พุทธคุณ 9 ของพระพุทธเจ้าสำคัญที่จรณะและวิชชา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข1 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

พุทธคุณ 9 ของพระพุทธเจ้าสำคัญที่จรณะและวิชชา การเรียนรู้อรหันต์จึงต้องเรียนรู้เทวะเสมอ แล้วเปรียบเทียบไป มาเป็นโลกุตระเริ่มตั้งแต่ สักกายทิฏฐิ จนพ้นวิจิกิจฉา รู้กายของตนแน่นอนนะ อย่าไปวุ่นวายเป็นเสือใส่เกือก ไปยุ่งกับคนอื่นเขา ให้รู้สักกายของตน เรียนรู้ 2 กายคือ 2 รูปนามคู่ ภายนอกภายใน จึงจะปฏิบัติธรรมเป็นเมื่อรู้ตัวนี้อย่างพ้นวิจิกิจฉา รู้หลักเกณฑ์ของศีลพรตก็คือเป็นสังโยชน์ข้อที่ 3 ศีลคือหลักเกณฑ์ พรตคือการประพฤติ มีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นต้น หรือเป็นศีลสมาธิปัญญาย่อลงมาสั้นๆ เขาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ขยายความศีลปฏิบัติอย่างไร สมาธิจะได้อย่างไร ปัญญาจะเข้ามาแทรกแซงผสมส่วนจะต้องพาให้รู้ไปเรื่อยๆ คุณจึงจะเกิดเป็นวิมุติ เพราะขยายขึ้นไปเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 นั่นแหละคือหลักวิชา เป็นพุทธคุณ 1 ใน 9 เพราะฉะนั้นเนื้อแท้ของศาสนาพุทธอยู่ที่จรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ในพุทธคุณ 9 นอกนั้นเป็นเรื่องอธิบายความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่เนื้อแท้ อีก 8 นั้นเป็นเครื่องทรง อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา ติ พอดี มีหนังสือของท่านประยุทธ์ ปยุตฺโต มา อาตมาต้องขอบคุณท่านประยุทธ์ ปยุตฺโตมาก วันนี้วันปีใหม่ก็ต้องขอบคุณท่านมาก ที่ท่านทำพวกนี้เรียบเรียงพยัญชนะต่างๆไว้ เป็นพจนานุกรมพุทธศาสตร์บัณฑิต ฉบับประมวลศัพท์ประมวลธรรม อาตมาใช้เป็นประจำเลย ท่านรวบรวมได้เก่ง

[303] พุทธคุณ 9 (คุณของพระพุทธเจ้า — virtues or attributes of the Buddha) อิติปิ โส ภควา (แม้เพราะอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น — thus indeed is he, the Blessed One,) 1. อรหํ (เป็นพระอรหันต์ คือ เป็นผู้บริสุท

อ่านต่อ

ธิ์ ไกลจากกิเลส ทำลายกำแห่งสังสารจักรได้แล้ว เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ควรได้รับความเคารพบูชา เป็นต้น — holy; worthy; accomplished) พ่อครูว่า…รหะ แปลว่า ความลึกลับ แจกเป็น รโห รหัง ส่วน อรหะ คือ ไม่มีความลับแล้วความลับอะไร ความลับที่จมอยู่ในภพในชาติจมอยู่ในโลกีย์ วนอยู่ไม่รู้จบ คุณออกจากความวนอันนี้ได้ หลุดพ้นออกจากโลกหรือความวนอันนี้ได้ ก็เป็นอรหันต์ ตั้งแต่โลกอันแรกคือโลกของอบายภูมิ โลกของกามารมณ์ โลกธรรม ลาภยศสรรเสริญเป็นต้น ความสุขอย่างลาภยศ ท่านเป็นอรหัง คือ เป็นเครื่องบ่งบอกความเป็นอลังการ เป็นผู้ที่หลุดพ้น เนื้อแท้ของสัจจธรรมก็ยังไม่ใช่

2. สมฺมาสมฺพุทฺโธ (เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง — fully self-enlightened) พ่อครูว่า…ที่ใช้คำว่าตรัสรู้ได้ด้วยตนเองก็คือ ท่านบำเพ็ญมามากมายอย่างอาตมาก็บำเพ็ญ จนสุดท้ายก็ได้ชื่อว่าเป็นธรรมสามี เป็นเจ้าของธรรมะ เป็นผู้ที่ได้สูงสุดในพุทธธรรม ในพุทธคุณนี้ ได้สูงสุดไม่มีใครเทียบเทียม เพราะฉะนั้นจะมาปรากฏในโลก หรือไม่มาปรากฏ เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธโธเอง แต่ท่านไม่ประกาศ ไม่ปรากฏกับใคร ท่านปรินิพพานเป็นปริโยสานไป แต่ถ้าหากท่านมาประกาศตนเองในโลกว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้า จะเอาศาสนาพุทธจะเอาพุทธคุณเอาพุทธธรรมมาสอน มาอธิบายเรียนรู้ ให้คนได้ปฏิบัติตามบรรลุได้ตาม ท่านประกาศขึ้นในโลก ท่านก็เป็นพระพุทธเจ้า ก็สอนประชาชน สอนมนุษย์ไป ให้บรรลุตาม ก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นทำเนียบความเป็นพระพุทธเจ้าในโลก ส่วนพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านไม่ประกาศและท่านก็ไม่ได้ขึ้นทำเนียบท่านได้ส่วนตัวและท่านก็จบเรื่อง ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป เป็นสิทธิของท่าน ท่านไม่อยากประกาศ เพราะท่านสอนมาเป็นโพธิสัตว์กว่าจะเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้าก็เหมือนพระโพธิรักษ์นี่แหละ ทำมาตั้งเท่าไหร่ มันเหนื่อยแล้ว ทำอีก ก็สอนให้คนบรรลุนี่แหละ จนกระทั่งสอนได้เป็นล้านหลายล้านคน ผ่านมาหมดจนกว่าจะเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า พอแล้ว อย่างโพธิรักษ์นี้ก็ยัง สอนให้คนบรรลุเป็นล้านล้านคนนี้ ก็ยังไม่พอหรอก จนกว่าจะหมดเป็นมหาโพธิสัตว์ก็สอนคนอยู่ จนกระทั่งพ้นจากขั้น 8 เป็นขั้น 9 เป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นปัจเจกและเป็นพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประกาศศาสนา ส่วนเป็นปัจเจกไม่ประกาศศาสนาก็เท่านั้นเอง สัมมาสัมพุทโธท่านเป็นผู้ตรัสรู้เอง เรียนรู้สั่งสมบารมีมาจนกระทั่งรู้เอง ชื่อว่าเราเป็นเจ้าของไม่มีใครรู้เหนือเราอีกแล้วในยุคกาลหรือในกัปป์นั้น ไม่มีใครรู้ได้เท่าเป็นมนุษย์เป็นคนนะ ไม่ใช่เป็นพระเจ้าที่ไม่รู้ตัวรู้ตนนะ เป็นมนุษย์จะต้องมาบอกกับมนุษย์ถึงไม่บอกมนุษย์ เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็อธิบายได้อย่างที่อาตมาอธิบายนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องลึกลับ ไม่รู้ตัวตน แต่มีที่มาที่ไป มีนิทานมีนิยาย มีเรื่องราวบุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกพวกนั้นมาอธิบายยืนยันได้ อย่างอาตมานี่ก็เอาของเก่ามาอธิบายได้ ยังไม่เก่ง ยังไม่กล้าจะบอกเป็นตัวบุคคลเป็นนิทานเรื่องราวเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่าน วันนี้อาตมายังไม่บังอาจปานนั้น ยังไม่ทำ จะว่าไม่เก่งก็ไม่เป็นไร เรายังไม่เก่ง ทำไปเดี๋ยวหน้าแตกซึ่งหมอรับเย็บ ไม่ได้นะ

3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน (เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชา คือความรู้ และจรณะ คือความประพฤติ — perfect in knowledge and conduct) พ่อครูว่า…ตัวที่ 3 นี่แหละคือสาระสัจจะเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ จรณะ 15 วิชชา 8 สัมปันโนแปลว่าผู้ที่เข้าถึงบรรลุได้เรียบร้อย บรรลุในวิชชา 8 จรณะ 15 สมบูรณ์แบบ อันนี้คือเนื้อแท้ วิชชาจะระณะ ขยายไปเป็นวิชชา 8 จรณะ 15 นี่คือผู้มีเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นผู้ที่อธิบายจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วเอามาทำให้เข้าใจ ให้คนเข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติตั้งแต่ศีล อปัณกปฏิปทา 4 สัทธรรม 7 ฌาน 4 วิชชา 8 ขยายความ อธิบายอย่างสัมพัทธ์สัมพันธ์ให้คนปฏิบัติได้ ผู้ที่ไม่สามารถอธิบายให้คนปฏิบัติตามได้คนนั้นยังไม่บรรลุจริง ยังไม่มีวิชชาจะระณะสัมปันโนจริง

4. สุคโต (เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว คือ ทรงดำเนินพระพุทธจริยาให้เป็นไปโดยสำเร็จผลด้วยดี พระองค์เองก็ได้ตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพุทธกิจก็สำเร็จประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ชนทั้งหลายในที่ที่เสด็จไป และแม้ปรินิพพานแล้ว ก็ได้ประดิษฐานพระศาสนาไว้เป็นประโยชน์แก่มหาชนสืบมา — well-gone; well-farer; sublime) พ่อครูว่า…เป็นผู้สำเร็จไปดีแล้ว ไปดีแล้วจะไปไหนก็แล้วแต่ จะปรินิพพานเป็นปริโยสานหรือจะเป็นโพธิสัตว์ต่อไปอีก ก็แล้วแต่ ก็ไปไหนก็ได้ จะทรงก็ได้จะไม่มีที่สิ้นสุดก็ได้ เช่นเป็นพระอวโลกิเตศวร ทุกวันนี้ท่านก็ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อย่างนี้เป็นต้น พระปณิธานของท่านจะรื้อขนสัตว์ให้หมดโลกจนเป็นคนสุดท้าย หมดแล้วท่านถึงจะปรินิพพาน สาธุ ท่านนิรันดร อวโลกิเตศวรท่านเป็นนิรันดรก็ต้องให้ท่านองค์นี้องค์เดียว ก็ว่าไป อาตมาไม่เอา อาตมาขอสมัยเดียว เป็นพระพุทธเจ้าสมัยเดียว ปรินิพพานปริโยสานเลย

5. โลกวิทู (เป็นผู้รู้แจ้งโลก คือ ทรงรู้แจ้งสภาวะอันเป็นคติธรรมดาแห่งโลกคือสังขารทั้งหลาย ทรงหยั่งทราบอัธยาศัยสันดานแห่งสัตวโลกทั้งปวง ผู้เป็นไปตามอำนาจแห่งคติธรรมดาโดยถ่องแท้ เป็นเหตุให้ทรงดำเนินพระองค์เป็นอิสระ พ้นจากอำนาจครอบงำแห่งคติธรรมดานั้น และทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้ยังจมอยู่ในกระแสโลกได้ — knower of the worlds) พ่อครูว่า…โลกอะไรก็แล้วแต่เป็นโลกเล็กๆน้อยๆ เป็นโลกที่เป็นวัตถุ เป็นโลกทางสังคมมนุษยชาติเป็นโลกของทางจิตวิญญาณ ความวนเวียนความปรุงแต่ง หมุนวนอยู่ในนั้น แล้วแยกแยะความวนเวียนนั้นออก จับให้มันนิ่งได้ จับให้มันตัวตนของความวนระดับ 2 วนระดับ 3 วนระดับ 4, 4 สภาวะ 5 สภาวะ 10 สภาวะ ร้อยพันหมื่นแสนล้านวนเวียนสังเคราะห์สังขารกันก็แยกละเอียดได้ แล้วก็จับให้มันเป็นตัวเป็นตนได้ ทำสลายได้แต่ละตัวตนก็ทำตัวตนแต่ละตัวตนสลายได้ เป็นผู้รู้โลก อย่างโลกของความวนของการเมือง คนไม่รู้จักการเมืองจริง มีตัวตนอยู่ในโลกของโลกีย์ พวกนี้ทำให้การเมืองฉิบหายวุ่นวาย มาเป็นพระอริยะ เข้าใจสภาพจริงแล้วว่า อ๋อ เราทำการเมืองนี้เป็นงานเพื่อประชาชนรับใช้ประชาชน ช่วยเหลือประชาชน พูดอย่างนี้มันดูหยาบๆ คนเราช่วยคนอื่นได้ไปเรื่อยๆ ก็เป็นนักการเมืองทั้งนั้น ถ้ายังช่วยคนอื่นแล้วหวังประโยชน์ตอบแทนตัวเองคือนักการเมืองขี้เก๊ เป็นนักหลอกลวง นักการเมืองที่จริงนั้นช่วยเหลือคนอื่น ถ้ายังหวังมาเพื่อตัวเองบ้าง ถ้าโลภมาให้แก่ตัวเองก็ไม่ใช่นักการเมืองจริง เป็นนักบรรลัยจักร นักการเมืองต้องทำเพื่อผู้อื่น ถ้าทำเพื่อคนอื่นมากกว่ามาให้แก่ตนเองคนนั้นเริ่มเป็นนักการเมือง เพื่อคนอื่นมากกว่ามาให้ตน ตัดเขตตรงนี้ คนเอาให้มาแก่ตัวเอง 5 ให้คนอื่น 4 คนนี้เริ่มเป็นนักการเมืองแล้ว ให้คนอื่น 6 ให้แก่ตัวเอง 3 ให้คนอื่น 7 ให้ตัวเอง 2 คนนี้เป็นนักการเมืองที่ขึ้นระดับ 7 คนนี้เที่ยง นิยตโพธิสัตว์ขึ้นไป คนนี้เป็นนักการเมืองตัวจริงของโลก ยิ่งเป็นระดับ 8 เป็นนักการเมืองสุดยอด ระดับ 9 ไม่ต้องพูดเลย พระพุทธเจ้าจึงเป็นนักการเมืองสุดยอด ระดับ 9 รู้โลก รู้อัตตา เพราะฉะนั้น เป็นผู้มีโลกาธิปไตย

640101 ธรรมะรับอรุณปีใหม่โดยพ่อครู งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 8

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน