ทำทานอย่างไรให้เป็นบุญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทำทานอย่างไรให้เป็นบุญ พระผู้เป็นอรหันต์แล้วอย่างชาวอโศก มีผู้เป็นอรหันต์ก็สบาย เป็นอาชีพที่เลี้ยงตนเองอย่างไม่มีวิบากใดๆ บุญก็ไม่มีเป็นอรหันต์แล้ว ไม่มีบาปไม่มีบุญ หมดบุญ อรหันต์เป็นผู้หมดบุญ หมดบาป ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นผู้ที่สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว ไม่มีบุญไม่ต้องมีบุญ “บุญ” คำนี้แม้แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ คำว่า “บุญบาป” เป็นของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นไม่มีหรอก แต่ชอบพูดทุกวันนี้ก็เข้าใจคำว่าบุญไม่ได้แล้ว ไปเข้าใจคำว่าบุญเป็นกุศล ทำแล้วจะต้องได้ สาเปกโขมา แล้วก็ได้ ปฏิพัทธจิตโต 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ ให้ไปแล้วไม่หวัง ไอ้หวังตายสิ้นแล้ว ไม่หวังอะไรจากใคร ไม่หวังภพชาติ ไม่หวังอะไรจากจิต ให้ก็คือให้มีแต่ความตรงทางเดียว ให้ก็คือให้สิ แต่พวกที่มีความคดโค้ง มีความไม่ตรงเป็นคนไม่หนึ่งเดียว ยังเป็นคนมี 2 ไม่เป็นเอกธรรม ไม่เป็นเอกัคคตา เป็น ยังมีความหวัง ให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ ทำแล้วต้องไม่มีจิตผูกพันในการให้ทาน ทานแล้วก็จดจำไม่ได้ ไม่ต้องคิดจดจำด้วย ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ ทีนี้ไม่ใช่แต่ปฏิพัทธ์ผูกพัน แต่เป็นการสะสมออมบุญกุศล ออมความดีงามความประเสริฐ จริงๆเป็นกิเลสทั้งนั้น ไม่มุ่งการสะสมในการทำทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ หรือแม้แต่ ไปใหญ่เลยมีภพชาติชัดเจนเลยให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ จะได้สวรรค์วิมานเหมือนอย่า
อ่านต่อ
งฤาษีลิงดำ เป็นยามา เป็นดุสิต เป็นนิมมานนรดี เป็นปรินิมิตวัสวัตตี จะได้เทวดาเป็นวิมานสวรรค์ 6 ชั้น จะได้ไปเป็นพระพรหม 20 ชั้น มีภพชาติไปหมดเป็นนิรมาณกาย สร้างภพชาติ ที่จริงแล้วไม่มีกาย นิระ แปลว่าไม่ นิรมาณกาย ที่จะไปสร้างกายในจิตมันไม่มีหรอก ไม่มีกาย แต่เขาก็สร้างภพของเขาว่ามีมันเป็นเพ้อพก มันไม่มีที่เขาทำไป ไปสร้างออกใหม่ซึ่งมันไม่มี อันเก่าก็ไม่มี ไม่ใช่อดีตด้วย เป็นอนาคตหมดเลย ถ้าเรียนอดีต 18 อนาคต 44 มันไม่มีอดีต ฝันเพ้อ มีวิมานสร้างสวรรค์ไว้ตายแล้วจะได้ไปอยู่ อาตมาเคยอธิบายเคยพูดให้ฟัง ว่า วิญญาณหรือว่า อัตภาพของคนที่ตายไปแล้วยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดยเฉพาะเทวนิยม ตายไปแล้ว พูดโดยพยัญชนะว่าเทวนิยมนี้ส่วนมากตายแล้วตกนรกทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าคนที่ตายไปส่วนมากลงนรกทั้งนั้น ส่วนน้อยมากที่จะไปสวรรค์ เท่ากับดินที่ติดขี้เล็บมาเล็กน้อยเท่านั้นที่ไปสวรรค์ ส่วนที่เหลือทั้งหมดไปนรก พูดแล้วเหมือน Over เกินไปหรือเปล่า ซึ่งไม่เลย เทวนิยมน่าสงสาร ตายไปแล้วจะไปอยู่สวรรค์กับพระเจ้าไม่มีหรอก ตายแล้วไปนรกทั้งนั้น ยิ่งเป็นนรกใหญ่เลย เทวนิยมเขาไม่รู้จัก เทวนิยมไม่มีทางได้ไปสวรรค์ง่ายๆ เทวนิยมทั้งหลายทั้งหมดเลยศาสนาเทวนิยมเขาไม่รู้จักกรรมวิบากด้วย เพราะฉะนั้นตายแล้วตกนรกยิ่งกว่าพุทธ พุทธเองแท้ๆยังไม่รู้จักสวรรค์นรก ไม่รู้จักโลกุตระ แล้วไม่ทำตนให้เป็นพระอรหันต์ แม้ว่าทำตนไม่เป็นพระอรหันต์เป็นอนาคามีก็ยังมีภพชาติ ตายแล้วก็เป็นภพชาติ แต่เป็นภพชาติที่สงบ อย่างเช่น อาฬารดาบสอุทกดาบสมันไม่ใช่สวรรค์ แต่มันเป็นภพของสุภกิณหา เป็นภพดำมืด นั่งสะกดจิตไปอยู่ในความดำมืด เรียกว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เข้าไปอยู่ในความดำความมืด ทำจิตให้เป็น อสัญญี คือไปดับสัญญาซึ่งไม่ใช่การล้างกิเลสออกหมด ผู้ที่ล้างกิเลสออกหมดของศาสนาพุทธเป็นพระอรหันต์ เมื่อล้างกิเลสออกหมดแล้ว เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ พอตายแล้วปรินิพพานเป็นปริโยสาน เวทนาก็หายไปสัญญาก็หายไป สังขารก็หายไป วิญญาณก็หายไป รวมกันก็เป็นอุตุ ดินน้ำไฟลมหมด แต่ของศาสนาเทวนิยม มันไม่มีหมด มีแต่จะพอกเพิ่ม ๆ ยิ่งไม่รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพานนี้ ไม่มีทางทำให้จิตมันหายไปได้หรอก หรือตายไปแล้วจะได้ไปอยู่สวรรค์กับพระเจ้า ก็เป็นการฝันเพ้อละเมอเพ้อพกไป มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย มีแต่นรกกับนรกจริงๆ เพราะเขาไม่รู้จริงๆว่าเขาเป็นนรก เขามีแต่ติดยึดในความเป็นนรก นี่พูดภาษาชัดๆ เขามีแต่ติดยึด ก็ไปติดยึดว่าไปอยู่กับพระเจ้าไม่ติดเหรอ ติดอย่างไม่มีราศี รังสี อะไรขจรกระจายออกไป จากความหลงผิด เขาหลงผิดไปอยู่กับพระเจ้าเป็นพระเจ้าเต็มๆ เป็นที่รักใคร่ของพระเจ้า ตายแล้วได้ไปอยู่ในบ้านเดียวกันกับพระเจ้าเลย อยู่ติดเนื้อหนังของพระเจ้าเลย อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันเป็นความเพ้อเจ้อ มันไม่มีความจริงเกิดขึ้นได้เลย เพราะเขาไม่รู้จักจิตเจตสิก เขาไม่ได้ศึกษาเลย
640102 เทศน์ทำวัตรเช้าโดยพ่อครู งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 8