สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ชุมชนวรรณะ 9.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ชุมชนวรรณะ 9 เป็นชุมชนที่มีวรรณะ 9 ถ้าในประเทศอินเดียก็ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะเขาถือวรรณะอีกอย่างเป็นศักดินา วรรณะทุนรอน ความรู้อะไรต่างๆ วรรณะคือชนชั้นต่างๆ วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) 1 เป็นคนเลี้ยงง่าย แต่ไม่ใช่เหมือนวัวควายหมูหมา เป็นคนไม่เรื่องมาก อยู่ง่ายกินง่ายไปง่ายมาง่ายนอนง่าย พอเป็นพอไป นี่คือสุภระเลี้ยงง่าย 2 บำรุงง่าย ทำให้เจริญงอกงามทำให้ดีขึ้นได้ง่าย สุโปสะ ว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อดึงแม้จะไม่ฉลาดก็พยายามพากเพียรก็เจริญได้ง่าย 3 มักน้อยหรือกล้าจน หรือมีไว้น้อยๆ เอาไว้น้อยๆเสมอๆ นี่แหละ อัปปิจฉะ มักน้อยหรือกล้าจน เป็นคนที่เข้าใจแล้วเอาไว้น้อยๆ จะสัมพันธ์กับข้อ ปวิเวกะ ซึ่งในกถาวัตถุ 10 มี อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา ศีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา คำว่า อสังสัคคะ ไม่ได้แปลว่าไปเดี่ยวๆไม่เกี่ยวกับใคร ซึ่งค้านแย้งกับหลักการของศาสนาพุทธที่ให้อยู่เป็นหมู่กลุ่ม อสังสัคคะคือให้อยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อย่าไปอยู่กับคนพาล คนเกเร คนพาล กิเลสมากอย่าไปคลุกคลีเกี่ยวข้องกับพวกนั้น อย่าไปคลุกคลีกับกองกิเลส ทำกิเลสของตนเองให้หมดจนแข็งแรงแล้วค่อยไปช่วยเขา ปฏินิสสัคคะ ถ้ายังไม่อยู่เหนือ สติ เป็นอธิปไตย ปัญญาเป็นอุตระไม่พอก็อย่าเพิ่ง สวรรค์นี้มีแต่ของหลอก ต้องเห็นโทษภัยของสวรรค์ แต่พระพุทธเจ้าอนุโลม สำห
อ่านต่อ
รับคนที่ติดสวรรค์ก็ต้องเลิกมาเป็นลำดับ ต้องอสังสัคคะ แต่เป็นคน วิริยารัมภะ เป็นคนขยันพากเพียรเสมอ แล้วก็เอาไว้น้อย ใจก็พอ 4 ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5 ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส 6 มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) ธูตะคือองค์คุณแห่งผู้ทำลายกิเลสได้ มีศีลไปตามลำดับ จนจิตเป็นปกติ แข็งแรงถือว่าผู้มีศีล สัมผัสอยู่จิตก็เฉยสบายไม่เดือดร้อน ไม่ต้องทำอะไร เป็นอัตโนมัติ องค์คุณหน่วยแห่งการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งแต่จุลศีล 26 ทำให้เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาหลุดพ้นได้เป็นอธิวิมุติ ได้ตามศีลตามลำดับ เป็นไตรสิกขา ซึ่งรวมของศาสนาพุทธไว้หมดแล้ว การปฏิบัติให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขาดศีลไม่ได้ ศีลไล่ไปตามลำดับ อาตมาถึงได้สงสารพวกที่นั่งหลับตาให้สงบหยุด ให้จิตแข็งแรง แล้วหลงสัญญาว่าเป็นปัญญา แล้วก็เพ้อพก สร้างวิมานอีกเยอะแยะ ไม่รู้ตัว อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่สงสาร ก็เลยเผยแพร่กระจายธรรมะ หลายทาง อาตมาก็เลยต้องเป็นภาระ จัดการแก้ไขปรับปรุง 7 มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8 อปจยะ คืออักษรสามเส้า ป จ ย จ รู้ ป ทำ ย คือเศษวรรค ย คือพลังงานตัวแรกของวรรคใหม่ ถ้า จ ป นี้ไม่มีพลังงานใหม่ได้ร่วมเลย มีแต่ จ ป ก็มีแต่ชรตา ถ้าไม่มีตัวแปรไม่มีพลังงานใหม่เข้าไป แม้แต่ตัวแปรแค่บวก ไม่มีพลังงานสูงเท่าไหร่ก็ไปไม่รอด แต่ก็ต้องใช้ ใช้ไปถึงขั้นที่คูณได้ เลิกบวก เอามาคูณเลย อ นี้เป็นตัวสระแรกเลย อะ อา อิ อี อุ อู ตัว อ เป็นตัวเสริมเป็นกษัยเป็นน้ำ ปจย เป็นเนื้อ ถ้าเนื้อไม่มีน้ำมาช่วยเลยก็แห้ง ถ้า ป จ ไม่มี ย มาร่วมก็ไปไม่รอด ใครจะหาว่าอธิบายมั่ว แต่ถ้าอธิบายได้เนื้อหาสอดคล้องคนเอาไปปฏิบัติได้ผลดีก็เป็นผลดี อาตมามั่นใจว่าถูกจึงทำ เมื่อไม่สะสม ทั้งวัตถุและกองกิเลส อปจยะ จึงเป็นตัวสำคัญมาก เมื่อคุณไม่สะสม 9 ขยันเสมอ ระดมความเพียร วิริยารัมภะ และไม่ใช่ขยันแต่โง่ แต่ขยันอย่างมีปัญญา ก็จะเกิดผลผลิตสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าอยู่เสมอๆ ในวรรณะ 9 ข้อนี้เป็นคนที่เจริญ เป็นคนที่ท่านเรียกว่าวรรณะ ซึ่งมีวรรณะที่ได้ผิดเพี้ยนไป เป็นวรรณะ 4 ในอินเดีย หรือในบางประเทศก็มีวรรณะทางทุนรอน ศักดินา สีผิว อะไรก็แล้วแต่ที่ยึดถือกันสารพัด อย่างนั้นไม่ใช่ ต้องทำความเข้าใจว่าวรรณะของพระพุทธเจ้าเป็นคุณสมบัติเป็นคุณธรรม เป็นคุณวิเศษ ในมนุษย์ที่เจริญ ที่มีคุณสมบัติ คุณธรรม ตามพยัญชนะ 9 ตัวนี้
ย้อนไปที่คำว่าธูตะหรือธุดงค์นี้ ขอย้ำอีก ที่เข้าใจว่าธุดงค์คือการเดิน มันผิด ในคำว่าธุดงค์ไม่มีคำไหนบอกว่าเป็นการเดินหรือการออกป่าให้ไปอยู่แต่ผู้เดียว ไม่มี แต่ก็ไปไม่เข้าใจความละเอียดลออ ว่า ในคนที่วาสนาอย่างพระมหากัสสปะ ก็เป็นวาสนาที่ไปติดยึดป่า ไม่รู้กี่ล้านชาติ ล้างไม่ออก แต่ท่านกัสสปะท่านเข้าใจแล้วก็เลยขออนุญาต อยู่ป่ามีคนเดียว ไม่ออกมาจากป่าเลยตลอดชีวิต จึงถือว่าเป็นธุดงควัตร เป็นองค์คุณที่ยกเว้นให้พระกัสสปะรูปเดียว เอารูปเดียวไปตีกินว่าอยู่ป่า แต่คำว่าเดินนั้น ไม่มีในธุดงควัตรข้อใดเลย ขณะนี้ธรรมกายกำลัง ปลุกธุดงค์ธรรมชัย กำลังจะพากันเดินก็จะบ้ากันไปใหญ่ ดันทุรัง เขาไม่มีทางออกแล้วจะตายชักแล้ว ก็สร้างหลอกล่อคนโง่ต่อไป คนที่งมงายก็จะเอาเงินมาถวายมาบริจาค ยินดีชื่นใจแล้วหลงงมงายกัน เขาจะเอาเงินคุณ จะตายชักอยู่แล้วไม่รู้ค่าไฟค่าน้ำนี้จะพอไหม ดิ้นรนจะตายนี่ ถ้าอาตมาทักถูกนี่หยุดสิ แต่จ้างก็ไม่หยุด ศาสนาพุทธนั้นสอนว่ามนุษย์เป็นสัตว์โขลง แต่สัตว์โขลงไม่ใช่แบบเสือที่ฆ่ากัน หมาก็ไม่ใช่ ช้างม้า สัตว์มีฟันกราม มีเล็บ nail ไม่ใช้เขี้ยว canine ทุกวันนี้ศาสนาพุทธกำลังชัดเจนนี่ไปเรื่อยๆ ก็ขอให้พยายามช่วยกันขจัดสิ่งที่เป็นเสี้ยนหนามสิ่งที่เป็นพิษสิ่งที่เป็นของปลอมของไม่ถูกต้องของไม่เจริญ พยายามช่วยกัน ขจัดให้เด็ดขาด เพราะว่าพวกนี้เป็นเชื้อโรค ถ้าขืนปล่อยปละละเลย หรือว่าทำเป็นประมาทไม่ได้หรอก ไวรัส ตัวน้อย มันจำศีลกบดานได้เป็นล้านๆปี เสร็จแล้วไม่ตาย เขายังสามารถชุบชีวิตกำลังมาได้ ชุบชีวิตไดโนเสาร์ได้ ไม่รู้จะไปอุตริปลุกขึ้นมาทำไม คนเราอวดดีอวดเก่ง พุทธพจน์ 7 มีสาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ เป็นคุณสมบัติแห่งความจบ สังคมที่มีคุณสมบัติ 7 ประการนี้ เยี่ยม ขออภัย ดูชาวอโศกเป็นตัวอย่าง 1. ระลึกถึงกัน ระลึกถึงกัน ไม่ใช่เพื่อจะไปเอาของใคร เอาเปรียบใคร แต่ระลึกถึงเพื่อจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อย่างเช่นพระพุทธเจ้าตื่นเช้าขึ้นมาก็จะไปโปรดใครดี อย่างนี้เสมอ 2. ปิยกรณะ มีความรักกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีปรารถนาดีต่อกัน ไม่ใช่รักอย่างกามดูดดึงผูกพันติดยึด ต้องศึกษาความรัก 10 มิติ 3. คุรุกรณะ มีความเคารพกัน ตามวัยวุฒิ คุณวุฒิ หรือตามสายญาติ เป็นต้น ก็รู้จักการเคารพคารวะกัน ลูกเคารพพ่อแม่ พ่อแม่เคารพปู่ย่าตายาย แม้แต่ว่าพ่อแม่จะไม่ฉลาดหรือเลว เราก็ต้องเคารพในฐานะพ่อแม่ 4. สังคหะ คือการช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์ผู้อื่นเกื้อกูลผู้อื่น ขาดไม่ได้เลย สังคหะในสังคม การสงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่มีการขาดตอน ต้องมีตลอดเวลาเสมอ มากหรือน้อย ถ้าจำเป็นก็ต้องมาก ถ้าไม่จำเป็นก็พอเหมาะพอควร อย่างน้อยต้องมีอยู่เสมอ สังคหะ ใครที่มีก็ตามมีโอกาสได้ช่วยเหลือผู้อื่นคนนั้นคนนี้ตลอด ด้วยแรงงาน วัตถุสมบัติอะไรก็แล้วแต่ สังคหะนี้คุ้มครองโลก อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็แพ้สัตว์เดรัจฉานมันก็ยังช่วยเหลือกันอยู่ คนเราไม่ช่วยเหลือกันก็จบเห่ 5. อวิวาทะ ไม่วิวาท แตกแยกกัน วาทะคือเรื่องราว คำพูด แม้แต่ลัทธิก็ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องเลือกเฟ้นภาษาที่ควร ก็ต้องเรียน วาจา 4 มุสา นี่ไม่เอาเลยไม่มีเลย แม้แต่จะเป็นคำหยาบ โดยการยึดติดกัน อย่างอาตมาบางทีพูด เขาก็บอกว่าหยาบ แต่ที่จริงไม่หยาบ คำส่อเสียด พูดคำที่ทำให้คนทะเลาะกันอย่างนี้ส่อเสียด คือพูดให้ข้างนี้ข้างโน้นฟังแล้วเกิดทะเลาะกัน คำเพ้อเจ้อ เป็นคำสุดท้ายในมิจฉาวาจา 4 เพ้อเจ้อคือไม่ได้อะไร พูดเสียน้ำลายเปล่า แม้จะพูดธรรมะสูงส่งโลกุตรธรรม แต่คนฟังไม่รู้เรื่องเป็นอนุปสัมบันหมดคุณก็พูดเพ้อเจ้อ ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ฟัง เขาไม่มีภูมิพอ เป็นอนุปสัมบันอย่างนี้เพ้อเจ้อ แต่ถ้าพูดไปแล้วคนฟังรับได้มีจำนวนหนึ่ง อย่างอาตมานี้พูดออกไปออกอากาศเขาก็ว่ามีอนุปสัมบัน จะเอาอาบัติ อาตมาก็ว่า เขาไม่ฟังหรอก ถ้าเขาไม่รู้เรื่อง เพราะว่ามันยากมาก และโดนกิเลสเขาด้วย เขาไม่ฟังหรอก นอกจากคนที่ยอมให้เขกให้โขก เพราะว่าได้ประโยชน์ก็จะมีจำนวนไม่มาก ถ้ามากก็ดีใจสิ เพราะฉะนั้นคำว่าวิวาทะ มีคำซ้อน อ ก็แปลว่า ไม่ วิก็แปลว่า ไม่ หรือมากที่สุด เป็นคำซ้อนเป็นสามเส้า อวิวาทะ วาทะ เป็นคำที่พูด ถ้าวาทิตะ เป็นคำที่เลือกมา คำใดก็แล้วแต่คนที่มีความรู้ถึงขั้น วิ เช่น วิเศษ วิมุติ คนมีความรู้ถึงขั้น วิ ก็ต้องรู้ว่าคำพูดไม่ควรหรือไม่ควร อวิวาทะ พูดให้ไม่เกิดทะเลาะวิวาท ก็เป็นความหมายเบื้องต้น แต่พูดให้ดูดดึงเกินไปก็ไม่ควรทำ อวิวาทะ เช่นสมณะไม่ควรส่งเสริมให้คนแต่งงานกัน เพราะส่งเสริมให้คนไปหาทุกข์ คุณอยู่เฉยๆก็สิ้นเรื่องแล้วอย่าไปร่วมไม้ร่วมมือส่งเสริมกัน ไปอวยพรเขาก็อาบัติ แม้แต่อย่างนี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน ไปส่งเสริมงานแต่งงานอย่างนี้ก็อาบัติกันอยู่ประจำ 8. สามัคคียะ คือพร้อมเพรียงกัน มีพลังงานรวมกันอยู่อย่างยิ่งใหญ่ มากๆพร้อมเพรียงกันดี 9. เอกีภาวะ เหนียวแน่นเป็นหนึ่งเดียวเป็นปึกแผ่น ตกผลึกแข็งแรงเป็นหนึ่งเดียวกันมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่างดีอย่างแน่นหนา นี่คือ พระพุทธพจน์ 7 เป็นคุณธรรมคุณสมบัติสิ่งประเสริฐเกิดในจิตใจของคน ตามความหมาย 7 คำนี้ ได้ครบมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะเจริญมากขึ้นเท่านั้น สรุปรวมเลย 7 พยัญชนะนี้ จากคำสอนของพระพุทธเจ้านี้สุดยอด สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าวันนี้ ที่พ่อครูอธิบาย ดร.สมคิดได้ไปฟังไปทบทวนก็น่าจะดีมาก แล้วที่พ่อครูสอนวันนี้ มีคนทำได้ขนาดไหน ถ้าเขาศึกษาตรงนี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีในโลกที่เขาทำกัน ไม่มีใครจะพาทำได้อย่างนี้ ที่สำคัญคือพ่อครูว่าทำอะไรก็อย่าให้มีหวัง คือคนหมดภพ สวรรค์นรกก็หมด ถ้ายังมีหวังก็มีนรกสวรรค์อยู่
601213_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด