ความไม่เที่ยงเที่ยงแท้คืออะไร.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ความไมเที่ยง...ที่เที่ยงคืออะไรโดย พอทานสมณะโพธิรักษเมื่อ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๖ ณ พุทธสถานปฐมอโศกอาตมาไดอธิบายถึงเรื่องสัจจะ อยูที่สันติอโศกพอดีอาตมาอยากจะรูเรื่อง ที่พระพุทธเจาทานตรัสถึง เรื่องของการกําหนดเที่ยง ที่อาตมาเคยพบ แตไมรูวามันอยูในพระไตรปฎกเลมไหน เขาก็เลยไป ตรวจสอบ ในพระไตรปฎก มาใหดูมีอยูที่เดียวในพระไตรปฎกทั้งหมด ๔๕ เลม กดคอมพิวเตอร ออกมาดู มีสัญญายะ นิจจานิ นั้นมีอยูที่เดียว ครึ่งเดียวสูตรเดียวที่พระพุทธเจาทานตรัสประโยคนี้ ทั้งหมดในพระไตรปฎกทั้ง ๔๕ เลม ของเถรวาท คําวาสัญญายะ นิจจานิแลวก็มาดู แลวก็เปนเรื่อง ลึกซึ้งที่สุด เพราะวาแมแตคําตอบ คําถาม พระพุทธเจา ตอบพระพุทธนิมิต ก็คือเทวดานั่นเองที่พระพุทธเจาทานสอนเทวดา ก็คือสอนตัวเอง พระพุทธนิมิตเปนผูถาม พระพุทธเจาเปนผูตอบ คิดดูก็แลวกันวานั่นเปนอะไรคือเปนเรื่องลึกซึ้งที่สุด ถามเรื่องสัจจะ ถามเรื่องความเห็น ความเห็น ที่เลื่อน เลื่อนไปเรื่อย ความเห็นของทุกคนก็จะยึดความเห็นเปนอัตตา ยึดความเห็นเปนตัวอุปาทาน เสร็จแลวก็อธิบาย พระพุทธเจาทานอธิบายความเห็นมากอนพออธิบายความเห็นมาแลว ก็บอกไดวา ทําไมความเห็นของเจาลัทธิ ซึ่งถือวาปราชญเหมือนกัน จึงเปนความเห็นที่ตางกันไดทําไมสัจจะ จึงไมเปนสิ่งเดียวกัน ทําไมปราชญเหมือนกัน ถึงกําหนดสัจจะคนละอยาง ทําไมสัจจะไมเปน อันเดียวกันก็เปนปราชญดวยกันทั้งนั้น มันก็นาจะมีสัจจะอยูหนึ่งเดียวเทานั้น ทําไมสัจจะจึงมี ๒ อยางไดสุดทายพระพุทธเจาทานก็ตรัสตอบวา สัจจะทั้งหลายแหล ตางๆ นานา เวนสัญญา ที่เห็นวาเที่ยงเสีย ไมมีในโลกหมายความวา สัจจะไมมีดอกในโลกนี้ มีจริงๆก็คือ สัญญายะ นิจจานิ จะจริงที่สุดก็มีอยูที่ตัวนี้ ตัวสัญญายะ นิจจานิ
อ่านต่อ
คือตัวการกําหนดรูวาเที่ยง เที่ยงจริงๆ นิจจา นิจจานิ เพราะฉะนั้น ใครกําหนดรูวาเที่ยง ตัวที่เที่ยงนี้ได ตัวนั้นแหละคือสัจจะเพราะฉะนั้น ตางคนตางก็ไป กําหนด เที่ยงวาของตัว เพราะฉะนั้น จะไปเอาสัจจะ ไมมีในโลก มีการกําหนดเที่ยงเทานั้นอาตมาเคยบรรยายมาแลว ในเรื่องเที่ยง คือเรื่องของ เปนสิ่งนั้นสิ่งหนึ่ง แลวไมเปนอื่นอีก มันอันหนึ่ง อันเดียวเราจะเห็นจริงเห็นจัง ในตัวเราเลยวา อันนี้เที่ยง และความเที่ยงคืออะไร ความเที่ยงก็คือ ความแข็งแรง คือ ความตั้งมั่น คือความไมแปรปรวน คือความไมเปนอื่น เมื่อไร ๆ ก็ไมเปนอื่นอีก ทีนี้รูปนี่ก็เปนอื่นไปได เวทนาก็เปนอื่นไปไดสัญญาก็เปนอื่นไปได สัญญาก็คือการกําหนดรู หรือ ความจํา เอาละถาแปลวา ความจํานี่ เราจําอะไรไดแมนมั่นจําอะไรไดก็ถาเผื่อวา เราจะรูจักนิพพาน เราก็ตองกําหนดรูนิพพาน แลวก็จํานิพพานใหแมน อาการของนิพพานเปนอยางไรสภาวะของ นิพพาน เปนอยางไร เรียนใหดี เรียนใหถึงจุดที่พระพุทธเจาทานตรัสวา ผูที่ปฏิบัติเปนขีณาสพ หรือเปนพระอรหันตแลวนี่ เปนผูที่จบกิจ เปนผูที่ ไมตอง ศึกษาอีกไมตองอบรมอีก หมายความวา ไมตองปฏิบัติอีกแลว ปฏิบัติจบแลว เสร็จแลว จบแลวจบเลย จบแลวที่เที่ยงแลวหมายความวา ไมแปรปรวน ไมเปนอื่นอีก ไมตองกลับมาศึกษา ใหม ไมตองมีความรูใหมอีกแลว สําหรับตัวนิพพานนะ แตสัพพัญุตานั้นมีเพิ่มได มีใหมเพิ่มไป อีกได แมเปนพระพุทธเจาแลว ยังมีความรูลึกซึ้งใหมขึ้นไปอีก ไมมีจบดอกในเรื่องของการรูในโลก เพราะวา โลกที่ตัวเอง ไมเกี่ยวของ มันมีอยูเยอะ เพราะฉะนั้น รูใหมพวกนี้ได แตรูจักกิเลสแลวก็ดับกิเลสไดสนิทในผูใด ในตัวตนของใคร ในอัตภาพ หรืออัตตาของใคร สามารถทําลายอัตตา จบอัตตา ตัวตนของตน ไมมีตัวตนจบกิจของตัวตน ไดอยางแนชัดแลว จบจริงๆ เที่ยงจริงๆไมตองไปศึกษาอีก ไมวาจะอีกชาติใด ปฏิญาณตน หมุนเวียนอยู เปนพระโพธิสัตว เกิดอีกกี่ชาติ กี่ชาติๆ ก็ตาม ก็ไมตองไปทําแบบฝกหัด อันนั้นซ้ําซากอีก ถึงทําก็ทํา มันมีซอนอยู ที่อาตมาเคยพูดวา เหมือนลิงลมอม ขาวพองเปนแคเพียงคําสมมตินิดๆ หนอยๆ เทานั้น โดยปรมัตถ ไมตองไปทําอีก เพราะปรมัตถนั้น พอทําสมมติที่มันถูกหุม ถูกพอกตามเขาขางนอก ของคนอื่น เขามาพอกเราหนอย เราก็ลางนิดหนอย แลว จุดนั้นจะเปนจริง โดยไมตองมีใครบอกไมตองไปเรียน ไมตองไปศึกษา ไมตองมีใครมาบอก มาสอน เปนปจเจกของตนเอง แลว อันนั้นก็ยังคงเปนของเดิมไมเปนอื่นไปอีก ก็คือ วิมุติหลุดพน ดับสนิท มีความเที่ยงแทของนิพพาน ของความสูญกิเลส สูญตัวตน มีอันนั้นไมเปนอื่นอีกเลย ไมแปรปรวนเลยอาตมาก็ไดขยายความเอามิจฉาทิฐิสูตร สักกายทิฐิสูตร อัตตานุทิฐิสูตร มาขยายใหฟง กอนที่จะเจอ จูฬวิยูหสูตรสูตรวาดวย สัจจะ ผูยึดมั่นในทิฐิของตนอาตมาอธิบายมิจฉาทิฐิสูตร สักกายทิฐิสูตร อัตตานุทิฐิสูตร อธิบายมากอน เคยเจอสูตรนี้ กอนที่ จะเขียนทางเอกดวยซ้ําแลวก็เคยบรรจุสามสูตรนี้ไวในทางเอกดวย แตอันนี้ไมเคยเจอดอก อันนี้ มาเจอทีหลัง ซึ่งก็สอดคลองกับที่อาตมารูแลวเห็นแลว เขาใจแลว เอามาพูดแลวดวยตรงกัน นั่นคลายๆ กับวา ศาสนาพุทธนี่ สอนความไมเที่ยงแตทําไมตองเปนความเที่ยง มันคลายๆ กับกลับ นี่แหละ คลายๆ กับพูดตลบตะแลง พูดไมอยูกับรองกับรอย ความจริงไมใชพวกเราศึกษาดีๆ แลวเรา จะรูวาไมใช ความหมายของความจริงแท หรือสัจจะนั่นแหละ ความจริงความเที่ยงนั้น เกิดจากสัญญา และสัญญาที่เที่ยงนั้น คือสัจจะ โดยเฉพาะที่เที่ยงก็คือ อาการที่กิเลสสูญ เที่ยง นอกกวานั้น ไมมีอะไรเที่ยง เปนจิตเปนเจตสิก เปนเวทนา สัญญาเอง ที่ทานกําหนดรู เพราะฉะนั้น การกําหนดรู ความเสื่อมเปนที่สุด ความดับเปนที่สุดความไมมีเปนที่สุดที่สูญ ฉะนั้น ที่สูญอะไรก็ไมจริง ถาเกิด ภาวะที่ปฏิเสธ อยางที่ไดอธิบายสุดโตงไปดานขางปฏิเสธ ไม ไมไม แลวไมไดศึกษา รายละเอียด ของอะไร ดับมัน กดมันไวเฉยๆ แลวก็ไม เหมือนไมมีเฉยๆ ที่จริงนะกดภพ กดภวตัณหากดภวภพ กด กดมัน ปดมัน บังมัน โดยตนเอง ไมไดเขาไปกระทุงกระแทก ใหมันออกมา ใหมัน จนกระทั่งมัน เห็นหนาเห็นตามัน แลวก็ดับกิเลส ตัณหา อุปาทานนั้นๆ ใหหมดจริงๆไมรูรายละเอียด ของคําวากิเลส ตัณหา อุปาทาน อาการมันเปนอยางไรไมรู เมื่อไมรูมันไดแคกดๆ มันก็เลยกลายเปนภพอีกภพหนึ่ง ซึ่งเปนภพที่ปฏิเสธไดวิธีหนึ่ง เปนการปฏิเสธ เพราะฉะนั้น เราจะไมปดจิตแตเราจะเปดจิตตลอดเวลา แตนั่นแหละ คนที่ยังไมแข็งแรง ก็แบงไว ปดไวครึ่งหนึ่ง ทําครึ่งหนึ่ง เพราะตัวเราเองเราไมเกงก็ตองสราง สรางสัจจะความจริง สรางบุญบารมี สรางภูมิ สรางสภาวะ อินทรียพละของตนกอน แบงมาทําทีละสวนๆ บางทีนี่ แบงครึ่งหนึ่ง ยังสูไมไดเลย ตองแบง เอามาทําสัก ๑๐ % คนออนแอ ทํา ๒๐ % เพิ่มขึ้น ทํา ๓๐ % ไป ไปตามลําดับไดก็ตอง แบงทํา แตตองทําอยางเปดจิต ไมใชกลบ เสร็จแลวทําเปดจิต จะเปนฐานจริงใหแกเรา เมื่อทําได ทําไดแลว มีฐานรองเปนสั่งสมวิมุติ สั่งสมวิราคะ สั่งสมวิราคะ สั่งสมวิมุติไปไดจริง เพราะการดับ การละ การทําลายของพระพุทธเจานั้นเมื่อไดแลวเปนทรัพย เมื่อไดแลวเปนอินทรีย เมื่อไดแลวเปน พละ เมื่อไดแลวเปนทุนที่แท อยางลืมตา อยางอยูเหนือโลกอยางไมหลบไมลี้ไมหนี ผจญประจัน สัมผัส แตอันนั้น ไมมีฤทธิ์เลย ปริสุทธา ปโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสราเปนฐานอาศัยเฉย แตไมใชหนาดานมีปญญา มีความรู แลวก็ไดรับความรูซอนเติมขึ้นไป เพิ่มเติมขึ้นไป เสริมเติมขึ้นไป ไดละเอียดๆ ขึ้น จึงเกิดเปนดวงตาเกิดเปนแสงสวาง เกิดเปนความรู มาเปนตัวแข็งแรงแทน เพราะฉะนั้นตัวความรู กับตัวแข็งแรงกับตัวเจโต ปญญาก็เจโตจึงเปนหนึ่งเดียวกัน เจโตที่วิมุติ ดวยเหตุปจจัยใด มันสงบ สนิท แข็งแรงสนิท ตั้งมั่นสนิทแลว อาเนญชาไดแลวกับปญญามันอยูรวมกัน อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา เปนเจตโส อภินิโรปนา นั่นแหละ เปนจิตที่ตั้งมั่น แข็งแรงเปนฐาน ไมหนี ฐานนี้ไมกลบ เปนฐานที่ตื้น ฐานที่อยูปจจุบัน ฐานที่ไมมีอะไรฝง ไมมีอะไรหลบ อะไรแฝงเลย เปนฐานอยูในปจจุบันนี่เทียว ดับสนิทแลว เจโตที่ดับสนิทไปแลว อกุปปาเจโตวิมุติ ไมเปนอื่น วิมุติโดยไมอกุปปา ไมกําเริบอีกเลยแลวปญญาก็เปนตัวปญญาที่อยูรวมกับเจโตวิมุติ นี้ดวยกันชัดๆ เลย เพราะฉะนั้น มันจะเปนอํานาจ แสงสวางอํานาจที่แข็งแรงมาก ไมเหมือนกับเจโตที่กลบ ไมมีปญญาเขามาเรืองแสงชวย ปญญาที่ไมมีเจโตวิมุติ ปญญาก็วน ไมเที่ยงแปรปรวน ไมชัดเจน ไมยืนหยัด เพราะมันวน มันไมเที่ยงนั่นแหละ ปญญามันไมใชตัวปญญานี่ มันคิดมาตั้งแตเหตุแตผลอะไร มันไมมีตัวเจโตวิมุติที่แทอาตมาก็ไมรูจะอธิบายอยางไร มันยากที่จะอธิบาย แตวาฟงดีๆ คุณแมแตคิดตาม อาตมาคิดวา ปฏิภาณ ของคุณพอเขาใจได ถายิ่งคุณมีภาวะรองรับแลว จะเห็นจริงเลยวา เจโตวิมุติ กับ ปญญาวิมุติ มันตัวเดียวกัน อยูในปจจุบันนี้เทียวไมหลบ ไมหลีก ไมลี้ แลวเปนตัวที่ดึงชัดขึ้นมา ใชกันหมด ไมไดกลบ ไดฝง ไดพราง ไดซอนอะไรเลยคุณคิดใหดีซิ สภาพอยางนี้นี่ นี่แหละจิตที่เปน อุภโตภาควิมุติ มันวิเศษสุด มันแข็งแรง มันยอดเยี่ยม อยางนี้จึงทํางานไดอยางยิ่ง เปนฐานไดไปสวนหนึ่ง ไดไปเหตุปจจัยหนึ่ง หรือ ๕ เหตุปจจัย ๑๐ เหตุปจจัย มันก็ยิ่งเปนอินทรียเปนพละ เปนกําลังวิเศษทั้งแข็งแรง และรูจริงรูแจง รูแจง รูจริง สูงสงขึ้นไป เรื่อยๆ ตามลําดับ เพราะฉะนั้นจิตวิมุติของพระพุทธเจานี้ จึงไมเหมือนฤาษี ไมวาจะเปน ฤาษีปา หรือฤาษีกรุง ฤาษีเมือง ไมวาจะเปนฤาษีชนิดไหนไมเหมือน มีความเที่ยง ความมั่นคง แนนอน ชัด ยืนหยัดยืนยัน ไมใหผูรู เจาของเจาตัวผูรู ไดเห็นของจริงอันนี้การกําหนดรูเมื่อใดๆ ก็เห็นจริงเลยวากิเลสไมมี กิเลสไมมี ไมเปนอื่นเลยแข็งแรง และไมแปรปรวน เพราะฉะนั้นตรวจสอบจิตเจโตปริยญาณ มันก็จะตรวจไปเรื่อยๆ เลย เห็นจิตวา โอ วิเศษเยี่ยม นี่เปน สอุตรจิตอยางไร อนุตรจิตอยางไรและอนุตรจิตที่มีสภาพ เปนประโยชนคุณคา ตอผูอื่นอยูจริง เปนสมาธิ แบบ สมาหิตะ แลวก็ไมมี อวิมุติจรเจโตปริยญาณตัวหลักสุดทาย ที่อาตมาอธิบายแลววา อนุตรจิต ก็จะประกอบ ไปดวย สมาหิตะ ประกอบไปดวยวิมุติจิต สมาหิตจิต วิมุติจิตอยูใน เจโตปริยญาณ ๑๖ ดวย สามตัวสุดทายนี่ จะเปนตัวยืนหยัด ยืนยันอยางแทจริงเลย ลักษณะของอนุตรจิตนั้น สมาหิตจิต จะเปนอยางไร มันเปนความแข็งแรง ตั้งมั่น ที่อะไรมากระทบสัมผัส อะไร ที่มาโดยเฉพาะ เหตุปจจัยที่เราทําไดเปนลําดับๆ มันมากระทบสัมผัสอยางไรๆ มันก็แข็งแรงๆ มันเปนตัวพิสูจน ยืนยันอยู ไมหนี นี่แหละพิสูจนเมื่อไรก็ประจํา เมื่อไรก็ประสบ เมื่อไรก็กระทบ กระแทก สัมผัสอยู แรง จัดจาน มีเหลี่ยมมีมุม มีเลหมีเลสอะไรมากอีกเทาใด ๆ มันก็ยิ่งจะพิสูจน ตัวเราวา เรารูทันไหม รูเทาทันโลกียะอันนี้ไหม เพลี่ยงพล้ําไหม นอกจากรูทันแลวมันยังแวบวาบ มันยังเปลี่ยนแปลงเปนอื่น มันยังมีอารมณกิเลส จะเปนอารมณกามภพ หรือ ภวภพก็ตาม มีไหมผูที่ศึกษาจริงๆ ก็ผาน ก็จะอานของตัวเองอยูตลอด ตรวจสอบของตัวเอง ยิ่งสภาวะปจจุบันเลย กระทบ เดี๋ยวนี้กระแทกเดี๋ยวนี้ จะเกิดหรือไม อาการ อารมณ อาการลิงคะ นิมิต อานออกเดี๋ยวนี้ ไมมี ไมมี สัญญากําหนด รูวาไมมี ไมเกิดไมมี ไมเกิด ไมมี ไมเกิด ไมมี ไมเกิด เที่ยง ตรง ไมแวบไมวาบ ไมหวั่นไมไหว ๑ ครั้ง ลานครั้ง แลวที่มีสภาพจริงกระทบสัมผัสนี่ มันไมใชวากระทบ ๑ ที แลวก็ ผานไป ถามันมีอยูจริงๆ แลวก็จิต เกิดรับรูอยูนี่ มันเกิดดับ เกิดดับ เกิดดับรับรูๆ แลวก็รับรู รับรูมัน นับครั้งไมถวนดอก และวาระที่เราจะมีเหตุการณตรงนี้ อีกมากเทาใด ก็ยิ่งเปนหลักฐานยืนยันเรามากครั้ง มากวาระเทานั้นๆ วา สัญญาย นิจจานิ สัญญาย นิจจานะ สัญญาย นิจจานิ กําหนดรูวา แข็งแรง เที่ยง ตรงไมมีเปนอื่น ชัดๆ ปญญาก็ยิ่งจะชัด เจโตก็ยิ่งจะบอก โอย มันเกง มันแข็ง เจตโส อภินิโรปนา ปกมั่น แข็ง เที่ยงแทไมแปรไมปรวน ไมหวั่นไมไหว ไมโอน ไมเอน ไมแวบ ไมวาบ ไมวูบ ไมมีธุลีละอองญาณคุณตองรูดวยตน ชัด ยิ่งชัดจริงของตน ไมมีใครมารู ใหแทนเราได ยอมเกิดญาณตัวนั้นเอง เพราะฉะนั้นอยาไปหลบเลย ยิ่งหลบก็ยิ่งนาน ยิ่งชา ยิ่งเนิ่นชา ยิ่งไมประสบผล คุณลักษณะพวกนี้ เปนคุณลักษณะที่อาตมายึดมาอธิบาย สูพวกคุณฟง ฟงไวดีๆ บันทึกภาษา อาตมาพยายาม ที่จะใช การบรรยายนี่โดยตั้งใจที่จะอานสภาวะอันลึกๆ นี่มาเปนครั้งคราวที่จะบรรยาย บางทีมันพูดแลว มันไมใชงายอาตมาจะอานสูตรหลายๆ สูตร ซึ่งเปนสูตรที่อาตมาบรรยายมาบางแลว คลายกัน แตก็มีนัยตางกัน แลวก็ละเอียดบางแงบางมุม อธิบายถึงความไมเที่ยง ถึงความกําหนดลงไป แลวที่สุด ภพก็คือภพ ทานใชภาษาวา ภวะ เรียกวาภพเพราะฉะนั้นจริงๆ แลวก็เราก็ดับภพ คือดับภวตัณหาเทานั้น กามตัณหา ก็เปนภวตัณหา กามตัณหาเปนภวตัณหาก็คือมันก็เปนภพ กามมันก็เปนภพ วิภวตัณหา ก็เปนภวตัณหา เพราะวิภวตัณหาก็เปนภพ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจาถึงตรัสตัวกลาง ตรัสจริงๆ วาดับสนิทก็คือ เปนผูดับภวตัณหา หรือดับภพ ผูดับภพหรือดับภวตัณหาไดสิ้นผูนั้นก็สูงสุด สวน วิภวตัณหานั้น เปนสมมติสัจจะได เมื่อเปนพระอรหันตแลว ก็มีวิภวตัณหาเปนเครื่องใชสอยเปนประโยชนแกผูอื่นไป เทานั้นเอง สําหรับตนนั้น เมื่อเที่ยงแทแนนอนแลว หมดภวตัณหาครบแลว วิภวตัณหาทานก็ปฏินิสสัคคะ แมแตทานจะอนุโลมกับคนอื่น เหมือนกับทานไปสัมผัสกาม แลวก็ แสดงความยินดีเหมือนกับอยางเลนกับเด็กๆ เด็กๆที่เขาจะตองสนุก หรือเขาจะตองอรอย เราไปเลน กับเด็กๆ เราก็แสดงอาการใหมันเหมือนเลยนะ เลนกับเด็กๆ ก็จะตองสนิทสนมเหมือนกัน เด็กบอก เอะ สนุกจริง เราก็ เออ สนุก อรอย เออ อรอยดวย แตที่จริงก็เปนสมมติสัจจะเหมือนมีกาม แตความจริง ทานไมไดมีดอก ทานไมไดเสพดอกแมทานจะสามารถที่จะปฏินิสสัคคะ สลัดคืน กลับไปปรุงรวมดวย รูดวย เหมือนเขารูเหมือนอาตมานี่ พยายามอยูทุกวันนี้ พยายามที่จะฟงเพลงสมัยใหมเขาใหเพราะ ปรุงตามเขา พยายามปรุงเพื่อที่อาตมาจะไดรับรสนี้ แลวก็จะไดรูรสนี้ จะไดมาแตงรสนี้ตามเขาดวย เพื่อะไดแตง ทันสมัยเขาบาง มันยังไมขึ้นเลยแตก็ขึ้นมาจิ๊ดหนึ่งแลว พยายามฟงเพลงสมัยใหมที่มัน แหมเขารอง สมัยใหม ที่ขายดีๆ ไมวาใครรองนี่ ชิดจายแลวมันรองเปนชิดจายแลว มันไมจิตใจ มันรองไมเปน จิตใจแลว มันรองชิดซายแลว พวกนี้ นักรองสมัยใหมมันเพราะแลวก็จังหวะลีลาอยางนั้น พยายามปรุงตาม ทั้งๆ ที่อาตมานี่ ติดเสียง ติดลีลา ศิลปะเพลง หรือเสียงนี่ นานชากวาเพื่อนละลางทีหลังเพื่อน ลางออก สุดเพื่อนนี่นะ ซึ่งคุณก็คง ก็เคยไดยินอาตมาบอกแลว มันก็ยังไมมัน แลวก็ไปเกิดรสชาติจําไดกับรส ลีลาศิลปะ สมัยเกาๆ เพลงทํานอง ลีลาแตงออกมาทีไร มันก็ยัง ไมออก เขาก็วามันเชยอยูนั่นแหละซึ่งอาตมาก็ตองยอมรับนะวาจริงดวย เราก็ยังลีลา ไพเราะแบบ เกาๆ อยู มันไมไพเราะแบบสมัยใหม เขาเลยก็พยายามปรุงตามอยูนี่ พยายาม ปฏินิสสัคคะ มันก็ยังไมออก ยังไมได ยังไมคอยเจง ยังไมคอยเต็มรูปเลย แตมันก็ไดนะมันก็พอได มันจะได เหมือนกัน นั่นแหละ คอยๆ ดูกอน มันจะเมื่อไร จะไดยังไมรูแตแนนอน อาตมารูแลว แมที่สุดอาตมากลับมาฟนฟูปรุงเปนเพลงเกาโบราณ หรือวาเคยไพเราะ อยางนี้อาตมาก็ทํามาไพเราะอยางนี้ ซึ่งผูที่รูรวมกัน เขาพอเขาใจไดวา เออ ก็ไพเราะอยางนี้ได แตอาตมาก็ดูที่ใจอาตมาติดใจไพเราะ อันนี้หรือเปลา ยึดติดปญญาเปนของเราหรือไม เมื่อเราแนใจ วาเราไมมี มันก็คือไมมีถามีเราก็ตองรูวามันมีอยู มันเหลือรสเหลือชาติ เหลืออะไรอยู เรามีญาณรูจริง แลวเราโกหกตัวเอง ตัวเองก็ตองซวยละมันก็ยิ่งเทากับตัวเองหลอกตัวเอง แลวก็หลอกผูอื่นตอ แตถาเผื่อวา เรารูจริงรูชัด แลวไมปฏิเสธ เออ อันนี้เรามีจริงๆแมนิดแมนอยเรามี เราก็ตองรับรอง ตัวเรา โกหกตัวเราเอง เราก็ซวยไปตอ เพราะฉะนั้น อยาไปโกหกตัวเองเลยแลวอยาผาไปโกหกคนอื่น ตออีกละ โกหกตัวเองก็บาปแลว ดันผาไปโกหกคนอื่นตอดวย โดยเฉพาะ อุตริมนุสธรรมพวกนี้นี่สภาวจิต เจตสิก รูป นิพพาน หรือ กิเลสพวกนี้แลว ก็อยาเทียวนะ พระพุทธเจาถึงบอกวา เรื่องนี้เปน เรื่องสําคัญ โกหกอันนี้อุตริมนุสธรรมพวกนี้นี่ ถาเปนสมณะก็ถึงกับตัดขาดจากศาสนา ไปชาติหนึ่ง เลย พรหมทัณฑอยางแรง ไมเอาภาระดวยเลยทั้งชาติ ๑ ชาติตัดทิ้งไป หมายความวา ฆาทิ้ง ๑ ชาติ จําคุกตลอดชีวิต หรือฆาทิ้งไป ๑ ชาติ เปนการลงโทษทางธรรมแรงมาก เมื่อไดรับรูอาการของโทษ อยาไปทําผิด ในเรื่องอยางนี้ อยาไปทําผิด ขั้นประหารชีวิตถึงแมวาเราเองทําผิด แลวเราโกหก ก็ไมใชวาจะไมเปนคุณคาของสัจจะ เปนคุณคาของสัจจะ เปนบาป ไมใชคาของบุญนะเปนคุณคาของบาปที่วารายแรงมีอยูสูตรหนึ่ง อาตมาไปเจอ พระพุทธเจาทานตรัสไวชัดถึงเรื่องภวตัณหา มีพระบาลีรองรับเลยวา ชีวิตยอมไมทําใหผูใดเดือดรอน ผูนั้นยอมไมเศราโศกในที่สุดแหงมรณะ ถาวาผูนั้นมีบทอันเห็น แลวไซร มีบทนี่คือมีตัวที่เปนพฤติกรรม เปนพฤติกรรม เปนบท เปนปริบท เปนความประพฤติ หรือ เปนลีลาอาการ โดยเฉพาะ ลีลาอาการของปรมัตถธรรม จิต เจตสิก อาการของอยูในจิต ถาเผื่อวา ผูนั้นมีบทอันเห็น นี่แปลจากบาลี อยางภาษาตรงตัวซึ่งมาจากภาษาบาลีวา ทิฏฐปโท ปทะก็บท นั่นแหละ ทิฏฐิ ก็เห็น ปทะ ก็บท ก็แปลทับศัพทวา บทอันเห็นนี่คือเปรียญหรือปราชญ ภาษาทาน แปล ก็ไมมีภาษาจะแปลแลว ทานก็ทับศัพท บทอันเห็น ทิฏฐปโท หรือทิฏฐบทนั่นแหละถาวาผูนั้น มีบทอันเห็นแลวไซร นับเปนนักปราชญธีโร เปนนักปราชญ ยอมไมเศราโศก ในทามกลางแหงสัตว ผูมีความโศกสํานวนนี้ ก็คงพอเขาใจ ผูใดถึงที่สุด อยางนี้แลว เปนนักปราชญ ยอมไมเศราโศกใน ทามกลางแหงสัตว ผูมีความโศก ฉะนั้นผูใดยังเศรา ยังโศกอยู ผูนี้ไมโศกภิกษุผูมีภวตัณหาอันตัดขาดแลว ภวะนะ ไมใชวิภวะ ฟงดีๆ ภิกษุผูมีภวตัณหา อันตัดขาดแลว มีจิตสงบ มีชาติสงสารสิ้นแลวนี่หมายถึง คุณลักษณะของพระอรหันต มีจิตสงบ มีชาติสงสาร หมายความวา มีความเวียนวนสังสาระไมมีการเวียนวนอีกแลว ไมมีการเกิดเวียนวน ชาติสังสาระ มีชาติสงสารสิ้น ก็หมายความวา ดับของวัฏสงสารหรือชาติสงสารดับการเกิด เราตองรูวาอะไรเกิด หรือดับ กิเลสอนุสัยอาสวะดับสนิท ไมเกิดอีก ธุลีละอองพวกนี้ไมเกิดอีกดับชาติ สิ้นชาติสงสาร หมดแลว ยอมไมมีภพใหม เปนผูไมมีภพใหม แนนอน เพราะฉะนั้น ผูนี้ดับภพหมด มีแตภพที่อาศัยเทานั้น เรียกวา วิภวภพ หรือ วิภวตัณหา ตัณหาอันยิ่ง หรือ วิภวภพอันยิ่ง ภพอันยังไมหมดรูปนาม ขันธ ๕ภพยังจะศึกษาเพื่อผูอื่น ไมใชภพเพื่อตนเอง หมดอัตตาตัวตน หมดตัวตนของคนจริง แมจะมีอีกตอไปก็เปนแคเพียงอาศัยเพื่อผูอื่น จิตสุจริตวาไมไดเสพ ไมไดบําเรอ ไมไดมาหลงสุข หลงทุกข ไมหลงเอร็ดอรอย ไมไดมีอัสสาทะใหแกตนอีกตอพระพุทธเจาใชคําจบ ก็ใชภวตัณหา ไมไดไปดับวิภวตัณหาเลย พระบาลีบอกวา ยัง ชีวิตัง น ตปติ มรณันเต น โสจติที่บอกวาชีวิตยอมไมทําใหผูอื่นเดือดรอน ผูนั้นยอมไมเศราโศกในที่สุด ในที่สุดยอม ไมเศราโศก ในที่สุดแหงมรณะ มรณันเตน โสจติถาวาผูนั้นมีบทอันเห็นแลวไซร ที่อานไปแลวเมื่อกี้นี้ สเจ ทิฏฐปโท ธีโร เปนนักปราชญ ถาผูนั้นมีบท อันเห็นแลวไซรเปนนักปราชญ ยอมไมเศราโศกในทามกลางแหงสัตวผูมีความเศราโศก โสกมัชเฌ ทามกลาง ความโศกเศราโศกในทามกลางความโศกนี่ น นี่ก็คือไม ยอมไมเศราโศกในทามกลาง แหงสัตว ผูความโศก โสกมัชเฌสัตวผูมีความโศก โสกมัชเฌ น โสจติ,อุจฉินนภวตัณหัสสะ อุจฉินนะ ก็คือ ดับแลว สงบ ดับสนิทแลว ตัดขาดแลว อุจฉินนะ ตัด อุจเฉท แปลวาขาด แปลวาไมมีตัดขาด อุจฉินนภวตัณหัสสะ ภิกษุผูมีภวตัณหา อันตัดขาดแลว สันตจิตตัสสะ สันตะก็สงบ มีจิตสงบแลว ภิกขุโนภิกษุผูมีจิตสงบ มีภวตัณหา อันตัดขาดแลว วิกขีโน ชาติสังสาโร มีชาติอันสงบสิ้นแลว นัตถิ ตัสสะ ปุนัพภโวติ ภโว คือภพนัตถิ ตัสสะ ปุนัพภโวติ ยอมไมมีภพใหม พระไตรปฎกเลม ๒๕ ขอ ๑๐๘อาตมาเอาอันนี้มาเพราะวา อาตมาเขียนเติมลงในหนังสือ คนคืออะไรอยู แลวก็เรากําลังอธิบาย ใหเห็นวา จิตตัวอาสวักขยญาณ ตัวจบกิจของพระอรหันตนั้น คือตัวที่ไมมีอาสวะ ดับอาสวะสิ้น แตไมไดดับที่ ภวตัณหา แลวอาตมาก็อธิบาย ที่ไดเคยเอามาอานใหฟงแลววา วิภวตัณหานั้น เปนเหมือน อากังขาวจร หรือ อิจฉาวจร เปนอาการของจิตที่เกงดวยเยี่ยมยอด มีความอยากได มีความปรารถนา มีความตองการ มุงมาด ที่แข็งแรงดวย แตไมเพื่อตน ไมไดเสพแกตนเปนกําลัง อันวิเศษ ของพระอรหันตดวย ที่ใชในการสราง กอบกอคุณคาประโยชน ใหแกมนุษยชาติ เปนความวิเศษของมนุษย เพราะฉะนั้น จึงไมไดดับ วิภวตัณหา หรือ วิภวภพ ดับภพเรียกมันวาภพ เรียกมันวา ภวะอาตมามาเจออันนี้ก็เลย นี่ยังไมไดใสเขาไปใน คนคืออะไร เขียนไปแลวสงไปแลว มาเจออันนี้อีก แหมนี่เอามาอางอิงประกอบดวย ก็จะลึกซึ้ง มีหลักฐานยืนยันชัดขึ้นไปอีกวา พระพุทธเจา ทานไมได กลาววาพระอรหันตนั้นดับที่ภวตัณหา แตดับอาสวะ ดังกลาวแนนอน พระอรหันตนี่ดับอาสวะ ดังกลาวแนนอน แตไมไดกลาววาดับที่ภวตัณหา จริง วางวิภวตัณหาได ไมไดติดใจ ในวิภวตัณหา ไดจริง แตบอกแลววา วิภวตัณหามันก็คือ ภวตัณหานั่นแหละ คือ ตัณหาในภพ เปนภพอันยิ่ง เปนภพอันวิเศษ เปนภพอันที่ทานไมติดเปนตัวตนแลว นั่นแหละแมภพที่ทาน ไมติดเปนตัวตนแลว ทานก็ไมไดหมายวา จะเอาภพนี้ไปดวย พระอรหันตตองรูวา เอาภพนี้ ไปดวยไมไดถาจะดับภพสนิท อยางปรินิพพาน แตถาพระอรหันตจะไมดับภพนี้สนิท จะไมปรินิพพาน ก็สัญญาย นิจจานิ กําหนดอันนี้เที่ยงไวกอน อันนี้ตอไวกอน อยาเพิ่งสูญ ก็เปน เรื่องของทาน อยามายุงกับกู เปนเรื่องของทาน นี่เปนภาวะพิเศษดีที่สุดหรือสมบูรณที่สุด ก็อยูที่จิต ตองละเอียด อยาโกหกตัวเอง ตัวนี้แหละสําคัญผูใดที่ชัดเจนแลว สัญญากําหนดรูอยางชัดหมดทุกอยางจริงแลว เห็นจริงวาดับสนิท จึงจะปฏิญาณ ตน วาดับสนิทถาไมดับสนิท อยาไปปฏิญาณตนพลอยๆ อวดอุตริมนุสธรรม อันเปนความชั่วราย ที่สูงสุด อวดอุตริมนุสธรรมโดยเฉพาะไปปฏิญาณตนวาบรรลุ ปฏิญาณตนวาดับสนิท ปฏิญาณตนวา หมดกิเลส ถารูอยูจริงๆจะรูโดยญาณรอบไหนที่รูตัวเองเล็กนอยเทาไหร ไมแนใจ อยากลาว เวนแตเปนความหลงที่แทจริงวา เรารูสึกวาเราดับจริงๆนะ แลวเปนความหลง มันซุกซอน ได นั่นก็แลวไป พระพุทธเจาก็ไมเอาผิด แมแตอาบัติทานก็ไมเอาผิดดอกไออยางนั้นมันหลงจริงๆ นะ มันรูตัวจริงๆ เลยนะวา เราดับสนิทจริงๆ เลย ไมใชไมเคยรูแว็บๆ วาบๆ เรายังไมหมดนะยังมีแวบๆ วาบๆ อยู อยาอุตริ ปฏิญาณออกมา ตองเอาใหมันชัดแน เที่ยงแท รอยครั้ง พันครั้ง โอนะ ดับแนแลว ไมเหลือจริงๆอยางนี้นี่ หลายทีแลว มันไมเกิด อยางนี้ไมเกิด เอาใหจริง หยั่งญาณใหรูตนใหจริงทีนี้ลองฟงสูตรตางๆ ที่จะสัมพันธกันไป วาดวยทรงแสดงสวน ๒ พระผูมีพระภาคตรัสวาดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณเกิดขึ้น เพราะอาศัยสวน ๒วิญญาณเกิดเพราะอาศัยสวน ๒ เปนอยางไร จักษุวิญญาณเกิดขึ้น หมายความวา วิญญาณทางตา เพราะอาศัยจักษุและรูป นั่นคือสวน ๒ อาศัยตากับรูป ซึ่งเปนอายตนะนอก อายตนะใน เราก็เรียน มาแลวใน ทุกขสูตรอาตมาเอามาอธิบายไปแลว เกิดผัสสะก็ตองมีสภาพ ผัสสะก็ตองเกิดสาม คือมี อายตนะนอก อายตนะใน กับวิญญาณถาวิญญาณทางตา ก็เรียกจักษุวิญญาณ วิญญาณทางหู ก็เรียก โสตวิญญาณ อะไรอยางนี้เปนตนสรุปแลวเกิดสามก็คือเกิดตา เกิดทวารนอก อายตนะนอก กับอายตนะใน รูปเปนอายตนะนอก ตาเปนอายตนะใน เสียงเปนอายตนะนอก หูเปนอายตนะใน กลิ่น ก็เหมือนกัน จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะนอก อายตนะในแลวก็เกิดเปนมามีวิญญาณ วิญญาณจากรูป ก็เรียกวิญญาณตา วิญญาณจากเสียงก็เปนวิญญาณหู อะไรอยางนี้เปนตนจนกระทั่งครบ ๖ รอบสามนี้ เปนผัสสะตรงนี้ตองอธิบาย ซอนลงไปอีกวา แลววิญญาณมันเกิดจากอะไร เกิดจาก ๒ วิญญาณ เกิดขึ้น เพราะอาศัย สวน ๒เปนอยางไร จักษุวิญญาณเกิดขึ้น เพราะอาศัยจักษุและรูป จักษุไมเที่ยง มีความแปรปรวน มีความเปนอยางอื่น รูปไมเที
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive