปัญญาที่จะทำให้เจริญสูงขึ้นได้ พูดไปแล้วก็มามองวนมาถึงชาวอโศก มีอัตราก้าวหน้าขึ้นไป ใช้ทุนน้อยลง ใช้ค่าโสหุ้ยน้อยลง ประสิทธิภาพเกษตรดีมากขึ้นกล้วยลูกใหญ่ขึ้น ส้มโอลูกใหญ่ขึ้น ฟักแฟงลูกใหญ่ขึ้น มันเป็นผลจากประสิทธิภาพและความรู้ของเรา เราอุดมสมบูรณ์ พวกนี้จะเป็นไปตามที่เราทำอย่างถูกต้อง มันเกิดเองไม่ได้หรอกพวกนี้ เราช่วยมันให้ได้สัดส่วน ว่าเจริญ ของก็ดีขึ้น เอาไปขาย ก็ถูกลง ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ เบื่อทวงปวดท้อง เอาไปท่องเลยสูตรนี้ เจริญถ่ายเดียว คำว่าเศรษฐกิจเจริญคือความเป็นมนุษย์ วรรณะ 9 วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) “.....การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป.....”
"...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่ พอมี พอกิน และขอให้ทุกคน มีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่ พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่ จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้..." พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2517
..ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงมีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้...
...แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก. ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบายความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้...
พ่อครูว่า...ยอดเยี่ยมเลย อาตมาก็พยายามรักษาชีวิตให้มีชีวิตยืนยาวไปอีก เพราะว่า ตอนนี้ ในโลกนี้มีของจริงเป็นจริงได้แล้ว โดยเฉพาะในเมืองไทย มันเป็นไปได้แล้ว ที่อาตมาประกาศไปแล้วว่านี่คือ ชมพูทวีป ที่พระพุทธเจ้าที่ตรัสเรียกว่าชมพูทวีป คือทวีปที่มี สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส สุรภาโวคือ มีอาการแข็งแรงทั้ง 32 อาการ มีสติมันโต มีความรู้ตัวทั่วพร้อมต่อสัมผัสข้างนอก และรู้ตัวทั่วพร้อมไปถึงภายในที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ สัมพันธ์กันอยู่อย่างได้สัดส่วน มีปฏิภาณ รู้จักการสังเคราะห์สังขารกันอย่างได้สัดส่วนเสมอ สติ มีสัมปชัญญะ ปัญญาอะไรต่อไปอีกเยอะแยะ มีปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตาเป็นลูกโซ่ต่อไปอีก (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า..เมื่อกี้นี้ พูดถึงเรื่องคนจน นึกถึงว่าที่นี่บ้านราชฯ แต่ก่อนนายกทักษิณมาเปิดโครงการพักชำระหนี้ ประกาศให้เราอบรมเกษตรกร ให้เราเป็นหมู่บ้านโมเดลเลย แล้วมีหมู่บ้านหินแห่ มาอบรมกลุ่มแรก เขาก็ประสบความสำเร็จ ชาวบ้านไปลดละอบายมุข มีนักข่าวไปทำข่าว แต่ตอนหลังไปทำข่าว ปรากฏว่าความสำเร็จที่ชาวบ้านเลิกละอบายมุข ธกส.กลับให้เงินกู้มากกว่าเก่า เอาไปเอามาชาวบ้านกลับเป็นหนี้มากกว่าเก่า นี่คือ เขาไม่มีภูมิต้านทานเพียงพอ พอประสบความสำเร็จแล้วรัฐบาลก็ให้เงิน บอกว่าอย่างนี้คือชาวนาที่มีคุณภาพ ก็ให้เงินกู้มากกว่าเก่า ก็เลยเป็นหนี้มากกว่าเก่า จึงเป็นทิศทางที่พ่อครูว่าเอาเงินมาแก้มันทำไม่ได้ ต้องเน้นการพอมีพอกิน พ่อครูว่า..มาพูดซ้ำอีก เรื่องคนจน เรื่องขาดทุนของเราคือกำไรของเรา คนจนที่ประเสริฐอย่างพวกเรา พูดไปเหนียมๆเหมือนกัน แต่อาตมาไม่มีสาเฐยจิต อาตมายกตัวอย่างอ้างอิงความเป็นจริงที่เป็นไปได้ ที่ยกนี้ เพราะว่ามันเป็นไปได้แล้ว แล้วก็มีกลุ่มพวกเราที่แข็งแรง ก็ไม่รู้จะไปยกใคร อาตมาก็ไม่เห็นกลุ่มใดที่เหนือกว่าพวกเรา ถ้ามีก็เชิญมาพบกันหน่อยน่า อาตมาก็จะได้เห็นว่ากลุ่มไหนที่ไหนในไทยหรือเมืองนอก ถ้ามันมีดีกว่ากลุ่มนี้ ก็จะได้ตามไปศึกษา เราขาดตกบกพร่องก็เลยไม่แข็งแรงเจริญเท่าเขา ไม่ริษยาหรอก เพราะมนุษย์มีความเจริญก็ดีทั้งนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครมาแสดงออก อาตมาก็ไม่มีเวลาไปแสวงหา ว่าอยู่ที่ไหน พยายามต่ออายุขันธ์ไปก็เหลือแหล่แล้ว ในหลวงตรัสว่า ถ้าใช้ตำราแบบคนจน แบบอะลุ่มอล่วย ตำรานั้นไม่จบเราจะก้าวหน้าตลอดไป และในหลวงตรัสเรื่อง ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา Our loss is Our gain ขาดทุนคือเรากำไร เราเสียคือเราได้ เป็นสภาวะธรรมที่เจริญสูงสุด ไม่ใช่ภาษาพูดเล่นลิ้น ขาดทุนเราได้กำไร พูดไปแล้วเขาก็ว่าให้พูดซ้ำอีกที เขาก็นิ่งเฉยไป ก็หมายถึงว่าต้องการคำอธิบายอีก เราก็อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรแล้วเป็นการกระทำที่เราเสีย เสียคือเสียสละคือให้ แต่ในที่สุดก็ที่เราเสียนั้นแหละมันเป็นการได้ ท่านก็เป็นคนตรัสสั้นๆ ชัด ถ้าเข้าใจแล้วก็ชัด เสียในที่นี้ย่อมไม่ใช่เสียหาย แต่มุ่งหมายถึงการกระทำที่เราไม่เสียสละ ซึ่งนัยที่เราได้เสียสละออกไปนั่นแหละมันเป็นการได้ อย่างนี้ไม่ชัดอีกหรือ คือได้ทำความดีที่สุดแล้วในมนุษย์ มนุษย์ใดที่ทำการให้ ยิ่งการเสียสละหรือการให้ใดๆออกไปแก่ผู้อื่น โดยไม่หวัง อะไรตอบแทนเลย ตรงกับพระพุทธเจ้าตรัสว่ายังมีจิต สาเปกโข ต้องอ่านอาการจิตตัวเองออกว่าต้องการจะได้อะไรกลับมา รู้อาการนี้แล้วหยุด อย่าให้มันเกิด ต้องทำจริงๆต้องสละจริงๆ ว่า จิตมันผิดไป ให้ก็ให้ เสียสละก็เสียสละ จิตอย่าไปหวังอะไรตอบแทน เห็นอาการจิตที่เราอยากจะได้อะไรตอบแทน สาเปกโขก็อย่าให้มันเกิด สาเปกโขคือหวัง เราก็ต้องไม่หวัง สาเปกโขคือ เป็นการทำเกินกว่าหนึ่ง สาเปกโขคือ กำลังกระทำการให้มากกว่าหนึ่ง โข คือว่าง แต่ไม่ทำให้ว่าง คือทำมากกว่าหนึ่ง ป คือการกระทำ ป ผ พ ภ ม คือเจริญทั้งนั้น เอกคือหนึ่ง อาตมาแปลบาลีตามสภาวะ ต้นทางเลย ไม่ได้แปลตามพยัญชนะ ซึ่งคนเชื่อยาก อาตมาก็เห็นใจ เพราะว่ามันไม่มีหลักฐานอะไรรองรับ ถ้าจะพิสูจน์ก็ต้องติดตามมา ตามมาให้ดีๆจะเห็นถึงที่ได้ขยายความร้อยเรียงสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งตั้งแต่สูตรเล็กสูตรน้อยจนถึงสูตรใหญ่
มนุษย์ใดที่ให้ เสียสละได้ให้แก่ผู้อื่นโดยไม่หวังหรืออยากได้อะไรตอบแทนเลย นั่นคือสุดยอดมนุษย์ผู้ประเสริฐ ต่อมาบอกว่า
สังคมมีความสามัคคีมั่นคงเป็นปึกแผ่นได้ด้วยการให้
“...ข้าพเจ้าเองก็มีความปีติเต็มตื้นใจ ที่ได้เห็นน้ำใจของทุกคนเช่นนี้ เพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณธรรมข้อหนึ่ง ที่ยังมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในจิตใจของคนไทย ก็คือ การให้ การให้นี้ ไม่ว่าจะให้สิ่งใดแก่ผู้ใด โดยสถานใดก็ตาม ส่วนที่เป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่ง เพราะเป็นเครื่องประสานไมตรีอย่างสำคัญ ระหว่างบุคคลกับบุคคล และทำให้สังคม มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ด้วยสามัคคีธรรม นอกจากนั้น การให้ ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย กล่าวคือ ผู้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ ผู้รับก็มีความสุข มีกำลังใจ สังคมส่วนรวม ตลอดถึงประเทศชาติ ก็มีความผาสุก มีความร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทย มีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยไม่ถือโทษ โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์ และจริงใจ…” (พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 31 ธ.ค.2545)
ความเจริญทางเศรษฐกิจนั้นยึดหลัก 10 ข้อนี้
ถอดรหัสศาสตร์พระราชา 10 ข้อ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
1.ไม่เป็นหนี้(โดยเฉพาะหนี้ที่เสียดอกเบี้ย) 2. ทำกินทำใช้พอเพียงให้ได้สำหรับตน 3. ให้เหลือกินเหลือใช้ 4. เมื่อเหลือแล้วก็สะพัดออกเผื่อแผ่ผู้อื่น 5. สะพัดแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา 6. สะพัดออก โดยไม่ต้องกักตุนไว้มาก มีไว้แต่น้อยๆ คนมีไว้แต่น้อยๆ จึงคือ คนจน 7. ไม่ต้องอยากรวยเลย 8. เรียนรู้จิตอย่า สาเปกโข คืออย่าตั้งจิตให้แล้วอยากได้อะไรตอบแทน 9. ขยันสร้างสรรเช่นนี้ เสมอๆ อย่าเกียจคร้าน 10. ถ้ามีหมู่กลุ่มรวมกันอยู่ก็จัดสรรโดยวิธีสาธารณโภคีเป็นดีสุด ดังนั้น หากยังมีคอนเซพท์ มีกระบวนทัศน์ มีวิธีการ จะให้คนพากันมารวยอยู่ละก็ขอยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ การแก้ปัญหาสังคมให้เศรษฐกิจเป็นคนรวยอย่างยั่งยืนนั้นไม่มีวันสำเร็จ จะได้ก็เพียง“สมบัติผลัดกันชม” คือ จะมีคนรวย-คนจนสลับกันไปมา ไม่มีจบ เพราะคนจะแย่งกัน“รวย”อยู่ตลอดกาล “ทีใคร-ทีมัน” หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป นิรันดร ตราบที่คนยังอยากเป็น“คนรวย” ไม่หยุดคิดจะรวย ไม่เห็นจริงว่า รวยนั้นไม่ดีเท่าจนอย่างมีปัญญาจริง การจะปัญหาเศรษฐกิจให้มีคนรวยที่ยั่งยืนตลอดกาลนั้น ไม่เกิดผลสำเร็จหรอก ขออภัยนะ ..เพ้อเจ้อแน่นอน 601211_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องโลกุตระจึงแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้