การเกิด.pdf
เนื้อหาในไฟล์
การเกิดโดย พอทาน สมณะโพธิรักษวันจันทรที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๗ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศกธรรมดา ธรรมชาติของวัฏฏะ ยอมมีเกิดขึ้น มีตั้งอยู มีดับไป หมุนวนเปนวัฏจักรอยูเชนนั้นๆถาเราไมรูเหตุแหงความเกิด และเราไมดับเหตุแหงความเกิดจนสิ้นสนิทได ความเปนวัฏจักร ที่เปนธรรมดาธรรมชาติก็ยอมเกิดแลว เกิดอยูเมื่อเรามาศึกษาถึงเหตุเกิด แลวเราก็ไดศึกษาวิธีที่จะดับเหตุเกิด จนเราไดดับจริงๆ ฝกฝนอบรมตนจนไดดับเหตุนั้นสนิท ถอนสิ้นอาสวะอนุสัย ก็จะไมเกิดอีก จะดับสนิท รูความดับสนิท เห็นความจริงเห็นของจริงแหงการดับสนิทดังนั้น คําวา การเกิด จึงเปนจุดสําคัญ ที่เราจะตองศึกษา ที่เราจะตองรูเหตุแหงการเกิด ทั้งที่ดี และที่ชั่วทั้งที่จะใหเกิดใหยิ่ง ทั้งที่จะไมใหเกิดอีกเลยดังนั้นในความหมาย หรือในความจริงแหงสิ่งที่จะเกิดอยู หรือไมให เกิดอยู จนกระทั่ง ไมมีเกิดขึ้น ไมมีตั้งอยูสูญสนิท ดับสนิทอยู สิ่งใดเลา ที่เราจะไมใหเกิดขึ้น ไมใหตั้งอยู สูญสนิท ดับสนิท หมดวัฏฏะเปนธรรมชาติไมมีแตเปนธรรมะอันเปนอมตะ เปนธรรมะอันวิเศษยิ่งมันจะอยูที่ใด เราจะตองคนควาใหเจอ และเปนผูที่รูความจริงของวัฏฏะ หรือธรรมดา ธรรมชาติ อันเกิดขึ้นและยิ่งเรา ยิ่งจะใหเกิดใหยิ่ง ใหตั้งอยูใหนาน และไมใหเสื่อม ไมใหดับไปได โดยเจตนารมณ ก็ยอมมีสิ่งนั้นอยูจริงดวยความปรารถนาดี เชน เราตองการใหศาสนาเกิดขึ้น ใหศาสนาตั้งอยู ใหศาสนาไมเสื่อม ดังนี้เปนตนนั่นคือ สิ่งที่เราจะใหเกิด แตสิ่งที่จะไมใหเกิดอยางยิ่ง ใหดับสนิท ใหไมเกิดอีกเลย ก็คือกิเลส ตัณหา อุปาทานซึ่งอาศัยจิตเปนแดนเกิดเพราะฉะนั้น เราจะตองพบตัวเกิดที่อยูในจิต ที่เปนแดนเกิดแทๆจริง มันเปนกิเลส ตัณหา อุปาทานที่อาศัยภพของจิตเทา
อ่านต่อ
นั้น ผูคนพบ ผูรูวิธีดับ ผูดับได ผูนั้นแล เปนผูพบอมตธรรมแลววันนี้ อาตมาก็ตั้งใจจะเทศนเรื่อง การเกิด คําวาการเกิดนี่ สําคัญ มันมีหลายนัยมาก ถาไมรู การเกิดแลวจับสภาพจุดเกิด แดนเกิด แลว จะใหเกิด หรือไมใหเกิด ถารูพวกนี้ ไมชัดนะ เราก็กลายเปน ปฏิบัติธรรม เลอะๆอยูอยางนั้นแหละ เขาใจเพี้ยนๆ แลวมันก็ไมแมนเปา สับสน ยกตัว อยางงายๆ เชนวาเราเขาใจเผินๆกันมานานวา เราจะไมใหรางกายนี้เกิด เสร็จแลว เราก็ทรมานกัน เหมือนหลายลัทธิ ใหรางกายนี้ทรุดโทรม ให รางกายนี้เสื่อม ผอมแหง แรงนอยไป แลวก็ไมไดมี สมรรถภาพอะไร เหมือนอยางลัทธิเชน พวกชีเปลือยนะ ที่เราไดดูภาพไปแลวเมื่อวานนี้ ไปบิณฑบาต บิณฑบาตเสร็จแลว เขาก็ใสบาตรแลวก็กราบอยางดีเลย แลวก็จะอธิษฐาน หรือไมเปนอธิษฐาน ก็ตามแตเถอะ คงตั้งใจพูดดังๆดวย ใหอาตมาตอหนา อาตมาสาธุ ขออยาใหตองตกไปเปนลูกศิษยชีเปลือยเลย วาอยางนั้น ทั้ง สีหนา น้ําเสียง ลีลาจริงจังวางั้น วา แหมรูสึกเศราใจ รูสึกทุเรศทุรังการ รูสึกวา แหม มันคงอาภัพอัปภาคเหลือกําลังแลว ไปเปนลูกศิษย ชีเปลือย พวกนั้นนะ คือเห็นสภาพแลว สัมผัสแลว มันโอโฮ เจาประคุณเอย เราจะเห็นได วา มันไมใชเรื่อง ศิวิไลซมันไมใชเรื่องความเจริญ มันสุดโตงไปอีกทางหนึ่ง ใหเห็นเดนชัดเลยวา มันโตงไป ยิ่งกวาพวกเรา พวกเรานี่เหมือนพวกมอซอ โลกๆที่เขาจี๋จา เขาปรุงแตงเปนแบบโลกียะ อยางฟูฟา หรูหรา แลวเขานิยมกันสรางคานิยมไปหลงในความงาม หลงในความสวย เขาก็เรียกของเขาวา ความเจริญ ความพัฒนาความศิวิไลซของเขานั่นแหละจนมาก และมันก็มีนัยที่ซอน มันมากเกิน จนกระทั่ง ทําใหคนเปนทุกขหนักเปนภาระเปนเรื่องผลาญ เปนเรื่องทําลาย แลวเปนเรื่องแยงชิง วุนวายกัน เกิดทุกขทรมานกัน เดือดรอนมากนี่เปนทิศทางของคานิยมของโลกียะ มันทําใหคนทุกข อยางนั้น สวนพวกสุดโตงไปในทางที่ไมเกิดๆๆๆแลวก็ไมสรางอะไรใหเกิด ไมทําอะไรให เกิด จนลัทธิ พวกชีเปลือยนี่ ถึงขนาดเขาจะไปนั่งอดขาว แลวก็นั่งสมาธินี่นั่งอด ขาวใหแหงลงๆๆๆๆๆๆ แลวก็ใหตายไปเลยนั่น เขาถือวา นั่นแหละอมตธรรม ถึงนิพพาน คนนั้นนะทําเกงถึงเกง เขาจนถึงขนาดนั้นนะ เรื่องรางกายตายนี่ เขาถือวา รางกายนี่ ไมใชเรื่องสําคัญอะไร รางกายนี่ไมมีประโยชนอะไรหรอกเพราะฉะนั้น ใครสามารถถึงจริงๆนี่ เขาจะทําอยางนั้น เพราะวา พวกที่เขาถือวาถึงขั้นอรหันตของเขานี่เวลาจะตายแลว จะตองไปนั่ง แลว ก็ไมกินขาว ไมกินอะไร นั่งทน ทนจริงๆ พวกนี้ทนมาก แลวก็ แหงลงๆๆๆ แลวเขาก็ตาย แตเขาถือวาคนนี้ องคนี้ละเยี่ยมยอดเลย แลวเขาก็อยูกันอยางนั้นละ อยูกันทรมานรางกายไปดัดตนไป ทําอะไรตออะไรไป ไมเอาภาระโลกียโลกอะไร รางกายผอมๆ แหงๆ กรองๆ แกรงๆ อยางนั้นนะแลวมันก็สมประกอบดวย มันเปนคนดํา ที่เราเห็นตัวอยางนะ ถาเปน คนขาว มันก็คงไมนาเกลียดเทานั้นนักหรอก ทีนี้กลายเปนคนดีเสียดวย มันก็เลยดู แหม นาเกลียดพิลึก ผอมกะหรอง กะแหรง ไมไดเรื่อง มันเกินมันเห็นเดนชัด โดยเขาไมรูวา ควรใหเกิด หรือ ไมควรใหเกิด เขาไมรู รางกายนี้ควรใหเกิดขนาดใดมีสันโดษขนาดใด มีความพอเหมาะ สัมมาพอดี ขนาดใด เขาไมรู เขาไมเขาใจ อาตมาเห็นวา แหม ลัทธิพุทธนี่เปนลัทธิที่ไมคานแยงกับโลก ไมคานแยง กับเมื่อใดๆ ไมคานแยง อกาลิโก สัมมา มัชฌิมา ปานกลางอยูในจุดที่ดีที่สุด ประโยชนสูง ประหยัด สุด ดีที่สุดอาตมาจะลองไลเรื่อง การเกิด ไปเปนตั้งแตระดับวัตถุ ไปจนกระทั่ง ถึงที่สุด มนสิการเปนแดนเกิด แลวก็จะรูยิ่ง เห็นจริงวา อะไรที่เราจะไมใหเกิด ใหดับสนิท ซึ่งเปนวิสามัญลักษณะ ซึ่งอาตมา ไดพยายาม เนนจุดนี้ขึ้นมาอีกพอสมควรตอนนี้ เนนถี่ แลวอธิบายถี่ เพราะจะขยายเรื่องไตรลักษณ และ วิสามัญ ของไตรลักษณพอเราเรียนรูมาตั้งแตเรื่องไตรลักษณนี่ เรียนรู ไมมีปญหาอะไร เรื่องไตรลักษณ การเกิดขึ้น ตั้งอยู แลวก็ดับไปเปนธรรมดาสามัญ ไมมีปญหา เพราะฉะนั้น ถาเผื่อวา เรารูขอตรงนี้กอน ขอเจาะตรงนี้กอนนิดหนึ่งวารางกายขันธนี้มันเกิดขึ้น แลวมันก็ตั้งอยู แลวมันก็ดับไป รางกายนี้ อะไรเปนเหตุใหเกิดอยู อาหารเปนเหตุอาหารเปนหนึ่ง รางกายนี้ดวยรูปขันธ อะไรเปนเหตุ อาหาร คือขาวสุก ขนมสด อาหาร คือกวฬิงกราหาร เปนเหตุสําคัญใหญหลัก ซึ่งใครก็รูอันนี้เพราะฉะนั้น ใหอาหารมันกินอยูเมื่อไหร คือเหตุเกิด เราไมไดดับเหตุ เราไมไดอดอาหาร เหมือนอยาง พวกเชนที่เขาทําอยางนั้น พระพุทธ เจาไมเคยใหอดอาหารตาย รูวาเหตุเกิด แลวเราไมไดดับเหตุนั้น แมพระพุทธเจาซึ่งวันจะปรินิพพาน ทานก็ยังรับประทานอาหาร ก็ยังใหเหตุเกิด เหตุก็เกิด เพราะเรา ใหเหตุอยู ใหอาหารเปนเหตุรางกายก็ยังเกิดอยู อยางนี้เปนตน เราไมไดไปดับเหตุอาหารนะ สิ่งที่ใหเกิด เกิดไป เหตุ คืออาหารก็ใหมันกินไปใหสมควรพอเหมาะ สัมมา เมื่อไดสัมมา รางกายก็อยู อยางสมบูรณพอดี สมดุล ไมอวนไป ไมผอมไปไมออนแรงไป ไมมีพลังงานแคลลอรี่มากเกินไป จนกระทั่ง ไปหาปบเตะ ไปวุนวายอะไร เดือดรอนอยูในสังคมไมไปทําอะไรเกินๆ การๆแรงไป เพราะวา มันไมรูความจริง พอดี พอเหมาะของชีวิต ไมรูความพอดีของเหตุใหอาหารมันมากไป มันก็ไป สังเคราะห แคลลอรี่มากไป แคลลอรี่มากไป มันก็ฟุงซานมากไปมันก็ไปเที่ยวไดสราง ไดทําอะไรตอ อะไรเยอะเกินไป วุนวายเกินไป มันเปนธรรมดา แตถาพอดี มันก็พอดี แลวเราก็ไมไดดับเหตุนี้ อยางนี้เปนตนทีนี้ ถาเผื่อวา เรารูจักตัวเหตุที่เราจะไมใหเกิดชัดเจนวา ตัวนี้ไม ใหเกิด อะไรไมใหเกิด พระพุทธเจาสอนในเรื่องทุกข เหตุแหงความทุกข ดับ ทุกข ดับเหตุแหงความทุกข แลวก็มีชีวิตเปนธรรมดา ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเปนคนธรรมดาเหมือนชาวบาน ปฏิปทา คามินีปฏิปทา แตดับทุกข ไมมีทุกข เพราะรูเหตุ อยางชัดแจง ดับเหตุดับสนิทอยางชัดแจง ไมมีเกิดอีก เห็นความ ไมเกิด ไมใชวา ตายไปแลว ถึงจะไมเกิด ไมใช รางกายนี้ตายแนรางกายนี้ จะเกิดอีก ไมเกิดอีก เราจะรูดวย ญาณปญญา เราจะตั้งจิตเกิดอีกหรือไมเกิดอีก เรารูดวยปญญามันมีความลึกซึ้งมากตรงนั้น คุณฟง อาตมาพูดนี่ คุณฟงแตภาษา แตคุณยังไมรู เพราะคุณยังไมเปนพระอรหันตคุณยังไมรูหรอกวา มันไมเกิดอีก มันเปนอยางไร แตก็มีตัวนอย มีรอบเล็ก รอบนอย ใหคุณไดพิสูจน เชนเราดับสนิทกิเลสในจิตที่เปนแดนเกิด ในสัมภวะ เราดับกิเลสในจิต ตัดกิเลสเรื่องใดอันใด เราชัด นี้เปนเหตุมีผัสสะกับอันนี้แลวละก็เปนเหตุ ตั้ง แตผัสสะขางนอก เราทนไมได จนเราทนได แตก็ยัง มีเกิดใน เปนอนาคามีภูมิยังเหลือรูปราคะ อรูปราคะอะไรอยู เราก็ดับรูปราคะ อรูปราคะจนสิ้นเกลี้ยง ถอนอนุสัยอาสวะไมเหลือไมเหลือเลย เมื่อไมเหลือจริงๆ ก็ไมเกิดอีก คุณจะ รูเลยวา กิเลสเราไมเกิด วัฏฏะของกิเลสเรื่องนี้ ไมมีอารมณ ไมมีอาการที่เกิด เพราะเหตุนี้ แมแตผัสสะใน ที่เรียก ธรรมารมณ ในจิตเอง ขางนอกนี่ พอผัสสะยังไง เราก็ทนไดแลวก็เฉยวางไมเดือดรอน ไมไปทําอะไรกับมัน ไมไปปรุง ไปแตง ไมไปเมถุนกับมันเลย ขางนอกนะ ขางในแมมันจะมีสภาพ อาการ เราก็ไมมีจริงๆเลย เห็นสนิทรู รูจริงๆ รูของคุณเลยวา รูความ ประชุมลง รูเวทนาเวทนาเปนความประชุมลง เอาสูตรนี้ ก็ไดมากอน มูลสูตร เรามีฉันทะเปนมูล เรามีความยินดีพอใจ เขาใจ ดีใจหรือใจของเราดีแลว เราพอใจแลว ใจเราพอ ใจเรารู ใจเราเห็น เรายินดี มีฉันทะนี่ เปนความยินดี มีความสบายใจมีฉันทะเปนมูล มีมนสิการ เปนแดนเกิด มีตัวกิริยา การงาน การกระทําไดจริงๆ อยูที่จิต เปนแดนเกิดมีผัสสะเปนเหตุ เปนเหตุเกิด เปนสมุทัย มีเวทนาเปนที่ประชุมลง มีความรูสึกสุข รูสึกทุกข หรือวา มันไมสุขมันไมทุกข มันเปนอัพยากฤต มันเปนสภาพที่ไมตองเปน มีสมาธิเปนประมุข มีสมาธิเปนที่ตั้ง แลวมันจะมั่นคงแข็งแรงตั้งมั่น ตั้งมั่นจริงๆ คุณใหดับ ใหตั้งมั่น ก็ดับตั้งมั่น คุณใหเกิดตั้งมั่น ก็เกิดตั้งมั่นอยู อยาง พระพุทธเจานี่มีความเกิด ตั้งมั่น จนสรางศาสนาใหเกิด จนสรางศาสนานี่ เกิดมา ตั้งหลายพันปแลว ตั้งมั่นอยูเดี๋ยวนี้หลายพันปแลว คําวาตั้งมั่นนี่ ไมใชเรื่องเลนๆเพราะฉะนั้น ถึงบอกวา เดี๋ยวจะพูดเรื่องการเกิดนี่ใหพิสดาร ให มากกวานี้ใหฟง มีสมาธิเปนประมุขเปนความตั้งมั่น เปนประมุข เปนสิ่งที่จะ เปนแกน เปนแกนนํา เปนหัวหนานํา ที่จริงแกนแกนจริงๆนั้น วิมุติแตวาอันนี้ เปนตัวนํา ตัวที่ตั้งมั่น แลวก็เปนตัวหลัก ตัวนํา ตัวที่จะตองพาเปนพาไป ได เกิดนํานี่ มันจะตองเกิดจะมีอะไรที่จะนําไปไดจริงๆ ถามันหมดสมาธิ หมดความตั้งอยู ไมมีอะไรตั้งอยูแลว แลวก็ไมมีความแข็งแรงเหลวๆเละๆ มันจะไปนําอะไรไมได อยางนี้เปนตน สมาธิเปนประมุข มีสติ เปนใหญ มีปญญาเปนยิ่งทานแปลในพระไตรปฎก ทานแปลวาอยางนั้น ซึ่งอาตมาเอง อาตมาก็เห็น ดวยอยู แตก็ยังไมถนัดคํานั้นทีเดียวแตก็เห็นวาดี อาตมาก็ยังนึกวา คําไหนจะ เหนือกวานั้น จะดีกวานั้น ก็ยังไมงาม มันงาย มันสั้น มีสติเปนใหญมีปญญา เปนยิ่ง ก็ดี แตในพระบาลี ของทาน มีสติเปนอธิปไตย ภาษาบาลีวา อธิปเตย มีปญญาเปนอุตร อธิปเตยก็มันยิ่งใหญนะ มันมีอํานาจ อธิปไตย มีสติเปนใหญ เปนอํานาจใหญ แลวก็มีปญญานี่ เปนตัวเหนือ อุตรพระบาลีใชตัวนั้น มาแปลเปนไทย วายิ่ง วาใหญนี่ก็ดี มีตัวปญญาเปนตัวอยูเหนือ คลุม ดูแล จัดแจงเลย อันไหนใหเกิดก็ปญญาตัดสิน อันไหนไมใหเกิด ก็เปนตัวปญญาตัดสินไมใหเกิดแลว โดย ไมตองไปทํางาน อีกแลวมันก็ไมเกิดอยูเปนธรรมดา ก็รู ปญญาคือตัวตัดสิน เปนปญญาวิมุติ หรือเปน วิมุติญาณทัสนะอยูอยางชัดเจนอีกเหมือนกัน สวนอะไรจะ ใหเกิด จะเกิดมาก เกิดนอย เทาไหร ปญญาเปนตัวอุตรเปนตัวคลุมอยูเหนือเลย เหนือชั้นอุตร ปญญาเปนตัวเลิศ ตัวยอด อยูอยางนั้น จริงๆ มีวิมุติเปนแกน เปนสาระมีมุติเปนแกน มีอมตะเปนที่หยั่งลงๆ เปนโอฆธะ ภาษาบาลีใชคําวา โอฆธะ มีนิพพานเปนที่สุด ปริโยสานใน มูลสูตร นี่ ประเดี๋ยวจะอธิบายขยาย คอยๆออกไปแตจะ เนนตรงที่เกิด จะเนนตรง ที่เกิด แลวเขาใจ ตัวเกิดหรือคําวาเกิดอะไรนี่ ใหชัดเจน ไมเชนนั้น เราก็ไมรูเรื่อง เอ! เราจะไมใหเกิด แลวอะไรไมใหเกิด แลวอะไรใหเกิด ถาพระพุทธเจามีความเขาใจผิดนะ มีความหลงผิดอยางเผินๆ เหมือนอยางลัทธิพุทธ ในเมืองไทย นี่พูดกันงายๆแลวจะไมใหเกิด แตที่จริง ตัวเองก็ไมรู ไมรูวาตัวเองก็กินขาว ใหรางกาย เกิดอยู แลวความดีใหเกิดก็ไมรูวาเราจะทําดี ขี้เกียจ ไมขยัน ไมขวนขวายที่จะสรางดีใหเกิด ดีชั้นไหน ขนาดไหน ที่ควรใหเกิด ที่จริงดีที่สุดก็ควรใหเกิดทั้งนั้นแหละ ดีเปนประโยชนคุณคา ของสิ่งที่ดี เรื่องอะไรจะใหดับ โลกนี้จะไปใหความดีดับทําไมเขาไมเขาใจ ถาใครไปยึดดีอยู ยังไมเปนอรหันต แหม อยากเปนอรหันต แตไมเขาใจอยางชัดแจงถาพระพุทธเจาคิด เออ เราไมขวนขวายหรอก ดีมันก็เปน ธรรมดา ชั่วก็เปนธรรมดา เราไมติดดี ไมยึดดี ไมยึดชั่วกลางๆ เราเปนอรหันต ศาสนามันจะมาใหเกิด เหลือใหคุณทุกวันนี้เหรอ ทานอุตสาหะ ขวนขวายเทาไหรพระสาวก มหาสาวก คุณไมตองดู มหาสาวก อะไรมาก ดูพระโพธิรักษนี่ก็ได ขวนขวายเทาไหรเหน็ดเหนื่อยเทาไหร ยังแคนี้เลย วิเศษอะไรกันนักหนา ก็แคนี้เอง พวกคุณก็ไดของคุณ ไดวิเศษอะไรกันนักหนายังอีกไกล หรือใกล จวนอรหันตหรือยังละ จวนหรือยัง ก็รูอยูกันอยูอยางนี้นะ แลวจะมานั่ง แหม เราไมยึดดีไมยึดชั่ว ยึดดีไวเดี๋ยวไมเปนอรหันต มันซับซอนนะ อาตมาไมรูจะใชคําวาอะไร สภาพหมุนรอบ เชิงซอนนี่มันซับซอน ลึกซึ้งมากๆ แลวก็เรียนกัน โอ เรียนกันแตละคนนี้หวัดๆ อยางกะตัวเอง รูซับรูซอนรูชัด รูเจนเหลือเกินเห็นแลวก็อื่อ แหม ไมรูจะทํายังไง แลวก็ยึดตัวเองเสียดวยนะ โอโฮ เขา สอนมาเกาแก เกจิอาจารยๆอะไรสอนมาตองเอาเชื่อเกาแก มีอะไร พระโพธิรักษองคเดียว แลวก็มา พูดโดๆ เดๆ บาลีก็ไมเคยเรียนมา ไมมีครูไมมีอาจารยดวย อะไรอยางนี้ตางๆนานา ซึ่งอาตมาเห็นใจ อาตมาตอง แสดงฤทธิ์อันนี้ อาตมาตองทําใหเห็นใหได เพราะอาตมารู อาตมารูอะไรหลายอยาง ของอาตมา อาตมาตองพิสูจน อันนี้เปนอลังการของอาตมา อลังการของอาตมาอะไร อลังการของ อาตมา คือ ความจน คือความกระจอก อลังการ ของอาตมาคือความจน คือความกระจอก คือ ความไมมีอะไรที่จะไป ใครสัมผัสปุบ ตองเห็นทึ่งปบเลย ไมอาตมาตองแสดงความมีเนื้อ โดยที่ไมมีเนื้อ ภาษาซับซอนแลว อาตมาตองแสดงความมีเนื้อโดยความไมมีเนื้อใหเขารู ใหเขาเชื่อ ใหเขายอมรับใหได ถาเศรษฐีมีเงินทอง มีอลังการอะไรอยางนั้นอยางนั้นโลกๆ เปนโลกียตรงๆนี่ ไปใหเขาสัมผัส เขาก็ยอมซูฮกรับนับถือ มันก็ไมประหลาดอะไร แตเปนเศรษฐีที่ไมมีสตางค เศรษฐีที่ ไมมีเงินเลย เขาก็มานับถือวาเราอุดม เรามีความอุดมสมบูรณ เขาตองทึ่งเพราะเราไมมีอะไรเลย จน ไมมีสตางค ก็ไมมีจริงๆ แตเราสมบูรณนะ ขยายความขึ้นมา นิดหนึ่ง อยางนี้ เปนตนอาตมาไมมี อลังการ และอาตมาเจตนา อลังการอะไรจะไมใช แมแต ปาฏิหาริยอื่น อาตมาจะเอาอนุสาสนียปาฏิหาริย เทานั้นใหเพียว นี่เปนตัว นี่เปนของอาตมาเพราะฉะนั้น อาตมามีสิ่งเหลานี้เปนอลังการ มีความไมมี เปนอลังการ เปนเครื่องประดับของอาตมาแลวเราจะแสดง ใหคนนับถือความไมมี ความกระจอก ความจน ความมักนอย เนนตัวมักนอย ปางนี้ตองเนนอันนี้ดวย อาตมาปางนี้ สมัยนี้ก็ตองเนนอันนี้ดวย เพราะวามันหลงไอใหญไอโต ไอหรู ไอหรา จนมันพูดกัน ไมรูเรื่องแลว ปางนี้ ตองเนนอันนี้ดวย ขม ไอที่ใหญ ขม ไอที่หรูหราฟูฟา อยางนี้จริงๆ อยางนี้ เปนตนเพราะฉะนั้น เราก็มารูใหชัดลงไปวาอะไรใหเกิด อะไรไมใหเกิด อะไรควรที่จะเขาใจอยางแนแทแลว จะไปเบลอๆไมแมน ไมคม ไมเขาใจ ถาไมเชนนั้น เราจะเขาใจศาสนาพุทธไมได ศาสนาพุทธ ไมใชศาสนาทําลายสังคมไมใชศาสนาทําลายมนุษย ไมใชศาสนาทําลายความดี ไมใชศาสนาจะมา เที่ยวไดดอยที่สังคมเขานิยมมนุษยชาติในโลก คนในโลกเขานิยมศาสนาพุทธ ไมคานเลย แตลึกซึ้ง ละเอียดลออสิ่งที่ควรจะเจริญอยางนั้น อยางนั้นไมมีปญหา ใครๆฟงอาตมานี่นะ แลวก็อาตมา พามาทําหมูเมือง หมูบานนี่อาตมาพยายามกด พยายามที่จะใหลดใหมักนอย บานหลังเล็ก ใหอยูกัน นอยๆ อะไรนี่อาตมาไมไดสอนใหคุณมาอยูบานหลังเล็กหลังนอย ก็อยูกัน กุฏิใครกุฏิมัน งอกองอขิง ไมกอ ไมสราง ไมสรรไมใชนะ อาตมาบอกวา เราจะมาจนนะ แตเราจะไมจน มันมีคูเคียง อธิบาย ประกอบ จนที่สุด อาตมาบอกวาจะมีสถาปตยกรรมที่จะสราง อาจจะเปนวังหินออน ขลิบทองเลยก็ไดคุณฟงดีๆ ก็จะรูวา อาตมาไมใชวา อาตมาจะดับสูญใหพวกคุณเปนกระจอกไปหมด แลวจะไมมี อะไรนะ มีนะจะสรางใหญ ถึงขนาดที่อาตมาเปรยไปอยางที่วานั่นดวย แตอาตมาก็ไมไดมุง หมาย สรางไดไมไดอาตมาไมเกี่ยวเรื่องนั้น ไมเกี่ยง ไมไดก็ไมวา เพราะสมัยนี้ไมจําเปน ไมจําเปนตองไป อวดโออะไรเขาแตถาเปนไปได ก็ไมมีปญหา แตอาตมาก็บอกแนวโนมแลววา ไมใชอาตมานี่ โตงไป ขางหนึ่งเลยนะอีกขางหนึ่งไมมีอะไร ไมใช อาตมารูโลก ที่เขาจะอลังการ ดวยความหรูหราฟูฟา สวยงาม อาตมาเขาใจทั้งสิ้นแลวเราก็ไมไดดอยนอยหนาเขาหรอก เรารู จะทําหรือไมทํา แลวเรา ไมทําแลว ก็ไมนอยหนา ไมไดเปนปมดอยปมเสียอะไร อยางนี้ เปนตน อาตมารูวา ทิศทาง หรือวา ความควรวา อะไรควรจะจะมีขนาดไหนประมาณขนาดไหน ที่จะเปนประโยชนคุณคา ของสิ่งที่จะ สังเคราะห หรือ สังขารออกมา อาตมากําหนดสังขารประมาณสังขารได ที่ทํางานนี่ ก็ประมาณ สังขารมาตลอดเวลา อาตมาอยูเหนือสังขาร ไมใชสังขารเกิดหรืออํานาจกิเลส อํานาจอยากจะสังขาร ปรุงมาก ก็ไมรู ปรุงนอยเกินไป ก็ไมรู ไมใช รูสังขาร เหนือสังขารเขาใจสังขารปรุงเพราะฉะนั้น อะไรไมใหสังขาร ใหดับเลย เราก็ดับ ดับใหสนิท ดับใหตาย อันนี้ไมตองใหเกิดอีกเลย ก็ตองดับอันนี้ใหเกิดอยู ก็ตองใหเกิด ใหเกิดอยางยิ่ง ตองใหเกิด อยางนี้เปนตนจับตั้งแตเรื่องของความยินดี เอาสูตรนี้เปนหลัก เรามียินดี เปนราก เปนมูล เปนเคาเงื่อน เปนตนทาง มีความยินดีเพราะฉะนั้น ก็ขอเปรยปรายกับพวกคุณเลย อาตมาพูดมามาก พูดบอยกับพวกคุณ คุณพอใจ จะอยูนี่คุณอิสรเสรีภาพของคุณนะ คุณยินดี พอใจของคุณเอง อาตมาไมไดปกปด เพราะฉะนั้น จะมาตูอาตมาอะไรไมไดมีฉันทะของคุณเอง ความยินดีที่วานี้ มีความพอใจ มีความรู ใชความรู เปนตัวตัดสินของตนๆ ของใครก็ของมันตัดสินแลววาดีนะ อยางนี้ดีหรอก เอา เอาอันนี้ละ เปนตัวตนทาง เปนตัวรากเคา เปนตัวตนนะ จะไปเรียกอะไรละ มีมูลรากเปนเคาเงื่อน เปนจุดเริ่มตน คุณตอง มีความยินดี พอใจ ความหมายอันนี้ ถาใครเขาใจชัดเปนปฏิภาณจะเห็นไดวา อันนี้แหละ คือ ความอิสรเสรีภาพ ไมใชเรื่องของการเผด็จการ ไมใชเรื่องของการมาบังคับกดขี่ขมเหงน้ําใจอะไร น้ําใจเปนของคุณ คุณเปนผูยินดี คุณเปนผูไมยินดี คุณเปนผูพอใจจะเอา ไมพอใจจะเอาเปนของคุณเองเพราะฉะนั้น ของคุณพอใจจะเอา ยินดีเอง นี่เปนตัว อาตมาถือวา เงื่อนไขอันนี้ชัดเจนมาก ของพระพุทธเจาอันนี้เปนมูล เปนตนเคา ถาที่จริงสูตรนี้นี่ มันมีอยางนี้ๆ พระพุทธเจาเคยตรัส ถามภิกษุ เพื่อจะสอนสูตรนี้ วานี่เธอทั้งหลาย เธอมาปฏิบัติธรรม หรือมาศึกษานี่ เธอมีอะไรเปนมูล มีอะไรเปนเหตุ มีอะไรเปนอะไรนี่ทานวาอยางนั้น มีอะไรเปนมูล มีอะไรเปนเหตุ พระลูกศิษย สาวกของทาน ก็ทูลตอบวา ขาพเจาทั้งหลายมีพระตถาคต มีพระผูมีพระภาคนั่นแหละเปนมูล เปนเหตุ มาเพื่อพระผูมีพระภาค พระพุทธเจานะทานหยั่งรูแลววา ภิกษุจะตอบอยางนั้น เพราะศาสนา ในสมัยโนนเปนอยางนั้น คือเขาติดพระเจานอกจากติดพระเจา เปนมูล เปนเหตุแลว เขาก็มาติดบุคคล คือ พระพุทธเจา นอกจากพระเจา ซึ่งไมมีตัวตนแลวเขาก็มามีตัวตน ถือวามามี พระพุทธเจาเปนใหญ เปนยิ่ง เขาก็เอาอันนั้นเปนเหตุ ซึ่งพระพุทธเจา ไมสอนศาสนาอัตตาอยางนี้ ไมไดสอนศาสนาศรัทธาอยางนี้ ตัวเดียวโดเด ศรัทธาพระเจา ศรัทธาพระพุทธเจา แลวก็เอาตัวนี้เปนอัตตา พระพุทธเจาตองการแก แกประเด็น หรือแกปมที่มันหลงผิดอันนี้ สมัยโนน มันหลงผิด กันมานานไมมีศาสนาที่ชัดเจน ที่จะไมเปนอัตตาแบบนี้นะยากมาก พระพุทธเจาตรัสรู ชัดเจน จึงมาแกไขพระพุทธเจาจึงไขบอกวา ไข แสดง ใชศัพทภาษาทางคริสตบาง พระพุทธเจาจึงไขแสดง บอกวา เธอทั้งหลายฉันทะนั่นแหละเปนมูล ตองมีฉันทะเปนมูล ไมใชไปมี พระผูมีพระภาคเปนมูล ไมใช มีฉันทะเปนมูลมีมนสิการเปนแดนเกิด มีผัสสะเปนเหตุเกิด เปนสมุทัย แดนเกิดก็สัมภวะทานก็ตรัสไลมา เดี๋ยวอาตมาก็จะไลใหฟงอยางเมื่อกี้ มีผัสสะเปนเหตุเกิด แคนี้ แค ๓ ตัวนี่ชัด สําหรับ อาตมานะชัดเดนเลย ออ มันมีตัวผัสสะ เปนตัวเกี่ยวของตลอด ตั้งแตนอกและใน ในภพของจิต ของเรา เราก็มีผัสสะในที่เรียกวา ธรรมารมณ ขางนอกเราเรียกวา โผฏฐัพพารมณ ผัสสะขางนอก เราเรียกวา โผฏฐัพพารมณขางในเราเรียกธรรมารมณ ในภพของจิต มันก็มีสัมผัส นี่แหละ มันเปนเหตุ มันเปนตัวสําคัญเพราะฉะนั้น ถาเราจับเหตุอยางหยาบก็ไมรูเรื่อง ละเอียดเขาไปๆๆ จนกระทั่งถึงขางในเปนเหตุเกิด เราก็ไมรูเรื่องแลวดับเหตุไมได หรือปลอยใหเหตุนั้นเกิดไมเปน แลวประมาณเหตุนั้นก็ไมถูก จะใหเกิด เทาใด มีสันโดษอยูมีสัมมาอยู มีความพอใหเกิดเทานี้ละนะ ประมาณเทานี้พอดี สัมมา มัชฌิมา เราควบคุมไมได เราทําไมไดเราก็ไมใชผูที่อยูเหนือ ไมใชผูมีอุตระ ไมมีปญญา นั่นเอง ปญญาเปนอุตร เมื่อกี้ก็ไลไปแลว ปญญาเปนใหญเปนยิ่ง ปญญาเปนยิ่ง ที่จริงภาษาไทยนี่ จะเอายิ่ง มาใสตัวอุตระก็ได จะเอาใหญมาใสตัวอุตระก็ได แตก็เอาละเขาใชตัวนั้นกอน อาตมาถึงบอกวา ถาไมกํากับ ดวยภาษา บาลี ๒ ตัวนี้นะ สติกับปญญา สติเปนใหญ ปญญาเปนยิ่งนี่ ไมกํากับดวย อธิปไตย กับอุตรนี่ มันไมถนัดเลย อาตมาเห็นวา เปนภาษาไทย มันยังไมครบยังใชแทนกันได แลวดูมันสับสนอยู เหมือนกัน ที่จริงมันทั้งใหญทั้งยิ่งทั้ง ๒ ตัว สตินี่เปนตัวครองชีวิตอยูอยางมีชีวิตอยู ตองมีสติ และ ก็ตอง มีตัวปญญาเปนตัวนํา ตัวคุม ตัวจัดแจง ตัดสิน ทําอะไรตออะไรอยูทีเดียวมันสําคัญ ไมมีสติ ก็ไมไดเรื่อง ไมมีปญญา ก็ดอย ไมไดเรื่องเหมือนกัน ไมมีประโยชนคุณคาสูงสุดเอา ทีนี้ เมื่อพระพุทธเจาทานตรัส ทานก็ไมไดอธิบายอะไรละเอียด ลออเหมือนอยางที่อาตมา กําลังอธิบายใหฟงหรอก ทานก็ตรัสบอกสภาพพวกนี้พอสมควร คนสมัยโนน มันอุคฆติตัญู วิปญจิตัญู พอบรรยายพอทานบอกหัวขอ แตเพียงหัวขอ ขยายความนิดหนอย บัวก็บาน สวางไสว พวกเรานะ มัน เนยยบุคคลอธิบายไปเถอะ ขยายหัวขอนี่ ไมรูกี่ขยายแลว ขยายไปเถิด ก็ยังเฉย สูครูเสียดวย บางทีนะสูครูเสียอีกมันก็อยางนี้แหละ มันเปนธรรมดา อาตมาไมไดนอยใจ ไมไดอะไร หรอก เพราะวาอาตมารูอยูวา อาตมาคืออาตมา อาตมาไมใชพระพุทธเจา ที่จะไดมี แหม เหมือนกับ ผูที่นั่งเสวย มาถึง สอนพั้บ บรรลุอรหันต อรหันตเปนอะไรตออะไรเจริญงอกงาม ทําอะไร ก็มีผลเลิศ ผลยอดทันที อาตมาไมใชคนเชนนั้น อาตมาไมเคยหลงตัววาอาตมายิ่งอยางนั้น ใหญอยางนั้น ไมเคยหลงตัว รูดีอยู ก็พรอม พรอมที่จะเหนื่อย พรอมที่จะอุตสาหะวิริยะขวนขวาย แลวก็ทํานะอาตมาเขาใจเด็ดๆแนๆวา อาตมาจะตองสรางความเกิด สรางอะไร สรางงานที่ทํานี่แหละ สรางหนาที่อาตมาเปนโพธิสัตว ก็ทําหนาที่นี้ งานนี้ อาตมาเห็นวาสิ่งที่ดับ สิ่งที่มันไมตองใหเกิด รูของอาตมาเองวาอะไรอาตมาไมใหเกิด เอาตั้งแต ๑ วัตถุ อาตมาเอาตัวเองเปนหลักใหฟงกอนนะ เอาอาตมา เปนหลักที่จะถือเปนตัวอุเทศขยายความ ยกขึ้นแสดง อธิบาย อะไรตออะไรใหฟง อาตมาเอง อาตมาอธิบายดับ ใหคุณฟงก็คงจะลึกจนกระทั่ง คุณรูตัวดับไมได แตอธิบายตัวเกิดใหฟงประกอบ จะเห็นชัดกวา แตก็จะอธิบายดวยตัวดับก็ตองอธิบาย ในเรื่องตั้งแตวัตถุนอก อาตมาตั้งแตรู เขาใจ อาตมาใชคําวา ตรัสรูดวย แตวาตรัสรูอันนี้ไมใชคําวาตรัสรู อาตมาเคยขยายความ ไมใชตรัสรูของพระพุทธเจานะ อาตมาตรัสรู ในตัวตรั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive