ทฤษฎีงาน 19 ข้อ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ทฤษฎีงาน 19 ข้อ เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเรามาเรียนรู้ได้ จึงเป็นคนที่อาตมาเรียบเรียงเอาไว้ในสรรค่าสร้างคนบทที่ 1 เลย คือจะเป็นคนที่ปฏิบัติแล้วจะเป็นคนมีกรรม กรรมกิริยา กัมมันตะ มีการงานที่เรียกว่าทฤษฎีงาน 19 ข้อ ทฤษฎีงาน 19 ข้อ

1. มีคนที่ดี เป็นคนที่มีสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะครบ มีจิตที่เป็นอาริยะเป็นพระอรหันต์สูงสุดเป็นคนดี เพราะฉะนั้นวาจาก็ดีการกระทำทุกอย่าง กัมมันตะทุกอย่างดีหมด เลี้ยงชีพก็เป็นคนเลี้ยงชีพดี ถึงขั้น ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ที่เป็นมิจฉาอาชีวะก็หลุดพ้นมิจฉาอาชีวะข้อที่ 5 ทำงานฟรี เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่ร่วมกันมีชีวิตสุขสำราญเบิกบานใจสุขสดชื่น เป็นความจริงไหมที่อาตมาพูดนี้ 2. มีงานที่ดี 3. ความรู้ความสามารถที่ดี แล้วความรู้ความสามารถที่ได้ไม่ใช่ความรู้แบบโลกๆ ความรู้แบบโลกมันมีแฝงที่จะได้ลาภยศสรรเสริญ พวกเราผู้ที่เป็นอรหันต์จึงค่อยชัดเจนว่า คนเราตื่นขึ้นมาก็ต้องทำงาน พระพุทธเจ้าตื่นขึ้นมาท่านก็นึกว่าจะไปทำอะไร นึกถึงงานเลย อาตมาตื่นมาก็นึกถึงว่าจะทำงาน ใครมีจิตอย่างนี้แล้วบ้าง โอ้โห มีพุทธคุณนะเนี่ย นี่เรียกว่าพุทธคุณ ในพุทธคุณ 9 คนเราตื่นขึ้นมาก็นึกถึงงาน แล้วเป็นงานที่ดีด้วย งานที่ดีคืองานอะไร งานเสียสละ อาตมาตั้งข้อสอบเอาไว้ตั้งโจทย์เอาไว้ โดยทำ Choice ให้เลือก คุณจะเลือกถูกใจอาตมาไหม อาตมาถามว่า งานที่ดีคืออะไร? Choice นี้ใครตอบดู… Choice ที่อาตมาเลือกไว้ก็คือ “งานนี้ไม่เพื่อลาภ ไม่เพื่อยศ ไม่เพื่อสรรเสริญ ไม่เพื่อสุข” แม้เพื่อความสุขก็ยังไม่เพื่อสุขเลย มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ถ้าคุณเข้าใจทุกอย่างแท้จริงเป็นอริยสัจคุณจะรู้เลย เพราะคุณต้องทุกข์ มันอยู่กับทุกข์ ช

อ่านต่อ

าติปิทุกขา คุณยังไม่ได้ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะต้องนอนหลับก็นอน ตื่นขึ้นมา เกิดความทุกข์แล้ว ต้องมี อาหารปริเยทิทุกข์ ทุกข์เพราะจะต้องอาศัยอะไรเป็นงานการ ต้องตื่นขึ้นมาแสวงหางานการปฏิบัติธรรม เพราะคน ทุกกรรมกิริยาต้องเป็นการงาน งานที่มีคุณ ไม่ใช่งานที่มีโทษ เป็นงานที่มีประโยชน์ เป็นงานที่พึ่งพาอาศัยได้ทั้งเราและคนอื่น ไม่มีพิษภัย เป็นงานที่ดี ความรู้ความสามารถที่พูดนี้คือความรู้ ที่อาตมากำลังขยายความว่างานดีคือความรู้ รู้ว่าอาชีพอย่างนี้เป็นมิจฉาชีพ 5 ไม่เอา เลิกมาจนกระทั่งมาทำงานถึงขั้น พ้นลาเภนลาภังนิชิคิงสนัสตา พ้นลาภแลกลาภหรือ คุณไม่ทำงานที่ไม่บริสุทธิ์เหมือนอย่างกับชาวโลกแล้ว คุณก็ต้องไม่มอบตนกับชาวโลกีย์ คนที่ทำงานของตนเองบริสุทธิ์แล้วอยู่กับหมู่กลุ่มทำงานฟรี ร่วมกินร่วมใช้ชีวิต ไม่ต้องไปเป็นหนี้ไม่ต้องไปเป็นบุญคุณ กับคนอื่นเลย แม้คุณไม่ไปรับสิ่งตอบแทนจากคนอื่น แต่คุณยังเอาตัวเองไปรับใช้คนผิด มอบตนแก่คนผิด นิปเปสิกตา ยังมอบตนกับคนผิด รับใช้คนผิดไปทำงานกับคนผิด คุณก็ไปเสริมให้เป็นส่วนหนึ่งของที่เขายังสมมุติยังเป็นคนรับใช้นายทุน นายทุนก็ขูดรีดจากคนอื่นอีก คุณก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเขารีด แล้วคุณจะหายไปไหน คุณก็ต้องได้ส่วนแบ่งของวิบากบาปอันนั้นด้วย ไม่มากก็น้อย แต่มันจะมากตรงที่คุณโง่ คุณบริสุทธิ์แล้วจะไปมอบตัวในทางที่ผิดทำไม คุณรู้ว่าเขาเป็นนายทุน จะไปมอบตนกับเขาทำไม คนผิดเป็นคนโลกีย์จะไปมอบตัวกับคนทำผิดทำไม ที่นี่บริสุทธิ์แต่ละคนมามอบตนให้ทางนี้สิ เอามาทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งหัวใจด้วย คุณไปให้ทางโน้นอยู่ทำไม เห็นไหม ฟังดีๆนะ อาตมาอธิบายละเอียดลออ ชัดเจน พ้นนิเปสิกตา คนที่ไม่ถึงขั้นรู้อย่างนี้ คุณก็ต้องมอบตนกับคนที่เป็นโลกีย์ จะมากน้อยก็แล้วแต่ คุณก็ปฏิบัติให้มันรู้ เรียกว่า เนมิตกตา อาชีพขั้นที่ 3 ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 เพื่อล้างกิเลสตัวเองให้มีปัญญาให้รู้จักกรรมการงานต่างๆที่ดี เราจะอยู่กับคนที่ทำงานกลุ่มไหน ทำงานไหน กลุ่มงานที่ทำงานดีที่สุดอยู่ที่ไหน อยู่ที่อโศก เพราะฉะนั้นพวกคุณหลายคนมอบตนอยู่ในชาวอโศกแล้ว ไม่ได้มอบตนอยู่ในทางผิดแล้ว อยู่ในชุมชนชาวอโศกทั้งนั้น ทำงานอยู่ในนี้ไม่ไปรับใช้โลกภายนอก แม้ว่าจะค้าขายก็ค้าขายแบบชาวอโศก ค้าขายขาดทุน แล้วจะไปเป็นหนี้ที่ไหน พวกเรานี้ซับซ้อนอยู่ในทางเศรษฐศาสตร์ พวกเราค้าขายขาดทุน คุณปลูกบวบ(บักลอย) คุณขายคุณไม่ได้คิดค่าแรงงานหรอก แถมคุณยังไปขายต่ำกว่าราคาตลาดอีก ยิ่งขายขาดทุนได้มากเท่าไหร่คุณยิ่งเจริญ เห็นไหมของเราสวนกระแสโลกีย์ แจกฟรีเลย ทุกวันนี้พืชพันธุ์ธัญญาหารของเราเยอะก็เอาไปใส่ศาลา ไปใส่กระท่อมปันสุข (เดี๋ยวนี้)ไม่ค่อยมีเลย พวกเราขยันขยันหน่อย ไม่เก็บกัน อาตมาอยากจะพูดถึงเรื่องว่า พวกเรามันขี้เกียจจะกินตัวเยอะแล้ว มันสบายเกิน มีกินมีอยู่สบายแล้ว มันรู้จักมีภูมิธรรมสูงกว่า อันนี้ทำแล้วเสื่อม เราควรจะขยัน เมื่อตัวเองหลุดพ้น ตัวเองไม่ต้องเป็นคนลำบาก กินน้อยใช้น้อย ที่ก็ไม่น้อยเกิน ที่ทำให้สุขภาพร่างกายไม่เสีย ก็กินอย่างเลี้ยงตนเองให้ดี พวกเราทำงานสร้างสรรแล้วไม่เอาค่าจ้างแรงงาน ทำงานสร้างสรรอะไรได้เอาไปขายให้ถูกหรือแจกฟรี พวกนี้มันซับซ้อนทางเศรษฐศาสตร์ ทางทุนนิยมเขาซับซ้อนที่จะบวกเพิ่มเข้าไปไม่รู้กี่ชั้น คนรู้ไม่ทันก็ไปเป็นเหยื่ออยู่นั่นแหละ แล้วความขี้โลภเขามากเท่าไหร่เขาทำได้มากก็นึกว่าเจริญ ร่ำรวยมหาศาล ซึ่งโดยทางธรรมโลกุตระนั้น ซวยๆ แม้คุณจะสุจริต จริงๆแล้วคนรวยมันไม่สุจริตหรอก มันขี้โลภอย่างมีความฉลาด ฉลาดสร้างวิธีโกงให้คนอื่นไม่รู้เท่าทัน แล้วก็เอามาให้ โดยหลอกว่าฉันทำเพื่อคุณ ฉันช่วยเหลือคุณนะ อะไรต่างๆนานา ที่แท้เขาก็โลภเอาๆ การเอาไปเป็นสมบัติของตัวมากๆนี้ คนอื่นก็ขาดแคลน ในโลกนี้มีสมบัติกองกลาง ในโลกทั้งโลกมีสมบัติกองกลาง ในโลกลูกนี้ลูกเดียว ใช่ไหม เพราะฉะนั้นอะไรมันจะเกิดขึ้นมาในโลก สมมุติว่าคุณทำงานอะไรไม่เป็นเลย เกิดมาก็กินธรรมชาติ ต้นหมากรากไม้งอกขึ้นมาก็แย่งกันกิน แล้วทุนนิยมก็คือคนที่มีวิธีการแย่งได้มากโดยที่คนอื่นสู้ไม่ได้ เอาวิธีการซับซ้อนแบบทุนนิยม นั่นแหละ คุณก็เป็นคนได้มากมีมาก ไม่ว่าจะเอาเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร จะเอาแร่เอาน้ำมันจะเอาฟอสซิล จะเอาแก๊สเอาอากาศเอาอะไรก็แล้วแต่คุณเอาได้จากโลกนี้ แล้วคนจะต้องใช้ แม้ในที่สุดมันเอาความร้อนแสงสีเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ในอากาศ มันมีวิธีเอาได้แล้วคุณต้องซื้อมันหมด เห็นไหมนี่คือความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าในอากาศ อินเทอร์เน็ต คุณจ่ายทั้งนั้น ใช้มันก็ต้องจ่ายไฟนายทุนเอาไปกินหมด อย่านึกว่าใช้ฟรีนะ เขาบอกว่าใช้ฟรีไม่ต้องจ่ายตังค์ มันเป็นอย่างนี้หรือ คุณเคาะโป๊กๆอะไรในมือคุณไม่ต้องจ่ายตังค์หรือ เห็นไหมว่าความซับซ้อนของพวกนายทุนที่หลอกเอาเงิน ทุกอย่าง เคาะกู (กูเกิล-Google) มันเอาเงินคุณทั้งนั้นทุกเคาะ แล้วสุดท้ายเราก็จำนน มันต้องเคาะ แต่อาตมาไม่เคาะ อาตมาไม่ใช้หรอก ใช้เหมือนกันให้คนอื่นเขาใช้ ถ้าเราต้องการรู้...ไหนดูซิอะไรมันมีอย่างไร? เรื่องพวกนี้มันเป็นความซับซ้อนของมนุษย์ที่กินเนื้อกินในกินไส้กินตับกัน สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ท่านก็เทศน์เรื่องกินกัน อาตมาก็มาพูดเรื่องกินกันและกันเดือดร้อนหนักหนาสาหัส เพราะฉะนั้นเราหยุดที่จะมากินใคร เลิกเป็นยักษ์เป็นมารไม่มากินกัน มีแต่ให้คนอื่นเขากินได้ โดยเราเป็นมนุษย์ธรรมดา เรามีรายงานเรามีความรู้ความสามารถเราก็เอาความรู้ความสามารถนี้มาให้ นั่นคือให้คนกิน รับใช้คน ความรู้ความสามารถเราก็เอามาใช้ เราขาดทุนๆๆ เป็นผู้รับใช้ ผู้รับใช้ผู้อื่นคือผู้มีประโยชน์คุณค่า ผู้ที่เอาแต่ใช้คนอื่น เป็นคนที่ไร้ค่าที่สุดเลย เป็นผู้ที่ไม่มีค่าอะไรไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่มาเบียดเบียนคนอื่นเอาเปรียบคนอื่น ใช้ผู้อื่น เห็นชัดเจนไหมว่าเรารับใช้ผู้อื่นเป็นคนมีการงาน ยิ่งเราทำการงานได้มีความสามารถมีความรู้ ที่จำเป็นที่สำคัญ ขออภัยที่ยกตัวเอง อย่างอาตมาไม่เลือกแล้วงานอื่นทำ ปฏิบัติแบบโลก อาตมาเอางานที่มาสอนความรู้ความสามารถที่สูงสุด เป็นความรู้ความสามารถทางโลกุตระ อาตมามีความรู้อันนี้ก็เอามาสอน มาเป็นปุโรหิต มาเป็นครู ผู้ที่จะต้องสอนมนุษย์โลก พระพุทธเจ้าเป็นยอดปุโรหิต เป็นผู้ที่สอนมนุษย์โลกดีที่สุด อยู่ในพุทธคุณ ข้อฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า ปุริสธัมมสารถิ อาตมาไม่ถึงพระพุทธเจ้าแต่ก็ต้องทำอย่างที่ท่านทำ อาตมาไม่มีงานอื่น มีแต่งานเดียวกับพระพุทธเจ้าพาทำ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แล้ว อาตมารู้ตัวแล้วก็มาทำงานนี้ตลอด ผ่านมา 50 - 51 ปีขึ้น ย่างขึ้นไปเรื่อยๆ แล้ว อาตมาบวชตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน 2513 นี่มันเลยปี 50 ขึ้นมาเป็นปี 51 แล้ว ก็ทำงานนี้เป็นงานที่สุดยอด ความรู้ความสามารถอื่นใดที่อาตมาอยู่ทางโลกทำมา เช่นเป็นโฆษก อยู่ทางโลกก็เป็นโฆษก ได้รายได้เยอะนะ เดือนนึงได้หลายตังค์ เพื่อนรุ่นเดียวจบมาหาตังค์สู้อาตมาไม่ได้ บางคนไปจบด็อกเตอร์บ้าง แต่อาตมาจบมาแค่เพื่อนอยากเรียน ม.8 ด้วยกัน เพื่อนเขาไปต่อด็อกเตอร์ อาตมาก็ ม.8 ตก ตกเพื่อให้รู้ว่าตกหลายปีด้วย ให้แน่ว่าคนนี้หน้านี้ แค่ ม.8 ก็ตก ไปตกมันเสียหลายปีเลย ก็ไม่ได้มาแค่ ม.8 แต่ออกมาทำงานมีความรู้ความสามารถเท่าที่เขามีไปเรียนต่อมาทางศิลปะบ้าง ก็ทำงานได้รับยศสรรเสริญ มีรถยนต์ส่วนตัว เพื่อนเขารับราชการมีรถราชการ แต่ของอาตมามีรถส่วนตัวติดแอร์เป็นคันแรกของประเทศเลย Ford corsair คันแรก เริ่มมีแอร์มันต้องเอามาประกอบเองนะ เป็นรถติดแอร์คันแรกของประเทศไทย แล้วไดนาโมมันไม่ค่อยพอ มันปั่นไฟไม่ค่อยทัน ยิ่งไปขับในกรุงเทพฯ ไฟมันไม่พอ ตาย!ไปเข็นกลางตลาด บ่อยเลยรถติดแอร์ รถใหม่ๆนะ รถที่เขาเอามาสาธิตเลย รถ Ford corsair รุ่นสาธิตเลย อาตมาซื้อคันนี้ เท่เสียไม่มี!…ไม่เท่ได้อย่างไรไปเข็นรถกลางตลาด อาตมาเป็นดารานะ รถชบาบานก็เป็นรถคันแรก ราคา 5,000 บาท เคยขับไปชนอะไรมาหลายครั้ง เพราะว่าเบรคมันไม่ค่อยดี เขาว่าเป็นโชคดีแต่ที่จริงมันเป็นเคราะห์ดีนะ ถ้ากรรมกิริยาที่จะทำลงไปแล้วมันจะเป็นสิ่งได้ดี เจริญก็เรียกว่า “โชค” ถ้ากรรมกิริยาที่จะทำมันลงไปแล้วไม่ดีก็เรียกว่า “เคราะห์” พวกเราทำกรรมกิริยาทำงานการ มันเป็นงานการที่มีโชค แต่ทางโลกเขาเป็นงานการที่มีเคราะห์ทั้งนั้น เพราะทำแล้วมันไปเป็นความโลภ ทำแล้วมันไปได้มาก ทำแล้วมันจะเอาเปรียบ ทำแล้วมันยังเป็นโลภอีก ทำแล้วก็ได้ลาภยศสรรเสริญอยู่ หรือทำแล้วก็ต้องได้สิ่งแลกเปลี่ยนกลับมา แล้วคุณก็เอามาสะสม คุณก็เอามายินดี มีสาเปกโข คุณทานแรงงานความรู้ จ่ายแรงงานความรู้แล้วคุณก็ได้รับ ลาภบ้าง ยศบ้าง สรรเสริญบ้าง สุขบ้าง คุณก็ไม่รู้เท่าทันอาการ ได้ลาภก็สุข ได้ยศก็สุข ได้สรรเสริญก็สุขมันเป็นทุกข์ คุณก็ยังบอกว่ามันเป็นสุข มันเป็นวิปลาสข้อ 1 มันเป็นทุกข์ในการการงาน อาหารปริเยทิทุกข์ อาหารแปลว่าเครื่องอาศัย คนต้องแสวงหาการงานเป็นเครื่องอาศัย คนที่ตื่นมาแล้วไม่แสวงหาการงานทำ คนนั้นไม่ใช่คน ยังเป็นเดรัจฉาน มีแต่จะกิน เมื่อไหร่จะไปหาอะไรกินแถวนั้น ไม่มีงาน เดรัจฉานไม่มีงานไม่ทำงาน มันมีแต่กิน ไปหาอะไร ไปหากิน หากินต้องทำงาน เพราะคนยิ่งทุกวันนี้ คุณจะไม่ทำงานแล้วคนจะไม่กินไม่ได้หรอก ทุกวันนี้มันจองหมดเลย พื้นที่ดิน ของเราทำงานบนพื้นที่ดินนี้ก็ของเจ้าของ ที่จับจองไว้หมด ไม่งั้นต้องไปรับจ้างเจ้าของที่ดินนั้น มันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นอยู่ในโลกนี้เป็นโลกสมมุติหมดเลยเป็นโลกที่มีตัวกูของกู คนที่ไม่มีตัวกูของกูไม่มีของกู ก็ต้องรับจ้าง อย่างพวกเราไม่ต้องไปรับจ้าง ทำงานฟรี มันซับซ้อน สุดยอดเลย นี่เป็นงานที่ดี มีความรู้ความสามารถที่ดี

4. เวลา โอกาส เราต้องดู กาลัญญุตา อันควร เวลาทุกคนมีเท่ากันหมดเลย คนชาวอโศกบางคนมีโอกาสที่จะมาทำงานที่ชุมชนนี้ ทำงานที่นี่ สุดยอดเลย มีสาธารณโภคี แต่ชาวอโศกหลายคนอยู่ข้างนอก โอกาสดีๆอย่างนี้ไม่เอา มีหนี้มีภาระ มีลาภแลกลาภ ไปทำอะไรกับข้างนอกอยู่เห็นไหม เวลาทุกคนมีเท่ากันแต่โอกาสที่จะมาทำ คนที่รู้ว่ากาละนี้เราต้องรีบมาอยู่กับชุมชนชาวอโศก เพราะชุมชนนี้ทำงานฟรี ทำงานสุดประเสริฐ เป็นงานที่มีความรู้ความสามารถสุดยอด เป็นงานที่ดี เป็นคนดี คนก็รู้จักใช้เวลา เวลาเท่ากัน เวลาของโลกเคลื่อนไป โลกมันหมุนก็คือเคลื่อนไป เวลามันเคลื่อนไป แล้วมันก็ขับเคลื่อนซ้อนอยู่ในมหาจักรวาล เราก็เคลื่อนหมุนไปตามโลก เราไม่รู้สึกหรอก เราไม่เวียนหัวหรอก โลกก็หมุนเวียนไปตามมหาจักรวาล จักรวาลของตนเองก็หมุนเวียนอยู่ในจักรวาลใหญ่อีกไม่รู้กี่ซับซ้อน แต่เราก็ไม่เวียนหัวเพราะมันชินแล้วเกิดมาก็รู้แล้ว ก็ไม่เป็นไร เราก็ไปกับเวลา โอกาส

5. ทุนที่เหมาะควร เป็นวัตถุ เป็นทุนแถม พวกเราหมดทุน เป็นทุนที่มีอมตะนิรันดร คนที่ยังต้องใช้ทุน ต้องมีก้อนทุน ต้องมีต้นทุน ถ้าไม่มีต้นทุนทำงานอะไรไม่ได้ นั่นคือคุณยังไม่มีทุนอมตะ ยังไม่มีทุนนิรันดร ของเรามีทุนอะไร?...0, ทุน 0 โอ้โห! พูดเหมือนพูดเล่นๆนะแต่จริงไหม?...จริง สุดยอดจริงๆเลย มีทุนที่เหมาะควร คนที่อยู่ในอโศกแล้วยังยักไว้ แล้วเอาทุนนั้นไปออกดอกออกผลเอาไปลงทุนเพื่อให้เกิดมีผลกลับคืนมา ซับซ้อน มีปันผลมีอะไรต่ออะไร คุณก็ยังไม่มีทุนที่สมบูรณ์สูงสุด เพราะฉะนั้นทุนที่เหมาะสมควรก็จะขยับขึ้นมาจนกระทั่งมาเป็นทุนที่ยิ่งใหญ่ มีทุน แล้วเป็นทุนที่สมบูรณ์แบบเหมาะที่สุด ดีที่สุด ควรที่สุด คือทุน 0

6. สุขภาพร่าง กายกำลังกายดี พวกเรามีสุขภาพ 8 อ. กำลังวังชาดี ดูสิ 87 ปี ยังแจ๋ว ฟิตเนส อาตมาจะพยายามเลี้ยงขันธ์นี้ไปให้ถึง 100 ปี จริงๆ จะพยายาม สาธุ จะให้ถึง 100 ปี ไม่พูดเล่นหรอก 151 ปี มันมากไป ถึงแม้ว่าอาตมาจะอยู่ได้อาตมาว่าคงไม่ไหวหรอก เพราะว่าทุกวันนี้ไม่ถึงร้อยยังรู้สึกว่ามันไม่ไหวจริงๆนะ 151 ปี อีกเท่าไหร่ อีก 74 ปี ก็ไม่ไหวหรอกอีก 74 ปี กระดูกคงกรอบไปหมด ทุกวันนี้รู้สึกว่าเมื่อยเร็ว แม้แต่เดิน เราไม่น่าจะเหนื่อยนะเดินแค่ 3 - 4 กม. บางทีเดิน 5 กม. ทำไมเราเมื่อย แต่ก่อนนี้เดิน 10 กม. 20 กม.ไม่มีปัญหาหรอก ร่างกายใช้มานานก็เสื่อมเป็นธรรมดา มันก็เป็นไปตามธรรม แต่ก็ยังปรารถนาที่จะยังขันธ์ไว้ต่อเพื่อที่จะเทศน์ เพื่อที่จะบรรยาย เพื่อที่จะสถาปนาความรู้โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าลงไปในผู้ที่ยังได้รับ พวกคุณนี้อย่างน้อยก็พวกคุณ ตั้งใจรับ อาตมาก็เทศน์ไปแต่ละวันก็มีคนฟัง เดี๋ยวนี้ยิ่งมีสื่อสารอยู่ทางบ้านไม่มาแล้วไม่มานั่งอยู่นี่ อยู่กับบ้านดีกว่า สบาย กดปุ่มเอา อยากฟังก็ดูไม่ฟังก็ดูไม่ฟังก็ไม่ถูกว่า อยู่บ้าน มาที่นี่ถ้าอยู่ที่นี่ไม่มาแล้วถูกว่า อยู่บ้านก็ว่า ทำไมไม่ว่า อาตมาก็ว่า มาอยู่ด้วยกันสิอบอุ่นนะนี่ ต้องการสัก 777 คนก็มา (ที่นี่มีคนฟังประมาณ 377 คน) ขึ้นปีใหม่วันที่ 2 แล้ว อยู่ที่บ้านฟังทางอินเตอร์เน็ตอีกเท่าไหร่

7. มีความขยัน อุตสาหบากบั่น 8. มีหลักเกณฑ์ มีระเบียบ มีเป้าหมาย 9. มีการจัดสรรและจัดโครงการ 10. มีการแบ่งงานและประสานเนื่องหนุน 11. มีกะจิตกะใจใส่ใจขวนขวายไม่ดูดาย 12. มีการปรับใจกันให้เกิดความเข้าใจกันเสมอ 13 . มีการปฏิบัติขัดเกลากิเลสเสมอ คือตำหนิติติงกัน พยายามมีศิลปะ ให้อีกคนเขาเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม กาย วาจา ใจ 14. มีความเห็นดี ยินดี จะมีความเข้าใจว่าดีอย่างไร 15. มีความเห็นจริง ซาบซึ้ง เชื่อมั่น 16. มีสติ ปฏิภาณ ปัญญา 17. มีฌาน สมาธิ ปัญญา 18. มีความเสียสละแท้ 19. มีพลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน(เอกีภาวะ ที่มีวิมุติเป็นพลัง)

พ่อครูว่า…อธิบาย มีฌาน สมาธิ ปัญญา คือจิตสมาธิเป็นจิตตั้งมั่น ในจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีคำว่าสมาธิ ในสัทธรรม 7 ก็มีแต่ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา อินทรีย์ 5 นี้มีสมาธิ พละ 5 มีสมาธิ แต่นี่มีแต่ศรัทธา วิริยะ สติ ปัญญา ไม่มีสมาธิ เพราะฉะนั้นสมาธิจึงไม่ใช่ได้ง่ายๆ คุณจะต้องปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 คุณจะเกิด ฌาน อยู่ในจรณะ 15 ฌาน คือ ข้อที่ 12 13 14 คือ ฌาน 4 ใน จรณะ 15 ฌาน ไปนั่งหลับตามันไม่ใช่พุทธคุณ มันเป็นเดียรถีย์คุณ ไปหลับตาไม่ได้คุณประโยชน์แบบพุทธ เพราะไม่มี ปฏิปทา 3 ไม่ได้มาสำรวมอินทรีย์ ไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา ไม่มีชาคริยานุโยคะมันไม่ตื่นมีแต่ ไสยา ไสเยย มีแต่ไปหลับ ไปนอน มันมีแต่เข้าไปหากิณหา ที่จริงแล้ว สุภกิณหา เป็นสัตตาวาสข้อ 1 ผู้ที่รู้จัก สุภกิณหา คุณหลับตานี้จะเห็นความมืดดำอย่างเดียว ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาสัมมาทิฏฐิจะรู้ว่าหลับตาก็รู้ว่าหลับตา ทีนี้ ความดำความมืดมันเป็นความอวิชชา ผู้ที่สัมมาทิฏฐิก็ต้องการที่จะเป็นคนไม่มืดไม่ดำ ต้องการเป็นคนมีแสงสว่าง เป็นคนสว่าง เป็นคนมีปัญญาเต็ม คุณก็จะรู้จัก พวกคุณได้ความดำความมืดเป็น สุภะ เป็นความน่าได้น่ามีอย่างสัมมาทิฏฐิ ความดำความมืดนี้เป็นสมาธิชัดเจนหลับตาก็คือหลับตา เป็นการพักผ่อนก็เข้าใจสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าเราไม่จำเป็นำจะต้องหลับตาเราก็ต้องทำความสว่าง อย่าไปทำความมืดให้แก่ตัวเอง ถ้าหากจะอธิบายความมืดความดำเป็นกิเลส คุณต้องเอากิเลสออก เมื่อกิเลสออกหมด คุณต้องการจะได้เวลามืดเวลาพักเวลาดำ คุณก็พักก็มืดก็ดำสบาย ไม่ต้องมีแสงเสียงอะไรเงียบหมด นี่คือสภาพของรายละเอียดของ สุภกิณหา วันนี้อธิบายได้คลี่คลายมากขึ้นเยอะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน