50 ปีโพธิกิจของพ่อครูสอนคนให้รู้อะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
50 ปีโพธิกิจของพ่อครูสอนคนให้รู้อะไร เริ่มต้นเราก็มาฟังเทศน์ฟังธรรมกันต่อ อาตมาเองทำงานมา 50 ปี ประสบผลสำเร็จในชีวิตจนได้บอกไปหลายทีแล้วว่าอาตมาขอปลดเกษียณ ทำไปก็ทำไปอย่างนั้นล่ะ ถ้าเผื่อว่า ถึงขนาดบอกว่า ขอเป็นเอกราชส่วนตัว อยากจะทำก็ทำ ไม่อยากจะทำก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้นอย่าเอาตารางมาใส่อาตมา Independent ขอเป็นเอกราช แต่ก็ไม่ละเลยหรอก ที่จริงอาตมาก็ชอบสอนอยู่ ใครไม่เชื่อ! อาตมาชอบสอนนะ ใครไม่เชื่อ! เพราะว่ามันน่าสอน ธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนทีไรมันเอ็นโดรฟินขึ้น เห็นไหมขนาดนี้ ปีนี้พูดได้เต็มปากว่า 87 ปี อะไรอย่างนี้ ที่จริง 86 ปี 6 เดือน ถ้าถึงวันที่ 5 มกราคมเป็น 7 เดือน อาตมาเอาธรรมะพุทธเจ้ามาสอนนี้ ไม่ใช่เพื่ออะไร ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็เป็นธรรมะของคนของมนุษย์ ที่มนุษย์ทุกคนน่าได้น่ามีน่าเป็น ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด ถ้าเขาสนใจแล้วเขามาเรียนเอาธรรมะพุทธเจ้าให้ได้ ให้เข้าใจและเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติได้แล้วจะเป็นคนอาริยะ เป็นคนประเสริฐ เป็นคนเจริญ ประเสริฐจริงๆ ไม่ใช่ประเสริฐกึ่งๆ ประเสริฐถึงขั้นโลกุตระ ไม่ใช่ประเสริฐแค่ขั้นโลกียะ โลกียะก็ได้ๆคุณธรรมทางโลกียะเต็มเหมือนกัน ศาสนาทางโลกียะทางเทวนิยมสอนความดีความชั่ว ศาสนาพุทธก็สอน เป็นสมมติสัจจะ สอนเหมือนกัน ดีอย่างไรดีเหมือนกัน สมมุติอย่างไรก็สมมุติเหมือนกัน ไปอเมริกาเขาบอกว่าอย่างนี้ดีก็ต้องปรับไปตามเขา เพราะรู้สมมุติตามโลกไม่ได้ขวางโลก อยู่ตามโลก โลกเขาว่าอย่างไรเราก็เป็นไปตามที่เขายึดถือ เขาว่าอย่างนี้ผิดอย่างนี้ถูกเราก็ทำในสิ่งที่ถูก เขาว่าอย่างนี้ดีเราก็ทำดีอย่างที่เขาว่า เขาว่าอย่างนี้ชั่วเราก็ไม่ทำ ทำด้วยตามเขา ไม่มีตัวตน เพราะ “ปรมัตถสัจจะ” นี่สิ เทวนิยมไม่มี ไม่ได้สอนทฤษฎีนี้ เป็นการเรียนรู้จิต เจตสิก รูปนิพพาน แล้วก็จัดการกับก
อ่านต่อ
ิเลสในจิตจริงๆ กิเลสออกหมด หมดจนไม่เหลืออัตตาตัวตน ไม่เหลือความยึดตัวยึดตน แต่เป็นผู้ที่มีปัญญา มีปัญญาเต็ม ปัญญาไม่ใช่เฉโก ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดแบบโลกียะ โลกียะมีแต่ความฉลาดเฉโก ภาษาบาลี แต่เขาไม่ยอมใช้แล้ว เขารู้ว่าปัญญาทำความฉลาดดีกว่า เขาก็เลยเอาแต่ปัญญาไปเรียก แต่เขาไม่มีความฉลาดที่มันคือปัญญา เขาได้แต่ฉลาดเฉโก ฉลาดปัญญากับฉลาดเฉโก ต่างกันที่ฉลาดเฉโกไม่รู้จักกิเลส ไม่มีความรู้ที่จะไปชำแรกจิต เจตสิก รูป นิพพาน แล้วแยกเวทนาในเวทนาตรง เวทนาที่เป็นโลกียะเรียกว่า “เคหสิตเวทนา” แล้วก็แยกกิเลสได้ เช่น แยกกาย ขณะนี้เรากระทบสัมผัส เกิดเวทนาก็เแยกเวทนาได้ 1. เป็นเวทนาแท้ รู้ความจริงตามความเป็นจริง แต่ยังมีอารมณ์หรือมีเวทนาซ้อนแฝง คือ ยังมีกามเข้าไปร่วม ปรุงแต่งอยู่กับเวทนา กลายเป็นความชอบความชัง กลายเป็นรักหรือไม่รัก กลายเป็นความโลภ เป็นโกรธเป็นหลง ก็แยกตัวนี้ออกมาได้ แล้วก็เรียนรู้ตัวนี้ให้จริงว่าแม้แต่ชีวิตที่เรามีอยู่นี้มันก็ไม่มีตัวอัตตาแท้หรอก มันเป็นตัวปลอมมาหลอกเรา ความไม่มีตัวตนนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีจิตวิญญาณ จิตวิญญาณมี แต่ตัวตนที่แท้มันไม่ใช่ตัวตน ในขณะที่เราเป็นๆอยู่นี้เรามีรูปนามขันธ์ 5 ฟังดีๆนะละเอียดลึกซึ้ง เรามี “รูปนามขันธ์ 5” เรามีตัวตน แต่ที่ไม่ใช่ตัวตนจริงๆที่บอกว่าอนัตตา แล้วไม่เที่ยง ไม่เที่ยงเลย ไม่นานหรอก อยู่ไม่นานอยู่กับเราไม่นานหรอก เปลี่ยนไปเร็วในทุกขณะ คือ กิเลส คือตัณหา อุปาทาน ตัวนั้นแหละคือตัวอนิจจัง เป็นเหตุแห่งทุกข์ ตัวนี้แหละตัว “รูปนามขันธ์ 5” รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณตัวแท้ๆ มันไม่ได้พาให้เกิดความทุกข์ความสุขอะไรหรอก มันก็ไม่เที่ยง คือมันก็เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ต้องเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไป เกิดแล้วก็ตาย อีกอย่างหนึ่ง แต่เรื่องนามธรรมนั่นแหละตัวนั้นแหละต้องเรียนรู้ ตัวนั้นตัวอาการที่จิต กว่าคุณจะแยกได้ชัดๆอย่างที่อาตมาพูดนั้น ไม่ง่าย ยิ่งไปนั่งผิดปฏิบัติหลับตา สะกดจิตเข้าไปให้มันเป็นก้อนแท่งแน่น ตึง เข้าไปใหญ่เลยแข็งทื่อ มันหมดทางที่จะได้ธรรมะพระพุทธเจ้าเลย สุดสงสาร ยิ่งกว่าสุดสาคร River No return สาคร น้ำไหลไปไม่มีหวนกลับ เลย No Return เลย น่าสงสาร ไปหวั่งๆ บ่เหลียวหลังเอิ้นซัง อาตมาพูดซ้ำพูดว่าเตือนให้มีสติ นั่งหลับตาไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ไม่มีอปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีพุทธคุณ มันออกนอกพุทธคุณไปหา เดียรถีย์คุณ เป็นศาสนาเดียรถีย์การนั่งหลับตา เอาพยัญชนะบาลีมาประกอบให้ฟัง เข้าไปยึดถือกันตั้งนานจนเดี๋ยวนี้ไปเป็นอาจารย์ใหญ่เพราะว่านั่งหลับตาต่างๆนานา ดีไม่ดีเขาว่าได้เป็นอรหันต์นั่นแหละ ที่จริงแล้วเป็นอรหันต์เก๊ๆหลอกกัน นั่งหลับตาไม่มีทางได้เป็นพระอรหันต์ จึงมีแต่อรหันต์เก๊ แต่เขาก็เชื่อถือว่าเป็นพระอรหันต์ ยกย่องกัน เชิดชูสรรเสริญ สร้างสรรค์ ทำอนุสาวรีย์ให้พระอรหันต์ ทำทำเนียบ ทำหนังสือบันทึก ออกไปป่าเขาถ้ำออกไปนั่งหลับตาไปสู้กับเสือสิงห์กระทิงแรด เข้ามาเป็นนักปฏิบัติธรรมพระกรรมฐานพระธุดงค์อะไรก็แล้วแต่ โอ้โห เลอะเทอะไปกันใหญ่ มันหลงผิดหลงทาง แล้วก็อธิบายกัน ถ้าไม่มีอาตมาเข้ามาขวางไว้เขาก็จะไปหลงผิดอย่างนี้ไปอีกนาน 2,500 กว่าปีผ่านไป อาตมาก็เกิดมาทำงานเพื่อจะเอาศาสนาพุทธคืน ดึงเอาพุทธธรรมกลับ ไม่เช่นนั้นไม่ได้เป็นคนของพระพุทธเจ้า กลายเป็นคนของเดียรถีย์ไป ศาสนาพุทธนี้สอนให้คนมีความรู้ มีจิตวิญญาณที่เป็น วสวัตตีโก เป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ก็สามารถที่จะเอาตัวเหตุที่มันทำให้จิตของเราอ่อนแอ ตกอยู่ในอำนาจของมันคือกิเลสออกให้หมด เมื่อเอากิเลสออกหมด หรือ เอากิเลสลดลงไปได้เราก็จะมีอำนาจเป็นตัวเอง เป็นตัวเรา เป็นจิตที่มีพลังงาน เป็นจิตที่อิสระเสรีภาพ ปัญญาก็จะแจ่มใส รู้จักความจริงตามความเป็นจริง เป็นปัญญาที่ไม่ถูกหลอก ไม่ถูกกิเลสครอบงำหลอกไปเป็นโลกีย์ เป็นตัวเองที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นอรหันต์ขึ้นไป เป็นผู้ที่มีดวงตาบริบูรณ์ เห็นอะไรกันเรื่องถูกต้องเป็นจริงสมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรพราง ลวง โลกหลอกไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะไม่ตกอยู่ใต้อำนาจโลกหลอกเด็ดขาด แล้วก็มาช่วยมนุษย์โลก คนที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้วจะเป็นคนที่ อิสรเสรี แล้วก็เป็นคนดี เรียกภาษาง่ายๆตื้นๆว่าเป็นคนดี แล้วก็จะรู้จักการงานที่ควรทำ ไม่ไปทำมิจฉากัมมันตะ งานการที่ไม่ได้เรื่องไม่ประกอบอาชีพมิจฉาชีพ พูดก็ไม่พูดไปตามที่เขาพูดกัน พูดในมิจฉา 4 ไปพูดโกหก ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ พูดแต่ดีๆ อาตมาไม่พูดหยาบคาย เพ้อเจ้อ พูดแต่สาระ ไม่พูดส่อเสียด ส่อเสียดพูดอย่างไร คือพูดให้คนนี้อย่างนี้ ให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้ไม่เป็นสุขสงบ ทำให้คนเกิดไม่โกรธก็หลงกัน ไม่โกรธ ก็ไปโลภ แก่กันและกัน อย่างผู้หญิงกับผู้ชาย โลภทางเพศ โลภแก่กันและกัน อยากได้กันและกัน ฟังรู้เรื่องไหม อยากได้กามแก่กันและกัน อย่างนี้เป็นต้น นี่เห็นไหม ใช้ภาษาสื่อ จะรู้เรื่อง ความหมายไม่ได้ผิดเพี้ยนถูกต้องลึกซึ้งดีด้วย เขาโลภแก่กันและกัน เรียกอีกภาษาว่า เขาราคะแก่กันและกัน ไม่พูดถึงกะเทยนะไม่เกี่ยว กะเทย อาตมาไม่ยุ่งกับเขาหรอก เพราะพวกนี้เขามีจริตจะก้านคนละเรื่องกับอาตมา อาตมามันตรงๆ กะเทยนี้ไม่ตรงหรอก ดีดดิ้นไม่รู้กี่รอบ ทีนี้ ผู้ที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าศึกษาลดกิเลสตัวปลอมตัวเก๊ ตัวที่เปลี่ยนให้เรามีจิตที่ไม่อิสระ ไม่ฉลาดเต็มที่ ก็จะเป็นคนที่ไม่ดี เป็นคนที่ถูกกิเลสครอบงำน้อยหนึ่ง เช่น ผู้ที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ เป็นอรหัตมรรค ก็ยังถูกกิเลสครอบงำเหลือนิดนึงก็ตาม ยิ่งถูกกิเลสครอบงำเยอะเป็นอนาคามี ก็เป็นคนที่ไม่ดีตามนั้น ก็จะเป็นคนที่ยังมีมิจฉาชีพ มิจฉากัมมันตะ มิ จฉาวาจา มิจฉาสังกัปปะอยู่ ตามที่ตนเองมีกิเลส ที่เหลือที่มันยังมีฤทธิ์อยู่ในจิตเรา ก็จะเป็นคนทำงานทำกรรม การงานเลี้ยงชีพเรียกว่าอาชีวะ การงานทุกอย่างเรียกว่ากัมมันตะ การงานทางวาจาเรียกว่า วาจา มันก็ถูกกิเลสทำ เพราะฉะนั้นกรรมที่ออกไปเป็นกรรมที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะมันมีความคิด สังกัปปะถูกกามครอบงำ ถูกพยาบาทครอบงำ หรือวิหิงสาครอบงำ ส่วนที่เหลือก็ไม่ตรง จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ชื่อว่าผู้ที่ล้างกิเลสหมดอาสวะสิ้น จึงจะเป็นผู้ที่ทำกรรมกิริยาทุกอย่าง ทางคิด พูดทำการงานทุกอย่างจนกระทั่งถึงอาชีพเลี้ยงตน
640102 เทศน์ทำวัตรเช้าโดยพ่อครู งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 8